ย้อนกลับไปเกือบสิบปีก่อน ณ ใจกลางสนาม Nürburgring อันเป็นตำนานของเยอรมนี ในช่วงที่ผมกำลังปฏิบัติหน้าที่กับทีม Toyota Team Thailand ที่นำรถ Corolla Altis สู่สนามแข่งขัน ADAC 24 ชั่วโมง ความทรงจำหนึ่งยังคงฝังแน่นในจิตใจ รถคูเป้สีสดคันหนึ่งได้ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า มันคือ Lexus RC F ที่จอดสง่านอกรถคอนเทนเนอร์ของทีมไทย ด้วยเส้นสายที่งดงาม ดุดัน และเชื้อเชิญให้สัมผัส นั่นคือครั้งแรกที่ผมได้เผชิญหน้ากับรถคันจริงของ RC และแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาถึงปี 2025 สัมผัสแรกในวันนั้นยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำถึง “ความมุ่งมั่น” ที่แท้จริงของ Lexus ในการสร้างรถสปอร์ตคูเป้สายเลือดแท้ หลังจากที่ต้องค้นหาตัวตนมานาน
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นแบรนด์ Lexus เติบโตและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์มาอย่างต่อเนื่อง จากจุดเริ่มต้นในปี 1989 ที่เน้นย้ำถึงความหรูหราเหนือระดับ แต่กลับไม่มีรถคูเป้ 2 ประตูที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสวมตรา “L” โดยเฉพาะอย่างแท้จริง รถอย่าง SC400 ในอดีตก็คือ Toyota Soarer ที่ปรับโฉมและทำการตลาดในอเมริกาเหนือ ส่วน SC430 แม้จะมาในรูปแบบ Coupe/Convertible ก็ยังคงถูกมองว่าเป็น Toyota Soarer ในญี่ปุ่น และ IS-C ก็ยังคงเป็นเพียงรุ่นเปิดประทุนจาก IS Sedan เท่านั้น
แต่ Lexus RC ได้เข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง มันคือ “Radical Coupe” อย่างแท้จริง ที่ไม่ใช่แค่การนำโครงสร้างของซีดานมาตัดทอน แต่เป็นการสร้างสรรค์ใหม่หมดจด เพื่อนิยามคำว่า “รถสปอร์ตคูเป้พรีเมียม” ในแบบฉบับของ Lexus ที่สามารถฟาดฟันกับบรรดายักษ์ใหญ่จากเยอรมนีได้อย่างสมศักดิ์ศรี
จากจุดเริ่มต้นสู่ปี 2025: วิวัฒนาการและตำแหน่งในตลาด
ตลาดรถยนต์พรีเมียมคูเป้ทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในปี 2025 นี้ แรงขับเคลื่อนหลักมาจากเทคโนโลยีไฟฟ้าและไฮบริด รวมถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาสมรรถนะอันเร้าใจผสานกับความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม Lexus RC ซึ่งปัจจุบันมักจะถูกเรียกว่า RC 300 สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบ และยังมีรุ่น RC 350, RC 300h (ไฮบริด) และ RC F (สมรรถนะสูง) ยังคงยืนหยัดอยู่ในฐานะตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถคูเป้สายเลือดแท้
ความมุ่งมั่นในการพัฒนารถรุ่นนี้เริ่มขึ้นเมื่อกว่าสิบปีก่อน โดยมี Eiichi Kusama รับหน้าที่ Chief Engineer ในโครงการ ซึ่งต่อมา Junichi Furuyama หัวหน้าวิศวกรของ Lexus IS ก็เข้ามารับช่วงต่อ แนวคิดหลักคือการสร้าง “รถสปอร์ตคูเป้ที่ยกระดับภาพลักษณ์ของ Lexus ให้เร้าใจยิ่งขึ้น” ไม่ใช่แค่รุ่น 2 ประตูของ IS ธรรมดา นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ RC แตกต่าง
ทีมวิศวกรได้เลือกใช้แพลตฟอร์มที่ผสมผสานโครงสร้างพื้นตัวถังจากรถยนต์ถึง 3 รุ่น โดยส่วนหัวของรถมาจาก Lexus GS ที่ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งเป็นพิเศษ ส่วนบริเวณห้องโดยสารยืมมาจาก Lexus IS-C เดิม และช่วงท้ายของรถมาจาก IS รุ่นปัจจุบัน การผสมผสานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่แสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการสร้างสรรค์โครงสร้างที่แข็งแกร่งและสมดุลตามอุดมคติ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของ “พลวัตการขับขี่” (Driving Dynamic) ที่ยอดเยี่ยม
การออกแบบที่เหนือกาลเวลาและหรูหราเร้าใจ
แม้เวลาจะผ่านมาหลายปี การออกแบบของ Lexus RC ยังคงดูทันสมัยและดึงดูดใจอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์ปี 2025 Yasuo Kajino หัวหน้านักออกแบบ มีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างรถคูเป้ที่ “เปี่ยมด้วยเส้นสายเร้าอารมณ์ ดึงดูดใจให้สัมผัสหรือลองขับทันทีที่พบเห็น” แนวคิด “Wide & Low” (กว้างและเตี้ย) ถูกนำมาใช้เพื่อให้รถมีสัดส่วนที่ลงตัวและจุดศูนย์ถ่วงต่ำ กระจังหน้า Spindle Grille อันเป็นเอกลักษณ์ของ Lexus ถูกปรับให้มีมิติมากขึ้น โดยเฉพาะในรุ่น F Sport ที่ใช้ลาย “กรงตาข่าย” ที่สะท้อนถึงความสปอร์ตอย่างชัดเจน
สิ่งที่ผมมักจะชื่นชมเป็นพิเศษคือการใส่ใจในรายละเอียด อย่างที่ Eiichi Kusama เคยกล่าวถึงการออกแบบไฟท้ายที่ต้องการให้ “ดูเหมือนมีประกายระยิบระยับจากอัญมณีล้ำค่า” ซึ่งกลายเป็นไฟท้ายแบบ L-Motif-Style LED ที่งดงามและจดจำได้ง่าย ส่วนสีโปรโมทอย่าง Radient Red (3T5) ก็ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อสร้างมิติของแสงและเงาบนตัวถังได้อย่างน่าทึ่ง แสดงให้เห็นถึงคุณภาพและความลึกของสีที่หาได้ยากในรถยนต์ทั่วไป
อย่างไรก็ตาม จุดหนึ่งที่ผมยังคงคิดว่าสามารถปรับปรุงได้ แม้จะผ่านมาถึงปี 2025 แล้ว ก็คือชุดไฟหน้า ซึ่งแม้จะเป็น LED ที่ทันสมัย แต่รูปทรงโดยรวมอาจจะดู “ง่วง” ไปบ้างเมื่อเทียบกับเส้นสายที่เฉียบคมและดุดันของตัวรถส่วนอื่นๆ หางไฟที่ควรจะลากยาวออกไปอีกนิด กลับถูกขัดด้วยเส้นสันตัวถังที่เหนือซุ้มล้อหน้า นี่เป็นเพียงข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะช่วยให้การออกแบบโดยรวมสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
ภายในห้องโดยสาร: ผสานความหรูหรากับเทคโนโลยี
ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ Lexus RC ปี 2025 คุณจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ผสมผสานความหรูหราแบบญี่ปุ่นเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย แผงหน้าปัดที่ยกชุดมาจาก Lexus IS ได้รับการออกแบบเป็น 2 โซน: Upper Zone สำหรับการแสดงข้อมูล และ Lower Zone สำหรับการควบคุมระบบต่างๆ การจัดวาง Layout ทำได้อย่างลงตัว ปุ่มสวิตช์ต่างๆ อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ใช้งานง่าย ไม่มากหรือน้อยเกินไป วัสดุบุภายในคุณภาพสูง ทั้งหนังแท้และวัสดุสังเคราะห์บุนุ่ม ให้สัมผัสที่พรีเมียมและใส่ใจในทุกรายละเอียด สีแดง Dark Rose ตัดสลับกับสีดำ เย็บด้วยด้ายสีเดียวกันอย่างประณีต สะท้อนถึงงานฝีมือระดับ “Takumi” ที่เป็นปรัชญาการผลิตของ Lexus
เบาะนั่งคู่หน้าแบบ F Sport โอบกระชับสรีระได้ดีเยี่ยม พร้อมระบบปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง หน่วยความจำ 3 ตำแหน่งเฉพาะฝั่งคนขับ รวมถึงระบบทำความร้อนและระบายอากาศ (Air Ventilation) ที่ช่วยให้การเดินทางในสภาพอากาศเมืองไทยสบายยิ่งขึ้น ตำแหน่งการนั่งค่อนข้างต่ำตามสไตล์รถสปอร์ตคูเป้ แต่ก็ยังให้พื้นที่เหนือศีรษะที่เพียงพอสำหรับคนตัวสูง การเข้า-ออกจากเบาะหลัง แม้จะไม่กว้างขวางเท่าซีดาน แต่ก็เป็นไปตามมาตรฐานของรถคูเป้ 2+2 ที่นั่ง ซึ่งเน้นการใช้งานเบาะหลังเป็นครั้งคราว
สิ่งที่โดดเด่นและเป็นจุดขายสำคัญคือ ระบบเครื่องเสียง Mark Levinson ที่มาพร้อมลำโพง 17 ชิ้น ระบบเสียง Surround 5.1 Channel และ Signal Doctor ซึ่งจะช่วยปรับปรุงคุณภาพไฟล์เพลงที่ถูกบีบอัดให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือใกล้เคียงเดิมมากที่สุด ในฐานะนักฟังเพลง ผมบอกได้เลยว่าคุณภาพเสียงที่ออกมานั้น “ฟินใช้ได้” แม้จะไม่ถึงกับ Mark Levinson ใน LS รุ่นใหญ่ แต่ก็ให้รายละเอียดเสียงที่ดีเยี่ยม เหมาะกับการฟังเพลงแนว Acoustic หรือแนว Synthesizer ที่ต้องการความคมชัดและมิติเสียงที่ลึกซึ้ง
หน้าจอแสดงผล EMV (Electro Multi-Vision) ขนาด 7 นิ้ว ทำงานร่วมกับ Remote Touch Interface (RTI Touch Pad) ที่ใช้งานง่ายและแม่นยำคล้ายกับ Touch Pad บนโน้ตบุ๊ก ช่วยให้การควบคุมระบบ infotainment และเครื่องปรับอากาศเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบาย แม้ในขณะขับขี่
สมรรถนะและการขับขี่: หัวใจของ Lexus RC ในปี 2025
สำหรับประเทศไทย รุ่นที่โดดเด่นและยังคงเป็นตัวเลือกหลักในปี 2025 คือ RC 300 (เดิมคือ RC 200t) ที่วางขุมพลังเบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 1,998 ซีซี รหัส 8AR-FTS พ่วง Turbocharger แบบ Twin Scroll ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ผมเฝ้ารอคอยมานาน ด้วยเทคโนโลยี D-4ST ที่ผสมผสานระบบฉีดเชื้อเพลิงตรงและฉีดพอร์ตเข้าด้วยกัน รวมถึงระบบแปรผันวาล์ว VVT-iW ที่ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้ทั้งในโหมด Atkinson Cycle เพื่อประหยัดเชื้อเพลิงในรอบต่ำ และโหมดกำลังสูงในรอบปกติถึงรอบสูง ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า (PS) ที่ 5,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร (35.66 กก.-ม.) ที่ 1,650 – 4,400 รอบ/นาที แรงบิดที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำนี้คือจุดแข็งที่ทำให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันมีความยืดหยุ่นสูง
เครื่องยนต์ 8AR-FTS จับคู่กับ เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ SPDS (Sport Direct Shift) จาก AISIN พร้อม Paddle Shift เกียร์ลูกนี้ได้รับการจูนมาอย่างชาญฉลาด ทำงานร่วมกับระบบ Drive Mode Select (Normal, Eco, Sport, Sport+) ในโหมด D ปกติ การเปลี่ยนเกียร์จะนุ่มนวลและราบรื่นตามสไตล์เกียร์ Aisin แต่เมื่อใดที่คุณเลือกโหมด Sport หรือ Sport+ เกียร์จะตอบสนองเร็วขึ้น ลากรอบได้นานขึ้น และพร้อมลดเกียร์ลงเพื่อเรียกกำลังในทันที ระบบ G AI – Shift อัจฉริยะยังช่วยเลือกเกียร์ให้เหมาะสมกับสไตล์การขับขี่ โดยอ่านค่าจากเซ็นเซอร์ G Force ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ขับรถสปอร์ตต้องการ
ในด้านสมรรถนะ ผมต้องยอมรับว่าตัวเลข 0 – 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อาจไม่หวือหวาเท่าคู่แข่งบางราย ด้วยเวลาประมาณ 7.5 วินาที ซึ่งเป็นผลมาจากการเซ็ตอัตราทดเกียร์ 8 จังหวะที่ค่อนข้างถี่ เพื่อเน้นทั้งการประหยัดน้ำมันและความยืดหยุ่นในการใช้งาน แต่เมื่อความเร็วเริ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงความเร็วปานกลางถึงสูง แรงบิดที่ต่อเนื่องของเครื่องยนต์เทอร์โบทำให้ RC สามารถไต่ระดับความเร็วได้อย่างน่าประหลาดใจ และทำความเร็วสูงสุดที่ 230 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของ “ประสบการณ์ขับขี่” ในฐานะผู้ใช้งาน ผมยังคงรู้สึกว่าการตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้าใน RC 300 ยังแอบมีอาการ “คิดนาน” ไปบ้างเมื่อเทียบกับ NX 300h (ซึ่งใช้เครื่องยนต์รหัสเดียวกันแต่จูนต่างกัน) แม้จะอยู่ในโหมด Sport+ แล้วก็ตาม ความล่าช้าเล็กน้อยนี้ ทำให้ความสนุกในการเรียกอัตราเร่งแบบทันทีทันใดถูกลดทอนลงไปบ้าง ซึ่งเป็นจุดที่ผมอยากให้ทีมวิศวกรพิจารณาปรับจูนให้คันเร่งฉับไวขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับบุคลิกของรถสปอร์ตคูเป้มากยิ่งขึ้น
ช่วงล่างและการควบคุม: “นุ่มแน่น สงบ และมั่นใจ”
ระบบบังคับเลี้ยวเป็นแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงไฟฟ้า EPS ที่ได้รับการเซ็ตมาอย่างยอดเยี่ยม พวงมาลัยมีน้ำหนักและความหนืดที่เหมาะสมในทุกช่วงความเร็ว ตอบสนองเป็นธรรมชาติและแม่นยำสูง แม้จะเป็นพวงมาลัยไฟฟ้า แต่ก็ยังให้สัมผัสที่สื่อสารกับผู้ขับขี่ได้ดี ช่วยให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างมั่นใจ ทั้งในการขับขี่ในเมืองและบนทางด่วน รัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.2 เมตร (จากยางรถ) ทำให้การกลับรถหรือการเลี้ยวในพื้นที่จำกัดเป็นเรื่องง่ายอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับรถคูเป้ขนาดนี้
จุดเด่นสำคัญของ Lexus RC ที่ผมประทับใจเสมอมาคือ ระบบกันสะเทือน ด้านหน้าแบบปีกนกคู่ Double Wishbone และด้านหลังแบบ Multi-Link พร้อม ระบบควบคุมความแข็งอ่อนของโช้คอัพ AVS (Adaptive Variable Suspension System) หลายคนอาจคิดว่ารถคูเป้หน้าตาดุดันเช่นนี้ ช่วงล่างจะต้องดิบเถื่อน แต่ RC กลับถูกเซ็ตมาในแนวทางที่ “นุ่มสบาย” ตามสไตล์ Lexus ที่หลายคนคุ้นเคย เพียงแต่กระชับขึ้น คล่องแคล่วขึ้น และไม่ย้วย การดูดซับแรงสะเทือนจากพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม เหมาะสมอย่างยิ่งกับสภาพถนนในประเทศไทย ยิ่งเมื่อรวมกับยาง Yokohama ADVAN db (Decibel) ขนาด 235/45 R18 ที่ติดรถมา ยิ่งช่วยเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่
เมื่อต้องการความดุดันเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนไปใช้โหมด Sport S+ จะทำให้โช้คอัพแข็งขึ้นเล็กน้อย เพิ่มความมั่นใจในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่ก็ไม่ได้ถึงกับแข็งกระด้างจนนั่งไม่สบาย นี่คือช่วงล่างที่สะท้อนถึง Character ของ Lexus อย่างแท้จริง: “นุ่มแน่น สงบ แต่ถ้าจะสนุก ก็เฉียบคม นิ่ง มั่นใจได้ ไม่แข็งกระโดกกระเดกไร้สาระ”
ระบบห้ามล้อแบบดิสก์เบรกมีรูระบายความร้อนครบทั้ง 4 ล้อ พร้อมจานเบรกคู่หน้าขนาด 357 มิลลิเมตร และคู่หลัง 310 มิลลิเมตร พร้อมตัวช่วยมาตรฐานครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ABS, EBD, Brake Assist, TRC, HSA และที่สำคัญคือระบบควบคุมเสถียรภาพแบบองค์รวม VDIM (Vehicle Dynamics Integrated Management) แป้นเบรกให้ความรู้สึกนุ่มเท้าในช่วงแรก แต่เมื่อเหยียบลงไปลึกขึ้น แรงหน่วงจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ให้ความมั่นใจในการหยุดรถจากความเร็วสูง แม้จะมีอาการส่ายเล็กๆ น้อยๆ ในบางจังหวะ แต่ก็ยังอยู่ในวิสัยที่ยอมรับได้
ความปลอดภัยในแบบ Lexus
Lexus RC 300 ปี 2025 ยังคงอัดแน่นด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัยทั้งเชิงป้องกัน (Active Safety) และเชิงปกป้อง (Passive Safety) ที่ครบครัน เพื่อมอบความอุ่นใจในการเดินทาง
LDA (Lane Departure Alert): ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ
BSM (Blind Spot Monitor System): ระบบเตือนจุดอับสายตาพร้อมไฟเตือนบนกระจกมองข้าง
RCTA (Rear Cross Traffic Alert): ระบบเตือนเมื่อมีรถหรือคนเคลื่อนผ่านด้านหลังขณะถอยรถ
AHB (Automatic High Beam System): ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติเพื่อไม่ให้แยงตาเพื่อนร่วมทาง
PUH (Pop Up Hood): ฝากระโปรงหน้าที่ยกตัวขึ้นอัตโนมัติเพื่อลดการบาดเจ็บของคนเดินถนนเมื่อเกิดการชน
ถุงลมนิรภัย 8 ตำแหน่ง รวมถึงถุงลมนิรภัยสำหรับหัวเข่า
เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด พร้อมระบบลดแรงปะทะและดึงกลับอัตโนมัติ
ระบบแจ้งเตือนความดันลมยาง (TPMS)
โครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบ Crumple Zone ที่แข็งแกร่งและน้ำหนักเบา ผสานกับการเชื่อมตัวถังด้วยเลเซอร์และกาวพิเศษ ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและลดแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จากผลการทดสอบการชนของ IIHS สถาบันประกันภัยเพื่อความปลอดภัยทางถนนของสหรัฐอเมริกาในปี 2015 Lexus RC ได้รับการประเมินในระดับ “Good” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในทุกหัวข้อ ตอกย้ำถึงมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ประหยัดเกินคาดสำหรับรถสปอร์ต
แม้จะเป็นรถสปอร์ตคูเป้ แต่ Lexus RC 300 ที่ใช้เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบกลับทำตัวเลขการประหยัดน้ำมันได้น่าประทับใจ จากการทดสอบตามมาตรฐานของ Headlightmag ด้วยการขับขี่ที่ความเร็ว 110 กิโลเมตร/ชั่วโมง เปิดแอร์ นั่ง 2 คน ทำระยะทางรวม 93.2 กิโลเมตร โดยเติมน้ำมันเบนซิน 95 Techron กลับ 5.88 ลิตร พบว่า อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 15.85 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งดีกว่าตัวเลขที่โรงงานเคลมไว้ที่ 13.7 กิโลเมตร/ลิตร อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวเลขนี้ถือว่ายอดเยี่ยมสำหรับรถคูเป้สมรรถนะระดับนี้ และแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ 8AR-FTS และเกียร์ 8 จังหวะที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างดี แม้ในการใช้งานจริงในเมืองที่รถติด อาจจะวิ่งได้ราว 370-450 กิโลเมตรต่อน้ำมันหนึ่งถัง แต่ก็ถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและเดินทางไกลได้พอสมควร
บทสรุป: Radical Coupe ที่เป็น Relax Coupe ในปี 2025 แต่ยังมีหนึ่งความท้าทาย
ตลอดระยะเวลาที่ได้สัมผัสกับ Lexus RC ผมรู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่แค่ “รถสปอร์ตคูเป้” ทั่วไป แต่มันคือ “Radical Coupe” ที่ได้รับการสร้างสรรค์ด้วยความมุ่งมั่นและใส่ใจในทุกรายละเอียด จากทีมวิศวกรที่ต้องการสร้างรถยนต์ที่พิเศษอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การนำรถซีดานมาดัดแปลง ทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง แพลตฟอร์ม ช่วงล่าง พวงมาลัย ระบบเบรก ไปจนถึงความสบายในการขับขี่ ล้วนถูกปรับแต่งอย่างสุดโต่งเพื่อให้ได้มาซึ่งสมดุลและประสบการณ์ขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Lexus
ในอีกนัยหนึ่ง ผมอยากจะเรียกว่ามันคือ “Relax Coupe” ด้วยบุคลิกการขับขี่โดยรวมที่ให้ความสบายในการควบคุม คล่องแคล่ว และผ่อนคลายแม้ในสภาพการจราจรติดขัด มันไม่ใช่รถสปอร์ตดิบๆ ที่เน้นความเร็วและแรงเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นรถสำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องการรถคูเป้ที่หรูหรา ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน พร้อมสัมผัสถึงความสปอร์ตที่กำลังดี และเหนือสิ่งอื่นใดคือคุณภาพงานประกอบและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง
อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะล่วงเลยมาถึงปี 2025 และตลาดมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ Lexus RC ในตลาดเมืองไทยยังคงเป็นเรื่องเดิม นั่นคือ “ราคา” ณ ปัจจุบันที่ Lexus RC 300 ยังคงมีราคาเริ่มต้นในระดับที่สูงมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากเยอรมนีอย่าง Mercedes-Benz CLE Coupe หรือ BMW 4 Series ซึ่งแม้จะมีราคาเพิ่มขึ้นตามสภาพตลาดโลก แต่ช่องว่างด้านราคายังคงมีนัยสำคัญ การที่ RC ใช้แพลตฟอร์มผสมผสานและชิ้นส่วนเฉพาะตัวสูง ย่อมส่งผลต่อต้นทุนการผลิต แต่กลยุทธ์ด้านราคาในตลาดประเทศไทยยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้รถยนต์ที่ยอดเยี่ยมคันนี้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ยาก
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมเชื่อว่า Lexus RC ยังคงเป็นหนึ่งในรถสปอร์ตคูเป้ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างและน่าประทับใจ ด้วยการผสมผสานความหรูหรา งานฝีมือ และสมรรถนะในแบบฉบับของญี่ปุ่นอย่างลงตัว หากคุณเป็นผู้ที่มองหารถยนต์ที่เหนือกว่าแค่ตัวเลข สมรรถนะที่จับต้องได้ในทุกวัน และงานประกอบที่ปราณีตไร้ที่ติ Lexus RC คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรมองข้าม
อย่าปล่อยให้โอกาสในการสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือระดับหลุดลอยไป เชิญคุณสัมผัส Lexus RC ปี 2025 ได้ด้วยตัวคุณเองที่ผู้แทนจำหน่าย Lexus ใกล้บ้านคุณ เพื่อค้นพบว่า “Radical Coupe” ที่แท้จริง สามารถมอบความผ่อนคลายและสมรรถนะที่ลงตัวได้อย่างไรในโลกยานยนต์ยุคใหม่

