ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงยานยนต์พรีเมียมมานานกว่าทศวรรษ ผมมีโอกาสได้สัมผัสและทดสอบรถยนต์หลากหลายรุ่นจากทั่วทุกมุมโลก แต่มีเพียงไม่กี่ประสบการณ์ที่ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ เฉกเช่นเดียวกับทริปทดสอบยานยนต์หรูจากัวร์ (Jaguar) และแลนด์โรเวอร์ (Land Rover) ห้าสุดยอดรถยนต์สัญชาติอังกฤษบนเส้นทางหฤโหดกว่า 800 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ สู่ภูเก็ต การเดินทางครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการพิสูจน์สมรรถนะของเครื่องยนต์ หรือเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญของ “ความสบาย” และ “ความรื่นรมย์” ตลอดระยะทางอันยาวไกล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ลูกค้า “รถยนต์หรู” คาดหวัง และเมื่อมองย้อนกลับไปจากมุมมองของปี 2025 ทริปในวันวานนั้นได้ให้บทเรียนอันล้ำค่าเกี่ยวกับการพัฒนายานยนต์พรีเมียมแห่งอนาคตอย่างไร้ที่ติ
ในวันนี้ เราจะมาถอดรหัสประสบการณ์จากยานยนต์ทั้งห้า เพื่อทำความเข้าใจถึงปรัชญาการออกแบบและวิศวกรรมของ JLR (Jaguar Land Rover) ว่าสิ่งใดที่ยังคงคุณค่าเหนือกาลเวลา และสิ่งใดที่ถูกต่อยอด พัฒนาให้กลายเป็นนวัตกรรมล้ำสมัยในยุค “ยานยนต์ไฟฟ้า” และ “เทคโนโลยีอัจฉริยะ” ที่กำลังเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน การเดินทางด้วย “รถยนต์หรู” ไม่ใช่แค่การขับเคลื่อนจากจุด A ไป B แต่คือการสัมผัส “ประสบการณ์ขับขี่” และ “ความสะดวกสบาย” ที่เหนือระดับ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนกับ “ยานยนต์พรีเมียม” ที่มี “ราคา” สูง
Jaguar XE: สปอร์ตซีดานผู้ท้าชิง – เมื่อสมรรถนะคือหัวใจ (มองจากมุมมอง 2025)
หากจะกล่าวถึง Jaguar XE หลายคนอาจมองว่าเป็นน้องเล็กสุดในบรรดารถที่นำมาทดสอบในวันนั้น ด้วยรูปลักษณ์ของ “คอมแพคซีดาน” ที่เน้นความปราดเปรียวและดีไซน์สปอร์ตดุดัน เมื่อแรกสัมผัส ผมรู้สึกได้ถึง DNA ของ “รถสปอร์ต” ที่ถ่ายทอดผ่านโครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียมน้ำหนักเบาและช่วงล่างที่เฟิร์มเป็นพิเศษ มันคือรถที่สร้างมาเพื่อ “คนขับ” โดยแท้จริง พวงมาลัยที่คมกริบ การตอบสนองของเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ 200 แรงม้า ที่ประสานกับเกียร์ 8 สปีดอย่างลงตัว ทำให้ทุกการเร่งแซงเป็นไปอย่างเร้าใจและแม่นยำ เหมาะสำหรับการขับขี่ในเส้นทางที่คดเคี้ยวหรือการซอกแซกในเมืองใหญ่
แต่สำหรับผู้โดยสาร โดยเฉพาะเบาะหลังในการเดินทางไกลข้ามจังหวัด ความ “สปอร์ต” ที่ได้มานั้นอาจต้องแลกมาด้วยความประนีประนอมในเรื่อง “ความสบาย” การเก็บเสียงที่ยังไม่สมบูรณ์แบบนัก และช่วงล่างที่แข็งกว่าเพื่อนร่วมรุ่น ทำให้เกิดความเหนื่อยล้าได้ง่ายเมื่อต้องเผชิญกับสภาพถนนที่ไม่เรียบ ในปี 2016-2017 Jaguar XE คือตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่ต้องการความแตกต่างจากคู่แข่งเยอรมันอย่าง BMW 3 Series หรือ Mercedes-Benz C-Class โดยไม่ติดกับเรื่อง “ราคา” และเน้น “ประสบการณ์ขับขี่” ที่เร้าใจเป็นหลัก
บทเรียนสู่ 2025: XE เป็นต้นแบบที่ดีของ “ซีดานหรู” ขนาดกะทัดรัดที่มุ่งเน้นสมรรถนะ แต่ในยุค 2025 ที่ “รถยนต์ไฟฟ้า” (EV) และ “เทคโนโลยีไฮบริด” ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด ผู้บริโภคคาดหวังมากกว่าแค่ความสปอร์ต ปัจจุบัน JLR ได้นำเสนอเทคโนโลยี “ระบบกันสะเทือนแบบปรับไฟฟ้า” (Adaptive Suspension) และ “ระบบลดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ” (Active Noise Cancellation) เข้ามาช่วยยกระดับความสบายในรถสปอร์ตซีดานรุ่นใหม่ๆ อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่พละกำลังจาก “มอเตอร์ไฟฟ้า” ก็ให้แรงบิดทันใจและเงียบสนิท ทำให้รถสปอร์ตซีดานยุคใหม่สามารถมอบทั้งความเร้าใจและความสบายในการเดินทางไกลได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน หาก Jaguar XE มีเวอร์ชัน “ปลั๊กอินไฮบริด” (PHEV) หรือ “EV” ในปี 2025 มันจะต้องเป็นนิยามใหม่ของความสมดุลระหว่างความสนุกในการขับขี่และความหรูหราอย่างแน่นอน
Jaguar F-Pace: การบุกเบิกตลาด SUV หรูของจากัวร์ – เมื่อความหลากหลายคือทางเลือก (มองจากมุมมอง 2025)
การเปิดตัว Jaguar F-Pace ในปี 2017 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ของจากัวร์ เพราะนี่คือ “รถ SUV พรีเมียม” คันแรกของแบรนด์ ที่ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่แข็งแกร่งอย่าง Porsche Macan และ BMW X3 ในทริปนั้น ผมมีโอกาสได้ทดลองขับรุ่น 2.0 AWD Portfolio ซึ่งเป็นรุ่นตกแต่งสูงสุดที่เน้นความหรูหราและ “ความสะดวกสบาย” มากกว่าความดิบเถื่อนแบบสปอร์ตจ๋า
สิ่งที่ F-Pace มอบให้คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวสไตล์จากัวร์ และฟังก์ชันการใช้งานแบบ “รถ SUV” การขับขี่บนถนนลาดยางให้ความรู้สึกนุ่มนวลและควบคุมง่าย ตอบโจทย์การใช้งานในเมืองและ “การเดินทางท่องเที่ยว” ข้ามจังหวัดได้เป็นอย่างดี แม้จะมีอาการโยนหรือย้วยบ้างเล็กน้อยเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ซึ่งเป็นธรรมชาติของ “รถยกสูง” แต่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Intelligent Driveline Dynamic (IDD) ที่เน้นการยึดเกาะถนนเป็นหลัก ก็ช่วยเสริมความมั่นใจได้มาก
จุดเด่นของ F-Pace ยังอยู่ที่เครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบ 180 แรงม้า แรงบิด 430 นิวตันเมตร ที่ตอบสนองได้รวดเร็ว นุ่มนวล และเงียบอย่างน่าประหลาดใจ แทบไม่ต่างจากเครื่องยนต์เบนซินเลยในทั้งความเร็วสูงและในเมืองที่รถติดขัด ยิ่งไปกว่านั้น ระบบ Adaptive Surface Response (ASR) ที่ถอดแบบมาจาก Terrain Response ของแลนด์โรเวอร์ และ All Surface Progress Control (ASPC) ยังเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความตั้งใจของจากัวร์ในการขยายขีดความสามารถของ SUV ไปสู่การ “ขับขี่ออฟโรด” เบื้องต้นอีกด้วย
บทเรียนสู่ 2025: F-Pace ได้พิสูจน์แล้วว่าจากัวร์สามารถสร้าง “SUV หรู” ที่ประสบความสำเร็จได้ และในยุค 2025 “ครอสโอเวอร์พรีเมียม” ได้กลายเป็นเซกเมนต์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว JLR ได้ต่อยอด F-Pace ด้วยขุมพลัง “ปลั๊กอินไฮบริด” ที่ให้ทั้งสมรรถนะและ “อัตราสิ้นเปลือง” ที่ยอดเยี่ยม พร้อมเทคโนโลยี “ระบบช่วยเหลือการขับขี่” (ADAS) ขั้นสูง และระบบอินโฟเทนเมนต์ Pivi Pro ที่เชื่อมต่อโลกดิจิทัลเข้ากับการเดินทางได้อย่างไร้รอยต่อ สิ่งที่ F-Pace เริ่มต้นไว้คือความ “หลากหลายในการใช้งาน” และ “ความสมดุล” ระหว่างความหรูหรา สปอร์ต และการใช้งานจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ “SUV หรูที่ดีที่สุด” ในปี 2025 จะต้องมีครบถ้วน
Range Rover Sport Hybrid: ความสปอร์ตที่มาพร้อมความหรูหรา – นิยามของ SUV พลังแรง (มองจากมุมมอง 2025)
สำหรับ Range Rover Sport Hybrid คันที่นำมาทดสอบนั้น แม้ผมจะไม่ได้มีโอกาสขับ แต่การได้สัมผัสในฐานะผู้โดยสารทั้งด้านหน้าและหลัง ก็เพียงพอที่จะเข้าใจถึงปรัชญาของรถคันนี้ นี่คือ “SUV สมรรถนะสูง” ที่เน้นความสปอร์ตเป็นหลัก แต่ยังคงไว้ซึ่งความหรูหราตามแบบฉบับ Range Rover “การตกแต่งภายในหรูหรา” ที่ใช้วัสดุคุณภาพสูง การตัดเย็บที่ประณีต ทำให้ห้องโดยสารดูดีมีสไตล์ แม้แผงมาตรวัดดิจิทัลอาจให้ความรู้สึกหวือหวาในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจขาดเสน่ห์แบบอนาล็อกไปบ้าง
สิ่งที่โดดเด่นคือ “ช่วงล่าง” ที่ถูกเซ็ตมาให้เฟิร์มและแน่นกว่า Range Rover ปกติอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหมายความว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อ “การขับขี่ที่สนุกสนาน” และมั่นใจยิ่งขึ้นเมื่อต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง หรือใช้ความเร็วบน “เส้นทางยาวไกล” อย่างไรก็ตาม มันก็ยังคงมอบ “ความสะดวกสบาย” ในระดับที่น่าประทับใจสำหรับ “รถครอบครัวพรีเมียม” ขนาด 21 นิ้วที่ใส่มาก็ไม่ได้ทำให้การเดินทางกระด้างเกินไป
หัวใจสำคัญอยู่ที่เครื่องยนต์ดีเซล “ไฮบริด” ขนาด 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังรวมสูงสุด 340 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 700 นิวตันเมตร แรงบิดที่มาตั้งแต่รอบต่ำทำให้การเร่งแซงเป็นไปอย่างง่ายดายและราบรื่น ความสมดุลของพละกำลังและ “ความประหยัดน้ำมัน” จากระบบไฮบริดทำให้ Range Rover Sport Hybrid เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการ “สมรรถนะยานยนต์” ที่โดดเด่นโดยไม่ทิ้งเรื่องความหรูหรา
บทเรียนสู่ 2025: Range Rover Sport เป็นตัวแทนของ “SUV ไฮบริด” ที่เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด “สปอร์ตลักชัวรี” ในยุคก่อนหน้า ในปี 2025 Range Rover Sport ได้ยกระดับไปอีกขั้น ด้วยระบบ “ปลั๊กอินไฮบริด” ที่ให้ระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าที่ไกลขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมเทคโนโลยี “ช่วงล่างปรับได้” แบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถปรับการตั้งค่าให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่และเส้นทางได้อย่างอัตโนมัติ การออกแบบภายในเน้นความเรียบหรู แต่แฝงด้วย “นวัตกรรมยานยนต์” ผ่านระบบอินโฟเทนเมนต์ Pivi Pro จอสัมผัสคู่ และ “ระบบช่วยเหลือการขับขี่” อัจฉริยะ ทำให้ Range Rover Sport Hybrid ยังคงเป็นผู้นำในตลาด “SUV หรู” ที่เน้นทั้งสมรรถนะและความสง่างาม
Jaguar XJ L: ซีดานหรูสำหรับผู้บริหาร – นิยามแห่งความสบายส่วนตัว (มองจากมุมมอง 2025)
หากพูดถึง “ซีดานหรู” ที่มอบ “ความสบายเบาะหลัง” ให้แก่ผู้โดยสารได้อย่างเต็มที่ Jaguar XJ L (eXtra Journey – ฐานล้อยาว) คือหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ในทริปนั้น ผมยกให้ XJ L 2.0 Premium Luxury เป็นรถที่น่าโดยสารมากที่สุดเป็นอันดับสอง ความประทับใจเริ่มต้นตั้งแต่ “การตกแต่งภายในแบบสั่งทำ” ที่หรูหราและใช้วัสดุระดับพรีเมียม เบาะนั่งทั้ง 4 ตำแหน่งสามารถปรับไฟฟ้าได้ พร้อมระบบนวดเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าระหว่าง “เดินทางไกล”
สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พนักพิงเบาะหน้ามีโต๊ะพับขนาดใหญ่ และจอ LCD ส่วนตัวที่ช่วยเพิ่ม “ความสะดวกสบายสูงสุด” กรอบกระจกหน้าต่างที่ยกสูงและแคบ พร้อม Privacy Glass ยิ่งเสริมความเป็นส่วนตัว ทำให้ผู้บริหารสามารถทำงานหรือพักผ่อนได้อย่างไร้กังวล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “ระบบการเก็บเสียง” ที่ยอดเยี่ยม และ “ระบบกันสะเทือนนุ่มนวล” แต่ยังคงความกระชับ ทำให้การเดินทางราบรื่น ไม่เหนื่อยล้าแม้ต้องใช้เวลานาน
เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ 2.0 ลิตร ที่มีพละกำลัง 200 แรงม้า แม้จะดูไม่ “ทรงพลัง” เท่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ในอดีต แต่ด้วยแรงบิด 320 นิวตันเมตรที่มาตั้งแต่รอบต่ำ ก็เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันและ “การเร่งแซง” อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ “อัตราสิ้นเปลือง” เชื้อเพลิงยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับขนาดและ “สมรรถนะ” ที่ได้รับ
บทเรียนสู่ 2025: แม้ Jaguar XJ จะสิ้นสุดสายการผลิตไปแล้ว แต่ “ปรัชญาความสบาย” และ “ความหรูหรา” สำหรับผู้โดยสารใน “รถผู้บริหาร” ยังคงเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนายานยนต์ JLR ในปี 2025 โลกกำลังมุ่งสู่ “ยานยนต์ไฟฟ้าหรู” ที่มอบ “ห้องโดยสารกว้างขวาง” และ “ความเงียบ” อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ XJ เคยทำได้ดีอยู่แล้ว การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระบบความบันเทิงล้ำสมัย และ “เทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่” เพื่อความปลอดภัยสูงสุด จะเป็นฟีเจอร์มาตรฐานใน “รถซีดานหรู” ยุคหน้า สปิริตของ XJ จะถูกส่งต่อไปยัง “ยานยนต์แห่งอนาคต” ที่ไร้การปล่อยมลพิษ แต่ยังคงไว้ซึ่ง “ความสง่างาม” และ “ความเหนือระดับ” ของจากัวร์
Range Rover Hybrid Autobiography: ราชาแห่งความสบาย – สุดยอด SUV ออฟโรดและลักชัวรี (มองจากมุมมอง 2025)
และแล้วก็มาถึง “ที่สุดแห่งความสบาย” ในทริปการทดสอบครั้งนั้น Range Rover Hybrid Autobiography สมควรได้รับตำแหน่ง “ราชาแห่งยานยนต์” อย่างแท้จริง คันที่ผมได้สัมผัสในรุ่น Autobiography เป็นระดับ “การตกแต่งแบบสั่งทำ” ที่มอบอิสระสูงสุดในการเลือกวัสดุและสีสัน สะท้อนรสนิยมอันโดดเด่นของเจ้าของ “ความหรูหรา” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูของห้องโดยสาร
“ขนาดตัวที่ใหญ่โต” แต่ได้สัดส่วน ทำให้พื้นที่ภายในกว้างขวางราวกับ “ห้องจัดเลี้ยงเคลื่อนที่” พร้อม “ทัศนวิสัยยอดเยี่ยม” ที่เหมาะแก่การ “นั่งชมทิวทัศน์” ระหว่างทางราวกับ “กำนันสไตล์” สิ่งที่สร้างความประทับใจสูงสุดคือ “ระบบกันสะเทือนถุงลม” ที่มอบ “ความนุ่มนวลสูงสุด” แม้ต้องเผชิญกับสภาพถนนที่ขรุขระ รถคันนี้แทบจะ “ลอยผ่านไป” ได้อย่างนุ่มนวล ราวกับอยู่บน “พรมวิเศษ” (magic carpet ride) แม้ช่วงแรกอาจมีอาการ “โคลง” เล็กน้อยเมื่อความเร็วต่ำ แต่ที่ “ความเร็วเดินทาง” ความมั่นคงและความสบายนั้นยอดเยี่ยมเหนือใคร ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการ “Ride Quality” ที่เหนือกว่าความสปอร์ต
ขุมพลัง “ไฮบริด” ที่ผสานเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 340 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล ไม่เพียงพอต่อการเร่งแซงอย่างเหลือเฟือ แต่ยังช่วยให้ “การขับขี่สบาย” และ “ประหยัดน้ำมัน” ยิ่งขึ้น Range Rover Hybrid คันนี้พาคณะทดสอบไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างไม่เหนื่อยล้าเลยแม้แต่น้อย มันคือ “สวรรค์แห่งการเดินทาง” ที่ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้ง “ความยิ่งใหญ่” และ “วิจิตรตระการตา” สมกับเป็น “SUV สุดหรู” ที่มี “ราคา” สูงที่สุดในการทดสอบครั้งนี้
บทเรียนสู่ 2025: Range Rover Hybrid Autobiography คือต้นแบบที่ชัดเจนของ “SUV ลักชัวรี” ที่ JLR ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องสู่ปี 2025 ด้วยการยกระดับ “ระบบกันสะเทือนถุงลม” ให้ฉลาดล้ำยิ่งขึ้น สามารถ “ปรับการตั้งค่า” ได้อย่างแม่นยำตามข้อมูลจากเซ็นเซอร์และระบบนำทาง เทคโนโลยี “ปลั๊กอินไฮบริด” ใน Range Rover รุ่นใหม่มอบ “ระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า” ที่น่าทึ่ง ทำให้การเดินทางในเมืองเป็นไปอย่างเงียบสงบและไร้มลพิษ
“ห้องโดยสารพรีเมียม” ในปี 2025 มาพร้อม “เทคโนโลยี Pivi Pro” จอแสดงผลแบบสัมผัสที่คมชัด อินเทอร์เฟซใช้งานง่าย และการเชื่อมต่อที่ไร้ขีดจำกัด JLR ยังคงให้ความสำคัญกับ “ความยั่งยืน” ด้วยการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงไว้ซึ่ง “คุณภาพ” และ “ความหรูหรา” ในขณะที่ “สมรรถนะการขับขี่” ทั้ง “ออฟโรด” และ “ออนโรด” ก็ถูกพัฒนาให้เหนือชั้นยิ่งกว่าเดิม Range Rover ยังคงเป็น “ผู้นำตลาด” ในกลุ่ม “SUV อัลตร้าลักชัวรี” ที่มอบทั้ง “ความสบายสูงสุด” “ความปลอดภัย” และ “สถานะทางสังคม” อย่างไม่มีใครเทียบ
จากประสบการณ์ในอดีต สู่เส้นทางแห่งอนาคต 2025 ของ JLR
จากบทเรียนที่ได้จากยานยนต์ Jaguar และ Land Rover ทั้ง 5 รุ่นในวันวาน เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า JLR ได้วางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับการพัฒนายานยนต์ “พรีเมียมแห่งอนาคต” อย่างไร้ที่ติ ในปี 2025 JLR ภายใต้วิสัยทัศน์ “Reimagine” กำลังมุ่งหน้าสู่ “ยานยนต์ไฟฟ้า” และ “ความยั่งยืน” อย่างเต็มตัว
จากัวร์ (Jaguar): กำลังจะก้าวสู่การเป็นแบรนด์ “ยานยนต์ไฟฟ้า” ล้วนภายในปี 2025-2030 โดยจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำที่ยังคงรักษา “สมรรถนะ” “ดีไซน์” และ “ความเร้าใจ” อันเป็นเอกลักษณ์ของจากัวร์ไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม
แลนด์โรเวอร์ (Land Rover): ยังคงเป็นผู้นำในตลาด “SUV หรู” และ “SUV ออฟโรด” โดยจะเร่งผลักดัน “เทคโนโลยีไฮบริด” และ “ปลั๊กอินไฮบริด” ในทุกรุ่น พร้อมพัฒนา “ยานยนต์ไฟฟ้า” เต็มรูปแบบที่จะเข้ามาเสริมทัพในอนาคตอันใกล้
หัวใจสำคัญที่ JLR ยังคงยึดมั่นคือ “ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์” “วิศวกรรมที่ยอดเยี่ยม” และ “ประสบการณ์ขับขี่อันเหนือระดับ” ไม่ว่าจะเป็น “ความสบาย” ในการเดินทางไกล “สมรรถนะ” ที่เร้าใจ หรือ “ความสามารถ” ในการบุกตะลุยไปได้ทุกที่ ทุกแง่มุมล้วนถูกหล่อหลอมรวมกันด้วย “เทคโนโลยีอัจฉริยะ” และ “ความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม” เพื่อสร้างสรรค์ “ยานยนต์หรู” ที่ไม่เพียงตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน แต่ยังนำพาทุกท่านสู่ “อนาคตแห่งการเดินทาง” ที่ยั่งยืนและน่าตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม
ร่วมสัมผัสอนาคตแห่งความหรูหรา และสร้างสรรค์ประสบการณ์ของคุณวันนี้
โลกของ “ยานยนต์พรีเมียม” กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และ Jaguar กับ Land Rover ก็พร้อมที่จะนำคุณไปสู่ยุคใหม่แห่ง “ความหรูหรา” และ “นวัตกรรม” สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสุดยอด “ประสบการณ์การเดินทาง” อันหรูหรา หรือต้องการสัมผัสอนาคตของ “ยานยนต์พรีเมียม” จากอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นยนตรกรรมไฟฟ้าสุดล้ำ หรือ “ไฮบริดทรงพลัง” จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ พร้อมมอบนิยามใหม่แห่ง “ความเหนือระดับ” เชิญสัมผัสประสบการณ์ด้วยตัวคุณเองวันนี้ และมาร่วมแบ่งปันมุมมองว่า “ยานยนต์หรูในฝัน” ของคุณสำหรับปี 2025 ควรเป็นอย่างไร?

