เครื่องยนต์ Diesel Commonrail Turbo Intercooler ใหม่ สำหรับ ทั้ง XJ และ XF
ความเคลื่อนไหวของ Jaguar ค่ายรถยนต์ระดับพรีเมียมจากเมืองผู้ดีอังกฤษ ภายใต้การนำเข้า
จากทาง AAS Auto Service ในปีที่ผ่านมานั้น หลักๆแล้ว อยู่ที่ การเปิดตัว Jaguar XJ รุ่นใหม่
ล่าสุด ในช่วงต้นปี 2010 ที่ผ่านมา วางเครื่องยนต์ AJ-V8 Gen III เบนซิน V8 DOHC 32 วาล์ว
5,000 ซีซี 385 แรงม้า (PS) ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 515 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบ/นาที
ขับเคลื่อนล้อหลังด้วยเกียร์อัตโมัติ 6 จังหวะ มีให้เลือกทั้งรุ่นฐานล้อปกติ ราคา 12,900,000 บาท
และรุ่นฐานล้อยาว (LWB) 13,400,000 บาท ถือเป็นรถยนต์อีกรุ่นที่พลิกโฉมแนวทางการออกแบบ
รถยนต์ของค่ายอังกฤษรายนี้ไปไกลมาก สู่ความภูมิฐาน หรูและมีระดับในยุคสมัยใหม่อย่าง
แท้จริง
ปี 2011 จะเป็นปีที่ AAS เตรียมจะเสริมทัพให้กับทั้ง XF และ XJ ด้วยรุ่นย่อยใหม่ เครื่องยนต์
Diesel ตัวใหม่ล่าสุด รหัส AJ V6D Generation III เข้ามาขาย เป็นบล็อก V6 DOHC 24 วาล์ว
3,000 ซีซี 275 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร คาดว่าจะพร้อมเปิดตัวกันได้ ในช่วง
ต้นปี 2011 กันอย่างรวดเร็ว
——————————————

KIA / NAZA
ลาก่อน NAZA , Souls มาแล้ว
คิวต่อไป…Sportage ?
การเปิดตัว Kia Souls รถยนต์ Crossover 5 ประตู สุดแนว แต่ใช้เครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
1,600 ซีซี พร้อมระบบแปรผันวาล์ว CVVT 124 แรงม้า (PS) ขายในราคา 1,334,000 บาท ในงาน
Bangkok International Motor Show เมื่อ 25 มีนาคม 2010 ที่ผ่านมา คือความเคลื่อนไหวล่าสุด
ของค่ายรถยนต์หมายเลข 2 แดนกิมจิ ภายใต้การดูแลของ ยนตรกิจ Kia Motors
ด้านตลาดรถเก๋งนั้น ดูเหมือนว่า ยนตรกิจ Kia ยอมรับแล้วว่า สู้ไม่ไหวจริงๆ จึงต้องปล่อยให้
Picanto ตัวน้อย จอดรอลูกค้า อยู่บนโชว์รูมแห่งใหม่ ย่านพระราม 9 เทียนร่วมมิตรกันต่อไป
นั่นอาจทำให้ อนาคตของ รถยนต์ C-Segment Compact Sedan สุดสวยเฉี่ยวที่ชื่อ Kia Forte
หรือที่ใช้ชื่อในตลาดโลกว่า Cerato คงต้องมีอันทำใจว่า อาจจะไม่ได้เข้ามาขายในไทยแน่ๆ
ส่วน NAZA นั้น อดีตผู้บริหารของ ยนตรกิจ Kia ออกมายอมรับกับทาง หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
แล้ว เมื่อ 29 กรกฎาคม 2010 ว่า บริษัทฯ ได้ ตัดสินใจ ยุติการทำตลาดรถยี่ห้อนี้ไปแล้วในที่สุด
เหตุผลที่เรามองเห็นกัน แม้ทางยนตรกิจ Kia ไม่ได้แถลงเอาไว้ แต่ ใครๆก็ดูออกว่า รถยนต์
ที่ออกแบบโดยจีน (เอามาจากรถยี่ห้อ Hafei Lobo) ประกอบที่มาเลเซียในชื่อ Naza Forza
กลายเป็นรถที่สร้างความผิดหวัง ให้กับทั้งผู้ขาย และผู้ซื้อไปพอสมควร และไม่สามารถ
แข่งขันในตลาดได้ อย่างแท้จริง
แต่อย่างไรก็ตาม Kia เองก็ยังต้องหาพื้นที่ยืนหยัดบนสมรภูมิรถยนต์เมืองไทยกันต่อไป
อย่างน้อย การเตรียมนำเข้า Sportage SUV ที่เคยสร้างชื่อในเมืองไทย เมื่อหลายสิบปีก่อน
กลับมาทำตลาดใหม่อีกครั้ง นั่นน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่ช่วยสร้างสีสัน และเป็นอีก
ทางเลือกให้กับลูกค้าที่อยากลองของแปลกใหม่
ตอนนี้เราได้แต่รอดูว่า Sportage จะกลับมาเปิดตัวในบ้านเราได้ทัน Bangkok International
Motor Show ปลายเดือนมีนาคม นี้หรือไม่ แค่นั้นเลยจริงๆ
——————————————

LAMBORGHINI
World Premier : Aventador LP700-4 !!
ค่ายกระทิงดุ จากอิตาลี ในบ้านเรา อยู่ในการดูแลของ NICHE CAR ผู้นำเข้าและจำหน่าย
อย่างเป็นทางการ ยังคงมีกิจกรรม Road Show ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
และนั่นก็ยังทำให้ พอจะมียอดขายเข้ามาเรื่อยๆ สบายๆ เหมือนสายลมยามเช้าของฤดูหนาว
แต่…ปี 2011 นี้ ถือเป็นปีที่มีความสำคัญยิ่ง ต่อประวัติศาสตร์ของ Lamborghini เพราะนี่จะเป็น
ปีแห่งการเปิดตัว รถสปอร์ตรุ่นสำคัญ ที่จะเข้ามารับช่วงทำตลาดต่อจาก Murcielago (อ่านว่า
มูร์ – ธิ – เอ – ลา – โก้ ) ภายใต้รหัสโครงการ LB834 คราวนี้ รถสปอร์ตรุ่นใหม่ จะใช้ชื่อว่า
Aventador LP700-4 ซึ่งตอนนี้ ค่ายกระทิงดุ เพิ่งจะเชิญสื่อมวลชนสายรถยนต์ระดับโลก 9 ราย
ไปร่วมขับทดสอบสมรรถนะ ของ รถต้นแบบ Prototype ขั้นสุดท้าย ออกสู่สายตาสาธารณชน เมื่อ
ต้นเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา
รถรุ่นนี้จะวางเครื่องยนต์ใหม่ V12 สูบ DOHC 6,500 ซีซี พละกำลังสูงถึง 690 แรงม้า (BHP)
ขับเคลื่อนล้อหลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ แบบใหม่ล่าสุด พร้อมกับ ISR (Independent
Shifting Rods) ที่ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ใช้เวลาเพียงแค่ 50/1000 วินาที เท่านั้น อัตราเร่ง
0 – 96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลา 2.9 วินาที กำหนดเปิดตัว ต้นปี 2011 นี้
หากไม่มีอะไรคลาดเคลื่อน เดี๋ยวสักพัก ทาง NICHE CAR ก็คงจะสั่งรถรุ่นนี้ เข้ามาเอาใจ
เศรษฐีเท้าโหดกันแน่ๆ แต่กว่าที่รถจะมาถึงเมืองไทยนั้น คงต้องใช้เวลากันอีกสักระยะ
และขอให้จับตาดูรถรุ่นนี้เอาไว้ให้ดี เพราะนี่คือ การประกาศศักดิ์ศรีครั้งสำคัญ ในวงการ
รถยนต์ซูเปอร์คาร์ระดับโลก
——————————————

LAND ROVER
Let’s waiting for Range Rover EVOQUE !
ขอท้าวความตามอดีต เอาต้นฉบับเก่า ของบทความปีที่แล้ว มาลงให้อ่านกันอีกครั้ง เพราะกลัวว่า
หลายๆคนจะพลาดการรับรู้ เดี๋ยวจะสับสนกันไป และเพื่อการเข้าใจที่ตรงกันเสียที
หลังจาก Land Rover UK ประกาศ ยุติบทบาทของ บริษัทลูกในไทย ที่ตนเองก่อตั้งเอาไว้ อย่าง
Land Rover Thailand ไปจนทำให้เกิดปัญหาคาราคาซังวุ่นวาย พอล่วงเข้าช่วงกลางปี 2008
บริษัท กัวว่า มอเตอร์ ก็เข้ามา สวมสิทธิ์การทำตลาดรถยนต์จอมลุยจากเมืองผู้ดีรายนี้ไป พร้อมกับ
ตั้งเป้าจะดูแลการทำตลาดของ Land Rover ในอีกกว่า 26 ประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทแม่ในอังกฤษ
ก็โดนเจ้าของเดิม คือ Ford Motor Co. ขายกิจการแพ็คคู่ร่วมกับ Jaguar ให้กับ Tata Motor จาก
แดนภารตะไปในช่วงเดือนมีนาคม 2008
พอล่วงเข้า 2009 ขณะท่ในเมืองนอกมีการเปิดตัว Land Rover รุ่นใหม่ๆ กันรวดเดียว หลายรุ่นพร้อมกัน
ในบ้านเรา มีการแต่งตั้ง บริษัท British Motor ดีลเลอร์ที่มีประสบการณ์ค้ารถจากต่างประเทศ มาดูแลการ
ทำตลาดในไทย แทนที่ทาง “กัวว่า” ส่วนการบริการหลังการขาย ทางกัวว่า กับบริติช มอเตอร์ จะช่วยกัน
รับผิดชอบ ทุกรุ่น ทุกคัน ที่มีวิ่งเล่นอยู่ในเมืองไทย
ปีที่ผ่านมา 16 ตุลาคม 2010 คือวันที่ Land Rover ในเมืองไทย กลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้ง คราวนี้
British Motors เลือกเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ ริมถนนวิทยุ หน้าอู่ซ่อมสีรถ ป๋วยกี่ เซอร์วิส อันโด่งดัง ใกล้
สามแยกถนนหลังสวน และเริ่มมีการทำตลาดกันแบบเรื่อยๆ มาเรียงๆ รวมทั้งการจอดโชว์ ในบูธขนาด
ยาวใหญ่ ณ งาน Motor Expo 2010 ที่ผ่านมา
ปี 2011 คงจะต้องรอดูกันว่า British Motors จะพร้อมนำเข้า Evoque รุ่นใดมาเอาใจวัยรุ่น ไฮโซ สุดฮิป
ในไทยกันบ้าง จะเป็นรุ่น 3 หรือ 5 ประตู จะเป็นเครื่องยนต์ไหนกัน ระหว่าง เบนซิน 4 สูบ DOHC
16 ;าล์ว 2,000 ซีซี Turbocharger 240 แรงม้า (PS) หรือเครื่องยนต์ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,200 ซีซี
Commonrail Turbocharger 150 แรงม้า (PS) ในรุ่น TD4 หรือ 190 แรงม้า (PS) ในรุ่น SD4 ที่แน่ๆ
มาเมืองไทยเมื่อใด อย่าลืมจัดงานเปิดตัวให้สุดฮิป เหมือนเช่นที่จัดมาแล้วในเมืองใหญ่อื่นๆ ด้วยละ!
——————————————

LOTUS (By Niche Cars)
อนาคตบ้าระห่ำ กับ 5 รถใหม่ช็อกโลก
ขุมพลัง HYBRID จาก Toyota และฝีมือนักออกแบบ Ferrari เก่า !?
ผู้เข้าชมงาน Paris Auto Salon ในเดือนกันยายน 2010 ต่างแทบไม่มีใครคาดคิดเลยว่า จะได้พบเจอ
เรื่องช็อควงการรถยนต์ทั้งโลกมากที่สุด เรื่องหนึ่ง ประจำปี 2010 จนกระทั่งพวกเขา เดินไปเจอบูธ
ของค่ายรถสปอร์ตอังกฤษที่ชื่อว่า Lotus
ไม่มีใครรู้หรอกว่า ถ้า Collin Chapman ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตรถสปอร์ตรายนี้ ซึ่งจากไปเมื่อเดือนธันวาคม
1982 ยังมี ลมหายอยู่ทันได้เห็นรถต้นแบบ ทั้ง 5 คันในปีนี้ เขาจะคิดเห็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ รถทั้ง 5 คัน
ที่คุณเห็นอยู่นี้ คืออนาคตที่ Lotus ภายใต้เจ้าของใหม่อย่าง Proton ตัดสินใจโยนเงินก้อนใหญ่
มูลค่า 770 ล้านปอนด์ฯ ให้กับ Dany Bahar อดีตผู้บริหารเก่าของ Ferrari ผู้ซึ่งมาเป็น CEO คนใหม่
ของ Lotus รวมทั้ง Donato Coco นักออกแบบจาก Ferrari เมื่อ 8-9 เดือน ก่อนงาน Paris Auto Salon
จะเริ่มต้นขึ้น เป้าหมายก็คือ พลิกโฉมแบรนด์ Lotus ให้อาจหาญต่อกรกับ Aston Martin Ferrari
Porshce และ Lamborghini ได้เต็มหมัด เต็มพิกัด มากกว่าที่เป็นอยู่ก่อนหน้านั้นทั้งหมดให้ได้
และนี่คือฝันของ Chapman เมื่อยุค 1970 ก่อนเขาจะจากไป ที่มันไม่เคยเป็นจริง
ผลลัพธ์ ก็คือ พวกเขาและทีมงานทั้งหมดที่มีอยู่แค่กระหยิบมือเดียว ช่วยกันสร้างรถต้นแบบออกมา
ไม่ใช่แค่ 1 แต่มากถึง 5 คัน มันมากพอที่จะสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ให้กับแบรนด์รถสปอร์ต ที่แทบจะ
เรียกได้ว่าตายแล้ว ให้ฟื้นกลับมาช็อคโลกอีกครั้งได้มากมายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน รถสปอร์ต
เหล่านี้ จะถูกวางขุมพลังจาก Toyota พันธมิตรคู่ใจในช่วงหลายสิบปีมานี้ และมีกำหนดออกสู่ตลาด
ตั้งแต่ กลางปี 2012 – 2015 กันรวดเลยทีเดียว!!!
เริ่มกันที่ คันที่ 2 จากซ้าย ในรูป Lotus Esprit รุ่นเปลี่ยนโฉมของตำนานรถรุ่นดังที่สุดรุ่นหนึ่งของ
Lotus อดีตรถสายลับ James Bond 007 จะกลับมาอีกครั้ง พร้อมขุมพลัง V8 5,000 ซีซี 550 แรงม้า (HP)
จาก Lexus IS-F และสามารถเพิ่มเป็น 612 แรงม้า (HP) ได้ หากเป็นเวอร์ชัน HYBRID (ซึ่งก็เป็น
เทคโนโลยีร่วมจาก Toyota อีกนั่นแหละ) วางรูปแบบ เป็นรถสอร์ตเครื่องยนต์วางกลาง ขับเคลื่อน
ล้อหลัง Esprit รุ่นใหม่นี้จะเปิดตัวออกมาในกลางปี 2012 ด้วยค่าตัวแพงที่สุดเท่าที่ค่ายนี้เคยทำรถมา
คือ 175,000 เหรียญสหรัฐฯ !!
ต่อมาจะเป็น คันที่ 4 จากซ้าย หรือ Lotus Elan เดิมทีชื่อนี้ หมายถึงรถสปอร์ตเปิดประทุนคันเล็ก
เครื่องยนต์ Isuzu 1,600 ซีซี ต่อมา ก็กลายเป็น Kia Elan ไปจนหมดอายุตลาดในปี 2001 วันนี้ Elan
จะถูกนำกลับมาสู่ถนนใหม่ ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ที่หมาย ยกระดับขึ้นไปประกบ Porsche 911 ใหม่
และ Audi R8 ด้วยเครื่องยนต์ V6 DOHC 24 วาล์ว 4,000 ซีซี พ่วง Supercharge 444 แรงม้า (HP)
ที่พัฒนาขึ้นจาก เครื่องยนต์ V6 DOHC 24 วาล์ว 3,500 ซีซี ตระกูล GR ที่วางอยู่ใน Toyota หลากรุ่น
ตั้งแต่ Crown จนถึง Camry V6 แถมยังเพิ่มกำลังได้เป็น 500 แรงม้า (HP) ในเวอร์ชัน HYBRID
มาในรูปแบบ รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลาง ขับเคลื่อนล้อหลัง กำหนดเปิดตัว อยู่ในฤดูร้อน ปี 2013
ตามด้วย Lotus Elite คันริมซ้ายสุด มาในรูปแบบรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางด้านหน้า ขับเคลื่อน
ล้อหลัง ที่นั่งแบบ 2 + 2 เอามาอัดกับ Maserati Gran Turismo โดยตรง Elite ใหม่ จะมีหลังคา
แข็งอะลูมีเนียมพับเก็บได้ และยกขุมพลัง V8 จาก Lotus Elise คันแรก มาใช้ โดยจะมีรุ่น HYBRID
มาให้เลือกด้วยเช่นเดียวกัน กำหนดเปิดตัวในปี 2014
คิวต่อไปคือ Lotus Elise คันกลางสุด จะเป็นรถรุ่นสำคัญของแบรนด์ Lotus ยุคต่อไป มีขนาดเล็กสุด
วางเครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พ่วง Turbocharger จาก Toyota พละกำลังเริ่มต้นที่ 315 แรงม้า
(HP) แต่ยังแรงขึ้นไปอีกได้อีกเป็น 350 แรงม้า (HP) ด้วยรุ่น HYBRID ตัวรถจะหนักขึ้น และใหญ่ขึ้น
กว่า Elise รุ่นเดิมมาก และมีกำหนดเปิดตัวในปี 2015
คันสุดท้ายคือ Eterne ริมขวาสุดของรูป มาในแนวสปอร์ต 4 ประตู คู่ประกบกับ Porsche Panamera
และ Aston Martin Rapid ซึ่งยังอยู่ในระหว่าง การตัดสินใจดูความเป็นไปได้ใการผลิตออกจำหน่ายจริง
หากผู้บริหารอนุมัติ เราจะได้เห็นรถรุ่นนี้กันบนโชว์รูมในปี 2015
และทั้งหมดนี้ ถ้ายังไม่สะใจ ข่าวดีสำหรับคุณๆ ก็คือ ทั้ง Elise Exige และ Evora รุ่นปัจจุบัน จะยังคง
ทำตลาดต่อไป โดยอาจมรุ่นพิเศษ เล็กๆน้อยๆ กระตุ้นตลาดไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2015 กันเลยทีเดียว!
ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่คุณสามารถใช้เป็นข้อมูล ในการเดินเข้าไปสั่งจองรถกับทาง NICHE CARS (ฮ่าๆๆๆ)
——————————————

MASERATI
Quatroporte Full Modelchange มาบ้านเราปลายปี น่าจะทัน?
Empire motorsport ผู้จำหน่าย Maserati แบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียม ในกลุ่ม Fiat Auto SpA.
อย่างเป็นทางการในไทย มีความเคลื่อนไหว เพียงเรื่องเดียวตลอดปีที่ผ่านมา นั่นคือการจัดงาน
เปิดตัว GranCabrio รถเปิดประทุน 4 ที่นั่ง จากรุ่น GranTurismo S เครื่องยนต์ V8 DOHC 32 วาล์ว
4,700 ซีซี 440 แรงม้า (PS) ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 490 นิวตัน-เมตร ที่ 4,750 รอบ/นาที
ขับเคลื่อนล้อหลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ และมีหลังคาผ้าใบไฟฟ้าใช้เวลาเปิดประทุนเพียง 20 วินาที
งานถูกจัดขึ้นที่บ้านพักรับรองเอกอัคราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย สีลม ซอย 19 เมื่อ 15 กรกฎาคม
2010 ที่ผ่านมา
ในปีนี้ ถึงคิวที่ ซีดานคันใหญ่อย่าง Quattroporte จะได้ฤกษ์ เปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน ซึ่งจะต้องรอการ
เปิดตัวในต่างประเทศเสียก่อน เราจึงจะได้เห็นรูปโฉมคันจริงของรถรุ่นใหม่ สำหรับปี 2012 กัน
และเมื่อถึงช่วงปลายปีนี้ ทาง Empire Motor Sport ก็คงจะสั่งนำเข้ามาขายกันในราคาที่น่าจะเกิน
10 ล้านบาท ไปพอสมควร ระหว่างนี้ ก็เชิญชมรูปของรุ่นปรับโฉม Minorchange ครั้งสุดท้าย ที่
เผยแพร่ครั้งแรกมาตั้งแต่ วันที่ 30 มกราคม 2008 และทำตลาดมาเรื่อยๆ เพียงไม่กี่ประเทศ เช่น
ตอนนี้ไปพลางๆก่อนก็แล้วกัน
——————————————

Mazda
2011 : Mazda 3 Next Gen. Made in Thailand มีนาคม
2012 : All new BT-50 (Project Code : T6 ) มาช้า เพราะติดขัดบางประการ
2013 : Mazda 2 Next Generation / All New MX-5 / “RX-9”
Mazda เริ่มต้นปี 2010 เอาไว้ ด้วยการต่อยอด ความสำเร็จจาก Mazda 2 Hatchback ชิงเปิดตัว
รุ่ Sedan 4 ประตู ตามติด ในเดือนมีนาคม 2010 ด้วยระยะเวลาเตรียมตัวเพียง 15 วัน
แต่ทีมการตลาดของ Mazda ก็ยังคงจับมือกับทีมเอเจนซีโฆษณา JWT ฝ่าฟันอุปสรรค
ได้อย่างสวยสดงดงาม และทำให้ Mazda 2 Sedan มียอดขายพุ่งแรง แซงหน้ารุ่น Hatchback
ไปเรียบร้อย สบายๆ ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงครึ่งหลังของปี Mazda ยังต้องเปิดตัวรุ่นปรับโฉม
ครั้งสุดท้าย ให้กับ Mazda 3 รุ่นปัจจุบัน ด้วยออพชันใหม่ และหนังโฆษณาชุดใหม่ ยังไม่
รวมกับ การกระตุ้นตลาด รถกระบะ ด้วย BT-50 Last Minorchange ชูจุดขาย ช่วงล่าง DES
แถมยังต้องทำตลาด Mazda CX-9 จนคนกรุงเทพฯ เริ่มคุ้นตากับปริมาณของ SUV รุ่นนี้
บนท้องถนนที่เพิ่มมากขึ้น หนาตาไม่แพ้ Lexus RX350 ด้วยซ้ำ ถือเป็นปีแห่งความสำเร็จ
ที่งดงาม ในด้านยอดขายของ Mazda อ่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน กันเลยทีเดียว
ปี 2011 นี้ Mazda จะเริ่มบุกตลาด รถยนต์นั่ง C-Segment Compact Sedan / Hatchback
ด้วย การเตรียมเปิดตัว Mazda 3 รุ่นใหม่ Full Model Change ที่คนไทย รอคอยกันมานาน
กว่า 1 ปี กับอีก 10 เดือน หลังการเปิดตัวในญี่ป่น เมื่อเดือนพฤษภาคม 2009 เป็นต้นมา
เหตุที่มาช้า ก็เพราะว่า คราวนี้ Mazda ตัดสินใจ โยกการผลิตรถยนต์รุ่นนี้ จากโรงงาน
Auto Alliance ในฟิลิปินส์ กลับมาอยู่ที่เมืองไทยอีกครั้ง ทำให้ต้องมีการปรับไลน์
การผลิตกันพอสมควร และนั่นคือสาเหตุส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ ทุกอย่าง ล่าช้าไม่ทันใจ
ลูกค้าชาวไทยผู้ใจร้อนทั้งหลาย รายละเอียดคร่าวๆ ก็คือ วางเครื่องยนต์ 1,600 ซีซี
และ 2,000 ซีซี ส่วนกำหนดการเปิดตัว ถูกวางเอาไว้ในเดือนมีนาคม ก่อนงาน Bangkok
International Motor Show จะเริ่มไม่นานนัก

แต่ถ้าใครที่ถามถึง รถกระบะ BT-50 Stylish Pickup Truck รุ่นใหม่ ที่ใหญ่โตกว่า Toyota
Hilux VIGO เล็กน้อย มาพร้อมห้องโดยสารที่ออกแบบได้ดีที่สุด เท่าที่เคยมีมาในตลาด
รถกระบะทั่วโลก และคาดหวังจะได้เป็นเจ้าของกันภายในปี 2011 ตามคิดเวอร์ชันฝาแฝด
อย่าง Ford Ranger ใหม่ มีข่าวร้ายที่จะแจ้งให้ทราบคือ เวอร์ชันจำหน่ายจริง อาจจะเปิดตัว
ในไทย ไม่ทันในปี 2011 และอาจต้องเลื่อนไปเปิดตัวช่วง ต้นปี 2012 เหตุผลนั้นมีหลักๆ
2 ประการ นั่นคือ ความพร้อมของทางโรงงาน Auto Alliance ที่ยังต้องทุ่มเทแรงกายและ
แรงงาน ไปให้กับ Ford Ranger ใหม่ ให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงจะเริ่มกลับมา เตรียมพร้อม
ให้กับ Mazda BT-50
เมื่อลองมานั่งทบทวนเหตุการณ์ดูจะพบว่า ในการเปิดตัว รถยนต์ขนาดเล็ก Mazda 2 ได้สิทธิ์
เปิดตัวก่อน Ford Fiesta ดังนั้น คราวนี้ จึงต้องผลัดกัน บ้าง Ford จะได้เปิดตัว Ranger ไปก่อน
Mazda BT-50 เล็กน้อย ทั้งคู่จะใช้เครื่องยนต์ Diesel Commonrail Turbo 2,200 ซีซี และ
3,200 ซีซี บล็อกเดียวกัน กับ Ranger ใหม่ แต่อาจจะมีการปรับจูนค่ากำหนดต่างๆ ทั้งของ
เครื่องยนต์ และระบบกันสะเทือน ให้แตกต่างกันอยู่บ้าง เล็กน้อย ดังนั้นเราจะได้เป็น
เจ้าของ BT-50 รุ่นใหม่กัน อย่างช้าที่สุด ภายในช่วง งาน Bangkok International Motor Show
มีนาคม 2012 แต่ถ้าโชคดีหน่อย ก็อาจจะรอกันเพียงแค่ Motor Expo 2011 ในช่วงสิ้นปีนี้
ส่วนในปี 2013 นั้น จะเป็นปีที่ Mazda 2 ถึงเวลาปรับปรุงกันครั้งใหญ่ อีกทั้งยังมีการ
เปลี่ยนโฉมให้กับ รถสปอร์ด Roadster รุ่น สุดฮิตอย่าง MX-5 ซึ่งมีกระแสข่าวว่า จะถูก
ลดขนาดตัวถังให้เล็กลง และใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กลงแค่ 1,600 ซีซี แต่ต้องผลิตกำลัง
ออกมาให้มากกว่าเดิม ประหยัดน้ำมันกว่าเดิม ขับสนุกยิ่งกว่าเดิม และปล่อยมลพิษ
น้อยลงกว่าเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายทีมวิศวกรในฮิโรชิมา อย่างยิ่ง กำหนดเปิดตัว
สู่ตลาดโลก ในช่วงปี 2013
นอกจากนี้ ให้จับตาดู โครงการพัฒนา รถสปอร์ตขุมพลัง Rotary รุ่นต่อไป ที่จะ
เข้ามาทำตลาดแทน RX-8 แต่จะมีตำแหน่งการตลาดที่เหนือขึ้นไปกว่า RX-8
และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันมากมายแต่อย่างใด ภายใต้ชื่อ RX-9 ตอนนี้
ความคืบหน้า ยังไม่ชัดเจน มากไปกว่า เสียงร่ำลือว่า พละกำลังของเครื่องยนต์
Rotary ใหม่ 3 โรเตอร์ คราวนี้อาจจะทะลุ 300 แรงม้า (PS) ขึ้นไป กำหนดการ
เปิดตัวสู่ตลาดโลก จะอยู่ในปี 2013 เช่นเดียวกับ MX-5 ใหม่
——————————————

Mercedes-Benz
2011 : CL500 Minorchange / C-class minorchange เปลี่ยนแผงหน้าปัด
SLK ใหม่ กับ CLS ใหม่ ปลายปี รอลุ้น S-Class Full Model Change
2012 : All New S-class CKD / E-class facelift
ปี 2010 ชาว Mercedes-Benz ต้องรับมือกับการปรับปรุงด้านคุณภาพการให้บริการ และการเอาใจใส่
กับลูกค้ามากขึ้น เสียงก่นด่าจากลูกค้ายุคก่อนๆ เริ่มลดน้อยลง และนั่นเป็นเรื่องดี ที่เกิดขึ้น เพียงแต่ว่า
สถานการณ์ การแข่งขันในตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียม นับวันยิ่งรุนแรงขึ้น คู่รักคู่แค้นอย่าง BMW
ยังคงบุกหนัก และเล่นเอา Mercedes-Benz เอง ก็ถึงกับเหนื่อยเล็กๆ อยู่เหมือนกัน ยิ่งโดยเฉพาะ
E-Class ใหม่ กับ C-Class และสารพัดรุ่นใหม่ ที่ปรับปรุงให้เป็น Blue Efficiency กันเกือบจะหมด
ทั้งค่าย ที่ยังขายดี ขายได้เรื่อยๆ ตามแต่ละรุ่นกันไปแล้ว ยังมีรายการต้องมาดูแลลูกค้าที่ซื้อรถจากเกรย์
ซึ่งถึงคราวซวย เพราะเจอน้ำมันดีเซลในบ้านเรา คุณภาพไม่อาจสอดคล้องกับ เครื่องยนต์มาตรฐาน
Euro-V ที่นำเข้ามาขายกันเอง จนเครื่องพังไปบ้างแล้วก็มี นี่ยังไม่นับกิจกรรม Road Show และ
Driving Experience ต่างๆ มากมาย ที่จัดขึ้นตลอดทั้งปี ดังนั้น ใครบอกว่า เบนซ์ ทุกวันนี้ ขายได้
ด้วยชื่อเสียงเก่าๆ ของตัวมันเองแล้ว ผมอยากบอกว่า มันก็มิใช่เช่นนั้นเสมอไปนะ เพราะถ้าเป็นจริง
ชาวตึกรัจนากร ย่านสาทร กับอาคาร One-Roof ที่บางนา-ตราด ก็คงไม่ต้องดิ้นรนทำงานกันหนัก
ขนาดนี้หรอก
ในปีนี้ Mercedes-Benz จะเริ่มต้นปี กระต่ายน้อย ด้วยรถที่เอาใจไฮโซหนุ่มใหญ่ ผู้พิศมัย
สาวน้อยผูกหูกระต่าย ด้วย CL500 Blue Efficiency Minorchange ที่เปิดตัวสู่ตลาดโลกมาตั้งแต่
2 กรกฎาคม 2010 ที่ผ่านมา นำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน วางเครื่องยนต์ V8 DOHC 32 วาล์ว 4,663 ซีซี
435 แรงม้า (PS) พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 7G-Tronics 7 จังหวะ จะเปิดตัวในช่วงต้นปีกันอย่างไม่ทัน
ตั้งตัวเลยทีเดียว เรื่องราคา? หายห่วง! ยังไงๆ ก็มีเกิน 12 ล้านบาทแน่ๆ ละ

นอกเหนือจาก การเปิดตัว CL500 แล้ว Mercedes-Benz Thailand ยังจะเตรียม นำ CLS ใหม่
เวอร์ชันพวงมาลัยขวา มาเปิดตัวในงเมืองไทยด้วย คาดว่าเราน่าจะได้เห็นคันจริง กันในงาน
Bangkok International Motor Show แต่ยังไม่แน่ชัดว่า SLK ใหม่ จะมาถึงเมืองไทย พร้อมกัน
ทันหรือไม่ แถมในปี 2011 นี้ เรายังต้องรอดู C-Class Minorchange เปลี่ยนแผงหน้าปัดใหม่
และเปลี่ยนด้านหน้าใหม่ ให้เฉียบคม สวยลงตัวยิ่งขึ้น ว่าจะมาทันช่วงครึ่งหลังของปีนี้ หรือไม่
อีกทั้งยังต้องไม่ลืมว่า จะยังมีการ เปลี่ยนโฉมใหม่ของ Mercedes-Benz S-Class ในช่วงปลายปีนี้
ที่เยอรมัน ในงาน Frankfurt Motor Show เป็นอย่างเร็วที่สุด โดยรถรุ่นใหม่ จะมีขนาดตัวถังใหญ่โตขึ้น
และถูกอัดแน่นด้วยสารพัดเทคโนโลยี ทั้งเพื่อความสบายของผู้โดยสาร และเทคโนโลยีขับเคลื่อนเพื่อ
สิ่งแวดล้อม มากว่ารถรุ่นปัจจุบันเสียอีก แต่กว่าจะพร้อมเข้ามาประกอบขายในบ้านเราได้ คงต้องรอกัน
จนถึงปี 2012 เป็นอย่างเร็วที่สุด ซึ่งในปีนั้น ก็จะมีการปรับโฉม Minorchange ให้กับ E-Class W212
ไปด้วย น่าจะเกิดขึ้นทิ้งช่วงจากการเปิดตัว S-Class ไปพักใหญ่
อีกประเด็นที่จะต้องจับตาดูกันต่อไป ก็คือ ในช่วงปี 2012 หนังสือสัญญา ที่ Mercedes-Benz Thailand
ว่าจ้างให้ ธนบุรีประกอบรถยนต์ เป็นผู้ประกอบรถยนต์ Mercedes-Benz ในเมืองไทย จะหมดอายุลง
โดยจะมีการเดินเครื่องต่อไปอีก หลังจากนั้น 3 ปี ตอนนี้ ได้ยินมาว่า อาจไม่มีการต่อสัญญา กัน เพราะ
ในเร็วๆนี้ Mercedes-Benz ดำริ จะย้ายโรงงานผลิตเครื่องยนต์หลักๆ มาไว้ในเมืองไทย คราวนี้ เราคง
ต้องติดตามกันต่อไปว่า Mercedes-Benz Made in Thailand จะมีอนาคต เป็นอย่างไรต่อไป?
——————————————

MITSUBISHI MOTORS
ม.ค 2011 : Triton & Pajero Sport “2.5 VGT” & Lancer EX “Upgrade version”
มี.ค. 2012 : “New Global Small Car” SUB-COMPACT B-Segment Start from BHT.400,000
World Premier in Thailand ! JOIN with PSA Group / Lancer EX Minorchange
2013 : All New Triton Full Model Change (Joint Develop with NISSAN !!)
ปี 2010 ออกจะเป็นปีที่ เหนื่อยล้าสำหรับ ชาวทุ่งรังสิตทั้งหลาย เพราะไม่ว่าจะเข็นจะผลักดัน
กันก็แล้ว ออกรุ่นพิเศษ ทั้ง Ralli Art รุ่น Smart รุ่น White Pearl ก็แล้ว ออกแคมเปญกระตุ้น
กำลังซื้อก็แล้ว แต่ Lancer EX ก็ยังคงมียอดขายดีขึ้นได้แค่ระดับ 200 – 300 คัน/เดือน ผิดกับ
Pajero Sport ที่ยังขายดิบขายดี อยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง อย่างแท้จริง ส่วนรถกระบะ Triton
โชคดีที่ได้รุ่น เบนซิน ติดก๊าซ CNG มาให้จากสำนักงานใหญ่โดยตรง เลยดันยอดขายกันได้
สบายบรื๋อ นี่ยังไม่นับ Lancer CNG รุ่นแซยิด ที่ยังทนขายกันได้เรื่อยๆ บางเดือนผลิตไม่พอ
ส่งลูกค้าอีกต่างหากแหนะ!
ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ชาวทุ่งรังสิตมองว่า เห็นทีจะไม่ได้การณ์ ดังนั้น ก่อนปิดท้ายปี
2010 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม บริษัทแม่ในญี่ปุ่น ก็เลยบินมาแถลงข่าวเปิดเผยความคืบหน้า และ
ภาพสเก็ตช์ ของ รถยนต์ Sub-Compact Hatchback ภายใต้ชื่อโครงการ Global Small Project
กันอย่างเป็นทางการ…นอกจากจะเป็นการประกาศความเคลื่อนไหวให้โลกรู้แล้ว ยังแอบช่วย
สร้างขวัญกำลังใจ ให้กับทั้งพนักงานที่เมืองไทย และผู้จำหน่ายทั่วประเทศไปอกทางหนึ่ง
ดังนั้น ทันทีที่ ก้าวเข้าสู่ปี 2011 Mitsubishi Motors จะเปิดฉากบุกตลาดก่อนทันที ไม่รอเพื่อนฝูง
เริ่มจากรถกระบะ Triton และ SUV ดัดแปลงจากรถกระบะ อย่าง Pajero Sport กันก่อน ด้วยการ
ปลดเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร 165 แรงม้า (PS) ออกไปจากทางเลือกสำหรับเมืองไทย เพื่อแทนที่ด้วย
เครื่องยนต์ใหม่ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,500 ซีซี Commonrail ที่จะมี Turbo แปรผันครีบ
มาให้ สมดังการรอคอยของบรรดาแฟนๆ รถกระบะ Mitsubishi กันเสียที กำลังสูงสุด จะพุ่งทะลุ
พิกัด เกินหน้าเกินตารถกระบะทุกคันในตลาดเมืองไทย ไปอยู่ที่ระดับ 178 แรงม้า (PS) ใช้ชื่อรุ่นว่า
2.5 VGT แถมคราวนี้ยังจะมีการตกแต่งภายในและภายนอก จากเดิมอีกเล็กน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
สีตัวถังใหม่ ที่สวยกว่าเวอร์ชันญี่ปุ่น นั่นคือ สีน้ำตาลไหม้ คล้ายกับ BMW งานนี้ เปิดตัวอย่างฉับไว
ในวันที่ 13 มกราคม นี้
ที่สำคัญ งานนี้ Mitsubishi เขาตัดสินใจ ดึง ศิลปินนักร้องชื่อดังแห่งยุค มาเป็น พรีเซ็นเตอร์ กันอีกแล้ว
คราวนี้ บอกใบ้ให้แต่เพียงว่า เป็นนักร้องนำ วงร็อกชื่อดังที่สุดในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะถึงปี 2011
ต่อเนื่องกันไปด้วย….เขาคนนี้ เคยเป็น พรีเซ็นเตอร์ รถจักรยานยนต์มาก่อน..บอกแค่นี้ หลายคนคง
ร้องอ๋อ แล้วสินะครับ จะได้ บอกเพียงแค่นี้พอ
จากนั้น ในเดือน มีนาคม โดยประมาณ จะมีการปรับโฉม ปรับอุปกรณ์ ให้กับ Lancer EX สิ่งใดก็ตาม
ที่คุณผู้อ่าน เคยบ่น เคยก่นด่าเอาไว้ว่า ทำไมไม่ใส่มาให้ รถราคาตั้งขนาดนี้ อย่างนั้นอย่างนี้ คราวนี้
ทุกสิ่งสรรพ์ เขาจะใส่มาให้คุณกันครบถ้วน ในราคาที่ เพิ่มขึ้นจากเดิม นิดดดดด เดียวววววว เท่านั้น
ถือเป็นการปรับปรุงย่อย ก่อน ปรับโฉม Minorchange ในปี 2012
ส่วน Minivan ขนาดกลางรุ่น Space Wagon ที่ยังอยู่ในตลาดมาได้อย่างยาวนาน และยังทำยอดขาย
ได้เรื่อยๆ แม้ว่าจะออกขายมาหลายปี จนในญี่ปุ่นเขาเลิกผลิตขายกันไปหมดแล้ว ตั้งแต่ 2 ปีก่อน
ก็ยังคงจะลากทำตลาดกันต่อเนื่องไปอีกพักใหญ่ๆ มีความเป็นไปได้ว่า อาจต้องมีการปรับโฉม
ไมเนอร์เชนจ์ ครั้งใหญ่ กันอีกสักครั้ง นอกเหนือจากทะยอยส่งรุ่นกระตุ้นตลาด จำพวก สีขาวมุก
White Pearl Edition อันเป็นมุขการตลาดที่ใช้กันมาตลอด 3-4 ปีมานี้ จนชาวบ้านชาวช่องเขาเดาทาง
ได้หมดแล้ว

จากนั้น ข้ามเวลามายังปี เดือนมีนาคม 2012 ทาง Mitsubishi Motors ประกาศแล้วว่า รถยนต์ขนาดเล็ก
Hatchback 5 ประตู พิกัด B-Segment Sub-Compact ในโครงการ Global Small Car จะต้องเปิดตัวให้ได้
ภายในเดือน และปีดังกล่าว
เบื้องต้น รถเล็กรุ่นนี้ จะมีขนาดเครื่องยนต์ 1,000 – 1,200 ซีซี และจะมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ
และเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผัน CVT ถูกสร้างขึ้นบนพื้นตัวถังใหม่ล่าสุดสำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก
รุ่นนี้โดยเฉพาะในชื่อว่า Global Small Platform
เพื่อเตรียมการผลิตรถยนต์รุ่นนี้ Mitsubihi Motors ถึงขั้นลงทุนซื้อที่ดิน เพื่อก่อสร้างโรงงานประกอบ
รถยนต์ของตนแห่งที่ 3 ในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับที่ตั้ง
ปัจจุบันของโรงงานแห่งที่ 1 และ 2 เองนั่นแหละ เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่นี้
โดยเฉพาะ ซึ่งมีแผนจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2012 กำลังการผลิตของโรงงาน
แห่งใหม่นี้ ในเบื้องต้นจะอยู่ที่ระดับ 150,000 คัน/ปี และในอนาคตสามารถขยายเพิ่มได้จนถึงระดับ
200,000 คัน/ปี ทั้งนี้คาดว่าจะมีอัตราการจ้างงานเพิ่มสำหรับโรงงานแห่งนี้ อีกประมาณ 3,000 คน
ที่สำคัญ รถเล็กรุ่นนี้ จะถูกส่งกลับไปขายถึง ประเทศญี่ปุ่น อีกด้วย
สิ่งที่อยากให้ลองติดตามดูกันต่อไปก็คือ นอกจากโรงงานนี้ จะเป็นการลงทุนก่อสร้างโรงงานใหม่
แห่งแรกของบริษัทในรอบ 15 ปี แล้ว หากย้อนไปดูมูลค่าการลงทุนของผู้ผลิตรถยนต์ในโครงการ
ECO Car ต่างๆ จะพบว่า ตามข้อกำหนดของ BOI นั้น ระบุไว้ให้มีมูลค่าการลงทุนไม่ต่ำกว่า
5,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา มีเพียง Suzuki ซึ่งประกาศมูลค่าการลงทุนไว้สูงถึง 9,500 ล้านบาท ทว่า
Mitsubishi Motors ถึงกับระบุว่า มูลค่าการลงทุนครั้งนี้ สูงถึง 16,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่า
เป็นไปได้น้อยมาก ที่ ค่าย สามเพชร จะลงทุนเองตามลำพัง โดยไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ
พันธมิตรรายล่าสุด อย่างกลุ่ม PSA Peugeot Citroen ซึ่งพวกเขาเอง ก็เล็งอยากจะกลับมาบุกตลาด
รถยนต์ในภูมิภาคเอเซีย และโดยเฉพาะอินเดีย เต็มแก่
และเมื่อย้อนกลับไปเช็คสอบยัง ข่าวความเคลื่อนไหวในโครงการนี้ จะพบว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อ วันที่
29 มิถุนายน 2010 เว็บไซต์ InsideLine ของ Edmunds.com รายงานว่า PSA และ Mitsubishi Motors
ต่างก็ระบุว่า ต่างกำลังร่วมกันพัฒนารถยนต์ขนาดเล็กในโครงการ Global Small Car นี้ สำหรับประเทศ
กำลังพัฒนา โดยจะมีการผลิตทั้งใน Thai India China รวมทั้ง ประเทศกำลังพัฒนาอย่าง Brazil และ
ในเขต Latin America อื่นๆ
นั่นหมายความว่า งานนี้ นอกจาก PSA Group จะมีส่วนในงานออกแบบของรถคันนี้ อยูไม่น้อย
(สังเกตได้ว่า เส้นสายบริเวณครึ่งคันหลัง จะมีกลิ่นอายของ Peugeot มาเจือปนให้เห็นอยู่มาก
PSA Group ยังจะช่วยเหลือ Mitsubishi Motors ในเรื่องของเทคโนโลยี การออกแบบ การผลิต
การควบคุมต่างๆ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง Economics of scale ที่สำคัญ รถยนต์ในโครงการนี้
ไม่เพียงแค่จะมีเครื่องยนต์เบนซิน หรือ Diesel ให้เลือกเพียงเท่านั้น หากแต่ พวกเขายังเตรียม
แผนจะ ผลิต รถยนต์รุ่นใหม่คันนี้ ในเวอร์ชันที่วาง ขุมพลัง HYBRID และเวอร์ชันพลังไฟฟ้า
EV 100 % เอาไว้เรียบร้อยแล้วอีกด้วย!! และทั้งหมดนี้ จะทะยอยคลอดออกมา ในปีถัดจากนั้นไป
นั่นจึงทำให้ เมื่อ 9 ธันวาคม ที่ผ่านมา พร้อมกับการประกาศตั้งโรงงานแห่งใหม่ Mitsubishi Motors
ถึงได้ประกาศจับมือรัฐบาลไทย ในการนำรถยนต์ i-MIEV พลังไฟฟ้า EV มาทดสอบการใช้งาน
ในเมืองไทย เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ และการใช้งาของคนไทย
รวมทั้งศึกษาข้อดีข้อเสียต่างๆ ก่อนจะเตรียมความพร้อมในการวางตลาดรถยนต์พลังไฟฟ้า ใน
บ้านเรา ต่อไป ในอนาคต
แต่ อีกโครงการหนึ่ง ที่สร้างความฮือฮาส่งท้ายปีเก่า ได้อย่างชวนฉงนแก่เหล่าผู้คนในวงการ
อุตสาหกรรมรถยนต์บ้านเรา กันมากมาย นั่นคือ การประกาศความร่วมมือกัน เตรียมแผน
พัฒนารถกระบะ รุ่นใหม่ ระหว่าง Mitsubishi Motors กับ Nissan เล่นเอาช็อกกันไปทั้งบาง
แม้ว่า ทั้งคู่จะร่วมมือกัน ในญี่ปุ่น โดย Nissan สั่งซื้อรถยนต์ K-Car จาก Mitsubishi ไปขาย
ในโชว์รูมตัวเองบ้างแล้ว แต่นี่จะเป็นความร่วมมือ นอกญี่ปุ่น ด้วยกัน ครั้งแรกของทั้งคู่ และ
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้
ถือได้ว่า เป็นการผสานประโยชน์ ของทั้ง 2 บริษัท อย่างแท้จริง เนื่องจาก Mitsubishi เอง
ก็ต้องทุ่มเวลา กับทุนทรัพย์ ไปกับโครงการ Global Small Car เสียยกใหญ่ เงินสำหรับ
พัฒนารถระบะรุ่นเปลี่ยนโฉมให้กับ Triton จึงไม่มากมายนัก ถ้ามีใครสักคน มาช่วย
ลงทุนด้วย ก็จะช่วยให้รถรุ่นใหม่ สู้ชาวบ้านชาวช่องได้ในตลาดโลก สบายขึ้นเยอะ
ขณะเดียวกัน ทุกวันนี้ กำลังการผลิตของโรงงาน Nissan ที่ บางนา-ตราด กม.21 ก็เต็มปรี่
ไปด้วยรถยนต์นั่งอย่าง March แล้วไหนจะต้องมีสารพัดโครงการรถใหม่ ตลอด 3 ปีข้างหน้า
อีกหลายรุ่น ถ้าจะตั้งโรงงานใหม่ ผลิตรถกระบะอย่างเดียว Nissan เอง ก็มองว่าไม่คุ้ม ต่อ
ยอดขายที่ไม่แน่นอนในอนาคต
ฉะนั้น จับมือกันทำรถกระบะ Triton และ Navara รุ่นต่อไป ด้วยกันเสียเลย จะสะดวกกว่าเยอะ
เพราะ Mitsubishi เอง ก็จะได้ ยกระดับปรับปรุงกำลังการผลิตในโรงงาน 2 ซึ่งผลิตแต่รถกระบะ
ให้สามารถป้อนตลาดทั่วโลก ได้ทั้ง 2 ยี่ห้อ เลี้ยงโรงงานให้อยู่รอดไปได้อีกนาน แถมยังทำขาย
ในตลาดเมืองไทยได้อีกด้วย ขณะที่ Nissan เอง ก็ไม่ต้องเสียเงินตั้งโรงงานใหม่ทำรถกระบะ
อย่างเดียว
ขณะนี้ ทั้งคู่กำลังศึกษาความเป็นไปได้ และเริ่มเดินเครื่องพัฒนารถกระบะ ทั้ง 2 รุ่นใหม่ กันแล้ว
โดย Nissan มีกำหนด จะย้ายการผลิตรถกระบะ Navara รุ่นต่อไป ไว้ที่ โรงงาน Mitsubishi ณ
แหลมฉบัง พร้อมกับการเปิดตัวรถกระบะรุ่นใหม่ ของทั้ง 2 ค่าย ในปี 2013

NISSAN
2011 : L02B MARCH BASED SEDAN in September 3 / Teana Minor change
2012 : L12F C-Segment Sedan Ellure /THE NEXT TIIDA B12D / JUKE ? / NV200 / Urvan
2013 : Teana Full Modelchange March Minorchange /Navara Full Modelchange
2014 : LEAF ?
เป็นอันว่า March กลายเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่สุดของ Nissan ในปี 2010 ที่ผ่านมา ตามคาด
ในฐานะที่ Nissan เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรก ที่พร้อมนำ รถยนต์ในโครงการ ECO Car ออกสู่ตลาด
ได้ก่อนใคร และแน่นอนว่า ย่อมเก็บกวาดยอดขายไปล่วงหน้าก่อนใครเช่นเดียวกัน เพราะจนถึง
ทุกวันนี้ ยอดสั่งจอง March นั้น ว่ากันว่า คิวสุดท้าย มีแถวๆ เกือบๆ กลางปี 2011 กันเลยทีเดียว
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะคุณลักษณ์ของตัวรถ ทั้งเครื่องยนต์ 3 สูบ 1,200 ซีซี ที่ใช้วิธีการเอา เครื่องยนต์
1,600 ซีซี ของ TIIDA มาหั่นกระบอกสูบออก และปรับปรุงชิ้นส่วนต่างๆให้ดีขึ้น แถมยังมีความ
พยายามในการลดต้นทุนส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปพอสมควร ทำให้รถมีน้ำหนักเบาลง และประหยัด
น้ำมันได้มาก แถมยังแล่นได้เร็วกว่าที่คิดไว้เสียด้วย นี่ยังไม่นับกับอานิสงค์จากความแรงของตัว
พรีเซ็นเตอร์ อย่าง เคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ทำให้ยอดขายติดลมบน และฉุดให้ Nissan กลับมา
มีท่ยืนในตลาดรถยนต์นั่งเมืองไทยมากขึ้น แถม Teana เอง ก็ยังขายดี จนแซงหน้า Honda Accord
มายืนอยู่ในตำแหน่งที่ 2 ของตลาดรถยนต์กลุ่ม D-Segment ได้ในบางเดือนด้วยซ้ำ แถมยังมีสารพัด
รุ่นย่อยใหม่ๆ เปิดตัวพร้อมกัน ทั้ง Navara Minorchange , X-Trail และ TIIDA Version พิเศษ
รวมทั้ง March Autech ที่ออกมากระตุ้นยอดขายช่วปลายปี กันสนุกสนาน
ในปี 2011 – 2014 นั้น Nissan เตรียมโครงการสนุกๆ เอาไว้ มากมาย หลายรายการ โดยวางแผนจะ
เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ในเมืองไทย กันทุกปี นับจากนี้เป็นต้นไป จนถึงปี 2014
เริ่มจาก L02B หรือ March Sedan ที่คุณผู้อ่านคงได้เห็นรูปโฉมกันไปแล้ว ในงาน กวางเจามอเตอร์โชว์
เมื่อ 20 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยใช้ชื่อในการทำตลาดที่เมืองจีน ว่า Nissan SUNNY แต่อย่างไรก็ตาม
หน้าที่ของ March Sedan คันนี้ คือ ออกมาประกบลูกค้าที่กำลังตัดสินใจซื้อ Mazda 2 Sedan และ
Ford Fiesta Sedan แล้วไหนยังจะต้องประกบกับ คู่แข่งตัวพ่อในตลาด ทั้ง Toyota Vios Honda City
ไปจนถึง Chevrolet Aveo อีกด้วย นับว่าเป็นศึกหนักไม่น้อยเลย หากต้องคำนึงว่า เครื่องยนต์สำหรับ
เวอร์ชันไทย จะเป็นบล็อก 3 สูบ 1,200 ซีซี ขับเคลื่อนล้อหน้า ด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ
CVT รวมทั้งระบบกันสะเทือน และงานวิศวกรรมส่วนใหญ่ จะยกชุดมาจาก Nissan March นั่นเอง
สิ่งที่น่าเป็นห่วง ของรถรุ่นนี้ อยู่ที่ ชื่อรุ่น และแผนการทำตลาด เพราะถ้าหากนำชื่อ SUNNY หรือว่า
จะเป็นชื่อรุ่นอื่นใด ที่เคยใช้กับรถยนต์ตระกูล Compact มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Sentra Almera Pulsar
Cherry ฯลฯ กลับมาใช้ในตลาดบ้านเราอีกครั้ง โอกาสที่ผู้บริโภคจะไม่อาจยอมรับได้ มีค่อนข้างสูง
เพราะ เนื่องจาก รถคันนี้ สร้างขึ้นจากพื้นฐานของ March เป็นญาติผู้น้องห่างๆ ของ ตระกูล Sunny/
Sentra เดิม ไม่ได้มีความเกี่ยวดองโดยตรงกับตระกูล Sunny/Sentra/Pulsar/Almera แต่อย่างใด และ
อาจก่อความสับสนได้ ในมุมของผู้บริโภค ในความเห็นของผู้เขียน มองว่า ควรหาชื่อรุ่นใหม่ ที่
ไม่เคยใช้กับรถรุ่นไหนของ Nissan มาก่อน ไปเลยจะดีกว่า แต่ จากการคาดการณ์ ในเรื่องของ
ระยะเวลาการทำงานในโครงการนี้ คิดว่า ตอนนี้คงจะเดินมาไกล เกินกว่าจะกลับไปแก้ไขเรื่อง
ชื่อรุ่นได้อีกแล้ว ทั้งที่อยากจะให้เปลี่ยนชื่อมากแค่ไหนก็ตาม กำหนดการเปิดตัวในเมืองไทยของ
L02B จะอยู่ในช่วงประมาณเดือน สิงหาคม ถึง กันยายน 2011

ล่วงเข้าสู่ปี 2012 จะเป็นปีที่ Nissan ขอกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ ในตลาดรถยนต์กลุ่ม C-Segment
Compact Class คืน ด้วยรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ล่าสุด รหัสโครงการพัฒนา L12F ซึ่งจะถือเป็นการจับ
รถยนต์รุ่น Sentra ในอเมริกาเหนือ Bluebird Sylphy ในญี่ปุ่น จีนและไต้หวัน กับ TIIDA Latio
มาเข้าเครื่องมูลิเน็กซ์ ปั่นๆๆๆ โขลกๆ กันออกมา โดยเวอร์ันจำหน่ายจริง จะมีแนวเส้นสาย
บางส่วนจากรถยนต์ต้นแบบ Ellure ที่เห็นอยู่นี้ เพียงแต่ อย่าเพิ่งคาดหวังว่า Nissan Sedan รุ่นต่อไป
จะสวยได้มากขนาดนี้ เพราะตามปกติ ผู้ผลิตรถยนต์ทุกราย มักจะทำให้เราหลงละเมอดีใจเล่นเสมอ
ในเวอร์ชันต้นแบบ แต่จะกระชากเราลงจากเตียงนอนมาพบฝันร้ายที่กลายเป็นจริงอยู่เสมอ เมื่อ
ต้องเจอเวอร์ชันจำหน่ายจริง
เครื่องยนต์ที่จะวางอยู่ใน L12F เวอร์ชันไทย คาดว่าจะมีทั้งขนาด 1,600 ซีซี – 1,800 ซีซี ขณะที่ใน
ตลาดอเมริกาเหนือ จะต้องมีเครื่องยนต์ 2,000 ซีซีมาให้ใช้ แถมยังมีแนวโน้มว่า อาจจะได้ประกบ
กับเกียร์อัตโนมัติ อัตราทดแปรผัน Xtronic CVT กันอีก มีกำหนดเปิดผ้าคลุมกัน ในช่วงราวๆ เดือน
เมษายน 2012 ในงานแสดงรถยนต์ที่เมืองจีน
อีกคันหนึ่ง ที่มีแนวโน้มว่าจะกลับมาเปิดตัวทำลาดกันใหม่ ในบ้านเราอีกครั้ง คือ TIIDA รุ่นต่อไป
รหัสโครงการ B12D งานนี้ Nissan ตั้งใจจะทำรถออกมา ให้เป็น Hatchback จากญี่ปุ่น ที่ดีที่สุด
เท่าที่เคยมีมา โดยนำเอา Volkswagen Golf เป็น Benchmark ในการพัฒนา เครื่องยนต์ที่ใช้
ก็จะอยู่ในพิกัด 1,600 – 1,800 ซีซี พ่วงด้วยเกียร์ CVT เช่นเดียวกัน กำหนดออกสู่ตลาด ในญี่ปุ่น
ราวๆ เดือนสิงหาคม 2011 แต่น่าจะได้เห็นรูปโฉมคันจริงกันก่อนหน้านั้น ส่วเวอร์ชันไทย น่าจะ
โผล่มาขายขึ้นโชว์รูมกันได้ ราวปี 2012

ส่วนใครที่ยังรอการมาถึงของ Nissan Juke อยู่ คงต้องรอลุ้นกันต่อไป ว่า หลังการนำไปขึ้นสายการผลิต
ที่อินโดนีเซียแล้ว จะมีโอกาส ส่งมาขายในเมืองไทยได้มากน้อยแค่ไหน เพราะยังมีปัญหา ในเรื่อง
กฎเกณฑ์การใช้ชิ้นส่วนภายในภูมิภาคอาเซียน เป็นอุปสรรคใหญ่ เนื่องจาก รถรุ่นนี้ จะต้องถูกส่ง
ชิ้นส่วน CKD จากญี่ปุ่น ไปยัง อินโดนีเซีย เกือบจะทั้งคัน ทำให้อาจไมได้รับสิทธิประโยชน์ด้าน
ภาษีมากพอที่จะช่วยกดราคาขายปลีกให้ต่ำลงได้ ยิ่งถ้าอยากได้เครื่องยนต์ 1.6 DDT Turbo 190 แรงม้า
ยิ่งแทบจะเป็นไปได้ยากเย็น เพราะราคาขายปลีก ก็ต้องแพงยิ่งขึ้นไปอีก เผลอๆ มีสิทธิ์อาจจะเกิน
1 ล้านบาทด้วยซ้ำ ดังนั้น หากจะมาเมืองไทย ในเบื้องต้น เครื่องยนต์ 1,500 ซีซี เชื่อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ
Xtronic CVT ดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด สำหรับการทำราคาให้ถูกมากเท่าที่ลูกค้าพอจะจ่ายกันไหว คือ
ไม่เกิน 1 ล้านบาทแน่ๆ แต่ว่าจะถูกลงไปได้มากแค่ไหนยังเป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ และจนถึง
ตอนนี้ ก็ยังไม่แน่ชัดเลยด้วยซ้ำ ว่า สรุปแล้ว Nissan จะนำ Juke น้อย เข้ามาขายเอง ไม่แบ่งเค้ก กับ
ผู้ค้ารายย่อย เกรย์มาร์เก็ต ทั้งหลาย ได้หรือไม่? ถ้าทำได้ เร็วสุดที่เราจะได้เป็นเจ้าของกัน คือปี 2012
ปลายปี 2012 ถึงต้นปี 2013 Nissan จะกลับมาบุกตลาดรถตู้ เพื่อการพาณิชย์ โดย จะส่ง Nissan Vannette
NV200 รถตู้ไซส์กลาง ที่เปิดตัว ในญี่ปุ่นมาได้พักใหญ่แล้ว กับรุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ Full Model Change
ของ Nissan New Urvan ซึ่งมรกำหนดคลอดในตลาดญี่ปุ่น ช่วงปลายปี 2012 ด้วย หวังจะแย่งชิงส่วนแบ่ง
การตลาดจาก Toyota Hiace และ Commuter มาให้ได้
ปี 2013 จะเป็นปีที่ ตลาด D-Segment จะสนุกสนานอีกครั้ง เมื่อ Nissan จะจับ Teana ไปเปลี่ยนโฉม
ใหม่หมดทั้งคันในแบบ Full Modelchange ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงรถรุ่นนี้ เพียงแต่ แนวโน้ม
ที่ Nissan น่าจะมองเอาไว้อยู่ คือการออกแบบ Teana เจเนอเรชันที่ 3 ให้มีความเป็นวัยรุ่น มากยิ่งขึ้น
กว่าเดิม ดูแล้ว ไม่เพียงแค่ผู้ใหญ่วัย 50 – 60 ปีจะชอบ แต่เด็กรุ่นหลัง อายุ 30 ปี เห็นแล้ว ก็ต้องชื่นชอบ
ด้วยเช่นกัน เป็นงานที่ยาก แต่ท้าทาย ไม่เบา ด้านขุมพลังนั้น ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ หลุดรอดออกมา
ถือว่า จะเป็นปีที่ Nissan ต้องเปิดตัว รถยนต์ D-Segment ของตน ชนกับ Honda Accord ใหม่พอดี
และต้องประกบกับ Toyota Camry ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านั้น 1 ปี ท่าทางงานนี้ จะสนุกไม่เบาเลยทีเดียว
และในปีเดียวกัน Nissan จะต้องเปิดตัว รถกระบะ Navara Full Model Change ซึ่งอาจจะมีการย้าย
ฐานการผลิตรถกระบะทั้งหมด ยุบไปไว้ยังโรงงาน Mitsubishi Motors ที่แหลมฉบัง ในฐานะ ที่ทั้งคู่
ร่วมกันพัฒนารถกระบะรุ่นต่อไป ของทั้ง Triton และ Navara ขณะเดียวกัน Nissan เอง ก็กำลังกุมขมับ
อยู่ ในเรื่องฐานการผลิตรถกระบะรุ่นใหม่ เพราะทางสหภาพแรงงาน ณ โรงงาน Nissan Iberica ที่สเปน
ก็ยังเรียกร้องให้มีการผลิตรถกระบะรุ่นใหม่ ที่โรงงานของตนต่อไป เพราะไม่เช่นนั้น โรงงานจะเลี้ยง
ตัวเองต่อไปได้ยาก และอาจต้องมีการปลดคนงาน รวมทั้งเกิดการว่างงานขึ้นในสเปนอีกไม่น้อย แต่
ในเมื่อต้นทุนการผลิตที่สเปน ค่อนข้างสูงเอาเรื่อง ทำให้ Carlos Ghosn เอง ก็คงต้องกดเครื่องคิดเลข
คำนวนความเสี่ยงให้ดีๆ
ถ้าถามว่าเร็วไปหรือไม่ กับการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ คงต้องเตือนสติกันสักหน่อย เราต้องไม่ลืมว่า Navara
รุ่นปัจจุบัน เปิดตัวในตลาดโลกมาตั้งแต่ปี 2003 และเหตุที่เข้ามาประกอบขายในไทยล่าช้า จนถึงปี 2007
มาจากความขัดแย้งภายใน ระหว่าง บริษัทแม่ในญี่ปุ่น กับกลุ่มสยามกลการ ในวันที่ ฝ่ายหลัง ยังไม่
ตกลงใจจะขายหุ้นให้กับฝ่ายแรก นั่นเอง ดังนั้น ปี 2013 ก็จะถือว่า ครบ 10 ปี ในการทำตลาด Navara
ทั่วโลก พอดี นั่นเอง

ส่วนดความคืบหน้าของ อนาคต Nissan LEAF ในบ้านเรานั้น แม้ว่า Carlos Ghosn CEO ของ Nissan
จะให้สัมภาษณ์ในเมืองไทยแล้ว เมื่อครั้งมาทำพิธีปล่อย March ไปญี่ปุ่นว่า “จะไม่นำ LEAF มาทำตลาด
ในเมืองไทย จนกว่าจะมีความพร้อมในด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ดีกว่านี้” แต่ก็ยังพอ
มีหวังอยู่บ้าง เพราะใจจริงแล้ว Nissan เอง ก็อยากจะส่ง LEAF ไปขายให้ได้ทั่วโลก เพียงแต่ว่า ในเมื่อ
เป็นรถยนต์พลังไฟฟ้าล้วนๆ 100 เปอร์เซนต์ ใช้พลังงานไฟฟ้าล้วนๆ จากแบ็ตเตอรี ลิเธียม ไอออน แล่น
ได้ระยะทางสูงสุด 160 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟ 1 ครั้ง และทำความเร็วสูงสุดได้ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ดังนั้น การเติมเชื้อเพลิง เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นการเสียบปลั๊กชาร์จไฟจากไฟบ้าน นั่นอาจจะไม่ใช่ปัญหา
ใหญ่ แต่ถ้าต้องเดินทางไปซื้อของ หรือทำธุระแล้วเกิดไฟในแบ็ตเตอรีหมดลงกลางทางละ จึงจำเป็นต้อง
มีสถานีชาร์จไฟสาธารณะด้วย และนี่คือสิ่งที่ ผู้ผลิตรถยนต์พลังไฟฟ้าทั้งหลาย อยากเห็นการลงทุนตั้ง
สถานีชาร์จไฟตามจุดต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะพอมเงินลงทุนในเบื้องต้น เรายังไม่รู้อนาคตของ
LEAF กันในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ได้แต่หวังว่า มันคงจะดี ถ้า Nissan จะลงทุน สั่งรถไฟฟ้าคันนี้ เข้ามา
อวดโฉม และให้พวกเราได้ลองขับกัน (^_^)
——————————————

PEUGEOT
4007 (Outlander) หรือ 508 คงต้องดูกันต่อไป
ความเคลื่อนไหวสำคัญตลอดปี 2010 ของค่ายเสือสำอางค์เมืองน้ำหอม ภายใต้การดูแลของ
ยูโรเปียน ออโตโมบิลล์ อดีตบริษัทในเครือยนตรกิจ ที่ตอดนนี้ แยกตัวจากกลุ่มเดิมเรียบร้อย
แล้ว ถือว่า มากกว่าปีก่อนๆ อยู่นิดหน่อย ทั้งการเปิดตัว Peugeot Bipper รถตู้อเนกประสงค์
ในงาน Bangkok Internatinal Motor Show เดือนมีนาคม 2010 ตามด้วย การเปิดโชว์รูม ย่าน
ทองหล่อ ซอย 5 พร้อมกับเปิดตัว Peugeot 207 Sedan นำเข้าจากมาเลเซีย เครื่องยนต์ 4 สูบ
16 วาล์ว 1,600 ซีซี 110 แรงม้า (BHP) แต่ขายในราคา 959,000 บาท เมือ่ 16 พฤศจิกายน
2010 และตามติดด้วยการเปิดตัว รถสปอร์ตที่หลายคนรอคอย Peugeot RCZ บนแท่นหมุน
ในงาน Motor Expo เดือนธันวาคม 2010
ปี 2011 นี้ มีเรื่องให้จับตาดู จากค่าย Peugeot อยู่ 2 ประเด็น คือ เรื่องของการนำเข้ารถใหม่
จากฝรั่งเศส มาทำตลาด คาดว่าน่าจะเป็นรุ่น 4007 ซึ่งเป็น Crossover SUV ขนาดกลาง
ฝาแฝดร่วมกับ Mitsubishi Outlander ข้อดีอย่างหนึ่งของการซื้อรถรุ่นนี้ในเมืองไทยก็คือ
ข้าวของเครื่องยนต์กลไกในอนาคต หากเสีย พัง นอกจากเข้าศูนย์บริการได้แล้ว ยังพึ่งพา
เซียงกง จากญี่ป่นได้อีกด้วย เพราะถอดสลับสับกันใส่ได้ กับ Outlander หลายชิ้นอยู่
ยกเว้นแค่เปลือกตัวถังด้านหน้าทั้งหมด
แต่ถ้าจะมองถึง 508 ใหม่ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมาละ? แม้ว่ายังไงๆ ต้อง
มีการสั่งนำเข้ามาขายอยู่แล้ว แต่ถ้าจะทำราคาให้ถูกลงได้นั้น มีทางเดียวที่จะทำให้เกิด
ความคุ้มค่าต่อการลงทุนได้ ก็คงต้องหาทางนำมาผลิตกันที่โรงงาน NAZA ในมาเลเซีย
ให้มียอดผลิตรวมกันได้มากถึง 60,000 คัน ในปี 2016 จึงจะคุ้ม คำถามคือ ยอดขายเยอะ
ขนาดนี้ ในตลาดอย่าง อาเซียน ณ วันที่ ชาวฝรั่งเศส ยังไม่คิดที่จะสร้างแบรนด์ตัวเอง
ให้แข็งแกร่ง และเป็นที่กลับมาไว้ใจของลูกค้าหัวดำๆ ตาดำๆ ในวันนี้ เนี่ยนะ?
แน่ใจแล้วเหรอ?
ประเด็นต่อมา ก็คือ ให้จับตาดูความเคลื่อนไหวของการเข้ามาลงทุน ร่วมกันกับทาง
Mitsubishi Motors ในโครงการพัฒนาและผลิตรถยนต์ขนาดเล็ก Global Small เอาไว้
ให้ดีๆ เพราะนี่อาจจะเป็น หนทางลัด สู่การเข้ามาบุกตลาดเองอย่างเต็มตัว ของ
บริษัทแม่ จากฝรั่งเศส ก็พอจะเป็นไปได้อยู่
——————————————

PORSCHE
2011 : All New 911 & 918 Spyder Plug-in HYBRID
2012 : All New Boxster & Cayman
2013 : Baby SUV “Cajun” (Based on Q5)
ปี 2010 ที่ผ่านมา AAS Auto Service ผู้แทนจำหน่าย Porsche อย่างเป็นทางการ ถึงกับมึนหัวไปเลย
เพราะทันทีที่ บริษัทแม่ เปิดตัว รุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน Full Modelchange ของ Crossover SUV
รุ่น Cayenne ใหม่ เมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2010 และเปิดผ้าคลุมกันในงาน Geneva Motor Show เดือน
มีนาคม 2010 ก่อนจะเริ่มขายจริง เมื่อ 8 พฤษภาคม 2010 ปรากฎว่า ผู้นำเข้ารายย่อยบ้านเรา อย่าง
TSL ประกาศตัดหน้า ขิงเปิดตัว Cayenne ใหม่ เมื่อ 18 มิถุนายน 2010 อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ AAS
ประกาศราคา เริ่มต้นของ Cayenne เอาไว้ที่ 8,800,000 บาท ในรุ่นพื้นฐาน 300 แรงม้า (PS) รุ่น
Diesel 240 แรงม้า (PS) 9,400,000 บาท รุ่น Cayenne S 400 แรงม้า (PS) 11,200,000 บาท ส่วน
รุ่น HYBRID 380 แรงม้า (PS) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ Porshce ที่ทำรถแนวนี้ออกมา ราคา สูงถึง
12,100,000 บาท (ผู้นำเข้ารายย่อยบางราย ตั้งราคาแค่ 7,900,000 บาท ทำให้รุ่นธรรมดา ขายกัน
ไม่ค่อยจะออกเท่าไหร่ เหตุผลเพราะ ภาษีรถยนต์ Hybrid บ้านเรา ระบุว่า มีอัตราพิเศษ สำหรับ
รถที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 3,000 ซีซี แต่ไม่จำกัดในเรื่องแรงม้า ทำให้ ผู้ค้ารายย่อย สามารถ
ตั้งราคาได้ถูกกว่า Cayenne รุ่นธรรมดา) และรุ่น Cayenne Turbo 500 แรงม้า (PS) ปาเข้าไป แพงสุด
17,350,000 บาท กันเลยทีเดียว
สำหรับปี 2011 เป็นต้นไป จะเริ่มเป็นปีที่ Porsche เข้าสู่ยุครถสปอร์ตพลังสีเขียว อย่างแท้จริง เพราะ
Porsche จะประเดิมปีใหม่ ด้วยโครงการที่น่าจับตามองที่สุด อีกคันหนึ่ง ในรอบปีนี้ ของเหล่าบรรดา
สาวก ซูเปอร์คาร์ นั่นคือการเปิดตัว 918 Spyder รถสปอร์ต Plug-in Hybrid ที่ใช้งานได้ทั้งน้ำมันเบนซิน
และ เสียบชาร์จไฟ กับปลั๊กไฟบ้าน วางขุมพลัง V8 DOHC 32 วาล์ว 3,400 ซีซี 500 แรงม้า (PS) กลาง
ลำตัว (Mid-Engine) เชื่อมต่อการทำงานกับเกียร์อัตโมัติ Dual Clutch PDK 7 จังหวะ ถ่ายทอดกำลังสู่
มอเตอร์ 2 ตัว ที่ล้อคู่หน้า และ อีก 1 ตัว คุมการขับเคลื่อนล้อคู่หลัง รวมกันอีก 218 แรงม้า (PS) ถือเป็น
รถสปอร์ตขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Hybrid คันแรกในประวัติศาสตร์ของค่าย โดยจะอวดโฉมเวอร์ชันจำหน่าย
จริง ครั้งแรก ในงาน Detriot Auto Show สัปดาห์แรกของเดือนมกราคมนี้ หลังจากได้ไฟเขียว อนุมัติ
การผลิตจริง เมื่อ 28 กรกฎาคม 2010 ที่ผ่านมา แต่กว่าจะพร้อมขายกัน คงต้องรออีกพักใหญ่

และในงานเดียวกัน Porsche จะเปิดตัว Panamera HYBRID อย่างที่ได้เคยสัญญาเอาไว้ ตั้งแต่ปี 2008
คราวนี้จะ วางเครื่องยนต์ V6 DOHC 3,000 ซีซี 330 แรงม้า (PS) ทำงานร่วมกับ มอเตอร์ไฟฟ้า 46 แรงม้า
ซึ่ง มอเตอร์ จะทำงานในช่วงความเร็วต่ำ เป็นหลัก เพื่อเน้นความประหยัดน้ำมันในเมือง เป็นสำคัญ
จากนั้น ช่วงปลายปีนี้จะตามมาด้วย การเปลี่ยนโฉม Full Model Change ให้กับ 911 ใหม่ รถสปอร์ตรุ่นหลัก
รุ่นทำเงินตลอดกาลประจำบริษัท พอล่วงเข้าปี 2012 จะเป็นฤดูกาลเปลี่ยนโฉมใหม่ Full Model Change
ให้กับ รถสปอร์ตคันเล็ก ทั้ง Boxster และ เวอร์ชันหลังคาแข็งอย่าง Cayman ทุกรุ่นยังอยู่ในระหว่างการ
พัฒนา และใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว
และในปี 2013 ก็ถึงเวลาที่ Porsche จะพร้อมขยายการทำตลาด รถยนต์ Crossover SUV ด้วยรถรุ่นใหม่
ล่าสุด ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานงานวิศวกรรม ร่วมกับ Audi Q5 ภายใต้ชื่อในการทำตลาดที่ถูกประกาศ
ออกมาแล้วว่า “Cajun” พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ เอา Cayenne รุ่นล่าสุด ไปย่อส่วน ให้นั่งได้ 5 คน และ
ทำตลาดในราคาย่อมเยาลงอีกด้วย นั่นเอง ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้น เศรษฐีรุ่นใหม่ๆ ที่เติบโตขึ้นมา ก็พร้อมจะ
เป็นเจ้าของรถรุ่นนี้กันพอดิบพอดี และเมื่อถึงเวลานั้น AAS ก็คงจะพร้อมสั่งทุกคันทั้งหมดข้างต้น
มาเอาใจลูกค้ากระเป๋าหนักทั้งหลาย เช่นเคย
——————————————

PROTON
2011 : New Crossover SUV (Based on Exora)
2012 : New Espira (Persona’s Replacement, Based on Tuah Concept)
ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์จากแดนเสือเหลือง มาเลเซีย ยังคงทำตลาดรถยนต์ Proton
ไปเรื่อยๆ โดยกลุ่ม PNA พระนครยนตรการ เป็นผู้ดูแลการตลาด ภายใต้การสอดส่อง
ดูแลของ Proton Thailand นอกจากจะยังคงทะยอยทำยอดขายจาก MPV รุ่น EXORA
ไปได้เรื่อยๆ แล้ว Proton ยังเปิดตัว SAGA Sedan Minorchange หรือ Savvy ตัวถัง
Sedan 4 ประตู ไปเรียบร้อยแล้ว ในงาน Motor Expo 2010 แถมยังเคลมว่า เป็นการ
เปิดตัวครั้งแรกในโลก อีกต่างหาก (กระนั้น กระแสในบ้านเรา ถือว่า เงียบสนิท ต่างจาก
ในมาเลเซีย ที่กระดี๊กระด๊า กันพอสมควรเลยทีเดียว)
ถ้า Saga ยังไม่ตื่นตาพอ ในปี 2011 เป็นต้นไป Proton ก็เตรียม โครงการพัฒนารถยนต์
รุ่นใหม่ๆ อีกมากมายหลายรุ่น พวกเขาเพิ่งจะเปิดตัวเวอร์ชันต้นแบบของรถยนต์เหล่านี้
ในงาน Kualalumper Motor Show เมื่อ 2 ธันวาคม 2010 ที่ผ่านมา โดยนำชื่อนักรบผู้กล้า
ของมะละกา มาตั้งเป็นชื่อรุ่นรถ อันได้แก่ Jebut (การนำ Proton Inspira หรือ Mitsubishi
Lancer EX Re-Badges มาเพิ่มชุดแต่งให้ดูดุดันในแนว Fast and Furious หลุดโลกไปเลย)
Katsuri (Proton Saga Minorchange เวอร์ชันตกแต่งในแนว Need For Speed) รวมทั้ง
EMAS รถตันแบบขนาดเล็กคันแรกของ Proton วางขุมพลัง Hybrid รังสรรค์โดยสำนัก
ออกแบบ ItalDesign ของ Giorgetto Giugiaro ปรมาจารย์ระดับโลกนั่นเอง และ Lekir
รถต้นแบบ ที่นำเอารถสปอร์ต Lotus มาดัดแปลง ให้ดูดุดันแบบกำลังดี

แต่นั่นไม่ใช่ทีเด็ด ไฮไลต์ สำคัญ อยู่ที่ LEKIU ต้นแบบของ Crossover SUV รุ่นแรกที่ Proton
กำลังพัฒนาเพื่อออกสู่ตลาด ภายในปี 2011 นี้ โดยจะสร้างขึ้นบนพื้นฐานของ มินิแวนรุ่น
Exora แต่มาในแนวทางยกสูง และเปลี่ยนบั้นท้าย ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คาดว่าจะวาง
เครื่องยนต์ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,000 ซีซี เป็นพื้นฐาน เชื่อว่า เราคงจะได้เห็นรถคันนี้
ออกสู่ตลาดกัน อย่างเร็วที่สุด ก็น่าจะเปิดตัวในช่วง ปลายไตรมาส 2 ต้นไตรมาส 3 ของปีนี้
ในมาเลเซีย ถ้าเป็นไปตามนี้ เท่ากับว่า เราคนไทย มีโอกาสได้เป็นเจ้าของ Crossover SUV
คันแรกในประวัติศาสตร์ของ Proton รุ่นนี้ กันอย่างเร็วที่สุด ก็คือ งาน Motor Exp 2011

อีกคันหนึ่ง ซึ่งถือว่า เป็นรถยนต์ที่น่าจับตามองของ Proton นั่นคือ C-Segment Compact Sedan
คันใหม่ ที่จะเข้าทำตลาดแทน Proton Persona รุ่นปัจจุบัน Proton เปิดเผยให้เราได้รับรู้ถึง
โครงการนี้ ผ่านทาง รถต้นแบบ Tuah Concept คันสีขาว ซึ่งมีบุคลิก ที่ลงตัว และดูมีความเป็น
สากล ขึ้นมาก

งานออกแบบของรถคันนี้ คาดว่าน่าจะเริ่มขึ้นเมื่อช่วงปลายปี 2008 ถึงต้นปี 2009 ด้านหน้าของรถ
ได้รับแรงบันดาลใจมาจากใบหน้าของ เสือ อันเป็นสัตว์ประจำชาติของประเทศมาเลเซีย ออกแบบ
ในสไตล์ 6 Windows แบบเดียวกับ Chevrolet Optra หรือ Nissan Teana คาดว่าจะวางเครื่องยนต์
4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1,800 – 2,000 ซีซี เป็นมาตรฐาน กำหนดออกสู่ตลาดโลกน่าจะอยู่ใน
ช่วงปลายปี 2011 หรือต้นปี 2012 เป็นอย่างเร็วที่สุด ภายใต้ชื่อที่คาดว่าน่าจะเป็น Proton Espira
ซึ่ง ถ้าในมาเลเซียเปิดตัวเมื่อไหร่ รถคันนี้ ก็จะมีความเป็นไปได้ ในการนำมาเปิดตัวที่เมืองไทย
อย่างมาก เพราะแนวเส้นสายแบบนี้ คนไทยน่าจะชื่นชอบอยู่ไม่น้อย
แต่ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกครับ อนาคตของ Proton ในไทยหนะ ตอนนี้ ดูจะดีกว่า Tata Motor
เสียด้วยซ้ำ เพราะอย่างน้อย การที่ Proton เข้ามาตั้ง Proton Thailand เองแล้วนั้น ทำให้เรา
ยังพอเบาใจได้ระดับหนึ่ง ว่าอย่างน้อย ถึงรถจะตกรุ่นไป หรือผู้จำหน่ายจะเปลี่ยนมือไป
Proton ก็ตั้งใจว่า จะอยู่ในเมืองไทยกันยาวๆ ไม่ใช่แค่ว่า มาแป๊บเดียว แล้วหายหน้าไป
เหมือนอย่างที่ หลายยี่ห้อ เคยเป็นกันมา
——————————————–

SKODA
Fabia มาแล้ว รายต่อไป ก็คือ Superb!
ในที่สุด แบรนด์รถยนต์ จากสาธารณรัฐเชค ในร่มเงาของยักษ์ใหญ่ Volkswagen อย่าง Skoda
ก็กลับมาเปิดตลาดในเมืองไทยกันอีกครั้ง อย่างเรียบง่าย ภายใต้การดูแลของทาง MTM Thailand
ซึ่งในงาน Motor Expo 2010 ที่ผ่านมา Skoda มี Fabia 1.2 TFSI มาจอดรับแขกอยู่ในบูธ เรื่องที่
น่าอัศจรรย์จากหลายๆคนที่ไปลองขับรถคันนี้มา ก็คือ ต่างก็ชอบ ในสมรรถนะของเครื่องยนต์
แค่ 1,200 ซีซี จาก Volkswagen แต่ให้พละกำลังจี๊ดจ๊าด ดีทีเดียว ที่สำคัญ มาในราคา ถูกมากๆ
คือ เพียง 990,000 บาท เท่านั้น ถ้าคิดว่า นี่คือรถนำเข้าจาก สาธารณรัฐเชค และแรงขนาดนี้
ทำราคาได้ขนาดนี้ ถือว่า ถูกมากมาย
แต่ Fabia 1.2 TFSI ยังเป็นแค่รายการแรกที่ MTM-Thailand อยากจะเอาเข้ามาขายในบ้านเรา
เพราะรายการต่อไปที่ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาก็คือ Skoda Superb รถยนต์รุ่นหรูสุดของ
ตระกูล แม้ว่าจะเคยมาเปิดตัวในบ้านเราอย่างเงียบสนิท ในงาน Bangkok International
Motor Show หลายปีก่อน แต่ ก็ไม่ได้มีการทำตลาดอย่างจริงจัง มาวันนี้ Superb เปลี่ยนโฉม
ใหม่ Full Model Change ทั้งคัน มาได้ 2 ปีแล้ว
แต่เดิม Skoda Superb เป็นรถที่ทำตลาดในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีอายุตลาดในช่วงปี
1934 – 1942 จนกระทั่งปี 2001 Volkswagen Group ก็คิดจะขยายแบรนด์ Skoda ให้มีรุ่นรถ
หลากหลายมากขึ้น เลยนำ Passat รุ่นสุดท้ายที่ขายดีในบ้านเรา มาปรับเปลี่ยนรายละเอียด
ยืดความยาวออกไปนิดหน่อย แล้วนำออกขายในชื่อ Skoda Superb (รหัสรุ่น 3U) อีกครั้ง
ยอดขายถือว่าไปได้ดีในตลาดยุโรปตะวันออก อันเป็นตลาดหลักของ Skoda ทำให้มีการ
พัฒนารถรุ่นล่าสุด รหัสรุ่น 3T บนพื้นตัวถัง PQ35 ออกขายกันครั้งแรกในงาน Geneva
Motor Show มีนาคม 2008 มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งเบนซิน 4 ขนาด ตั้งแต่ 1,400 ซีซี TSI
125 แรงม้า (PS) จนถึง 3,600 ซีซี FSI 260 แรงม้า (PS) และเครื่องยนต์ Diesel Commonrail
Turbo 4 ขนาด ตั้งแต่ 1,600 ซีซี TDI จนถึง 2,000 ซีซี TDI 170 แรงม้า (PS) และยังมีเกียร์
อัตโนมัติ คลัชต์คู่ DSG ให้เลือกใช้อีกด้วย
จนถึงตอนนี้ เชื่อแน่ว่า เราอาจจะได้เห็นเครื่องยนต์เบนซิน 2,000 ซีซี TFSI 200 แรงม้า (PS)
จับมือกับเกียร์อัตโนมัติ DSG ทางเลือกนี้ดูจะเป็นไปได้มากที่สุด เพราะ Headlightmag.com
ของเราได้เห็น และได้ลองขับ รถที่ใช้ เครื่องยนต์กับระบบส่งกำลังนี้ ในเมืองไทยแล้ว ถึง 2 รุ่น!!
Volkswagen Golf GTi และ Scirocco ยังไงละ!!!
ชักน่าสนใจแล้วใช่ไหมครับ ถ้ารถซีดานคันใหญ่แถวๆ Volvo S80 แต่วางเครื่องยนต์ของ
Golf GTi แรงปละประหยัดพอกัน ในราคาที่ คุณๆก็รับมือไหว? Bangkok International
Motor Show ปลายเดือนมีนาคมนี้ คือช่วงเวลาที่ เร็วที่สุดที่เราจะได้เห็นรถคันนี้กัน ส่วน
เวอร์ชันเครื่องยนต์ Diesel Turbo TDI นั้น อาจต้องรอไปอีกพักใหญ่ เนื่องจากบริษัทแม่
ยังกังวลในความสะอาดของน้ำมันดีเซลที่ขายอยู่ในประเทศไทย
——————————————–

SSANGYONG
Korando ใหม่ มาแบบเงียบๆ!
ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า กลุ่ม Mahindra & Mahindra จากอินเดีย เป็นผู้ชนะการประมูล
เพื่อเข้าซื้อ กิจการของ Ssangyong ในเกาหลีใต้ หลังความวุ่นวายจาการล้มละลาย และการ
ผละงานประท้วง จนเกิดจลาจลกันอลหม่านในปีก่อนๆ (แต่กว่าทุกอย่างจะสำเร็จ ก็น่าจะ
เป็นช่วงเดือนมีนาคม 2011) พอย้อนกลับมาดูเมืองไทย ความเคลื่อนไหวของ Ssangyong
ในบ้านเรา ตลอดปี 2010 ต้องถือว่า เงียบสนิทยิ่งกว่าเป่าสาก กันเสียอีก ดูเหมือนว่า พวกเขา
ยังคงขายรถกันต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ศูนย์บริการ ก็ยังคงทำหน้าที่ไปเรื่อยๆ ไม่เดือดร้อนอะไร
มากมายนัก
แต่พอถึงงาน Motor Expo 2010 Ssangyong ก็ส่ง Korando Compact SUV รุ่นเปลี่ยนโฉม
จากจี๊ปเกาหลี หน้าตาซื่อบื้อ กลายมาเป็น โฉมงามเพียงชั่วข้ามคืน มาขึ้นแท่นจัดแสดงกัน
อย่างเงียบๆ
Ssangyong Korando ใหม่ ถือเป็นรถรุ่นที่ 4 นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในฐานะ รถ Jeep ตัวลุย
ประจำค่าย โดยชื่อรุ่นนั้นมาจากวลีที่ว่า “Korean Can Do” คราวนี้ พลิกโฉมจากรถจี๊บหน้าตา
ซื่อบื้อ กลายเป็น Compact Crossover SUV ที่สวยงาม ฝีมือรังสรรค์เส้นสายโดย นักออกแบบ
รถยนต์ชื่อดัง อย่าง Giorgietto Giugiaro ภายใต้รหัสโครงการพัฒนา C200 ซึ่งทะยอย เผยโฉม
มาตั้งแต่ งาน Paris Auto Salon กันยายน 2008 จนล่าสุด เปิดตัวครั้งแรกในงานประชุมผู้จำหน่าย
Ssangyong ทั่วโลก เมื่อ 26 เมษายน 2010 แต่กว่าจะพร้อมส่งออกสู่ตลาดโลก ต้องรอกันจนถึง
15 กันยายน 2010 คราวนี้หมายจะประกบ คู่แข่งโดยตรงก็คือ SUV อย่าง Hyundai Tucson และ
Kia Sportage ใหม่
ตัวรถมีความยาว 4,410 มิลลิเมตร กว้าง 1,830 มิลลิเมตร สูง 1,710 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,650
มิลลิเมตร สวมล้ออัลลอย 18 นิ้ว เข้ากับยาง 225/55R18 วางเครื่องยนต์ Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
2.0 ลิตร Commonrail Turbo 175 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตร ที่
2,000-3,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ มีทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า และ 4 ล้อ
ตลอดเวลา AWD ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.4 เมตร ราคาขายใน
บ้านเรา เปิดเอาไว้ที่ 1,790,000 บาท
และดูเหมือนว่า Korando น่าจะเป็นรถยนต์เพียงรุ่นเดียว ที่จะทำให้โชว์รูม Ssangyong กลับมา
มีสีสันอีกครั้งหนึ่งได้ หาไม่ ก็คงต้องรอ การสั่งนำเข้ารุ่นปรับโฉม Minorchange เล็กๆน้อยๆ
ซึ่งอยากจะเรียกว่าเป็นรุ่นปรับอุปกรณ์ของ ทั้ง Rexton Kyron และ Actyon มากกว่า มาขายไปเรื่อยๆ
——————————————–

SUBARU
2011 : EXIGA 2.0 Turbo / Forester 2.0 NA From Malasia / NEW LEGACY 2.5 GT
2012 : IMPREZA Full Model Change / New AWD Coupe Based on Toyota FT-86
ปี 2010 ที่ผ่านมา Motor Image บริษัทในเครือ Tan Chong Group จากสิงค์โปร์ ในฐานะ ผู้นำเข้า
และจำหน่ายรถยนต์ Subaru จากญี่ปุ่น อย่างเป็นทางการในไทย เริ่มมุ่งหน้า ทำกิจกรรม ต่างๆ
เพื่อโปรโมทแบรนด์ Subaru อย่างจริงจังมากกว่าแต่ก่อน มีตั้งแต่การลงโฆษณาในรายการวิทยุ
EFM 94.0 MHz ของกลุ่ม GMM Grammy เพื่อให้ผู้บริโภคกลุ่ม Mass กลับมารับรู้ว่า Subaru
ไม่ใช่รถกระป๊อ หน้าปากซอย อย่างที่คนไทยคุ้นเคย หากแต่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ
Symetrical All Wheel Drive ชั้นดีจากญี่ปุ่น
รวมทั้ง การจัดกิจกรรม ร่วมกับนิตยสาร FHM กิจกรรม แข่งกันเอามือแปะรถให้นานที่สุด เพื่อ
คว้ารางวัล Subaru Impreza WRX ไปเลย 1 คัน ที่มีคนไทยไปร่วมแข่งกันถึงสิงค์โปร์ แล้วก็ยังมี
การนำ Russ Swift กลับมาขับรถผาดโผน Stunt Show กันใน Motor Expo 2010 เหมือนปีก่อน เปี๊ยบ
ปัญหาก็คือ ยอดขาย และยอดสั่งจอง Subaru ตลอดทั้งปีนั้น ถือว่า อยู่ในระดับไม่ถึงกับดีนัก หาก
เทียบกับปีที่แล้ว ส่วนหนึ่ง น่าจะมาจาก การมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ มากระตุ้นความสนใจของลูกค้า
เดินเข้าโชว์รูม ไม่มากนัก ดีที่สุดก็คือ มีแค่ Subaru Legacy Outback 2.5 ลิตร กับ Subaru Impreza
WRX Spec A เกียร์อัตโนมัติ ที่เข้ามาอวดโฉม ทัน Motor Expo 2010 กันพอดีๆ
ปี 2011 นี้ มอเตอร์ อิมเมจ ก็เลยคิดว่าจะลองนำเข้า Subaru Forester ประกอบในมาเลเซีย เข้ามา
ชิมลาง เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบนอน 2,000 ซีซี ไม่มีเทอร์โบ กะว่าจะเอามาให้ลูกค้าได้เปรียบเทียบ
กับ Honda CR-V กันดู จากนั้น Legacy 2.5 GT เครื่องยนต์ 4 สูบนอน Boxer 16 วาล์ว 2,500 ซีซี
Turbo ก็จะตามเข้ามาเอาใจ ลูกค้าที่อยากได้รถขับสุภาพ ดูมีมาด แต่เกรี้ยวกราดได้ทุกเมื่อ
นอกจากนี้ ยังมี Subaru Exiga 7 ที่นั่ง ซึ่งเคยมาอวดโฉม เมื่องาน Motor Expo 2009 คราวนี้
จะกลับมาเปิดตลาดกันอย่างจริงจังอีกครั้ง ด้วยเครื่องยนต์ 2,000 ซีซี Turbo วางป้ายราคา
เอาไว้ที่ 2 ล้านบาท นิดๆ น่าจะเข้ามาได้ทัน Bangkok International Motor Show 2011
ถ้าหาก Subaru ตัดสินใจจะออกบูธในงานนี้ ช่วงปลายเดือนมีนาคม ซึ่งก็ยังไม่แน่ชัด
แต่ถ้าใครที่คิดจะซื้อ Impreza รุ่นแม่บ้าน 5 ประตู กันอยู่ แล้วละก็ มีข่าวมาบอกว่า รถรุ่นเก่า
ไม่มีเหลืออยู่ในสต็อกแล้ว ต้องรอสั่งรถล็อตใหม่เข้ามา ซึ่งจะมีการปรับเปลี่ยนลายกระจังหน้า
นิดหน่อย และเปลือกกันชนหน้า ให้เหมือนกันกับเวอร์ชันญี่ปุ่น ที่ปรับโฉม Minor Change
ไปแล้วเมื่อปี 2009
แต่ถ้ายังไม่รีบร้อนอีก ขอแนะนำว่า รอดูการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ระดับโลก ของ Impreza
ที่เริ่มมีการปล่อยรถต้นแบบ ออกมาอวดโฉมกันแล้ว ในงาน Los Angeles Auto Show เมื่อ
เดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา คราวนี้ สร้างความฮือฮาว่า ในที่สุด Impreza กำลังจะพลิกโฉม
สู่ความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น มีทั้งรุ่น Sedan 4 ประตู และ Hatchback 5 ประตู แน่นอนว่าจะวาง
เครื่องยนต์ Boxer 4 สูบนอน DOHC 16 วาล์ว เวอร์ชันใหม่ล่าสุด ที่กำลังเตรียมจะนำมาวาง
ลงในสายการผลิตจริง กำหนดการที่เวอร์ชันจำหน่ายจริงจะคลอดในตลาดญี่ปุ่น คือก่อนงาน
Tokyo Motor Show ซึ่งจะย้ายไปจัดในช่วง ปลายเดือนพฤศจิกายน – ต้นเดือนธันวาคม 2011
(ชนกับ Motor Expo บ้านเรา พอดีเป๊ะ) ส่วนเมืองไทยนั้น เจอกันได้ แน่ๆ ปี 2012 แต่ต้อง
ขอเตือนสติสักนิดว่า อย่าคาดหวังว่า คันขายจริงจะสวยเหมือนในรูปข้างบนนี้ เพราะหลายทีแล้ว
ที่ ทีมออกแบบของ Subaru หลอกให้เราดีใจเล่นตอนเป็นรถต้นแบบ จนต้องเซ็งเป็ดเมื่อเห็น
รถคันขายจริง เพราะโดนตัดทอนความโฉบเฉี่ยวออกไปจากเวอร์ชันต้นแบบเยอะมาก
ไม่เพียงเท่านั้น อีกโครงการที่ยังต้องจับตาดูกันต่อไปคือรถสปอร์ตคูเป้คันแรกในรอบหลายปี
ของค่ายดาวลูกได่ ซึ่งจะพัฒนาร่วมกับ Toyota ในฐานะฝาแฝดร่วมแพล็ตฟอร์มของ Toyota
FT-86 คันสีแดง ที่เคยเผยโฉมในงาน Toky Motor Show ตุลาคม 2009 มาแล้ว โดยเวอร์ชัน
ของ Subaru จะวางเครื่องยนต์ Boxer ร่วมกับ Impreza รุ่นต่อไป ปี 2012 และมาพร้อมระบบ
ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD กำหนดเปิดตัว เวอร์ชันจำหน่ายจริง จะอยู่ในปี 2012 แต่อาจจะเผย
โฉมคันจริงก่อน ในงาน Tokyo Motor Show ปลายปี 2011 ส่วนเมืองไทย ก็ต้องดูว่า ทาง
สิงค์โปร์ พร้อมจะสั่งนำเข้ามาทำตลาดกันได้ ณ ช่วงไหนของปี 2012
——————————————–

SUZUKI
มกราคม 2011 : Swasdee SAMT
เมษายน 2012 : SWIFT is the Suzuki’s ECO CAR !…..Confirm!!
2014 : New Model , New Project (Join with Volkswagen?) Debut!
และแล้ว ตั้งแต่วันนี้ (1 มกราคม 2011) เป็นต้นไป สิทธ์ในการทำตลาดรถยนต์ Suzuki ในบ้านเรา
ก็ได้หลุดจากมือของกลุ่ม สยามอินเตอร์ฯ หรือกลุ่มพรประภา เดิม ไปเรียบร้อยแล้ว โดยนับจากนี้
รถยนต์ 4 ล้อ พะยี่ห้อ Suzuki ในบ้านเรา จะถูกทำตลาด โดยบริษัทแม่จากญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ Suzuki
Automobile Manufacturing (Thailand) จำกัด เข้ามาสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ ที่นิคมอุตสาหกรรม
เหมราช ปลวกแดง จังหวัดระยอง ถิ่นเดียวกับโรงงานประกอบรถยนต์รายอื่นๆ
หลังจากเปิดตัว SX4 กันไปอย่างเงียบเชียบแล้ว ต่อจากนี้ ก็จะถึงเวลาเตรียมความพร้อม ให้กับ
โครงการ รถยนต์ ECO Car อย่างจริงจัง เพราะตอนนี้ โรงงานมูลค่า 9,500 ล้านบาทนั้น สร้างเสร็จแล้ว
และอยู่ในระหว่างการเตรียมความพร้อม ในด้านต่างๆ ทั้งซัพพลายเออร์ผู้ผลิตชิ้นส่วน รวมทั้งการ
ตั้งเครื่องจักรต่างๆ เพื่อรอรับการเปิดตัว รถยนต์ ในโครงการ ECO Car จากเมือง Hamamatsu ซึ่ง
ณ วันนี้ เราสามารถพูดได้เต็มปากแล้วว่า มันคือ Suzuki SWIFT ใหม่ รุ่นเปลี่ยนโฉม Full Modelchange
ที่เพิ่งเปิดตัวไปในตลาดยุโรป เมื่อ 11 มิถุนายน 2010 และออกขายในญี่ปุ่น เมื่อ 26 สิงหาคม 2010
ที่ผ่านมานี้เอง!
และในทันทีที่เปิดตัว Swift ใหม่ ก็สามารถผ่านการทดสอบการชนตามมาตรฐาน EURO NCAP ในระดับ
5 ดาว เมื่อ 1 กันยายน 2010 และยังคว้ารางวัล 2011 RJC Car of the year ไปเรียบร้อย เมื่อ 18 พฤศจิกายน
2010 ตามติดกัน
รายละเอียดเบื้องต้น ก็คือ Swift ใหม่นั้น จะยังมีขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม นิดนึง แต่จะวางเครื่องยนต์
ขนาดเล็กลงจาก พิกัด 1,500 ซีซี ลงมาเป็นเครื่องยนต์ K12B บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1,242 ซีซี หัวฉีด
EPI 93 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 118 นิวตันเมตร ยกชุดมาจากในเวอร์ชันตลาดโลกนั่นละ มีทั้งเกียร์
ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ 4 จังหวะ หรือจะเป็นเครื่องยนต์ Diesel D13A บล็อก 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว
1,248 ซีซี 74.8 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุดทะลุไปถึง 190 นิวตันเมตร ที่ 1,750 รอบ/นาที มีเฉพาะ เกียร์
ธรรมดา 5 จังหวะ เท่านั้น ตอนนี้ ยังไม่แน่ชัดว่า เวอร์ชันไทย จะได้ใช้เครื่องยนต์ Diesel ด้วยหรือไม่
ขึ้นอยู่กับการตอบรับของตลาดในช่วงก่อนเปิดตัว
Suzuki ประกาศแล้วว่า จะเริ่มผลิต SWIFT ใหม่ จากโณงงานที่ระยอง ออกสู่ตลาดให้ได้ในเดือน
เมษายน 2012 และจะเปิตตัวกันในงาน Bangkok International Motor Show 2012
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธยากว่า การตั้งโรงงานแห่งใหม่นี้ งบลงทุนที่สูงมากถึง 9,500 ล้านบาท นั้น Suzuki
คงต้องมีแผนอะไรเอาไว้ในใจ อันเกี่ยวข้องกับ ความร่วมมือล่าสุด กับทาง Volkswagen พันธมิตรรายล่าสุด
แล้วอย่างแน่นอน เพราะ Volkswagen Group อยากจะสยายปีกมายากตลาดอินเดีย และเอเซียเต็มแก่
และช่วงหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาก็ยังหาจังหวะเข้ามาลงทุน ไม่ได้สักที คราวนี้แหละ ถือเป็น โอกาส
อันสวยงาม ที่จะต่อยอดไปไกลยังอนาคตระยะยาว ทำให้ต่างฝ่ายต่างเข้าซื้อหุ้นซึ่งกันและกัน โดย
Suzuki เอง ก็ยอมให้ Volkswagen เข้ามาถือหุ้นได้แค่ 19.9 เปอร์เซนต์ เท่านั้น เพราะยังอยากมีความ
อิสระ ในการบริหารงานตามเดิม โดยไม่ได้มีใครมาเป็นเจ้าของอีก
เพราะในขั้นแรกนั้น เพื่อให้ได้ ยอดผลิตครบถึงระดับ 100,000 คัน ในปีแรกที่ผลิต จึงมีแนวโน้มว่า Suzuki
อาจ เตรียมย้ายการผลิตของ Swift สำหรับตลาดส่งออกทั้งหมด จากโรงงานในฮังการี มายังเมืองไทย โดยจะ
ยังมีฐานการผลิตเหลือเอาไว้ที่ญี่ปุ่น และในประเทศต่างๆ รวม 7 แห่ง ตามเดิม ขณะเดียวกัน โรงงานที่ฮังการี
ก็จะเอาไว้สำหรับการจับมือกับ Volkswagen ในการใช้เป็นฐานผลิตรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นต่อไป ของพวกเขา
ที่มีแนวโน้มอยู่ว่า อาจจะสร้างขึ้นมาด้วยกัน
แต่กว่าที่เราจะได้เห็น รถยนต์ขนาดเล็กรุ่นดังกล่าว อาจต้องรอกันไปนานถึงปี 2014 ซึ่งจะเป็นปีที่ Suzuki
และ Volkswagen น่าจะพร้อมแล้ว กับการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่ในเมืองไทย ด้วยกัน อย่างจริงจังเสียที
——————————————–

TATA MOTORS
2011 : ถอนตัวจาก ECO Car แต่เตรียมสั่ง NANO เข้ามาขายปลายปีนี้
2012 : Aria ถ้าจะมา ก็น่าสนใจจะนายจ๋า!
2010 เป็นปีที่ถือได้ว่า เหนื่อยสุดๆ สำหรับค่ายรถยนต์แดนภารตะ อย่าง Tata Motors เพราะเป็นปีที่
ยังคงต้องพยายาม วางจุดขายตัวเองเป็น Commercial Vehicle Brand หรือเป็นแบรนด์ ที่มุ่งเน้นเจาะ
ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ เป็นหลัก เข็นยอดขายของ รถกระบะ Tata Xenon กันต่อไปอย่างเหน็ดเหนื่อย
ด้วยปัจจัยทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ กับบ้านเมือง และปัญหาภายในองค์กรด้วยกันเอง โดยปีนี้ มีรถใหม่
สดๆซิงๆ เพียงรุ่นเดียวคือ Tata Super ACE City Giant รถบรรทุกขนาดเล็ก 1 ตัน พิกัดเดียวกับ คู่แข่ง
อย่าง Kia K2700 วางเครื่องยนต์ Diesel 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว 1,405 ซีซี พ่วง Turbo Intercooler มีแรงแค่
52 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 103 นิวตันเมตร ออกขายในราคาถูกเพียง 349,000 บาท เปิดตัวแล้วในงาน
Motor Expo 2010 ที่ผ่านมา
ขณะที่ในต่างประเทศ Tata Motors เริ่มต้น จับมือกับ สำนักออกแบบ Pininfarina ให้ช่วยออกแบบรถยนต์
ระดับ C-Segment อย่าง Pr1ma เปิดตัวไปตั้งแต่ Geneva Motor Show ปี 2009 และได้รับเสียงตอบรับ
เป็นอย่างดี จนทำให้รถคันนี้ อยู่ในระหว่างการเตรียมนำไปขึ้นสายการผลิต อีกไม่กี่อึดใจเกินรอ
รวมทั้งยังสานความสัมพันธ์กับกลุ่ม Fiat Auto Spa. แห่งอิตาลี ด้วยการเตรียมพัฒนา รถเล็ก Indica
และ Indico รุ่นต่อไป บนพื้นตัวถังของ Fiat Punto รุ่นปัจจุบัน
แต่ในเมืองไทย ทุกอย่างยังคงเคลื่อนไหวไปอย่างช้าๆ ทุกวันนี้ Tata Motors ก็ยังคง นำ Tata Nono
รถจิ๋วสุดระห่ำ ด้วย 37 สิทธิบัตรนวัตกรรม ในคันเดียว ออกแล่นทดสอบความทนทาน กันเรื่อยๆ
ตามทางหลวงสายหลักๆ ของประเทศไทย จนผู้คนมากมาย เริ่มพบเห็น เจ้าไข่ไก่ติดล้อ คันนี้
ชินตามากขึ้นทุกวันๆ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น หลังจาก Tata Motors ประกาศถอนตัวออกจากโครงการ
ECO Car ของรัฐบาลไทย ไปเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากมองว่า ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน
ต้องยอมรับว่า อย่างน้อย Tata Motors ก็คิดถูก ที่ไม่นำ Tata Nano เข้าโครงการ ECO Cars
เพราะเมื่อวันเวลาผ่านไป ความฮือฮาในค่าตัวที่ถูกที่สุดในบรรดารถยนต์ 4 ล้อ ด้วยกันของมัน ก็ไม่ได้
ทำให้คนไทย จดจำ หรืออยากได้มาไว้ครอบครอง มากพอให้คุ้มต่อการลงทุนขึ้นสายการผลิต เพราะ
สิ่งที่คนไทยคิดก็คือ ถ้ารถคันนี้ มาเปิดตัวขายในราคาเกินกว่า 200,000 บาท เมื่อไหร่ เป็นอันว่า เจ๊งแน่ๆ
เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ มองว่า อยากให้ราคาขาย กดลงต่ำไปอยู่ในระดับ 150,000 บาท ด้วยซ้ำ ดังนั้น
สิ่งที่ Tata พอจะทำได้คือ การนำรถเข้ามาขายจากอินเดีย กันทั้งคัน และติดตั้งอุปกรณ์เข้าไป เท่าที่
จำเป็น (แต่ถ้า ถึงขั้น ใช้ ดรัมเบรก ทั้ง 4 ล้อ อันนี้ อีนี่ ก็ไม่ไหวนะนายจ๋า)
Tata Nano จะเป็นรถยนต์นั่งรุ่นใหม่ เพียงคันเดียวของ Tata ในปีนี้ ช่วงแรกจะนำเข้ามาจากประเทศใน
แถวอาเซียน ช่วงงาน Motor Expo 2011 ก่อนจะนำเข้ามาตั้งไลน์ประกอบในไทย ปี 2012 ระหว่างนี้
เราก็จะได้เห็น Tata Motors บุกตลาดรถบรรทุกเพื่อการพาณิชย์ ต่อไป โดยจะมีการนำเข้ารถบรรทุก
ที่เกิดจาการร่วมลงทุนกันระหว่าง Tata Motrs กับ GM Daewoo ในเกาหลีใต้ เข้ามาขายช่วงกลางปี
2011 จากนั้น จะตามติดด้วยรถโดยสารขนาดใหญ่ Tata Bus ที่จะให้ทางธนบุรีประกอบรถยนต์ ผลิต
ให้ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
นอกจากนี้ Tata Motors ก็ยังจะต้องทำการบ้าน เพื่อเฟ้นหารถยนต์รุ่นใหม่ๆ เข้ามาเปิดตลาดใน
ประเทศไทย กันต่อไป กระแสข่าวฝั่งอื่น ต่างมองว่า ทาทา อาจจะกำลังซุ่มพัฒนารถยนต์ขนาดเล็ก
รุ่นใหม่ๆ ที่จะต้องเตรียมบุกตลาดโลก และหวังจะใช้เมืองไทย เป็นฐานการผลิตรถรุ่นใหม่ ซึ่งคาดว่า
จะมีขนาดอยู่ในกลุ่ม ไม่เกิน Sub-Compact B-Segment ก่อนหน้านี้ มีเพียงข่าวที่ว่าจะนำรถรุ่น Indica
กับ Indico เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร เข้ามาประกอบขายในบ้านเรา แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีความเคลื่อนไหว
ออกมาชัดเจนเท่าใดนัก แต่นอกเหนือจากรถยนต์นั่งขนาดเล็ก Indica และ Indico ซึ่งอยู่ในพิกัดเดียวกับ
Nissan March และ Honda Brio ได้พอดีๆ แล้ว
รถยนต์อีกรุ่นหนึ่ง ซึ่ง ดูมีความเป็นไปได้ว่า Tata น่าจะสั่งเข้ามาทำตลาดในบ้านเรา นั่นคือ
Tata Aria Crossover SUV 7 ที่นั่ง ที่เพิ่งเปิดตัวไปในตลาดอินเดีย เมื่อ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้เอง

ข้อดีของ Aria ก็คือ วางเครื่องยนต์ DICOR Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,200 ซีซี 140 แรงม้า (PS)
แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร พร้อมล้อช่วยแรงแบบ Dual Mass Flywheel ยกชุดมาจาก Tata Xenon
ได้เลย ดังนั้น ในเรื่องการสต็อกอะไหล่เครื่องยนต์ จึงไม่น่าเป็นปัญหาเท่าใดนัก แถมยังมีอุปกรณ์ติดตั้ง
มาให้ครบถ้วน ทั้ง ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Torque-on-Demand ระบบล็อกความเร็วอัตโนมัติ หรือ
Cruise Control แถมยังเป็นรถยนต์สัญชาติอินเดียรุ่นแรกที่มีระบบนำทาง GPS Navigation System
ติดตั้งมาให้จากโรงงาน บนแผงหน้าปัด มีระบบควบคุมการทรงตัว (ESP) พร้อม Traction Control
ถุงลมนิรภัยถึง 6 ใบ และระบบเบรก ABS พร้อม EBD ติดตั้งบนโครงสร้างตัวถังแบบ Hydroforming
ฟังดูแล้ว รถคันนี้ ก็มีเทคโนโลยี ที่ทัดเทียมกับรถยนต์ร่วมยุคสมัยดี
ปัญหาของ Aria ก็มีเพียงแค่ว่า หากไม่คิดจะประกอบในประเทศไทย แล้วจะมีทางใด ที่จะสามารถ
นำเข้ามาขายในราคาถูกได้ โดยต้องผ่านการเสียภาษี และพิธีการศุลกากรต่างๆ อย่างถูกต้องอีกต่างหาก
แต่ถ้าสามารถ ทำราคาได้ที่ระดับ ใกล้เคียงกันกับ Toyota Innova แล้ว คนไทย น่าจะมีทางเลือกใน
รถยนต์ อเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง แนว Crossover SUV กึ่ง MPV ให้เลือก กันอีกรุ่นหนึ่ง
นอกเหนือจากนี้ สิ่งที่ Tata Motors ต้องเร่งปรับปรุงแก้ไข คือ ทัศนคติของคนอินเดีย ที่มีต่อตลาด
รถยนต์บ้านเรา ที่ต้องยกเครื่องกันเสียที อย่าคิดว่า อะไรก็ตามที่เคยขายได้ในอินเดีย ก็ต้องขายได้
ในเมืองไทยโดยไม่มีปัญหาเหมือนกัน เพราะความจริง คนอินเดีย ต้องการแค่รถยนต์ที่ใช้งานได้
ตามราคาที่จ่ายไป แต่คนไทย คาดหวังกับการจ่ายเงินให้รถยนต์ 1 คัน สูงมาก คุณภาพการประกอบ
ต้องเนี้ยบ ประณีต เรียบร้อย วัสดุที่ใช้ ต้องดีสมราคา หรือเกินกว่าที่คาดหวัง ไม่ต้องเข้าศูนย์บริการ
เพื่อเคลมชิ้นส่วนอะไหล่เสียหายกันบ่อยๆ และที่สำคัญคือ ควรจะเชื่อในสิ่งที่คนไทยแนะนำให้
มากกว่านี้ เพราะถ้ายังไม่สามารถ ชนะใจลูกค้าคนไทย ที่ได้ชื่อว่า Sensitive ใส่ใจทุกรายละเอียด
ได้แล้วละก็ อย่าหวังว่า จะออกไปเติบโต ในตลาดที่โหดร้ายกว่านี้ อย่างสหรัฐอเมริกา หรือยุโรป
กันเลย
——————————————

(ภาพโดยคุณ NTP ศิลปินวาดภาพใน Headlightmag.com)
TOYOTA / LEXUS
2011 : NEW HILUX VIGO BIG-Minorchange ไตรมาส 3
2012 : ALL NEW CAMRY , Prius NEW VIOS & COROLLA LAST Minorchange
2013 : ALL NEW VIOS. ไตรมาสแรก / ECO Car : Same Platform, Different target.
2014 : ALL NEW HILUX (Project Code : IMV2) / ALL NEW COROLLA !?
ยักษ์อันดับ 1 ของญี่ปุ่นรายนี้ ยังคงเป็นอีกค่าย ที่ผู้เขียนน่าจะแทงหวยสักงวด เพราะทุกสิ่งที่เขียนไปในปีที่แล้ว
ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แทบจะทั้งหมดเลยทีเดียว เพียงแต่ รายการที่ออกจะเร็วเกินคาดไปนิดหน่อยคือ เจเนอเรชัน
ที่ 3 ของ Prius รถยนต์ Hybrid รุ่นแรก ของ Toyota ที่ผลิตขายจริง และถือเป็นรถยนต์ Hybrid รุ่นที่ 2 ซึ่งถูกนำเข้ามา
ประกอบขายกันในโรงงาน Gateway เมืองไทย เปิดตัวกันในช่วงเดือนพฤศจิกายน อย่างสำเร็จเสร็จสิ้นลงด้วยดี
รถคันแรก ออกจากสายการผลิตไปแล้ว เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2010 และเริ่มทะยอยส่งถึงมือ ลูกค้ากันตั้งแต่ช่วงก่อน
ปีใหม่นิดหน่อย
และนั่นคือไฮไลต์สำคัญที่สุดของ Toyota ในปีนี้ นอกเหนือไปจาก การระดมกระตุ้นตลาดด้วยรถยนต์รุ่นใหม่
ปรับโฉม Minorchange หรือไม่ก็รุ่นพิเศษที่กรีทาทัพ ลงสู่ตลาด เยอะแยะไปกว่าปกติ เริ่มจาก Corolla Altis TRD
Sportivo จำนวนจำกัด 2,000 คัน เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2010 ตามด้วย Vios Minorchange เปลี่ยนกระจังหน้า ปรับ
โฉมให้ดูใกล้เคียง Camry มากขึ้น แถมสีตัวถัง แดงเลือดนกเข้มพิเศษ จาก Toyota Crown ในญี่ปุ่น พร้อมกับ
ใช้บริการ 2 หนุ่มจากบ้าน Academy Fantasia ทั้ง ว่าน ธนกฤต และ โจ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เรียกยอดขายได้
เพิ่มขึ้นอีกมากโข
จากนั้น 5 สิงหาคม 2010 เปิดตัว Corolla Altis Minorchange นอกจากจะ จะเป็นครั้งแรกของ Toyota บ้านเราที่
นำเกียร์อัตโนมัติ อัตราทดแปรผัน CVT มาใช้กับเขาบ้าง โดยวางในรถรุ่น 1.8 ลิตร เครื่องใหม่ Dual-VVT-i
และ 2.0 ลิตร Dual VVT-i เครื่องเดิม แล้ว ยังอัพเกรดเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร เป็น รหัส 1ZR-FE 122 แรงม้า (PS)
โดยรุ่นติดก๊าซ CNG ยังใช้เครื่องยนต์ 3ZZ-FE กันต่อไปตามเดิม แถมคราวนี้ ยังใช้บริการ คุณโฬม พระเอก
ละครโทรทัศน์ช่อง 3 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ในภาพยนตร์โฆษณาอีกด้วย
9 กันยายน 2010 ระตุ้นตลาดด้วย Vios TRD Sportivo นำรถรุ่นล่าง อย่างรุ่น J มาตกแต่งเพิ่ม แต่ไม่มีถุงลมนิรภัย
ขายกันแค่ 3,000 คัน จากนั้น 14 กันยายน Lexus RX270 เครื่องยนต์ใหม่ 1AR-FE 2,672 ซีซี 185 แรงม้า (PS)
ก็ตามเข้ามาเสริมทัพ พี่น้องตระกูล RX ที่มีการเพิ่มระบบนำทาง และจอยสติ๊กมาให้ แถม้วยราคาที่ได้รับสิทธิ
พิเศษด้านภาษี JTEPA ทำให้ราคาถูกลงเริ่มต้นกับ RX270 เพียง 3,790,000 บาท ไปจบที่ 6,740,000 บาท ในรุ่น
RX450h HYBRID ตามติดในวันรุ่งขึ้น 15 กันยายน 2010 ด้วย รุ่นปรับโฉม Minorchange เล็กน้อย ของรถตู้
ขวัญใจมหาชน Hiace และ Commuter เปลี่ยนแค่กระจังหน้า และเปลือกกันชนหน้านิดเดียว ทั้งหมดนี้ ยัง
ไม่ได้นับรวมถึง การกระตุ้นตลาด รถกระบะ Hilux VIGO อย่างต่อเนื่อง ด้วยแคมเปญ “พี่ป๋อ ณัฐวุฒิ สะกิดใจ
พา น้องตุ๊กกี้ ชิงร้อยชิงล้าน เที่ยวทั่วไทย แบบ จิ๊บๆ” ยาวต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จนคาดว่าน่าจะถึงปี 2011 แน่ๆ
แล้วปี 2011 ละ Toyota เตรียมอะไรเอาไว้ทำศึกลงสังเวียนตลาดรถยนต์บ้านเรา? เป็นคำถามที่ยากจะตอบ
อยู่ไม่น้อย เพราะแม้แต่คนของ Toyota เอง ก็ยังทำใจยอมรับเลยว่า นับจากปีนี้ ถึงปี 2012 Toyota จำเป็น
ต้องหามุขใหม่ๆ มาเล่น เพื่อประคับประคอง ทั้ง Vios และ Corolla Altis ให้อยู่รอดปลอดภัยจนถึงช่วงปี
2013 ให้ได้ โดยไม่ต้องไปคิดถึง Yaris ให้มากนัก เพราะน้องเล็ก 5 ประตูคันนี้ แทบจะเข็นยอดขายให้
ดีกว่าระดับ 800 คัน/เดือนอย่างนี้ ไม่ไหวแล้ว และตอนนี้ ยืนยันได้แล้วว่า Yaris รุ่นใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวใน
ญี่ปุ่น ปลายเดือนธันวาคม 2010 ที่ผ่านมา ในชื่อ Vitz เจเนอเรชันที่ 3 จะไม่มีการส่งมาประกอบขายใน
บ้านเราอย่างแน่นอน เพราะจะต้องจำยอมหลีกทางให้กับ ECO Car ของ Toyota ในปี 2013 นั่นเอง
ดังนั้น ปีนี้ Toyota อาจจะต้องทำแคมเปญกระตุ้นยอดขายของทั้ง Vios และ Corolla Altis ด้วยรุ่นพิเศษ
แนวๆ TRD Sportivo กันอีกตามเคย เพื่อรอเวลาปรับโฉมเล็กๆน้อยๆ ครั้งสุดท้าย ในปี 2012 แต่นั่นยัง
ไม่สำคัญมากเท่ากับ การต้องเตรียมงัดข้อในตลาดรถกระบะ เพื่อต้อนรับการมาถึงของทั้ง Ford Ranger
Isuzu D-Max และ Mazda BT-50 รุ่นเปลี่ยนโฉม Full Model Change ทั้งคัน
ช่วงปลายไตรมาส 3 ต้น ไตรมาส 4 ในปี 2011 Toyota จะต้องปรับโฉมครั้งใหญ่ Big-Minorchange ให้กับ
Hilux VIGO กันอีกครั้ง และคราวนี้ โจทย์ก็คือ จะต้องเปลี่ยนหน้าตาให้สดใหม่ ฉีกไปจากรถรุ่นเดิม แต่
ต้องใช้ชิ้นส่วนอะไหล่ร่วมกับรถรุ่นเดิม ให้มากที่สุด ปรับปรุงคุณภาพชิ้นส่วนต่างๆ ให้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน
ก็ยังต้องคงไว้ซึ่งการลดต้นทุนอย่างหนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตามสไตล์ของ Toyota เช่นเคย
จากข้อมูลที่ได้รับทราบมา Headlightmag.com ขอสรุปเอาไว้ให้ตรงนี้เลยว่า การปรับโฉมครั้งสุดท้ายนี้
จะเกิดขึ้นกับชิ้นส่วนด้านหน้า แทบจะเกือบทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ ฝากระโปรงหน้า ที่จะมแนวพาดเฉียง
ไล่แนวเส้นลงมาต่อเนื่องถึงกระจังหน้า เปลือกกันชนหน้า ในแนวทางที่สามารถดูได้จาก ทั้ง Corolla
Altis และ Prius รุ่นปัจจุบัน แถมด้วยชุดไฟท้ายมาในแนวเหลี่ยมสัน รวมทั้งการปรับชิ้นส่วนภายใน
เพียงนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนโครงสร้างหลักๆ แทบไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ
จากนั้น ล่วงเข้าปี 2012 จะถึงเวลาของการเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน Full Model Change ให้กับ Camry ใหม่
เวอร์ชันไทย โดยก่อนหน้านั้น เวอร์ชันตลาดโลก จะแยกเป็น 2 หน้าตา ต่างกันที่ด้านหน้า และด้านหลัง
เหมือนปัจจุบัน กำหนดเปิดตัวในเดือนกรกฎาคม 2011 ว่ากันว่า รูปลักษณ์ภายนอกจะปรับให้ดูเป็นผู้ใหญ่
ขึ้นกว่า ภูมิฐานขึ้น ไม่ฉีกแนวจากรุ่นปัจจุบันมากนัก
ส่วน Camry ใหม่ เวอร์ชันไทย คราวนี้ โรงงานในไทยจะยังคงต้องผลิตกันครบทีม ทั้งรุ่น 2,000 ซีซี
ใช้เครื่องยนต์ 1AZ-FE ตามเดิม ตามด้วยการถอดเครื่องยนต์ 2AZ-FE 2,400 ซีซีทิ้ง แล้วบรรจุเครื่องยนต์
ใหม่ 2AR-FE 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,500 ซีซี Dual VVT-I จับคู่เกียร์ธรรมดาและอัตโนมัติ 6 จังหวะ
พละกำลังยังไม่ยืนยันว่าบ้านเราจะได้ใช้ความแรง 169 แรงม้าหรือ 179 แรงม้ากันแน่ รวมทั้งขุมพลัง
2,400 ซีซี HYBRID ที่จะปรับปรุงใหม่ไปอีกขั้น
อย่างไรก็ตาม ว่ากันว่า Toyota กำลังจะเลิกผลิตเครื่องยนต์ V6 3,500 ซีซี และใช้วิธี นำเข้าเครื่องยนต์
ใหม่ดังกล่าว จากโรงงานใน Australia แทน ด้วยเหตุที่ช่วยให้โรงงานที่นั่น ยังคงสามารถเลี้ยงตัวเอง
และเลี้ยงคนงานอยู่ได้อีกทั้งปริมาณยอดขายของรถรุ่นนี้ ในเมืองไทย ไม่ได้เยอะมากพอให้เกิดความ
คุ้มทุน ในการตั้งเครื่องจักร เพื่อการผลิตเครื่องยนต์ใหญ่รุ่นนี้ เมื่อเทียบกับ Australia ที่ยังมีความ
ต้องการเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบนี้ มากกว่าเมืองไทยอยู่พอสมควร
รวมทั้งอัดแน่นสิ่งอำนวยความสะดวกมาให้ครบครัน ชาวโลกจะได้เห็น Camry ใหม่ เวอร์ชันอเมริกา
เหนือกันก่อน เร็วที่สุดก็คืองาน 2011 ก่อนที่เวอร์ชันไทยจะเริ่มทำตลาดจริงได้ในช่วง ต้นปี 2012
และในปีเดียวกันนั้นเอง จะมีการปรับโฉม Minorchange ของ Prius ตามกำหนดเวลา ต่อเนื่อง
จากตลาดโลก ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2012 เช่นเดียวกัน รายละเอียดต่างๆ ขอให้รอดูได้
จาก Prius เวอร์ชันญี่ปุ่น ซึ่งจะถูก ปรับโฉม Minorchange ในช่วง ปลายปี 2011 แต่เรายังไม่อาจ
บอกได้ว่า จะมีการเพิ่มระบบ Shift Lock สำหรับปลดให้เข็นรถได้ อย่างที่ลูกค้าคนไทยส่วนใหญ่
ยังเรียกร้องกันอยู่ ได้หรือไม่?
ล่วงเข้าสู่ปี 2013 จะถึงเวลาที่ Toyota พร้อมสำหรับการบุกตลาดรถยนต์ขนาดเล็กอย่างจริงจัง
ทั้งกลุ่ม Sub-Compact Sedan B-Segment และกลุ่ม ECO Car / Small Compact Sub-B Segment
กันเสียที เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคันให้กับ VIOS ซึ่งคราวนี้ จะมาในรูปโฉมที่โฉบเฉี่ยว
มากยิ่งขึ้นกว่ารุ่นปัจจุบัน แต่คงจะต้องมีการปรับแต่งให้เหมาะสมกับ Packaging ของรถเล็กพิกัดนี้
กันสักหน่อย
ส่วนรายละเอียดเครื่องยนต์ ไม่แตกต่างไปจากรุ่นปัจจุบันเท่าใดนัก ยืนหยัดอยู่กับเครื่องยนต์ 4 สูบ
DOHC 16 วาล์ว 1,500 ซีซี มีเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ ซึ่งยังไม่มีการ
สรุปว่าจะ เปลี่ยนมาเป็นเกียร์อัตโนมัติ CVT หรือไม่ แต่ระบบกันสะเทือนหน้า และหลัง จะยังคงใช้
รูปแบบเดียวกับรถรุ่นปัจจุบัน เพียงแต่ อาจมีการปรับปรุงให้มีการยึดเกาะถนนที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ส่วน
พวงมาลัย ก็จะยังคงเป็น แบบเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS ที่มีการปรับแต่งให้ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน
คาดว่า Vios ใหม่ จะเปิดตัวสู่สาธารณชนกันได้ ทันก่อนงาน Bangkok Motor Show จะเริ่มขึ้น
ไม่กี่สัปดาห์ น่าจะอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม 2013 หากไม่มีการเปลี่ยนแผนใดๆ หลังจากนี้
จากนั้น ในช่วงครึ่งหลังของปี 2013 รถยนต์ ECO Car ของ Toyota จะพร้อมเปิดตัวสู่ตลาด
เป็นรายสุดท้าย หลังชาวบ้านเขา โดยในเบื้องต้น ECO Car คันนี้ จะเป็นรถยนต์ Hatchback
5 ประตู มีขนาดพอกัน หรือเล็กกว่า Yaris รุ่นปัจจุบันนิดเดียว ไม่มากนัก วางเครื่องยนต์
1.2 ลิตร ที่คาดว่าน่าจะพัฒนาร่วมกันกับ Daihatsu มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และอัตโนมัติ
CVT พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS โดยตัวรถ ECO Car ของ Toyota จะสร้างขึ้นบนพื้นตัวถัง
หรือ Platform เดียวกันกับ Vios รุ่นต่อไป นั่นหมายความว่า รายละเอียดงานวิศวกรรมต่างๆ
จะต้องถูกยกมาใช้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุนมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ต้องมาถามข้าพเจ้า ว่า หน้าตาเป็นอย่างไร เพราะจนป่านนี้ ณ วันปิดต้นฉบับ
ทีมงานของ Toyota ยังออกแบบรถคันนี้กัน ไม่เสร็จซักที งานออกแบบภายนอก และภายใน
ก็ยังเดินทางไปไม่ถึงขั้นตอนสรุปพิมพ์เขียวกันแต่อย่างใด กว่าจะถึงขั้นตอนดังกล่าว และเข้าสู่
ขั้นตอนเตรียมการผลิตได้นั้น น่าจะเกิดขึ้นภายในช่วงก่อนกลางปี 2011 ดังนั้นเราคงต้องคอย
ติดตามความเคลื่อนไหวกันต่อ ว่า ECO Car จาก Toyota หน้าตาจะดูดีขึ้นกว่า รถเล็กอย่าง Etios
และ Etios LILA ที่เปิดตัวออกขายใน India มากน้อยขนาดไหน? (เพราะว่ากันว่าจะสวยกว่ากันมาก!)
ถ้าในเมื่อ ECO Car ของ Toyota ยังออกแบบไม่เสร็จ นั่นก็หมายความว่า โครงการเปลี่ยนโฉม
ใหม่ทั้งคัน ให้กับ รถกระบะรุ่น Hilux ภายใต้รหัสที่เรียกกันภายในบริษัทว่า IMV 2 ก็น่าจะยัง
ออกแบบไม่เสร็จ ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเวลาที่ผ่านไป 1 ปี ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้ามากมาย
แต่ประการใด ยังถือว่าอยู่ในช่วงเข้าสู่ขั้นตอนการออกแบบรูปลักษณ์ ทั้งภายใน และภายนอก
กันอยู่ คาดว่าเราจะเริ่มได้รับรู้ข้อมูลคร่าวๆ กันตั้งแต่ราวๆ ต้นปี 2012-2013 แต่ที่แน่ๆ ขุมพลัง
จะยังอยูในพิกัด ดีเซล 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2,500 และ 3,000 ซีซี Commonrail Turbo VGT
Intercooler รวมทั้งมีบานแค็บเปิดได้ แต่จะแก้ไขปรับปรุงสมรรถนะและการทรงตัวให้ดีขึ้น
ได้มากน้อยแค่ไหน แล้วจะใช้ชื่อรุ่นว่าอะไร? เพราะ ยังมีความเป็นไปได้ว่า Toyota จะไม่ใช้ชื่อ
Vigo ต่อไป ซึ่งดูจะเป็นธรรมเนียมของค่ายนี้ ทุกครั้งที่เปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน Full Modelchange
ให้กับรถกระบะของตนอยู่แล้ว ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุป เพราะกว่าที่ Hilux ใหม่จะเปิดตัว
ก็ต้องรอกันไปถึงปี 2014
ท้ายสุด โครงการพัฒนา Corolla Altis รุ่นต่อไป ยังคงเป็นปริศนาอยู่ เพราะ ในรุ่นปัจจุบันนั้น
ไม่ถึงขั้นประสบความสำเร็จในตลาดโลก อย่างที่เคยเป็นมาเหมือนแต่ก่อน Headlightmag.com
มองว่า Toyota จำเป็นต้องมองหา Corolla ในแบบที่ยังคงคุณค่าของ Corolla ดั้งเดิมเอาไว้ ทั้งความ
ไว้ใจได้ ซ่อมบำรุงง่าย ราคาไม่แพง วัสดุต้องดีกว่าที่เป็นอยู่ แต่มาในรูปลักษณ์ ที่ถอดร่างจำแลง
มาจาก Toyota Crown Athlete ซึ่งนั่นคือแนวทางที่เราเชื่อว่า จะทำให้ Corolla อยู่รอดปลอดภัย
ในตลาดโลก ไปอีกอย่างน้อย 1-2 เจเนอเรชัน ก่อนที่ Toyota อาจจะคิดยุติบทบาทของ Corolla ลง
ไม่วันใด ก็วันหนึ่ง ในอนาคต
ความคืบหน้าล่าสุด มีเพียงแค่การพบเห็นเวอร์ชันต้นแบบ ของรุ่น 5 ประตู สำหรับตลาดยุโรป
อันจะเป็นรุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคันให้กับ Auris วิ่งเล่นทดสอบอยู่ในยุโรป ซึ่งรถรุ่นนี้ จะมี
เครื่องยนต์ เบนซิน Direct Injection Turbo ให้เห็นกันแน่ๆ รวมทั้งจะมีระบบ idle Start/stop
ดับและติดเครื่องยนต์เองได้เมื่อรถติดไฟแดง มาให้ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร VVT-i 100 แรงม้า
กำหนดเปิดตัวของ Auris ในตลาดยุโรป จะอยู่ในงาน Geneva Motor Show มีนาคม 2012 นั่น
เท่ากับว่า Corolla ใหม่ ทั้งเวอร์ชันญี่ปุ่น และไทย ควรจะเปิดตัวในช่วงปี 2013 – 2014 เพียงแต่ว่า
ความเคลื่อนไหวของเวอร์ชันไทยตอนนี้ “ยังเงียบกริบเป็นเป่าสาก”

ขณะเดียวกัน แบรนด์รถยนต์หรู Lexus นั้น รถรุ่นสำคัญที่น่าจะเป็นตัวทำตลาดหลัก รายการใหม่
ให้กับ Lexus ก็คือ CT200h รถยนต์ Premium Compact Hatchback อันมีชื่อรุ่นละม้ายกับเครื่อง
ตรวจวัตถุ CT200 ในสนามบินสุวรรณภูมิไม่มีผิด! แต่จนถึงวันนี้ ราคา ยังไม่ได้ยืนยันแน่ชัด
เหตุผลก็คือ ตอนนี้ Toyota กำลังพยายาม เจรจากับทาง TMAP (Toyota Motor Asia Pacific)
สำนักงานสิงค์โปร์ ต่อรองเรื่องราคาขายของรถรุ่นนี้ ในเมืองไทยกันอยู่ ถ้าสามารถตกลงกันได้
เศรษฐีไทย ก็จะมีโอกาส ขับ CT200h ในราคาเริ่มต้น 2.2 ล้านบาท จนถึง 2.8 ล้านบาท ในรุ่น
Navigation Package ซึ่งถือได้ว่า ราคาถูกกว่าที่คาดคิดเอาไว้พอสมควรเลยทีเดียว
——————————————–

VOLVO
2011 : All New S60 CKD ประกอบในประเทศ แล้ว V60 ละ?
การสั่งนำเข้า S40 / V50 จากโรงงานในมาเลเซีย จนเคาะราคาถูกสนั่นทุ่ง เพียง 1.799 ล้านบาท
กลายเป็นจุดเปลี่ยน ที่ทำให้มีลูกค้าจำนวนไม่น้อย เริ่มหันกลับมาสนใจ เดินเข้าโชว์รูม 11 แห่ง
ที่มีเหลืออยู่ทั่วประเทศ ของ Volvo ในขณะนี้ หลังจากนั้น ในปี 2010 การส่ง S80 CKD เคาะ
ราคากระชากจิต เริ่มต้นถูกเพียง 2.499 – 2.799 ล้านบาท พร้อมกับการเปิดตัว C30 Minorchange
ตามติดบริษัทแม่อย่างฉับพลันทันที (แต่ลดทางเลือกเหลือแค่ เครื่อง 2.0 ลิตร สหกรณ์จาก Mazda 3
และ Ford Focus) เป็นกลยุทธ์ต่อมา ที่ทำให้ S80 กลับมาอยู่ในตัวเลือกของลูกค้าจำนวนไม่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น การจับมือกับ Geryhound และ นิตยสาร ELLE Thailand เปิดตัว Volvo S60 ใหม่
พร้อมระบบ City Safety & Pedestrian Detection เบรกเองได้เมื่อมีคนเดินตัดหน้า ในงาน ELLE
Fashion week 2010 เมื่อ 14 ตุลาคม 2010 แถมยังกดราคาจนต่ำเหลือเพียง 2.99 ล้านบาท ทั้งที่เป็น
รถนำเข้าจากโรงงาน Ghent ในเบลเยียม กลายเป็นเรื่องฮือฮา และชวนให้อึ้งปนทึ่งว่า Volvo Cars
Thailand ทำราคาต่ำขนาดนี้ ได้อย่างไรกัน
ทั้งหมดข้างบนนั่นก็ทำให้ลูกค้าจำนวนไม่น้อย เริ่มกลับมาอุดหนุน Volvo กันอีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่า
ค่าอะไหล่แพงกว่าชาวบ้าน แต่ด้วยการบริการเอาใจใส่ของสำนักงานใหญ่ ก็พอจะทำให้ลูกค้าเบาใจ
ไปบ้าง แม้จะเจอปัญหาเกียร์ Dual Clutch มึนๆ งงๆ ทั้งเกียร์ ทั้งเจ้าของรถ ใน S40 / V50 กับปัญหา
น้ำมันดีเซลเจ้ากรรม ที่ไม่สะอาดพอจนทำให้ XC90 D5 บางคัน ควันขโมง ทั้งที่ป้ายแดง แต่ก็แก้
ปัญหากันจนจบด้วยดี

ดังนั้น ปี 2011 นี้ สิ่งที่ Volvo ยังคิดว่า ต้องทำอยู่ต่อไป นอกเหนือจากจัดแคมเปญ ดัมพ์ราคาขาย
รถหลายรุ่น ตามงานต่างๆ จนกระชากใจลูกค้าไปได้ เยอะมาก! เพราะถูกยิ่งกว่าราคาช่วงเปิดตัว
แบบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เหมือนอย่างที่เคยทำแล้ว นั่นคือ การนำ S60 เข้ามาประกอบในไทย
ณ โรงงาน ไทย สวีดิช แอสเซ็มบลี ริมถนนบางนา – ตราด กันได้ในช่วงไหนของปี 2011 เพื่อจะ
ช่วยให้ค่าตัวลดต่ำลงยิ่งไปกว่านี้ได้อีก
นอกเหนือจากนี้ หากเป็นไปได้ รถอีกรุ่นที่มีแนวโน้มน่าจะได้รับการพิจารณาควบคู่กันไปด้วยคือ
V60 อันเป็นเวอร์ชัน Station Wagon ของ เจ้า S60 ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน งานวิศวดรรมต่างๆ แทบจะ
เรียกได้ว่า ใส่สลับสับเปลี่ยนทดแทนกันกับ S60 ใหม่ได้แทบทั้งคันเลยทีเดียว หากมีการนำมา
ประกอบขายในเมืองไทย ก็น่าจะสามารถควบคุมเรื่องต้นทุนได้อยู่ เพื่อที่จะขายในราคาที่เหมาะสม
ได้ในที่สุด
——————————————–

VOLKSWAGEN GROUP
พร้อมจะบุกไทยเมื่อไหร่ ก็มาปลุกด้วยละกันนะ! ไปนอนก่อนละ ง่วง!! (-_-‘)
ผ่านไป อีก 1 ปีแล้ว สำหรับการทำตัวลับๆล่อๆ หาจังหวะเข้ามาเปิดตัวในเมืองไทยด้วยตัวเอง
ไม่ได้เสียที ของยักษ์ใหญ่เยอรมัน ว่าที่หมายเลข 1 ของโลก อย่าง Volkswagen Group ตอนแรก
ก็อุตส่าห์ จะเข้ามาลงทุนโครงการ ECO Car แต่สุดท้าย ก็ถอยทัพกลับไป พอจะเริ่มหันไปคุยกับ
Proton ก็เจอรายการตั้งแง่มากมาย จนชาววูลฟ์เบิร์ก ส่ายหัว เชิดใส่ Proton แล้วก็เดินจากมา พอ
ไปดู อินโดนีเซีย ก็ติดปัญหา เรืองความไม่นิ่งของการเมืองที่นั่น พอจะมาลงเมืองไทยอีกรอบ
ก็ติดขัดโน่น นี่ นั่น วุ่นวายไปหมด
การกลับเข้ามาในตลาด อาเซียน และ อินเดีย ที่ล่าช้า ของ Volkswagen นั้น กลายเป็นปัญหาที่
ส่งผลให้พวกเขายังไม่อาจจะก้าวขึ้นสู่หมายเลข 1 แนที่ Toyota ได้อย่างใจต้องการง่ายดายนัก
ชาวเยอรมัน จึงต้องมองหาพันธมิตรร่วม ที่เชี่ยวชาญตลาดย่านนี้ มองซ้าย มองขวา ก็เจอแต่
Suzuki เลยดอดไปเจรจา แล้วทั้งคู่ ก็ได้ฤกษ์แถลงการซื้อขายหุ้นแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
ในลักษณะเป็น Partner มากกว่า เพราะลุง Osamu Susuzki ก็ไม่อยากจะให้บริษัทตัวเอง ตกไป
เป็นบริษัทในเครือของ Volkswagen นัก
ฉะนั้น การลงทุน ในโรงานมูลค่า 9,500 ล้านบาท ที่ระยอง ของ Suzuki จึงไม่อาจปฏิเสธได้
เต็มปากนักว่า Volkswagen น่าจะมีส่วนช่วยเหลือด้านการเงินอยู่บ้าง เพราะ ชาวเยอรมันเอง
ก็ต้องการจะจับมือกับ Suzuki พัฒนารถยนต์ขนาดเล็กขึ้นมาสักรุ่น และส่งขายในตลาดอาเซียน
ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ต้องการจะบุกตลาดรถกระบะเมืองไทยเหมือนกัน โดยเฉพาะ Volkswagen
Amarok รถกระบะพิกัด 1-2 ตัน แท้ๆ รุ่นแรก ที่พวเกเขาพัฒนาขึ้น เพื่อตลาดระดับโลก แต่ขืนตั้ง
โรงงานเองก็มีหวังต้องลงทุนกันมหาศาล เพราะ Volkswagen แทบไม่มีผู้ผลิตชิ้นส่วน ของตน
ในไทยเลย แทบจะเรียกได้ว่า ต้องเริ่มต้นนับ 1 กันใหม่ เหมือนเมื่อครั้งที่ GM และ BMW
มาเปิดโรงงานในไทยช่วงแรกๆ เมื่อสิบกว่าปีก่อน
มีเสียงลือกันให้แซ่ดว่า ไม่นานมานี้ ผู้บริหารของ Volkswagen มาขอเข้าเยี่ยมชมโรงงาน
ผลิตรถยนต์ Auto Alliance ที่ระยอง ของ Mazda และ Ford ปรากฎว่า เมื่อถึงเวลาทัวร์จริง
ชาว AAT เขาก็ยินดีเปิดให้ดู แค่ไลน์ประกอบรถยนต์นั่ง ส่วนไลน์ผลิตระกระบะ ยังต้อง
ปิดเอาไว้ก่อน เนื่องจาก Ford Ranger กับ Mazda BT-50 ใหม่ ยังเตรียมงานกันไม่เสร็จดี
ปรากฎว่า Volkswagen กรี๊ดแตก เหวี่ยงซะดังลั่นโรงงานว่า
“เฮ้!! ข้าพเจ้ามาที่เนี่ย จะมาดูไลน์ประกอบรถกระบะ พวกท่าน จะพามาดูไลน์รถเก๋งทำไมๆๆ
ฝรั่งไม่เข้าจายยยยย”
เล่นเอาฟังแล้ว ฮาครืน ไปด้วยประการฉะนี้ สงสัยอยากจะจ้างโรงงาน AAT ประกอบ Amarok
หรือเปล่า ก็ไม่แน่ใจ แต่ถ้าเป็นทางเลือกนี้จริง ก็จะกลายเป็นว่า AAT อาจมีรายการส้มหล่น
ก็เป็นไปได้
สรุปว่า จนป่านนี้ Volkswagen ก็ยังไม่รู้เลยว่า จะเอายังไงกับอนาคตเมืองไทย รวมทั้ง
จะทำอย่างไร กับไทยยานยนตร์ ผู้นำเข้าที่แสนดีของตน ซึ่งช่วยทำยอดขายรถตู้ Caravelle
จนขายดีที่สดในภูมิภาคนี้ ปีละหลายร้อยคัน
เอาอย่างนี้แล้วกัน พร้อมเมื่อไหร่ ลงตัวเมื่อไหร่ ก็มาปลุกด้วยแล้วกันนะ
จะได้ตื่นลุกขึ้นไปแสดงความยินดีด้วย!

