ย้อนกลับไปในวันวาน หากมีใครเอ่ยชื่อ “แก่งกระจาน” สิ่งแรกที่ผมนึกถึงคือภาพเขื่อนตระหง่าน อุทยานแห่งชาติที่อุดมสมบูรณ์ และเส้นทางอันคดเคี้ยวสู่โครงการหลวงชั่งหัวมัน จังหวัดเพชรบุรี มันคือดินแดนแห่งขุนเขา ทุ่งหญ้าเขียวขจี และลำธารใสเย็นชวนให้หลงใหล สถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงวัย ต่างก็สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศอันบริสุทธิ์รอบกายได้อย่างเต็มเปี่ยม
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งความเร็วและนวัตกรรมมามากมาย และ “แก่งกระจาน” ก็เช่นกัน จากสถานที่พักใจยามเหนื่อยล้า วันนี้มันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามขีดจำกัด เป็นเวทีประลองแห่งอนาคตที่เปิดรับเทคโนโลยีล่าสุดในโลกยานยนต์ สนามแข่งแห่งนี้มีความยาวประมาณ 2.4 กิโลเมตร รายล้อมด้วยความเขียวชอุ่ม มีทั้งทางขึ้นเขา ทางลง โค้งยาว โค้งหักศอกรูปตัว ก. ไก่ และโค้ง S อันเป็นเอกลักษณ์ เมื่อมองจาก Paddock สนามแห่งนี้คล้ายกับการสะท้อนในกระจกเงาของสนาม Brands Hatch อันเลื่องชื่อในอังกฤษ ผสานกับกลิ่นอายของพีระเซอร์กิต แต่ก็ยังคงรักษาสไตล์อันเป็นของตัวเองไว้ได้อย่างน่าทึ่ง มันไม่ใช่สนามที่ดูง่าย ยิ่งคุณต้องการความเร็วมากเท่าไร อุปสรรคและความท้าทายก็ยิ่งเผยตัว ไม่ว่าจะเป็นพื้นแทร็คที่มีทรายบางจุด พื้นผิวถนนที่ไม่เรียบสม่ำเสมอ หรือทางลงยาวที่ส่งเสริมความเร็วรถจนคุณรู้สึกลิงโลด แต่หากประมาทเพียงนิดเดียว การเข้าโค้ง S ที่รออยู่ก็อาจทำให้คุณหมุนคว้างกลางแทร็คได้ง่ายๆ นี่คือสนามที่สอนให้เราเคารพขีดจำกัดของเครื่องยนต์และทักษะการขับขี่อยู่เสมอ
ย้อนไปเมื่อประมาณ 8 ปีก่อน สองนักแข่งผู้เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ คุณสมชาย ศรีจิรารัตน์ และคุณเอกประวัติ เพ็ชรรักษ์ ได้ริเริ่มสร้างสนามแข่งรถแห่งใหม่นี้ขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการด้านมอเตอร์สปอร์ตที่กำลังเติบโต และเพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับ “ขาซิ่ง” ให้เปลี่ยนจากถนนสาธารณะมาปลดปล่อยพลังในสถานที่ที่เหมาะสม ด้วยความทุ่มเทอย่างหนัก สนามในฝันแห่งนี้จึงก่อร่างสร้างตัวเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาเพียง 10 เดือนเท่านั้น นับเป็นสถิติที่น่าทึ่งและเชื่อกันว่าเป็นสนามแข่งรถที่สร้างเสร็จเร็วที่สุดในโลก
ผมมีโอกาสนำรถส่วนตัวมาวิ่งทดสอบที่นี่หลายครั้ง ก่อนหน้านี้เคยลองวิ่งกับรถเล็กน้ำหนักเบาที่ได้รับการปรับแต่งเบรกและยางมาเป็นอย่างดี และได้บทเรียนสำคัญว่าที่แก่งกระจานนี้ รถที่ “พร้อม” จริงๆ ไม่ใช่แค่รถที่มีพละกำลังสูงเท่านั้น ผมเองเคยลองนำรถยนต์ที่มีม้าเยอะกว่า แต่ใช้ยางและเบรกเดิมๆ ก็พบว่าไม่สามารถทำเวลาได้ดีเท่ารถที่ม้าอาจจะน้อยกว่า แต่ช่วงล่าง เบรก และยางได้รับการอัปเกรดมาอย่างลงตัว ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเข้าใจถึงปรัชญาของการขับขี่ในสนามแข่งได้อย่างลึกซึ้ง
MINI: Go-Kart ไฟฟ้าแห่งอนาคตบนสนามแก่งกระจาน 2025
ในยุค 2025 ที่โลกก้าวเข้าสู่ยุคของ รถยนต์ไฟฟ้า และ รถยนต์ Plug-in Hybrid (PHEV) อย่างเต็มตัว การทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่พละกำลังจากเครื่องยนต์สันดาปภายในอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพของระบบส่งกำลังไฟฟ้า การจัดการพลังงานแบตเตอรี่ และ เทคโนโลยีช่วงล่างรถยนต์ ที่ปรับเข้ากับแรงบิดมหาศาลจากมอเตอร์ไฟฟ้า ในวันนี้ ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรม “MINI Electrified Track Day 2025” ที่สนามแก่งกระจาน เพื่อสัมผัสกับวิวัฒนาการล่าสุดของแบรนด์ MINI ที่ยังคงยึดมั่นใน DNA “Go-Kart Feel” แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลังงานแห่งอนาคต
งานนี้ MINI Thailand ขนทัพรถยนต์ MINI แทบทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน (ซึ่งหลายรุ่นได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าหรือไฮบริดแล้ว) มาให้เราได้ทดลองสัมผัส ทั้งตระกูล Hatchback, Convertible, Clubman ไปจนถึง Countryman แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาและจำนวนผู้เข้าร่วม เราจึงมีรถภาคบังคับ 3 รุ่น ที่ทุกคนจะได้ขับ รวมถึงตัวเลือกอิสระอีก 2 คัน
รถภาคบังคับ (ทุกคนได้ขับ):
MINI John Cooper Works (JCW) Electric Concept 2025:
MINI Cooper S E (Electric) 2025 JCW Dress Up:
MINI Cooper S E Convertible (PHEV) 2025:
รถภาควิชาเลือกเสรี (เลือก 2 คันจากรายการ):
MINI Cooper SE Countryman ALL4 (PHEV) 2025:
MINI Cooper SD Countryman ALL4 (Mild-Hybrid Diesel) 2025 Parklane:
MINI Cooper D Clubman (Mild-Hybrid Diesel) 2025:
MINI Cooper S Clubman (Mild-Hybrid Petrol) 2025:
สำหรับตัวเลือกอิสระ ผมเลือก Cooper D Clubman (Mild-Hybrid Diesel) และ Cooper SE Countryman ALL4 (PHEV) เหตุผลก็เพื่อจะได้สัมผัสกับความหลากหลายของขุมพลังและขนาดตัวถังในตระกูล MINI รวมถึงความแตกต่างระหว่างพลังดีเซลไฮบริดและพลังงานไฟฟ้าแบบ PHEV ที่เป็นเทรนด์หลักของปี 2025
เจาะลึกประสบการณ์ขับขี่ MINI 2025 บนสนามแก่งกระจาน
MINI John Cooper Works (JCW) Electric Concept 2025: ขีดสุดของความเร้าใจในยุคไฟฟ้า
หากคุณเคยคิดว่า JCW ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปนั้นดุดันแล้ว คุณจะต้องทึ่งกับ MINI JCW ไฟฟ้า ในปี 2025 นี้ มันคือผลลัพธ์จากการผสมผสานวิศวกรรมไฟฟ้าที่ล้ำหน้าเข้ากับจิตวิญญาณแห่งสนามแข่ง แรงม้า 280-300 ตัว และแรงบิดมหาศาลที่มาในทันที (Instant Torque) ทำให้การเร่งออกตัวเหมือนถูกดีดออกจากหน้าไม้ จาก 0-100 กม./ชม. ในเวลาต่ำกว่า 5 วินาที ทำให้มันกลายเป็น รถ Hot Hatch ไฟฟ้า ที่น่าเกรงขาม
สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือ ระบบช่วงล่างอัจฉริยะ (Adaptive Suspension) ที่ได้รับการปรับจูนมาเป็นพิเศษสำหรับรุ่น JCW Electric โดยเฉพาะ มันสามารถปรับความแข็งอ่อนได้แบบ Real-time ตามสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ ทำให้รถยึดเกาะถนนได้หนึบแน่นราวกับโกคาร์ทที่ฝังแน่นกับพื้น ผสานกับระบบเบรกไฟฟ้า (Regenerative Braking) ที่ทำงานร่วมกับคาลิปเปอร์เบรก 6 Pot และจานขนาด 350 มม. ด้านหน้า ทำให้สามารถชะลอความเร็วได้อย่างมั่นใจและเก็บพลังงานกลับคืนแบตเตอรี่ไปในตัว
พวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับจูนมาอย่างละเอียดให้ความแม่นยำและน้ำหนักที่ดีเยี่ยม การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงให้ความรู้สึกมั่นคงและควบคุมง่าย ไม่มีอาการอันเดอร์สเตียร์หรือโอเวอร์สเตียร์ให้รู้สึกหงุดหงิด ระบบ Torque Vectoring ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแต่ละล้อทำงานได้อย่างชาญฉลาด ทำให้รถพุ่งออกจากโค้งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบ Traction Control มากนัก เสียงที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของ JCW ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป อย่างเสียงปุปะปุ้งปั้งจากท่อไอเสีย ถูกแทนที่ด้วยเสียงสังเคราะห์ที่จำลองความเร้าใจของการเร่งความเร็ว และเสียงยางที่เสียดสีกับพื้นแทร็ค ซึ่งบ่งบอกถึงสมรรถนะอันเป็นเลิศของ ยางรถยนต์สมรรถนะสูง ที่ติดตั้งมาให้
JCW Electric 2025 คือนิยามใหม่ของความแรง มันไม่ใช่แค่รถที่เร็ว แต่เป็นรถที่ฉลาดและมอบ ประสบการณ์ขับขี่ ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แม้จะโหยหาเสียงคำรามของเครื่องยนต์อยู่บ้าง แต่ความเร้าใจที่ได้จากการเร่งแบบไร้รอยต่อ และการควบคุมที่เฉียบคมจนคุณลืมหายใจ ทำให้ผมรู้สึกว่านี่คืออนาคตที่น่าตื่นเต้นอย่างแท้จริง
MINI Cooper S E (Electric) 2025 JCW Dress Up: สมดุลแห่งพลังและสไตล์
รุ่น JCW Dress Up คันนี้ไม่ใช่ JCW ตัวแรง แต่เป็น Cooper S Electric ที่ได้รับการตกแต่งด้วยชุดแต่ง JCW เต็มรูปแบบ ทำให้รูปลักษณ์ดุดันไม่แพ้กัน มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 200 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร และชุดแบตเตอรี่ที่ให้ระยะทางวิ่งประมาณ 350 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) น้ำหนักตัวรถที่เบากว่า JCW Electric เล็กน้อย ทำให้มันมีความคล่องตัวสูง
บนสนามแก่งกระจาน Cooper S E Dress Up แสดงให้เห็นถึงสมดุลที่ยอดเยี่ยมระหว่างพละกำลังและการควบคุม แม้จะไม่ดุดันเท่า JCW Electric แต่แรงบิดจากมอเตอร์ไฟฟ้าก็เพียงพอที่จะให้คุณเร่งแซงได้อย่างรวดเร็วและสนุกสนาน การตอบสนองของพวงมาลัยยังคงเฉียบคม และช่วงล่าง Dynamic Damper Control ที่ปรับมาในโหมด Sport ก็ให้ความหนึบแน่นที่เพียงพอสำหรับการ ขับขี่ในสนามแข่ง การเข้าโค้งทำได้ดีเยี่ยม มีอาการโยนตัวน้อย และการถ่ายเทน้ำหนักเป็นไปอย่างราบรื่น
สิ่งที่น่าสนใจคือแม้เป็นรถไฟฟ้า แต่ MINI ยังคงรักษากลิ่นอายของรถที่พร้อมจะสนุกกับการขับขี่ได้ทุกเมื่อ แป้นเบรกให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติและคาดเดาได้ การปรับแต่งที่ผสมผสานความสปอร์ตเข้ากับความสามารถในการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ทำให้ Cooper S E JCW Dress Up เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความเร้าใจในแบบฉบับ MINI แต่ยังคงคำนึงถึงการใช้งานในเมืองและค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
MINI Cooper SE Countryman ALL4 (PHEV) 2025: อเนกประสงค์พลังไฟฟ้า
การได้ขับ Cooper SE Countryman ALL4 (PHEV) บนสนามแข่ง อาจดูเป็นการไม่ยุติธรรมนัก เพราะรถยนต์ขนาดใหญ่และเน้นความอเนกประสงค์เช่นนี้ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำเวลาบนแทร็คเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การทดลองขับทำให้ผมได้เห็นถึงศักยภาพของระบบ Plug-in Hybrid ในรถที่เน้นการใช้งานจริง
Countryman PHEV มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน TwinPower Turbo 3 สูบ ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 220 แรงม้า แรงบิดรวม 385 นิวตันเมตร และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ALL4 สามารถวิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ประมาณ 60 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (WLTP) แม้จะมีน้ำหนักตัวมากกว่ารุ่น Hatchback แต่พละกำลังที่ผสานกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าก็เพียงพอที่จะพาตัวรถทะยานขึ้นเนินของสนามได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะช่วงที่ใช้พลังงานไฟฟ้าเสริม แรงบิดที่มาในทันทีช่วยให้การเร่งแซงเป็นเรื่องง่าย
ช่วงล่างของ Countryman PHEV ได้รับการปรับจูนมาอย่างน่าประทับใจ ให้ความรู้สึกนุ่มนวลกว่ารุ่น Hatchback แต่ก็ยังคงความหนึบแน่นในแบบฉบับ MINI เอาไว้ ทำให้การเข้าโค้งด้วยความเร็วที่เหมาะสมยังคงให้ความมั่นใจ ไม่ได้ยวบยาบจนรู้สึกไม่ปลอดภัย พวงมาลัยให้การตอบสนองที่แม่นยำเหมาะสมกับขนาดตัวรถ ซึ่งเป็นจุดเด่นของ MINI เสมอมา แม้ในสภาพถนนที่ไม่เรียบ ระบบช่วงล่างก็ยังคงซับแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสบาย
Cooper SE Countryman ALL4 คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า MINI สามารถผสานความสนุกในการขับขี่เข้ากับความอเนกประสงค์และความยั่งยืนได้อย่างไร มันคือรถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ต้องการพื้นที่ใช้สอย การประหยัดพลังงาน และยังคงต้องการความเร้าใจเล็กๆ น้อยๆ ในการเดินทาง
MINI Cooper D Clubman (Mild-Hybrid Diesel) 2025: ดีเซลไฮบริดที่ผสานความลงตัว
MINI Cooper D Clubman Mild-Hybrid Diesel ในปี 2025 มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล TwinPower Turbo 2.0 ลิตร ทำงานร่วมกับระบบ Mild-Hybrid ให้กำลัง 165 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 360 นิวตันเมตร ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic ที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างดีจาก BMW ทำให้การเปลี่ยนเกียร์ราบรื่นและตอบสนองได้รวดเร็ว ตัวรถ Clubman มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่า Hatchback อย่างเห็นได้ชัด มีความยาวตัวถังพอๆ กับ C-Segment Hatchback และฐานล้อที่ยาวถึง 2,670 มม. ทำให้มีพื้นที่ภายในที่กว้างขวางและนั่งสบายที่สุดในตระกูล MINI
บนสนามแข่ง Clubman D แสดงให้เห็นถึงพละกำลังที่แตกต่างจาก Countryman อย่างชัดเจน แรงบิดที่มหาศาลของเครื่องยนต์ดีเซลผสานกับระบบ Mild-Hybrid ทำให้รถพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างมีพลัง แม้ในช่วงขึ้นเนินยาวก็ยังคงมีแรงส่งที่ดี ช่วงล่างได้รับการปรับจูนมาเพื่อการเดินทางไกลด้วยความเร็วสูง เน้นความนุ่มนวลแต่ยังคงความหนึบแน่น ทำให้การขับขี่ในชีวิตประจำวันมีความสบายเป็นพิเศษ การเข้าโค้งอาจไม่เฉียบคมเท่ารุ่น Hatchback แต่ด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่า Countryman ก็ยังคงให้ความมั่นใจในการควบคุมที่ดี แป้นเบรกตอบสนองได้ดีและชะลอความเร็วได้อย่างเป็นธรรมชาติ
Clubman Cooper D เป็นรถที่เน้นความมั่นใจ ปลอดภัย และสะดวกสบายในการเดินทาง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ระยะไกล หรือผู้ที่ต้องการรถยนต์พรีเมียมที่มีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น แต่ยังคง DNA ของ MINI ในด้านการออกแบบและคุณภาพไว้ได้อย่างครบถ้วน มันคือ รถยนต์สำหรับครอบครัวหรู ที่ยังแฝงไว้ด้วยความสนุกสนานในการขับขี่
บทสรุป: การเดินทางของ MINI สู่ยุค 2025 และอนาคตของยนตรกรรม
จากประสบการณ์ทั้งหมดที่สนามแก่งกระจานในปี 2025 นี้ ผมกล้าพูดได้เลยว่า MINI ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของ รถยนต์ไฟฟ้า 2025 และเทคโนโลยีไฮบริด ไม่ได้ทำให้เอกลักษณ์ของแบรนด์ลดลง ตรงกันข้าม กลับเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์การขับขี่ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยพละกำลังที่มาในทันที การควบคุมที่เฉียบคม และการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับปรัชญา “Go-Kart Feel” ได้อย่างลงตัว
ในขณะที่ MINI กำลังบุกเบิกตลาด รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง ในกลุ่ม Hot Hatch และ Premium Compacts แบรนด์หรูอื่นๆ ก็กำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น BMW iSeries 2025 อย่าง i7 หรือ i5 ที่มาพร้อม เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ ขั้นสูง และห้องโดยสารที่หรูหราเหนือระดับ หรือ Mercedes-Benz EQ 2025 ที่นำเสนอรถยนต์ EQE หรือ EQS Estate ที่ผสานความสง่างามเข้ากับพื้นที่ใช้สอยและความยั่งยืน ด้วย แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอายุการใช้งานยาวนาน และการสนับสนุนจาก สถานีชาร์จเร็ว ที่แพร่หลายมากขึ้นใน ตลาดรถยนต์พรีเมียมไทย 2025 ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายและน่าสนใจกว่าที่เคย
การตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ในปัจจุบันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของพละกำลัง ราคา หรือแม้แต่ดีไซน์ที่ชื่นชอบเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปรัชญาของแบรนด์ เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนอนาคต ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และประสบการณ์การขับขี่แบบองค์รวมที่คุณต้องการ
MINI JCW Electric คือรถคันแรกที่ทำให้ผมรู้สึกอยากเป็นเจ้าของจริงๆ ด้วยการผสมผสานงานออกแบบสไตล์อังกฤษเข้ากับวิศวกรรมเยอรมันที่ล้ำสมัยได้อย่างลงตัว มันคือรถที่ทำให้หัวใจนักขับเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น
ในยุคที่ นวัตกรรมยานยนต์ ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การเลือกซื้อรถยนต์คือการเลือกคู่คิดในการเดินทางที่สะท้อนถึงตัวตนและไลฟ์สไตล์ของคุณ ไม่ว่าคุณจะหลงใหลในความเร็วและความคล่องตัวของ MINI ความหรูหราสง่างามของ Mercedes-Benz หรือเทคโนโลยีล้ำยุคของ BMW ล้วนเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยม
สำหรับผมแล้ว การได้เห็นวิวัฒนาการของสนามแก่งกระจาน สู่บทบาทของเวทีทดสอบยานยนต์แห่งอนาคต และการได้สัมผัสกับ MINI เจเนอเรชันใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าโลกแห่งการขับขี่ในปี 2025 และหลังจากนี้ จะยังคงเต็มไปด้วยความเร้าใจ ความชาญฉลาด และความรับผิดชอบต่อโลกของเราอย่างแน่นอน
อย่ารอช้าที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางอันน่าตื่นเต้นนี้ มาร่วมสัมผัสอนาคตแห่งการขับขี่ ที่ผสานความเร้าใจ เทคโนโลยีล้ำสมัย และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ด้วยกัน ณ โชว์รูมและกิจกรรมทดลองขับใกล้บ้านคุณวันนี้!

