ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของรถยนต์มากมาย เห็นสนามแข่งที่เกิดขึ้นใหม่และปรับปรุงตัวเองให้ก้าวทันยุคสมัย และ “แก่งกระจาน” คือหนึ่งในชื่อที่วนเวียนอยู่ในความทรงจำเสมอมา ย้อนกลับไปเมื่อก่อน ผมมักจะนึกถึงภาพเขื่อน อุทยานแห่งชาติ และเส้นทางสู่โครงการหลวงชั่งหัวมัน จังหวัดเพชรบุรี ภาพภูเขา ทุ่งหญ้าสีเขียวขจี และสายน้ำไหลเย็นสดชื่น สถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศอันบริสุทธิ์รอบกาย
ผมอาจจะไม่ใช่ขาประจำที่แก่งกระจานเท่ากับนักเดินทางหลายท่าน แต่ความงามของภูมิประเทศแห่งนี้ก็เคยเป็นที่พึ่งพาให้ผมได้ปลดปล่อยอารมณ์ไปตามกระแสน้ำ ไม่ว่าจะสุขหรือเศร้า ทุกครั้งที่หัวใจบอบช้ำ ผมมักจะขับรถออกไปที่นั่น หาทุ่งกว้างสักแห่งที่ไม่มีใครรู้จัก แล้วนั่งปลดปล่อยความรู้สึก หรือไม่ก็เลือกพักรีสอร์ตริมธาร ปล่อยกายลงแช่น้ำเย็นเฉียบ หวังให้สายน้ำชะล้างความผิดหวังทั้งหมด เป็นการ “รีเซ็ต” ตัวเอง ก่อนที่จะกลับสู่เมืองใหญ่อีกครั้งและดำเนินชีวิตต่อไป
แต่ใครจะไปนึกว่าวันนี้ ในปี 2025 หากมีใครเอ่ยถึง “แก่งกระจาน” สิ่งแรกที่ผมนึกถึงกลับไม่ใช่ธรรมชาติอันรื่นรมย์อีกต่อไป หากแต่เป็นสนามแข่งรถระยะทางประมาณ 2.4 กิโลเมตรที่เขียวชอุ่ม ทว่าแฝงไว้ด้วยความท้าทายทุกตารางนิ้ว มีทั้งทางขึ้นเขา-ลงเขา โค้งยาว โค้งหักศอกรูปตัว ก.ไก่ และโค้ง S อันเป็นเอกลักษณ์ เมื่อยืนมองจาก Paddock สนามแห่งนี้มีรูปลักษณ์คล้ายกับเงาสะท้อนของสนาม Brands Hatch ที่อังกฤษ ผสมผสานกับกลิ่นอายของพีระเซอร์กิต แต่ก็ยังคงสไตล์ที่เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน การขับช้าๆ อาจดูเหมือนง่ายดาย แต่ยิ่งพยายามทำความเร็วมากเท่าไร อุปสรรคก็ยิ่งปรากฏให้เห็นมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นผิวแทร็กที่มีทรายในบางจุด หรือพื้นถนนที่ไม่เรียบ อาจารย์อาคม รวมสุวรรณ แห่งไทยรัฐ เคยสอนผมไว้ว่า อย่าประมาทหน้าตาของมันเด็ดขาด เพราะกับดักซ่อนเร้นอยู่หลายจุด รวมถึงทางลงยาวที่ส่งความเร็วของรถให้พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว หากคุณเผลอกำพวงมาลัยไม่แน่น หรือเบรกช้าเกินไป ก็อาจจะเสียการควบคุมและหมุนคว้างกลางโค้ง S ขวา ซึ่งเป็นหนึ่งในโค้งอันตรายที่สุดของสนาม
แก่งกระจาน เซอร์กิต: สนามแข่งในฝันที่หลอมรวมความท้าทายและเทคโนโลยี 2025
สนามแข่งแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของสองนักแข่ง คุณสมชาย ศรีจิรารัตน์ และคุณเอกประวัติ เพ็ชรรักษ์ เมื่อกว่าสิบปีก่อน (นับจากปี 2025) ด้วยความปรารถนาที่จะสร้างสนามแข่งรถแห่งใหม่เพื่อรองรับความต้องการของวงการมอเตอร์สปอร์ต และเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับขาซิ่งนอกถนนให้เข้ามาปลดปล่อยความเร็วในรูปแบบที่ถูกต้อง พวกเขาทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ จนสนามในฝันแห่งนี้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างภายในเวลาเพียง 10 เดือน ว่ากันว่าเป็นสนามแข่งรถที่สร้างเสร็จเร็วที่สุดในโลก และยังคงยืนหยัดเป็นหนึ่งในสนามที่ได้รับการยอมรับจากนักแข่งทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นจนถึงปัจจุบัน
การได้นำรถคู่ใจลงไปวิ่งบนสนามแห่งนี้ก่อนหน้านี้หลายครั้ง ทำให้ผมได้เรียนรู้บุคลิกของแก่งกระจานเซอร์กิตเป็นอย่างดี ผมพบว่าที่นี่ รถเล็ก น้ำหนักเบา ที่มีระบบเบรกและยางประสิทธิภาพสูง มักจะทำเวลาได้ดี ในขณะที่รถพลังสูงแต่ยางไม่พร้อม หรือระบบเบรกไม่สมบูรณ์ กลับไม่เหมาะกับสนามนี้อย่างยิ่ง แม้แต่รถของผมเองอย่าง Nissan Tiida ที่เคยลองลงสนามด้วยล้อเดิม ยางเดิมที่ใช้งานมาแล้วกว่า 50,000 กิโลเมตร และเบรกเดิม (เปลี่ยนแค่ผ้าเบรก) แม้จะอัพเกรดเครื่องยนต์ให้มีพละกำลัง 170 แรงม้าเพื่อกู้หน้า แต่ก็ยังถูก Civic FD 1.8 ลิตร ที่ใช้ยาง AD08 พร้อมช่วงล่างและเบรกที่ปรับแต่งมาอย่างดี ทิ้งห่างไปชนิดไม่เห็นฝุ่น หรือเมื่อได้ลองขับ Jazz GE ที่เจ้าตี้ (รุ่นน้องนักแข่ง) ปรับแต่งมาเพื่อสนามโดยเฉพาะ แม้จะมีม้าน้อยกว่า แต่ด้วยอุปกรณ์ครบครันทั้งเบรก ยาง ช่วงล่าง และเกียร์ลิมิเต็ดสลิป ทำให้สามารถทำเวลาได้เร็วกว่ารถของผมหลายวินาที แม้ในรอบแรกที่ผมยังไม่คุ้นเคยกับรถก็ตาม
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมเข้าใจว่าการจะพิชิตแก่งกระจานเซอร์กิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพละกำลังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของความสมดุลระหว่างคน รถ และการปรับแต่งที่เหมาะสม และนี่คือบทเรียนอันล้ำค่าที่ผมนำมาใช้ในการทดสอบรถ MINI รุ่นใหม่ประจำปี 2025 ในวันนี้
MINI ในยุค 2025: วิวัฒนาการของ “Go-Kart Feel” สู่ยุคดิจิทัลและพลังงานสะอาด
ปัจจุบัน (2025) MINI ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ สู่ยุคใหม่ที่ผสมผสานเอกลักษณ์ “Go-Kart Feel” เข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลล้ำสมัย และแนวคิดด้านความยั่งยืน MINI ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ขนาดเล็กที่ขับสนุกอีกต่อไป แต่เป็นสัญลักษณ์ของพรีเมียมคอมแพกต์ ที่นำเสนอทางเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ทรงพลัง ไปจนถึงขุมพลังไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริด การทดสอบในวันนี้ไม่ใช่เพียงการวัดความเร็ว แต่เป็นการทำความเข้าใจว่า DNA ความเป็น MINI ยังคงแข็งแกร่งเพียงใดในยุคที่ยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่าน และรุ่น Hot Hatch ที่ได้รับการปรับจูนจากโรงงานอย่างพิถีพิถันนั้น มีความแตกต่างจากรถบ้านและรถแข่งทั่วไปอย่างไร
เพื่อตอบรับกับงาน MINI Track Day 2025 ในครั้งนี้ ทาง MINI Thailand ได้ขนทัพรถยนต์ MINI แทบทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยมาร่วมทดสอบ ไล่เรียงตั้งแต่ Hatchback 3 ประตู, 5 ประตู, Convertible เปิดประทุน, Clubman 6 ประตู ไปจนถึง Countryman อเนกประสงค์ ครอบคลุมทุกความต้องการ
ด้วยข้อจำกัดด้านเวลาและจำนวนผู้เข้าร่วม เราจึงมีรถยนต์ภาคบังคับที่ทุกคนจะได้ขับ 3 รุ่นหลัก ได้แก่:
MINI John Cooper Works (JCW) Hatch 3 ประตู
MINI Cooper S Hatch 3 ประตู (พร้อมชุดแต่ง JCW Dress Up)
MINI Cooper S Convertible
และยังมีรุ่น “วิชาเลือกเสรี” ที่เราจะได้เลือกขับเพิ่มอีก 2 คันจากตัวเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของไลน์อัพ MINI ในปัจจุบัน:
MINI Cooper S Countryman ALL4 (F60 LCI)
MINI Cooper SE Countryman ALL4 (PHEV)
MINI Cooper S Clubman (F54 LCI)
MINI Cooper Electric (MINI F56 BEV)
ในฐานะที่เคยมีประสบการณ์กับรถยนต์หลากหลายประเภท ผมตัดสินใจเลือกที่จะสัมผัสกับความแปลกใหม่ และการเปลี่ยนแปลงของ MINI โดยเลือก MINI Cooper S Countryman ALL4 เพื่อดูว่ารถอเนกประสงค์ที่มีจุดศูนย์ถ่วงสูงขึ้น ยังคงรักษา DNA ความเป็น MINI ไว้ได้ดีเพียงใด และอีกคันที่ผมเลือกคือ MINI Cooper Electric (MINI F56 BEV) เพราะในยุค 2025 นี้ พลังงานไฟฟ้าคืออนาคตที่ทุกคนจับตามอง และผมต้องการทราบว่า “Go-Kart Feel” จะถูกถ่ายทอดออกมาอย่างไรเมื่อไร้เสียงเครื่องยนต์
ก่อนการทดสอบ คุณแสงอรุณ ช่างภาพมืออาชีพจากนิตยสาร GQ ที่มาคู่กับผม มีไอเดียที่ยอดเยี่ยม เขาเสนอว่าเราควรเริ่มต้นด้วยรถที่ทรงพลังที่สุดอย่าง JCW เพื่อเป็นการเปิดประสบการณ์ “สุดขีด” ก่อน ซึ่งเป็นความคิดที่ไม่เลวเลย เพราะหากเราขับ JCW เป็นคันสุดท้าย เครื่องยนต์อาจจะเริ่มล้า ยางอาจจะเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพการยึดเกาะไปแล้ว และการได้ขับ JCW หมายเลข 01 ซึ่งอยู่ข้างหลังรถของ Instructor (คุณเอส ซึ่งเป็นนักแข่งมืออาชีพ) ทำให้ผมมีโอกาสได้สังเกตเทคนิคการขับขี่แบบมืออาชีพไปด้วย
บทความนี้ไม่ใช่ First Impression หรือ Full Review ที่มีรายละเอียดครบถ้วน แต่เป็นการแบ่งปันบุคลิกและสิ่งที่ผมได้สัมผัสจากการขับขี่ MINI แต่ละคันบนสนามแข่งแก่งกระจาน พร้อมโบนัสพิเศษจากการขับขี่บนถนนจริงอีก 2 รุ่น เพื่อให้คุณผู้อ่านเห็นภาพรวมของการใช้งานจริงนอกสนามแข่ง เพราะในใจผมนั้นคิดว่าคงจะต้องติดต่อขอยืมรถมาทำ Full Review อีกครั้งในอนาคตอันใกล้
เจาะลึกสมรรถนะในสนาม: MINI รุ่นใหม่บนขีดสุดแห่งความท้าทาย
MINI John Cooper Works (JCW) Hatch 3 ประตู (F56 LCI) 2025
ราคาโดยประมาณ (อิงตามตลาดปัจจุบันและคาดการณ์ 2025): 3,500,000 – 3,700,000 บาท
เครื่องยนต์: B48A20B 2.0 ลิตร TwinPower Turbo
พละกำลัง: 231 แรงม้า ที่ 5,200-6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด: 320 นิวตันเมตร ที่ 1,250-4,800 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic Sport พร้อม Paddle Shift
น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 1,300 กิโลกรัม
ยาง: Pirelli P Zero หรือ Michelin Pilot Sport 4S (205/40 R18)
เบรก: คาลิเปอร์แดง 4 Pot พร้อมจานขนาด 330 มม.
เอกลักษณ์ของ JCW ยังคงชัดเจนด้วยชุดแต่งแอโรไดนามิกเฉพาะรุ่น, กันชนหน้า-หลัง, สเกิร์ต, สปอยเลอร์ John Cooper Works, ท่อไอเสียสปอร์ต และล้ออัลลอย 18 นิ้วลาย Cup Spoke ที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมระบบเบรกสมรรถนะสูง.
เครื่องยนต์ของ JCW คือหัวใจหลักที่ได้รับการปรับจูนจาก Cooper S 2.0 ลิตรปกติ (192 แรงม้า) ให้มีพละกำลังเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สิ่งที่น่าประทับใจคือกราฟแรงบิดแบบ Flat Torque ที่มาตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้ไม่ว่าจะกดคันเร่งในช่วงใด ก็พร้อมจะพุ่งทะยานได้อย่างต่อเนื่อง ยืดหยุ่นมากจนแค่กดคันเร่งเพียงครึ่งเดียวก็สามารถพาตัวรถไต่ขึ้นเนินชันในสนามได้อย่างสบาย หรือหากกดคันเร่งเต็มกำลัง ก็สามารถเร่งจาก 30 ไปถึง 140 กม./ชม. บนทางชันได้อย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษคือความไวของคันเร่งที่ทีม JCW เซ็ตมาได้อย่างลงตัว ไม่ใช่แบบ On/Off เหมือนสวิตช์ไฟ แต่สามารถควบคุมการถ่ายทอดพลังงานลงพื้นได้อย่างละเอียด รถขับหน้าที่มีแรงบิดสูงมักจะมีปัญหาวงล้อในโค้งหมุนฟรีเมื่อกดคันเร่งหนักเกินไปในจังหวะออกจากโค้ง U-Turn แต่กับ JCW ผมสามารถเลือกความลึกในการกดคันเร่งได้อย่างง่ายดาย ทำให้รถเร่งออกจากโค้งได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบอิเล็กทรอนิกส์มากนัก
เมื่อเข้าสู่โหมด Sport พวงมาลัยจะคมขึ้น ช่วงล่างจะแข็งตึงขึ้น และคันเร่งจะไวขึ้น เสียง “ปุปะปุ้งปั้ง” จากท่อไอเสียยามยกคันเร่ง เป็นลูกเล่นที่สร้างความเร้าใจในการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ใช่ระบบ Anti-lag แบบรถแรลลี่ แต่เป็นเสียงที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อความมันส์ล้วนๆ และเมื่อบี้คันเร่งมาอย่างรวดเร็วแล้วเบรกหนักๆ อย่างต่อเนื่อง ระบบเกียร์ Steptronic Sport 8 จังหวะ จะเปลี่ยนเกียร์ลงอย่างรวดเร็ว ตอบสนองความต้องการของ “ขาซิ่ง” ได้อย่างถึงใจ
พวงมาลัยของ JCW มีความไวที่กำลังดี ไม่ไวเกินไปในช่วงการหักเลี้ยวเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อหมุนพวงมาลัยในองศาที่มากขึ้น ก็จะรู้สึกถึงการตอบสนองที่แม่นยำและมีชีวิตชีวา ช่วงล่างมีความหนึบหนืดที่ลงตัวสำหรับการใช้งานแบบผสมผสานทั้งบนถนนและในสนามแข่ง แม้ในช่วงทางลงยาวที่พื้นถนนไม่เรียบ ซึ่งรถแข่งอย่าง Jazz GE ของตี้จะดีดดิ้นไปตามสภาพถนน แต่ JCW (ในโหมด Sport) จะดีดตัวให้พอรู้ว่าถนนไม่เรียบ แต่รถไม่เสียอาการจนเกินงาม
ระบบเบรกประสิทธิภาพสูงสร้างความมั่นใจได้เต็มเปี่ยม สามารถหน่วงความเร็วตามความลึกที่กดลงไปได้อย่างสม่ำเสมอ ระยะการเหยียบสั้นคล้ายรถสปอร์ต แต่มีน้ำหนักแป้นเบรกที่เบากว่า ทำให้ควบคุมแรงเบรกได้ง่าย และลดความเมื่อยล้าในการขับขี่ในสนาม
หากจะเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอดีตอย่าง VW Golf GTI ที่ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังและการควบคุมที่ดีเยี่ยม แต่มีข้อด้อยเรื่องเบรกที่จับไวเกินไป MINI JCW ในปี 2025 ได้เรียนรู้และนำสิ่งดีๆ ของ Hot Hatch จากเยอรมัน มาปรับปรุงและผสมผสานเข้ากับ DNA ของอังกฤษได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะการปรับจูนระบบเบรกให้มีความสมดุลของน้ำหนักแป้นกดที่ดีขึ้น แม้เกียร์คลัตช์คู่ของ VW อาจให้ความรู้สึกที่เร็วกว่าในจังหวะบางช่วง แต่ JCW ก็คือผลลัพธ์ของการสื่อสารที่เข้าใจกันระหว่างวิศวกรเยอรมันและอังกฤษ ที่สร้างสรรค์รถคันนี้ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ในใจลึกๆ ผมจะแอบหวังบุคลิกที่ดิบและดุดันกว่านี้ แต่ JCW คันนี้คือ MINI คันแรกที่ทำให้ผมรู้สึกอยากเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง!
MINI Cooper S Countryman ALL4 (F60 LCI) 2025
ราคาโดยประมาณ: 2,500,000 – 2,800,000 บาท
เครื่องยนต์: B48A20A 2.0 ลิตร TwinPower Turbo
พละกำลัง: 178 แรงม้า ที่ 5,000-5,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด: 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic Sport
น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 1,600 กิโลกรัม (ALL4)
การกระโดดจาก JCW อันดุดัน มาสู่ Countryman ALL4 อาจดูเหมือนเป็นการลดทอนอารมณ์ความเร้าใจลง แต่สำหรับ Countryman ในปี 2025 นี้ MINI ได้พัฒนาให้มันเป็นรถอเนกประสงค์ที่ยังคงรักษา “Go-Kart Feel” ไว้ได้อย่างน่าประทับใจ แม้จะมีน้ำหนักตัวและจุดศูนย์ถ่วงที่สูงกว่า Hatchback ทั่วไป แต่ด้วยระบบขับเคลื่อน ALL4 (All-Wheel Drive) และการปรับจูนช่วงล่างที่ยอดเยี่ยม ทำให้มันสามารถตอบสนองการขับขี่ในสนามได้อย่างเหนือความคาดหมาย
พละกำลังจากเครื่องยนต์เบนซิน TwinPower Turbo 2.0 ลิตร 178 แรงม้า อาจไม่ดุดันเท่า JCW แต่ก็เพียงพอที่จะพาตัวรถขนาด 1.6 ตัน พุ่งทะยานขึ้นเนินชันได้อย่างราบรื่น แรงบิด 280 นิวตันเมตรที่มาตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้การเร่งแซงเป็นไปอย่างมั่นใจ และเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic Sport ก็ทำงานได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว ตอบสนองการสั่งการได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่โดดเด่นของ Countryman ALL4 คือช่วงล่างที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างน่าประทับใจ มันมอบความนุ่มนวลที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ก็ไม่ยวบยาบจนทำให้เสียความมั่นใจเมื่อเข้าโค้งในสนาม ผมสามารถเข้าโค้งแต่ละโค้งด้วยความเร็วที่สูงกว่าที่คาดไว้มาก ตัวรถมีการทรงตัวที่ดีเยี่ยม การควบคุมการโยนตัวของตัวถังทำได้อย่างอยู่หมัด อาการหน้าดื้อหรือไถลออกนอกแนววิ่งไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ตราบใดที่เรายังขับขี่ในขีดจำกัดที่สมเหตุสมผล ยางสมรรถนะสูงที่ติดตั้งมาให้ยังคงให้การยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม สร้างความมั่นใจในการขับขี่ได้อย่างเต็มที่
พวงมาลัยของ Countryman ALL4 ให้ความแม่นยำในการควบคุมที่ดีเยี่ยม มีน้ำหนักที่เหมาะสม ไม่ไวเกินไปในย่านความเร็วต่ำ แต่ก็ให้ความกระฉับกระเฉงในการหักเลี้ยวเมื่อใช้ความเร็วสูง การตอบสนองของพวงมาลัยถูกปรับให้เข้ากับบุคลิกของรถอเนกประสงค์มากขึ้น ทำให้การขับขี่ทางไกลเป็นไปอย่างสบาย แต่ก็ยังคงความสนุกในแบบฉบับ MINI ไว้ได้อย่างครบถ้วน
Countryman ALL4 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถ MINI ที่ผสมผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ เข้ากับความอเนกประสงค์ พื้นที่ภายในกว้างขวาง สามารถโดยสารได้อย่างสะดวกสบาย และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายก็เพียงพอสำหรับการเดินทางไกลหรือการขนสัมภาระจำนวนมาก ด้วยความสามารถในการลุยได้ในระดับหนึ่งจากระบบ ALL4 ทำให้มันเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัย แต่ยังคงต้องการ “Go-Kart Feel” ของ MINI
MINI Cooper Electric (MINI F56 BEV) 2025
ราคาโดยประมาณ: 2,300,000 – 2,600,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย)
มอเตอร์ไฟฟ้า: มอเตอร์ซิงโครนัสแบบแม่เหล็กถาวร
พละกำลัง: 184 แรงม้า (Cooper E) หรือ 218 แรงม้า (Cooper SE)
แรงบิดสูงสุด: 290 นิวตันเมตร (Cooper E) หรือ 330 นิวตันเมตร (Cooper SE)
แบตเตอรี่: Lithium-ion 40.7 kWh (Cooper E) หรือ 54.2 kWh (Cooper SE)
ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP): ประมาณ 300-400 กิโลเมตร
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ Single-speed
น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 1,450 กิโลกรัม
การได้ลองขับ MINI Cooper Electric บนสนามแก่งกระจานในปี 2025 ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง มันคือบทพิสูจน์ว่า “Go-Kart Feel” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เครื่องยนต์สันดาปภายในอีกต่อไป แต่สามารถถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยขุมพลังไฟฟ้า
ทันทีที่กดคันเร่งออกจากจุดสตาร์ท แรงบิดมหาศาลที่มาอย่างฉับพลันก็พาตัวรถพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ อัตราเร่งแบบ 0-100 กม./ชม. ที่ทำได้ในเวลาไม่ถึง 7 วินาทีสำหรับ Cooper SE ทำให้ผมรู้สึกถึงพลังที่แตกต่างจาก MINI เครื่องยนต์เบนซินอย่างสิ้นเชิง การไร้ซึ่งการเปลี่ยนเกียร์ทำให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่มีอาการรอรอบหรือสะดุดใดๆ การเร่งแซงบนทางตรงยาวทำได้อย่างน่าประทับใจ และการไต่ขึ้นเนินชันก็เป็นไปอย่างง่ายดาย
สิ่งที่ผมประทับใจมากที่สุดคือการควบคุมรถที่ยังคงเป็นเอกลักษณ์ของ MINI ด้วยแบตเตอรี่ที่วางอยู่ใต้พื้นรถ ทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลง ส่งผลให้ตัวรถมีความมั่นคงในการเข้าโค้งอย่างเหลือเชื่อ พวงมาลัยให้ความแม่นยำและตอบสนองที่ฉับไว ทำให้การหักเลี้ยวและการเปลี่ยนทิศทางเป็นไปอย่างคล่องแคล่วราวกับรถ Go-Kart ช่วงล่างที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างพิถีพิถันยังคงให้ความรู้สึกหนึบแน่น แต่ก็ยังสามารถซับแรงกระแทกได้ดีในระดับหนึ่ง
ระบบเบรกทำงานร่วมกับระบบสร้างพลังงานกลับ (Regenerative Braking) ได้อย่างลงตัว ทำให้สามารถควบคุมความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยชาร์จพลังงานกลับคืนสู่แบตเตอรี่ได้อีกด้วย การปรับระดับการสร้างพลังงานกลับทำได้หลายระดับ ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้
MINI Cooper Electric ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้าที่ขับสนุกเท่านั้น แต่ยังเป็นรถที่ชาญฉลาดและเต็มไปด้วยเทคโนโลยี ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยหน้าจอแสดงผลทรงกลมที่เป็นเอกลักษณ์ของ MINI ผสมผสานกับแผงหน้าปัดดิจิทัลที่ทันสมัย ระบบ infotainment ที่ใช้งานง่าย และการเชื่อมต่อที่ครบครัน
สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์พรีเมียมขนาดเล็กที่ขับสนุก เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเต็มไปด้วยนวัตกรรม MINI Cooper Electric คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอนาคตของ MINI นั้นสดใส และ “Go-Kart Feel” สามารถคงอยู่ได้ไม่ว่าขุมพลังจะเปลี่ยนไปในรูปแบบใดก็ตาม
MINI Cooper S Convertible (F57 LCI) 2025
ราคาโดยประมาณ: 3,100,000 – 3,300,000 บาท
เครื่องยนต์: B48A20A 2.0 ลิตร TwinPower Turbo
พละกำลัง: 178 แรงม้า ที่ 5,000-5,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด: 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัตช์คู่
น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 1,400 กิโลกรัม
หลังจากสัมผัสพลังดิบของ JCW และความล้ำสมัยของ Cooper Electric ผมได้กลับมานั่งใน MINI Cooper S Convertible อีกครั้ง ซึ่งนอกจากจะโดดเด่นด้วยแถบสีบนฝากระโปรงแล้ว ยังมาพร้อมหลังคาผ้าใบที่กาง/เก็บด้วยระบบไฟฟ้า และลวดลายธงชาติอังกฤษบนหลังคาอันเป็นเอกลักษณ์
ก่อนจะลงสนาม ผมอดไม่ได้ที่จะชื่นชมภายในห้องโดยสารของ Cooper S Convertible ที่สวยงามและถูกจริตอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นชุดเข็มมาตรวัดความเร็วที่ย้ายมาอยู่ตรงหน้าคนขับ หน้าจอ MINI Head-Up Display ที่ใช้งานได้ดี เบาะหนังเย็บตะเข็บลายข้าวหลามตัด หรือการเลือกใช้สีสันและสวิตช์ต่างๆ ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับความคลาสสิกได้อย่างลงตัว มันไม่ใช่ความหวือหวาที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่เป็นความละเมียดละไมที่หอมหวานและน่าจดจำ
เครื่องยนต์ B48A20A 2.0 ลิตร TwinPower Turbo ให้พละกำลัง 178 แรงม้า และแรงบิด 280 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัตช์คู่ การออกตัวและอัตราเร่งไม่ต่างจาก JCW มากนักในช่วงต้น แรงบูสต์มาไว ทำให้รู้สึกถึงแรงดึงที่หนักแน่นตั้งแต่รอบต่ำ แต่ในช่วงปลาย JCW ที่มีแรงม้ามากกว่าจะทำได้ดีกว่าอย่างชัดเจน
ก่อนที่จะออกตัวลงสนาม ผมถามทีมงานว่า “ไหนๆ ก็ขับรุ่น Convertible แล้ว ขอเปิดหลังคาขับรอบแทร็กได้ไหมครับ?” ซึ่งคำตอบคือ “ได้!” และนี่คือประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือน การได้ขับรถเปิดประทุนในสนามแข่งที่สวยงามเช่นแก่งกระจาน พร้อมสัมผัสสายลมและได้ยินเสียงเครื่องยนต์รวมถึงเสียง “Crackle” จากท่อไอเสียในโหมด Sport อย่างชัดเจน มันคือความรู้สึกที่หาได้ยากและเป็นเอกลักษณ์ของ Convertible อย่างแท้จริง
ช่วงล่างและการตอบสนองของพวงมาลัยของ Cooper S Convertible มีบุคลิกคล้ายกับ JCW เพียงแต่ในโหมดปกติ โช้คอัพ Dynamic Damper จะมีความนุ่มนวลกว่าเล็กน้อย ทำให้การเข้าโค้งในความเร็วสูงมากๆ อาจมีอาการโยนตัวบ้าง แต่ก็ยังให้ความมั่นใจได้อย่างเต็มที่
จุดที่ต้องยอมรับคือเรื่องน้ำหนักตัวที่มากกว่า Hatchback ทั่วไป เนื่องจากการเสริมโครงสร้างตัวถังให้แข็งแกร่งเพื่อชดเชยการไม่มีหลังคา รวมถึงชุดมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับกลไกหลังคา ทำให้ตัวรถหนักกว่า JCW เล็กน้อย ประกอบกับช่วงล่างที่นุ่มกว่า ทำให้การเลี้ยวโค้งอาจไม่คมเท่า JCW อย่างไรก็ตาม ด้วยระบบ DSC (Dynamic Stability Control) ที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รถก็จะพยายามแก้ไขอาการต่างๆ ให้กลับมาอยู่ในไลน์ได้อย่างปลอดภัย
ถ้าเป้าหมายของคุณคือการทำเวลาในสนามแข่ง Cooper S Convertible อาจไม่ใช่ตัวเลือกแรก แต่สิ่งที่ได้มาทดแทนคือประสบการณ์การขับขี่แบบเปิดประทุนที่เปี่ยมด้วยอารมณ์ มันเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์พรีเมียมที่ขับสนุก มีสไตล์ คลาสสิก และสามารถพาไปงานสังคมได้อย่างสง่างาม ด้วยงบประมาณ 3 ล้านบวกลบ MINI Cooper S Convertible คือทางเลือกที่ลงตัวอย่างยิ่ง
การขับขี่บนถนนจริง: MINI คู่ใจในชีวิตประจำวัน 2025
หลังจากปลดปล่อยพลังบนสนามแข่ง ทีมงาน MINI Thailand ได้จัดเตรียมรถให้เราขับกลับไปยังที่พักในชะอำ เพื่อให้เราได้สัมผัสกับ MINI ในสภาพการจราจรและถนนจริง ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะตอบคำถามของหลายๆ คนที่สนใจจะซื้อ MINI มาใช้งานในชีวิตประจำวัน
MINI Cooper S Clubman (F54 LCI) 2025
ราคาโดยประมาณ: 2,700,000 – 3,000,000 บาท
เครื่องยนต์: B48A20A 2.0 ลิตร TwinPower Turbo
พละกำลัง: 178 แรงม้า ที่ 5,000-5,500 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด: 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350-4,600 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัตช์คู่
น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 1,450 กิโลกรัม
คันแรกที่ผมเลือกขับกลับคือ Clubman Cooper S ด้วยเหตุผลที่ว่าขนาดตัวรถที่กว้างขวางที่สุด บวกกับการจูนช่วงล่างและเครื่องยนต์ที่เหมาะสำหรับการขับขี่ท่องเที่ยวและใช้งานในชีวิตประจำวัน
Clubman Cooper S ให้ความรู้สึกที่มั่นคงและนุ่มนวลกว่ารถ Hatchback ทั่วไป ช่วงล่างที่จูนมาอย่างสมดุล เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ด้วยความเร็วสูงอย่างผู้ใหญ่ สามารถใช้ความเร็วระดับ 130-140 กม./ชม. ได้อย่างนิ่งๆ โดยไม่รู้สึกเหนื่อยล้า การเร่งแซงทำได้อย่างมั่นใจด้วยพละกำลัง 178 แรงม้า และแรงบิด 280 นิวตันเมตร ที่มาตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้ไม่ต้องเค้นเครื่องยนต์มากนัก
แม้จะไม่มี Head-Up Display หรือช่วงล่างปรับความแข็งได้แบบ JCW แต่การตั้งค่ามาตรฐานของ Clubman ก็ยังคงรักษา DNA ของ MINI ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม โดยคำนึงถึงความสะดวกสบายของผู้โดยสารเป็นสำคัญ เมื่อวิ่งผ่านหลุมบ่อขนาดใหญ่หรือถนนคอนกรีตที่ชำรุด ผมไม่จำเป็นต้องเกร็งตัวเพื่อรับแรงกระแทก ช่วงล่างสามารถซับแรงกระแทกได้ดีกว่าที่คาดไว้ ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและสบาย
พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาด 360 ลิตร (โดยไม่ต้องพับเบาะ) ให้พื้นที่ที่กว้างขวางเทียบเท่ากับรถครอสโอเวอร์ญี่ปุ่นขนาดกลาง และเมื่อพับเบาะลงก็สามารถเพิ่มพื้นที่ได้มหาศาล ทำให้ Clubman เป็นรถที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายได้อย่างลงตัว
สิ่งที่อาจเป็นข้อสังเกตสำหรับรถยนต์ระดับราคา 2-3 ล้านบาท คือเรื่องออปชันบางอย่างที่อาจจะไม่ได้ครบครันเท่าคู่แข่งในบางเซกเมนต์ อย่างไรก็ตาม Clubman Cooper S ก็ยังคงโดดเด่นด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ภายในที่ตกแต่งอย่างประณีต และคุณภาพการประกอบระดับพรีเมียม
MINI John Cooper Works (JCW) Hatch 3 ประตู (F56 LCI) 2025 (บนถนนจริง)
ส่วนขากลับจากที่พักไปยังสนามแข่ง ผมไม่ลังเลที่จะเลือก JCW 231 แรงม้า อีกครั้ง เพราะต้องการทราบว่ารถที่เจ๋งในสนามแข่งเช่นนี้ จะยังให้ความรู้สึกที่ดีในการขับขี่บนถนนจริงหรือไม่
ผลลัพธ์เป็นไปตามคาด แน่นอนว่าคุณไม่ควรคาดหวังความนุ่มนวลสูงสุดจากยางแก้มบางขนาด 205/40 R18 แต่เมื่อขับขี่บนถนนเพชรเกษมที่เรียบเนียน และปล่อยช่วงล่างไว้ในโหมดปกติ JCW ก็ยังคงมอบความนุ่มนวลที่สัมผัสได้ ไม่ได้กระด้างจนสะเทือนแบบรถญี่ปุ่นที่ใส่สตรัทปรับเกลียวแล้วขันไว้แข็งๆ แต่มันคือความหนืดที่ให้ความมั่นคงและสบายในระดับที่วัยรุ่นชื่นชอบ
การเข้าออกรถของ JCW Hatch อาจไม่สะดวกสบายเท่า Countryman หรือ Clubman แต่ก็ต้องยอมรับว่า MINI Hatch รุ่นใหม่นี้ ได้รับการออกแบบให้เป็นมิตรกับผู้ขับขี่ที่มีสรีระที่หลากหลายมากขึ้น การลุกเข้าออกทำได้ง่ายกว่ารถขับหลังขนาดใกล้เคียงกันหลายรุ่น
หากไม่นับเรื่องช่วงล่างที่อาจจะตึงตังบ้าง และยางแก้มบางที่ต้องระมัดระวังเมื่อตกหลุม สิ่งที่เหลืออยู่คือรถยนต์ที่เปรียบเสมือนมีดพับสวิสอาร์มี มีลูกเล่นซ่อนอยู่มากมาย ไม่ว่าคุณจะต้องการใช้มันทำอะไร JCW ก็พร้อมจะปฏิบัติตามได้อย่างเหมาะสม เกียร์ Steptronic Sport 8 จังหวะ ทำงานได้อย่างรวดเร็วและนุ่มนวลในโหมดปกติ สามารถเลือกจังหวะเกียร์ที่เหมาะสมตามความลึกของคันเร่งได้อย่างชาญฉลาด ทำให้แม้จะขับขี่อย่างเร่งรีบก็ยังไม่จำเป็นต้องใช้ Paddle Shift เลยด้วยซ้ำ
ในที่สุด หลังจากที่หลายแบรนด์คู่แข่งเริ่มถอนตัวจากตลาด Hot Hatch ขับหน้า 4 สูบเทอร์โบที่เคยเป็นตำนาน ผมพยายามค้นหารถที่สามารถมอบความประทับใจจากการผสมผสานความมันส์กับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และในปี 2025 นี้ MINI JCW ได้ถูกปรุงแต่งมาได้อย่างใกล้เคียงที่สุด แม้จะมีบุคลิกที่แตกต่างจาก Golf GTI ในอดีต ซึ่ง GTI อาจให้พละกำลังและความสะใจจากเกียร์ DSG ที่ยอดเยี่ยม แต่ MINI มอบรสชาติที่ใกล้เคียงกัน พร้อมเพิ่มความโดดเด่นด้านการออกแบบและตกแต่งที่ไม่มีวันเบื่อ
MINI ในตลาด 2025: ทางเลือกที่เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์และเหตุผล
ตลอดเวลาที่ผมเขียนบทความนี้ ผมพยายามระมัดระวังอย่างมากที่จะไม่มองข้ามข้อเสีย หรือชมจนเกินจริง เพราะโดยปกติแล้ว นอกจากจะชื่นชม ผมก็ต้องมองหาจุดอ่อนของรถไปด้วยเสมอ แต่กับ MINI รุ่นใหม่เหล่านี้ ข้อเสียที่ชัดเจนมากๆ กลับไม่ใช่เรื่องของประสิทธิภาพตัวรถเป็นหลัก แน่นอนว่า Cooper S Countryman อาจไม่แรงเท่า JCW หรือ Cooper S Clubman อาจขาดออปชันบางอย่างไปบ้าง แต่รุ่นอื่นๆ ต่างก็มีจุดขายที่โดดเด่นของตัวเองอย่างชัดเจน
คำถามจึงอยู่ที่เรื่องของ “ราคา” และ “อารมณ์” ครับ
บางคนอาจจะบอกว่า “คนที่อยากได้ MINI ก็ต้องเลือก MINI มาเป็นอันดับ 1” ผมก็ไม่เถียง เพราะความรักสามารถชนะทุกสิ่งได้ เช่นเดียวกับที่ผมชื่นชอบสาวแว่นตัวอวบเล็กน้อยมากกว่าคนที่หุ่นเพอร์เฟกต์ตามอุดมคติของผู้ชายส่วนใหญ่ แต่เราก็ต้องมองในมุมของผู้ที่พิจารณารถทุกแบรนด์และทุกประเภทอย่างเท่าเทียมกัน โลกนี้มีทั้งคนที่บอกว่า “ฉันอยากได้ MINI และฉันจะซื้อ MINI” และคนที่บอกว่า “ฉันมีเงิน 3 ล้านบาท และต้องการรถยุโรปสักคัน” คนสองกลุ่มนี้จะมองต่างกัน
สำหรับคนที่หลงใหลใน MINI อย่างถอนตัวไม่ขึ้น เราคงไม่จำเป็นต้องถกเถียงกันมากนัก เพราะผมได้พูดไปแล้วว่า MINI JCW คือรถที่ผสมผสานความดีงามของดีไซน์อังกฤษเข้ากับวิศวกรรมเยอรมันได้อย่างลงตัวที่สุด จนกลายเป็น MINI คันแรกที่ทำให้ผมอยากได้จนตัวสั่น
แต่สำหรับคนที่มองเม็ดเงินเทียบกับสิ่งที่ได้ คุณจะพบว่า หากคุณเตรียมเงินไว้สำหรับ Clubman Cooper S คุณอาจมีเงินเหลือพอที่จะซื้อ BMW 320i หรือแม้แต่ 330e Sport ที่มีออปชันครบครันกว่า ได้พลังมหาศาลและประหยัดน้ำมันกว่ามาก…แต่คุณก็จะไม่ได้ “MINI”
หรือหากคุณต้องการรถยุโรปที่ปราดเปรียวกว่าใคร ต้องการพละกำลัง 200 แรงม้าบวกลบ คุณอาจลองพิจารณา Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic หรือ BMW 118i M Sport ที่ราคาใกล้เคียงหรือถูกกว่า MINI JCW Dress Up คุณจะได้อุปกรณ์ครบครัน ได้แรงสะใจ และได้แบรนด์เยอรมันที่โดดเด่น
ถ้าคุณต้องการทั้งพลังและรถสปอร์ต 2 ที่นั่งจริงๆ มีหลังคาแข็งพับได้ คุณเพิ่มเงินอีกเล็กน้อยจากค่าตัว JCW ก็สามารถเป็นเจ้าของ Porsche 718 Cayman มือสอง หรือ Mercedes-Benz SLC 300 มือสองได้ ซึ่งจะมอบประสบการณ์การขับขี่สปอร์ตที่แท้จริง
ผมเขียนเช่นนี้ ผู้ที่รัก MINI อาจจะรู้สึกไม่พอใจ แต่เราต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่าการเลือก MINI มาขับนั้น ไม่ใช่ทางเลือกที่สมบูรณ์แบบในเชิงเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ทั้งหมดใช่ไหมครับ? มันคือ “อารมณ์” และ “ความหลงใหล” ที่นำเรามาสู่จุดนี้เป็นอันดับแรก
แต่สิ่งที่คุณควรภาคภูมิใจก็คือ ภายใต้ทางเลือกที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์เหล่านั้น วิศวกรของ MINI ได้พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสร้าง “เหตุผล” ดีๆ มารองรับการตัดสินใจจ่ายเงินของคุณ ทำให้คุณสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่ารถ MINI มีข้อดีให้สัมผัสได้หลายจุด เป็นรถที่ผู้คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปรับบุคลิกของตัวเองให้รองรับกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ โดยผู้คนหลายเพศ หลายวัย หลายสรีระได้มากขึ้น
สำหรับผม แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนจิตใจของคนที่เคยไม่ชอบ MINI ให้หันมาเริ่มรักแบรนด์นี้ได้ในที่สุด!
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่หลงใหลในความเร็วบนสนามแข่ง หรือกำลังมองหารถยนต์พรีเมียมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ MINI ในปี 2025 พร้อมแล้วที่จะมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับคุณ เชิญสัมผัสและทดลองขับ MINI รุ่นล่าสุดได้ที่ผู้จำหน่าย MINI ทั่วประเทศวันนี้ เพื่อค้นหาว่า ‘Go-Kart Feel’ ในแบบฉบับของคุณเป็นอย่างไร!

