• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N1111039 งเกตในม อน กมายากลคนน ให ใช มายากลหลอกเง นคนอ นเป นแสน part2

admin79 by admin79
November 6, 2025
in Uncategorized
0
N1111039 งเกตในม อน กมายากลคนน ให ใช มายากลหลอกเง นคนอ นเป นแสน part2

ย้อนกลับไปเมื่อก่อน ถ้ามีใครพูดถึง “แก่งกระจาน” ภาพแรกที่ผุดขึ้นในความคิดผมมักจะเป็นความทรงจำของเขื่อน ท้องทุ่งสีเขียวชอุ่ม สายน้ำเย็นฉ่ำ และขุนเขาอันเงียบสงบ สถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศธรรมชาติได้เต็มอิ่ม ผมเองอาจไม่ใช่คนที่จะไปเยือนแก่งกระจานบ่อยครั้งนัก แต่ก็ยอมรับว่าความงดงามของธรรมชาติที่นั่นได้เคยโอบอุ้มจิตใจผมไว้หลายครั้ง ไม่ว่าจะยามที่ต้องการปล่อยความคิดให้ไหลไปตามกระแสน้ำ หรือกระทั่งกระแสความผิดหวังในชีวิต การขับรถมุ่งหน้าไปตามท้องทุ่งที่ไม่คุ้นเคย นั่งปล่อยใจริมสายน้ำใส หรือแช่กายในลำธารเย็น ๆ เพื่อ “รีเซ็ต” ตัวเองก่อนกลับไปเผชิญหน้ากับความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่แก่งกระจานมอบให้ผมเสมอมา

แต่ใครจะคาดคิดว่าในวันนี้ ปี 2025 คำว่า “แก่งกระจาน” ได้เปลี่ยนความหมายในใจผมไปอย่างสิ้นเชิง จากสถานที่แห่งความสงบ กลายเป็นศูนย์รวมแห่งความเร้าใจในโลกมอเตอร์สปอร์ต เพราะสิ่งที่ผมเห็นตรงหน้าคือ สนามแข่งรถที่ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยความยาวกว่า 2.4 กิโลเมตร ที่ผสมผสานทั้งทางขึ้น-ลงเขา โค้งยาว โค้งหักศอกรูปตัว “ก” และโค้ง S อันเป็นเอกลักษณ์ เมื่อมองจาก Paddock สนามแห่งนี้สะท้อนภาพของสนามแข่งระดับตำนานอย่าง Brands Hatch ของอังกฤษ ผสมผสานกับความท้าทายแบบไทย ๆ ของพีระเซอร์กิต แต่ก็ยังคงมีสไตล์และความท้าทายในแบบของตัวเอง มันเป็นสนามที่ดูเหมือนจะขับง่ายหากขับช้าๆ แต่ยิ่งคุณตั้งใจจะรีดความเร็วออกมาเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งพบกับ “กับดัก” ที่รอคอย ไม่ว่าจะเป็นพื้นแทร็กที่มีความหลากหลาย บางจุดมีฝุ่นทรายเล็กน้อย พื้นผิวถนนบางส่วนที่เรียบกริบสลับกับความไม่สมบูรณ์ที่ต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้ขับขี่ในการรับมือ ซึ่งพี่ฉ่าง อาคม รวมสุวรรณ แห่งไทยรัฐ เคยย้ำกับผมเสมอว่า “อย่าประมาทสนามแห่งนี้เด็ดขาด” เพราะมีจุดหักมุมและทางลงยาวที่สามารถส่งรถให้ทะยานความเร็วได้สุดใจ แต่ถ้าเผลอกำพวงมาลัยไม่แน่นพอ หรือเบรกช้าเกินไปเพียงเสี้ยววินาที จุดจบอาจอยู่ตรงโค้ง S ขวาอันท้าทาย

สนามแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นจากความฝันและความมุ่งมั่นของกลุ่มนักแข่งที่ต้องการสนามใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของมอเตอร์สปอร์ตไทยในอดีต รวมถึงการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ขาซิ่งบนถนนได้มาปลดปล่อยพลังอย่างถูกที่ถูกทาง และด้วยความทุ่มเทอย่างหนัก ทำให้สนามแห่งนี้ถูกสร้างเสร็จภายในเวลาอันน่าทึ่งเพียง 10 เดือนเท่านั้น ซึ่งนับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่หลายคนยังคงกล่าวขวัญถึงจนถึงวันนี้ ในฐานะคนที่อยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตมานานกว่า 10 ปี ผมมีโอกาสนำรถส่วนตัวที่เคยใช้ลงสนามมาทดลองขับที่นี่หลายครั้ง ก่อนที่จะมีโอกาสได้สัมผัสยนตรกรรมพรีเมียมจากค่ายดังอย่าง MINI ทำให้ผมเข้าใจสัจธรรมอย่างหนึ่งว่า ที่แก่งกระจานแห่งนี้ รถขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ที่มีระบบเบรกและยางประสิทธิภาพสูง มักจะทำเวลาได้ดีกว่ารถพลังแรงมหาศาลที่ไม่ได้มีการเซ็ตอัพช่วงล่างและระบบเบรกมาอย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นการยืนยันว่า “สมดุล” คือกุญแจสำคัญ ไม่ใช่แค่พละกำลังเพียงอย่างเดียว

ผมเองก็เคยลองนำรถคู่ใจอย่าง Tiida (ซึ่งปัจจุบันแทบจะกลายเป็นรถคลาสสิกไปแล้วในยุค 2025) ที่ยังคงใช้ล้อและยางเดิม (วิ่งมาแล้วกว่า 50,000 กิโลเมตร) รวมถึงระบบเบรกเดิม (เปลี่ยนแค่ผ้าเบรก) ลงสนาม ด้วยความหวังว่าแรงม้า 170 ตัวที่ล้อจะช่วยกอบกู้หน้าได้บ้าง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เพราะแม้แต่ Civic FD 1.8 ลิตร ที่เครื่องยนต์เดิมๆ แต่เปลี่ยนมาใช้ยางสมรรถนะสูงอย่าง AD08 พร้อมช่วงล่างและระบบเบรกที่ปรับแต่งมาอย่างดี ก็สามารถทิ้งผมไปแบบไม่เห็นฝุ่น หรือเมื่อได้ลองขับ Jazz GE ที่จูนมาเพื่อลงสนามโดยเฉพาะของเพื่อนสนิทอย่างเจ้าตี้ (ซึ่งเป็นนักแข่งมืออาชีพในรุ่น 1,500 ซีซี) ก็ยิ่งตระหนักว่ารถเกียร์ธรรมดาที่มีแรงม้าน้อยกว่ารถผมถึง 14 ตัว แต่มีอุปกรณ์ครบครัน ทั้งเบรก ยาง ช่วงล่าง และลิมิเต็ดสลิป สามารถทำเวลาได้เร็วกว่า Best Time ของผมหลายวินาที แม้กระทั่งในรอบแรกที่ผมยังไม่คุ้นชินกับรถและยังสับเกียร์พลาด นั่นทำให้ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการ “จูน” รถให้เข้ากับสภาพสนามและการใช้งานอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นบทเรียนล้ำค่าที่เตรียมผมให้พร้อมสำหรับการทดสอบรถยนต์พรีเมียมอย่าง MINI ในวันนั้น

MINI ในยุค 2025: การผสานรวมที่สมบูรณ์แบบ

ในวันนี้ ยนตรกรรม MINI ที่ผมและเพื่อนสื่อมวลชนได้รับเชิญมาสัมผัส ไม่ใช่รถบ้านธรรมดา หรือรถแข่งเต็มตัว แต่เป็นรถ “Hot Hatch” ที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างประณีตจากโรงงาน เพื่อมอบประสบการณ์ขับขี่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง และด้วยสถานการณ์ตลาดรถยนต์โลกในปี 2025 ที่เน้นหนักไปทางเทคโนโลยีล้ำสมัย ระบบไฟฟ้า และการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ MINI ก็ได้นำเสนอรถยนต์ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ดังกล่าวได้อย่างลงตัว โดยมีการนำ MINI เกือบทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน มาให้เราได้ทดลองขับอย่างเต็มที่ ตั้งแต่ Hatchback, Convertible, Clubman ไปจนถึง Countryman ซึ่งล้วนแต่ได้รับการอัปเกรดให้ตอบโจทย์ยุคสมัยใหม่

เพื่อความสมบูรณ์แบบในการทดสอบและบริหารเวลา ทีมงานได้จัดรถภาคบังคับ 3 รุ่นให้ทุกคนได้ขับ เพื่อสัมผัส DNA หลักของ MINI อย่างทั่วถึง ได้แก่

MINI John Cooper Works (JCW) Hatch: สุดยอดสมรรถนะที่ผสมผสานความแรงเข้ากับความคล่องตัว (เน้นย้ำถึงรุ่นใหม่ล่าสุดที่ยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาปประสิทธิภาพสูง แต่ผสานเทคโนโลยี Mild-Hybrid หรือเป็นรุ่น Electric เต็มตัวในบางตลาด)
MINI Cooper S JCW Pro Pack: รุ่น Cooper S ที่มาพร้อมชุดแต่ง JCW รอบคัน ให้ลุคสปอร์ตเต็มตัวในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น (ปัจจุบันคือการปรับแต่งจากโรงงานที่เน้นภาพลักษณ์ JCW)
MINI Cooper S Convertible: เปิดประสบการณ์ขับขี่ไร้หลังคา ที่ยังคงความสนุกและสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์

นอกจากนี้ ยังมีรถภาคเลือกเสรีอีกหลายรุ่น ที่ให้โอกาสเราได้เลือกขับอีก 2 คัน เพื่อสำรวจความหลากหลายของแบรนด์ MINI ไม่ว่าจะเป็น MINI Cooper D Countryman (ซึ่งในตลาด 2025 อาจเป็น Cooper SE Countryman ALL4 หรือ Cooper S Countryman AWD ที่เน้นความประหยัดและรักษ์โลกมากขึ้น), MINI Cooper SD ALL4 Countryman Parklane (ปัจจุบันอาจเป็นรุ่น Cooper JCW Countryman ALL4 หรือรุ่นไฟฟ้าเต็มตัว), MINI Cooper D Clubman (ปัจจุบันอาจเป็น Clubman S หรือ JCW ที่เน้นความพรีเมียมและประสิทธิภาพ), และ MINI Cooper S Clubman (เน้นสมรรถนะและความเอนกประสงค์)

ผมตัดสินใจเลือกรุ่นที่อาจดูขัดใจไปบ้างอย่าง Cooper D Countryman (หรือในบริบท 2025 อาจเทียบได้กับ Cooper SE Countryman ALL4) ซึ่งเป็นรุ่นที่มีกำลังน้อยที่สุดและราคาจับต้องได้มากที่สุดในกลุ่มรถที่เลือกได้ ผมอยากรู้ว่า DNA ความเป็น Go-Kart และแนวคิด “Fun to Drive” อันเป็นหัวใจของ MINI จะยังคงหลงเหลืออยู่ในรถที่เน้นสมรรถนะน้อยที่สุดในวันนั้นมากน้อยเพียงใด และรถอีกคันที่ผมเลือกคือ Cooper D Clubman (เทียบได้กับ Cooper S Clubman ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่มาพร้อมขุมพลังดีเซลรุ่นใหม่จาก BMW (หรือเครื่องยนต์เบนซิน/ไฮบริดที่ปรับปรุงใหม่ในรุ่นปัจจุบัน) และยังเป็น MINI ที่มีภายในกว้างขวาง นั่งสบายที่สุด นี่ไม่ใช่แค่การเลือกสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เป็นการเลือกเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างและค้นหาจุดเด่นของแต่ละรุ่นอย่างแท้จริง

ผมจับคู่กับคุณแสงอรุณ ช่างภาพมืออาชีพจากนิตยสาร GQ ในวันนั้น เราเห็นตรงกันว่าควรเริ่มต้นจากรถที่แรงน้อยที่สุดก่อน แล้วค่อยขยับไปหารุ่นที่ทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ แต่คุณแสงอรุณมีไอเดียที่ดีกว่า คือการ “เปิดซิง” ด้วย JCW อันดุดันก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นความคิดที่ชาญฉลาด เพราะหากเราเก็บ JCW ไว้ขับเป็นคันสุดท้าย เครื่องยนต์และยางอาจเริ่มล้าจากการใช้งานหนักของรถคันอื่นๆ อีกทั้งการได้ขับ JCW คันแรกสุด หมายเลข 01 ยังทำให้ผมมีโอกาสตามหลังรถของ Instructor ที่ขับโดยมืออาชีพอย่าง “พระเอส” (ขออนุญาตเอ่ยชื่อด้วยความเคารพในสถานะปัจจุบันของท่าน) ซึ่งเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สังเกตและเรียนรู้เทคนิคการขับขี่ในสนามแบบมืออาชีพไปด้วยพร้อมกัน

บทความนี้ไม่ใช่ First Impression หรือ Full Review ที่ลงรายละเอียดทุกซอกทุกมุม แต่เป็นการแบ่งปันลักษณะนิสัยและสิ่งที่ผมสัมผัสได้จากการขับขี่รถ MINI แต่ละคันในสนามแข่งแก่งกระจาน รวมถึงโบนัสพิเศษจากการขับขี่บนถนนจริงอีก 2 รุ่น ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังมองหารถยนต์พรีเมียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในยุค 2025

เจาะลึกประสบการณ์ขับขี่ MINI แต่ละรุ่น: จากสนามแข่งสู่ชีวิตประจำวัน

MINI John Cooper Works (JCW): สุดยอดแห่ง Hot Hatch

ราคา: ประมาณ 2,999,000 – 3,499,000 บาท (สำหรับรุ่น JCW Hatch 3 ประตู ปี 2025 อาจมีการปรับเปลี่ยนราคาและรุ่นย่อย)
เครื่องยนต์: B48A20B (หรือรุ่นปรับปรุงใหม่) 2.0 ลิตร TwinPower Turbo 231-250 แรงม้า ที่ 5,200-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 320-350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,800 รอบ/นาที รองรับเชื้อเพลิง E20/E85 หรือระบบ Mild-Hybrid
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Sport Steptronic พร้อม Paddle Shift (หรือเกียร์ไฟฟ้าในรุ่น EV)
น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 1,300 – 1,400 กิโลกรัม (อาจเพิ่มขึ้นในรุ่น Hybrid/EV)

MINI JCW ยังคงเป็นหัวใจของสมรรถนะสูงสุดในตระกูล ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจากชุดแต่ง JCW รอบคัน ทั้งกันชนหน้า สเกิร์ตข้าง สปอยเลอร์หลัง ท่อไอเสียสปอร์ต และล้ออัลลอย Cup Spoke ขนาด 18 นิ้ว หุ้มด้วยยางประสิทธิภาพสูง (เช่น Pirelli P Zero หรือ Michelin Pilot Sport) พร้อมคาลิเปอร์เบรกสีแดง 4 Pot ขนาด 330 มิลลิเมตร ที่ด้านหน้า เพื่อประสิทธิภาพการหยุดรถที่มั่นใจได้

เครื่องยนต์ของ JCW ซึ่งมีพื้นฐานจาก Cooper S 2.0 ลิตร แต่ได้รับการปรับจูนเพิ่มพละกำลังและแรงบิดอย่างมหาศาล ทำให้ JCW เป็นรถที่เล็กพริกขี้หนูอย่างแท้จริง การขับขี่ในสนามแก่งกระจานเผยให้เห็นถึงกราฟแรงบิดแบบ Flat Torque ที่ต่อเนื่องตั้งแต่อัตราเร่งรอบต่ำ ทำให้ไม่ว่าจะกดคันเร่งในจุดไหน ก็มีแรงดึงตอบสนองทันที แม้กระทั่งการเร่งขึ้นเนินชันของสนาม ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายด้วยการกดคันเร่งเพียงครึ่งเดียว แต่หากกดคันเร่งเต็มอัตรา ก็สามารถทะยานจาก 30 ไปถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง บนทางชันได้อย่างน่าทึ่ง

สิ่งที่ผมประทับใจมากคือความไวและการตอบสนองของคันเร่งที่ JCW เซ็ตมาได้อย่างลงตัว ไม่ใช่แบบเปิด/ปิดเหมือนสวิตช์ไฟ แต่สามารถควบคุมความลึกในการกดและถ่ายทอดพลังลงสู่พื้นได้อย่างแม่นยำ ทำให้การออกจากโค้ง U-turn ที่มักจะเจอปัญหาล้อฟรีในรถขับหน้าแรงบิดสูง เป็นไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบ Traction Control มากนัก

เมื่อเข้าสู่โหมด Sport พวงมาลัยจะคมชัดขึ้น ช่วงล่างแข็งขึ้น คันเร่งไวขึ้น และที่สำคัญคือเสียง “ปุปะปุ้งปัง” เหมือนข้าวโพดคั่วจากท่อไอเสีย ซึ่งเป็น Signature ของ JCW ที่สร้างอารมณ์ความสนุกในการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม และเมื่อบี้คันเร่งมาอย่างรวดเร็วแล้วเบรกหนักๆ อย่างต่อเนื่อง เกียร์จะเปลี่ยนลงเกียร์ต่ำให้อย่างรวดเร็วและฉับไว ตอบสนองได้ใจวัยรุ่นและนักขับสายสปอร์ตอย่างแท้จริง

พวงมาลัยของ JCW ในรุ่นปัจจุบันยังคงได้รับการปรับจูนให้มีความไวที่เหมาะสม ไม่ไวจัดจนเกินไปในจังหวะการหักเลี้ยวเล็กน้อย แต่เมื่อหมุนพวงมาลัยมากขึ้น ก็ตอบสนองได้อย่างแม่นยำและมีชีวิตชีวา ช่วงล่างมีความหนึบหนืดกำลังดีสำหรับการใช้งานแบบผสมผสานทั้งบนถนนและในสนามแข่ง แม้จะผ่านช่วงถนนไม่เรียบที่ความเร็วสูง JCW ก็ยังคงยึดเกาะและรักษาอาการรถได้ดีเยี่ยม ต่างจากรถแข่งเต็มตัวที่อาจดีดดิ้นไปตามสภาพถนนมากกว่า ระบบเบรกไว้ใจได้ หน่วงความเร็วได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่มีอาการจับไวจนควบคุมยากเหมือนรถสปอร์ตบางรุ่นในอดีต แต่ให้ความรู้สึกที่มั่นคงและประหยัดแรงเท้าได้อย่างดี

ในฐานะที่เคยสัมผัส Hot Hatch ระดับตำนานอย่าง VW Golf GTi ในอดีต ผมกล้าพูดว่า MINI JCW ในยุค 2025 ได้นำเอาสิ่งดีๆ ของ GTi มา “Remix” ในสไตล์อังกฤษของ MINI พร้อมปรับปรุงระบบเบรกให้ลงตัวขึ้นในแง่ของน้ำหนักกดบนแป้นเบรก แม้เกียร์คลัตช์คู่ของ VW อาจยังให้ความรู้สึกที่ดิบและไวสะใจกว่าในบางจังหวะ แต่ JCW คือผลผลิตจากการสื่อสารที่ลงตัวระหว่างวิศวกรเยอรมันและอังกฤษ ที่สร้างสรรค์รถคันนี้ให้เป็น MINI คันแรกที่ผมรู้สึกอยากเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

MINI Cooper SE Countryman ALL4: อเนกประสงค์ พรีเมียม และรักษ์โลก

ราคา: ประมาณ 2,300,000 – 2,800,000 บาท (สำหรับ Cooper SE Countryman ALL4 ปี 2025 อาจมีการปรับเปลี่ยนราคาและรุ่นย่อย)
เครื่องยนต์: เบนซิน 1.5 ลิตร TwinPower Turbo ผสานมอเตอร์ไฟฟ้า ระบบ Plug-in Hybrid กำลังรวม 220-250 แรงม้า แรงบิดรวม 380-400 นิวตัน-เมตร
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic
น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 1,700 – 1,850 กิโลกรัม

ในยุค 2025 ที่ความยั่งยืนและพลังงานทางเลือกเข้ามามีบทบาทสำคัญ Cooper SE Countryman ALL4 (แทนที่ Cooper D Countryman เดิม) จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แม้ว่าตัวรถจะมีน้ำหนักที่มากขึ้นจากชุดแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า แต่พละกำลังจากระบบ Plug-in Hybrid ที่รวมกันแล้วมากกว่า 220 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่มาตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้ Countryman สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างคล่องตัวและทรงพลังกว่าที่คิด การเร่งขึ้นเนินชันในสนามก็ทำได้อย่างน่าประทับใจ ด้วยแรงบิดที่ต่อเนื่องจากมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้รู้สึกว่ามีพละกำลังสำรองอยู่เสมอ

จุดเด่นสำคัญของ Countryman คือช่วงล่างที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างน่าประทับใจ มันถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่ขาซิ่ง แต่ยังตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของครอบครัวได้อย่างดีเยี่ยม แม้ตัวรถจะสูงกว่าและมีจุดศูนย์ถ่วงที่สูงกว่า Hatchback ทั่วไป แต่ระบบช่วงล่างก็สามารถควบคุมการยวบตัวของตัวถังได้อย่างอยู่หมัด ทำให้การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงยังคงให้ความมั่นใจได้อย่างดีเยี่ยม ไม่พบอาการหน้าดื้อหรือไถลออกนอกแนววิ่งง่ายๆ หากไม่ได้ตั้งใจ ระบบขับเคลื่อน ALL4 ยังช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนและความมั่นใจในการขับขี่บนสภาพถนนที่หลากหลาย

ภายในห้องโดยสารของ Countryman มีความกว้างขวาง นั่งสบาย และโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อและระบบอินโฟเทนเมนต์ที่ล้ำสมัย หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ ระบบ Head-Up Display ที่ได้รับการพัฒนาให้ใช้งานง่ายขึ้น และวัสดุภายในที่เน้นความพรีเมียมและความยั่งยืน ทำให้ Countryman เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ผสมผสานความสนุกในแบบ MINI เข้ากับความสะดวกสบายและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

MINI Cooper S Clubman: ความลงตัวของสไตล์และความอเนกประสงค์

ราคา: ประมาณ 2,700,000 – 3,200,000 บาท (สำหรับ Cooper S Clubman ปี 2025 อาจมีการปรับเปลี่ยนราคาและรุ่นย่อย)
เครื่องยนต์: B48A20A (หรือรุ่นปรับปรุงใหม่) 2.0 ลิตร TwinPower Turbo 192 แรงม้า ที่ 4,700-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 280-300 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic
น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 1,400 – 1,500 กิโลกรัม

Clubman ในยุค 2025 ยังคงเอกลักษณ์ด้วยการออกแบบที่โดดเด่นและประตูท้ายแบบแยก (Split Doors) ที่เป็น Signature แม้ชื่อจะยังคง “MINI” แต่ขนาดตัวรถก็ไม่ได้เล็กจิ๋วอีกต่อไป มีความยาวและฐานล้อใกล้เคียงกับ C-Segment Hatchback ทั่วไป ทำให้ภายในห้องโดยสารกว้างขวางและนั่งสบายยิ่งขึ้น

Cooper S Clubman มาพร้อมขุมพลังเบนซิน 2.0 ลิตร TwinPower Turbo ที่ให้พละกำลัง 192 แรงม้า และแรงบิด 280 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic ที่ตอบสนองได้อย่างนุ่มนวลและฉับไว พละกำลังที่แตกต่างจาก Countryman อย่างชัดเจน สัมผัสได้ถึงแรงผลักดันที่มาตั้งแต่รอบต่ำ การเร่งแซงเป็นไปได้อย่างมั่นใจ และยังคงความสนุกในการขับขี่ในแบบฉบับ MINI

ช่วงล่างของ Clubman ได้รับการปรับจูนมาเพื่อการเดินทางไกลด้วยความเร็วสูงมากกว่าการเทโค้งในสนามแข่งแบบดุดัน ให้ความนุ่มนวลและซับแรงกระแทกได้ดีกว่า JCW แต่ก็ยังคงความหนึบและมั่นใจในการควบคุม ตัวพวงมาลัยมีความคมชัดและตอบสนองได้ดี เหมาะสมกับการขับขี่ทั้งในเมืองและการเดินทางไกล ระบบเบรกทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ความรู้สึกมั่นคงตามแรงกดแป้นเบรก

Clubman Cooper S เป็นรถที่ผสมผสานความลงตัวระหว่างสไตล์ที่โดดเด่น สมรรถนะที่น่าประทับใจ และความอเนกประสงค์ในการใช้งานได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์พรีเมียมที่มีพื้นที่ใช้สอยเพียงพอสำหรับการเดินทาง หรือกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ทิ้งความสนุกในการขับขี่

MINI Cooper S Convertible: ประสบการณ์ขับขี่อิสระไร้หลังคา

ราคา: ประมาณ 2,800,000 – 3,300,000 บาท (สำหรับ Cooper S Convertible ปี 2025 อาจมีการปรับเปลี่ยนราคาและรุ่นย่อย)
เครื่องยนต์: B48A20A (หรือรุ่นปรับปรุงใหม่) 2.0 ลิตร TwinPower Turbo 192 แรงม้า ที่ 4,700-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 280-300 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic Double-Clutch หรือ 8 จังหวะ Steptronic
น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 1,350 – 1,450 กิโลกรัม

MINI Cooper S Convertible ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความมีสไตล์และการขับขี่ที่ให้อารมณ์อิสระ ตัวรถโดดเด่นด้วยหลังคาผ้าใบไฟฟ้าที่สามารถเปิด/ปิดได้ในเวลาไม่กี่วินาที พร้อมลวดลายธงชาติอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์ ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบอย่างประณีต ผสมผสานความคลาสสิกของ MINI เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ด้วยหน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาดใหญ่ ระบบ MINI Head-Up Display และเบาะหนังเย็บตะเข็บลายข้าวหลามตัด ซึ่งมอบความรู้สึกหรูหราและน่าจดจำ

ขุมพลัง 2.0 ลิตร TwinPower Turbo 192 แรงม้า ให้การตอบสนองที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่รอบต่ำเช่นเดียวกับ JCW ทำให้การเร่งออกตัวในสนามทำได้อย่างรวดเร็วและกระฉับกระเฉง แม้ว่าในรอบปลาย JCW จะยังคงเดินดีกว่า แต่ Cooper S Convertible ก็ยังคงมอบพละกำลังที่เพียงพอต่อการสร้างความสนุกสนานได้อย่างเต็มที่

ช่วงล่างและการตอบสนองของพวงมาลัยมีความคล้ายคลึงกับ JCW แต่ในโหมดปกติ โช้คอัพแบบ Dynamic Damper Control ของ Convertible จะมีความนุ่มนวลกว่าเล็กน้อย ซึ่งเหมาะสมกับการขับขี่แบบเปิดประทุนที่เน้นความสบายเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นจากการเสริมโครงสร้างเพื่อชดเชยการไม่มีหลังคา และชุดมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับหลังคา ทำให้ Convertible มีน้ำหนักมากกว่า JCW ประมาณ 75 กิโลกรัม ส่งผลให้ความคมในการเลี้ยวโค้งอาจไม่เท่า JCW แต่ก็ยังคงให้ความมั่นใจในการควบคุมได้อย่างดีเยี่ยม

การเปิดหลังคาขับในสนามแข่งแก่งกระจานเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและน่าประทับใจอย่างยิ่ง เสียงเครื่องยนต์และเสียง “Crackle” จากท่อไอเสียในโหมด Sport ที่ดังเข้ามาในห้องโดยสารอย่างไร้สิ่งกีดขวาง สร้างอารมณ์ความสนุกได้อย่างเต็มเปี่ยม ถ้าคุณเป็นคนที่ต้องการรถยนต์พรีเมียมที่ผสมผสานความสนุกในการขับขี่ สไตล์ที่โดดเด่น และความหรูหราเข้าไว้ด้วยกัน Cooper S Convertible คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

MINI Cooper S JCW Pro Pack: ความคุ้มค่าในรูปลักษณ์ JCW

ราคา: ประมาณ 2,500,000 – 2,900,000 บาท (สำหรับ Cooper S JCW Pro Pack ปี 2025 อาจมีการปรับเปลี่ยนราคาและรุ่นย่อย)
เครื่องยนต์: B48A20A (หรือรุ่นปรับปรุงใหม่) 2.0 ลิตร TwinPower Turbo 192 แรงม้า ที่ 4,700-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 280-300 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic Double-Clutch หรือ 8 จังหวะ Steptronic พร้อม Paddle Shift
น้ำหนักตัวรถ: ประมาณ 1,250 – 1,350 กิโลกรัม

MINI Cooper S JCW Pro Pack (หรือที่อดีตเรียกว่า JCW Dress Up) ไม่ใช่ JCW เต็มตัว แต่เป็น Cooper S ที่ได้รับการติดตั้งชุดแต่งจาก JCW มาอย่างครบครัน ทำให้มีรูปลักษณ์ที่ดุดันและสปอร์ตไม่แพ้รุ่น JCW ซึ่งเป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการลุค JCW พร้อมสมรรถนะที่น่าประทับใจในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า

จากการทดลองขับในสนาม JCW Pro Pack สามารถควบคุมการโยนตัวของถังได้ดีใกล้เคียงกับ JCW อย่างมาก การยึดเกาะถนนยังคงให้ความมั่นใจ โดยเฉพาะในโค้งลงเขาที่ความเร็วสูง ตัวรถยังคงรักษาไลน์ได้ดี ระบบ EDLC (Electronic Differential Lock Control) ที่ทำงานร่วมกับ DSC (Dynamic Stability Control) ช่วยในการกระจายกำลังไปยังล้อที่ยึดเกาะถนนได้ดีกว่า ทำให้การออกจากโค้งเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

พวงมาลัยมีความคมชัดและถ่ายทอดแรงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ให้ความรู้สึกดีเยี่ยมสำหรับพวงมาลัยไฟฟ้า แม้จะไม่มี Tuning Kit เพิ่มเติม 211 แรงม้าเหมือน JCW บางรุ่น แต่พละกำลัง 192 แรงม้าของ Cooper S ก็เพียงพอที่จะสร้างความสนุกสนานในการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ สำหรับผู้ที่ไม่ได้ลงสนามแข่งเป็นประจำ หรือไม่ได้ต้องการจับเวลาอย่างจริงจัง JCW Pro Pack สามารถมอบแก่นแท้ของความเป็น MINI พันธุ์แสบได้ถึง 90% ของ JCW ในราคาที่ถูกกว่าอย่างชัดเจน ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความสนุกในงบประมาณที่จำกัด และหากต้องการเพิ่มพละกำลังในภายหลัง ก็ยังสามารถหาชุดแต่ง Performance Upgrade จาก MINI เองมาติดตั้งได้

EXTRA: การขับขี่บนถนนจริงในยุค 2025

หลังจากปลดปล่อยพลังในสนามแข่งแก่งกระจาน ก็ถึงเวลาสัมผัส MINI ในบทบาทของรถยนต์ที่ใช้งานได้จริงบนถนนสาธารณะ ซึ่งเป็นการทดสอบที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะผมเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่ซื้อ MINI แล้วจะมุ่งมั่นตะบันในสนามแข่งอย่างเดียว การขับขี่บนเส้นทางจากแก่งกระจานสู่เพชรเกษมและชะอำ มอบโอกาสให้ผมได้ประเมินประสิทธิภาพของ MINI ในมุมมองที่แตกต่างออกไป

MINI Cooper S Clubman (บนถนนจริง):

Clubman Cooper S ยังคงเป็นรถที่ผมเลือกขับกลับจากสนาม ด้วยขนาดตัวรถที่กว้างขวาง ช่วงล่างและเครื่องยนต์ที่ได้รับการจูนมาอย่างสมดุล ทำให้มันเป็นรถที่เหมาะสำหรับการขับขี่ท่องเที่ยวแบบผู้ใหญ่ที่ชอบความเร็ว แต่ยังคงเน้นความสบาย สามารถใช้ความเร็วระดับ 130-140 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้อย่างนิ่งๆ การเร่งแซงเป็นไปได้อย่างมั่นใจ โดยไม่ต้องเค้นรอบเครื่องยนต์มากนัก

ช่วงล่างของ Clubman ที่นุ่มหนึบกำลังดี เหมาะสมกับการเดินทางไกล รูดผ่านหลุมบ่อขนาดใหญ่หรือถนนคอนกรีตที่ชำรุดได้โดยไม่ต้องเกร็งตัวมากนัก มันมอบความรู้สึกมั่นคงและสบายใกล้เคียงกับรถยนต์ยุโรประดับพรีเมียมหลายรุ่นในตลาดปัจจุบัน พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาด 360 ลิตร (โดยไม่ต้องพับเบาะ) ก็เพียงพอสำหรับการเดินทางของครอบครัวเล็กๆ

อย่างไรก็ตาม ในยุค 2025 ที่เทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ หากเปรียบเทียบกับรถยนต์ในราคาใกล้เคียงกัน Clubman Cooper S อาจยังขาดออปชันบางอย่างที่ลูกค้าคาดหวัง เช่น ไฟหน้าแบบ LED Matrix หรือระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงครบวงจร ซึ่งอาจเป็นจุดที่ต้องพิจารณาสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

MINI John Cooper Works (JCW) (บนถนนจริง):

แน่นอนว่าการกลับมาขับ JCW บนถนนจริงคือสิ่งที่ผมเฝ้ารอคอย ผมต้องการรู้ว่ารถที่ยอดเยี่ยมในสนามแข่งจะยังคงมอบความรู้สึกดีๆ ในชีวิตประจำวันได้หรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นไปตามคาด แม้ว่ายางแก้มบางเฉียบขนาด 205/45 จะไม่เหมาะกับการซับแรงกระแทกจากถนนที่ไม่เรียบนัก แต่เมื่อขับบนถนนเพชรเกษมในโหมดปกติ ช่วงล่างของ JCW ก็ยังมีความนุ่มนวลที่สัมผัสได้ ไม่ได้กระด้างสะเทือนเหมือนรถญี่ปุ่นที่ใส่สตรัทปรับเกลียวที่แข็งสุดๆ แต่เป็นความหนืดที่วัยรุ่นนั่งแล้วรู้สึกสบาย คุณลองนึกภาพ BMW 118i ที่ช่วงล่างแข็งขึ้นอีก 5-10% แล้วใส่ยาง 205/45 นั่นแหละคือสิ่งที่ MINI JCW เป็น

การเข้า-ออกจากรถ แม้จะไม่สะดวกสบายเท่า Countryman หรือ Clubman แต่ MINI Hatch รุ่นใหม่นี้ก็เป็นมิตรกับผู้ใช้งานที่มีสรีระที่หลากหลายมากขึ้น การลุกเข้าออกทำได้ง่ายกว่ารถขับหลังขนาดใกล้เคียงจาก BMW ด้วยซ้ำ

JCW เปรียบเสมือนมีดพับ Swiss Army Knife ที่มีลูกเล่นซ่อนอยู่มากมาย ไม่ว่าคุณจะต้องการใช้มันทำอะไร มันก็จะตอบสนองตามคำสั่งได้อย่างเหมาะสม เกียร์ Sport Steptronic ในโหมดปกติก็เปลี่ยนได้รวดเร็วและนุ่มนวลสมกับเป็นเกียร์จาก BMW และสามารถเลือกจังหวะเกียร์ที่เหมาะสมตามความลึกของคันเร่งได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้ Paddle Shift แม้กระทั่งในจังหวะที่ขับเร็ว

ในยุค 2025 ที่ Volkswagen ในประเทศไทยได้ยุติการทำตลาด Golf GTi และ Scirocco ไป ผมพยายามหารถ 4 สูบเทอร์โบขับหน้าที่สามารถมอบความประทับใจจากการผสานสมดุลระหว่างความมันส์กับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว และ MINI JCW ก็เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ GTi จะยังคงมอบพละกำลังและความสะใจจากเกียร์ DSG ที่ยอดเยี่ยม แต่ MINI JCW ก็มอบรสชาติที่ใกล้เคียงกัน พร้อมเพิ่มความโดดเด่นในด้านการออกแบบและการตกแต่งที่ไม่เคยทำให้รู้สึกเบื่อ

MINI ในตลาด 2025: หัวใจหรือเหตุผล?

จากการสัมผัส MINI ทุกรุ่นในบริบทของปี 2025 ผมยังไม่พบข้อเสียที่ชัดเจนในด้านประสิทธิภาพหลักๆ แน่นอนว่า Cooper SE Countryman ALL4 อาจมีราคาที่สูงขึ้นจากเทคโนโลยี Hybrid, Cooper S Clubman อาจขาดออปชันบางอย่างที่คาดหวัง ในขณะที่รุ่นอื่นๆ ก็มีจุดขายที่เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน

ประเด็นสำคัญของ MINI จึงมักจะอยู่ที่ “ราคา” และ “อารมณ์” เสมอ บางคนอาจจะบอกว่า “คนที่อยากได้ MINI ก็ต้องเลือก MINI มาเป็นอันดับ 1” ซึ่งผมก็ไม่เถียง เพราะความรักสามารถชนะทุกสิ่งได้ เหมือนกับที่ผมชอบรถที่มีคาแร็กเตอร์เฉพาะตัวมากกว่ารถที่สมบูรณ์แบบตามตำรา แต่เราก็ต้องคิดเผื่อในแง่มุมของคนที่มองหารถยนต์พรีเมียมทุกแบรนด์และทุกประเภทอย่างเท่าเทียมกัน

สำหรับผู้ที่หลงใหลใน MINI อย่างแท้จริง ผมเชื่อว่าคุณเข้าใจดีถึงจิตวิญญาณ Go-Kart ที่เป็นเอกลักษณ์ การออกแบบที่ไม่มีใครเหมือน และการปรับแต่งเฉพาะบุคคลที่ทำให้ MINI ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง JCW ที่เป็นรถที่ผสานความดีงามของการออกแบบสไตล์อังกฤษเข้ากับวิศวกรรมเยอรมันได้อย่างลงตัวที่สุด จนกลายเป็น MINI คันแรกที่ผมอยากได้จนตัวสั่น

แต่สำหรับผู้ที่พิจารณาเม็ดเงินเทียบกับสิ่งที่ได้รับ ในตลาด 2025 คุณจะพบว่า หากเตรียมงบประมาณสำหรับ Clubman Cooper S คุณอาจสามารถซื้อ BMW 320d หรือ Mercedes-Benz C220d ที่มีออปชันครบครันกว่า พลังมหาศาลกว่า และประหยัดน้ำมันกว่าได้ ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบที่อาจทำให้รู้สึกว่า MINI ดูไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์

หรือหากคุณต้องการรถยุโรปที่ปราดเปรียวและทรงพลังในงบประมาณ 2.5 – 3 ล้านบาท คุณอาจพิจารณา Mercedes-Benz CLA 250 AMG Dynamic หรือ GLA 250 ที่มาพร้อมอุปกรณ์ครบครัน พละกำลังที่สะใจ และตราดาวบนฝากระโปรง ในราคาที่อาจจะถูกกว่า MINI JCW Pro Pack หรือ JCW เต็มตัวถึงครึ่งล้าน หรือถ้าคุณต้องการรถสปอร์ต 2 ที่นั่งที่มีหลังคาแข็งพับได้ คุณอาจเพิ่มงบประมาณอีกเล็กน้อยเพื่อขับ Mercedes-Benz SLC 300 ซึ่งมอบประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

ผมเข้าใจว่าการเขียนเช่นนี้อาจทำให้บางคนที่รัก MINI ไม่พอใจ แต่เราทุกคนต่างทราบกันดีว่าการเลือก MINI มาขับขี่นั้นไม่ใช่ทางเลือกที่สมบูรณ์แบบในเชิงเหตุผลและเศรษฐศาสตร์เสมอไป มันคืออารมณ์และความหลงใหลที่นำเรามาสู่จุดนี้เป็นอันดับแรกใช่ไหมครับ?

แต่สิ่งที่คุณควรจะดีใจก็คือ ภายใต้ทางเลือกแห่งอารมณ์เหล่านั้น วิศวกรของ MINI ก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสร้างเหตุผลดีๆ มาสนับสนุนการตัดสินใจของคุณ ทำให้คุณสามารถพูดได้เต็มปากว่ารถ MINI มีข้อดีให้สัมผัสได้หลายจุด เป็นรถที่คนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปรับตัวให้รองรับกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ โดยคนหลากเพศ หลายวัย และหลายขนาดสรีระได้มากขึ้น

สำหรับผม แค่นี้ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนจิตใจคนที่เคยเฉยๆ กับ MINI ให้หันมาเริ่มรักแบรนด์นี้ได้อย่างหมดใจแล้วครับ!

สัมผัสจิตวิญญาณแห่ง MINI ยุค 2025 ด้วยตัวคุณเอง!

หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหารถยนต์พรีเมียมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผสมผสานความสนุกในการขับขี่ สไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร และเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ MINI มีรุ่นที่พร้อมเติมเต็มทุกความต้องการของคุณ ไม่ว่าจะเป็นความแรงเร้าใจของ JCW, ความอเนกประสงค์ของ Countryman, ความหรูหรามีสไตล์ของ Clubman หรือประสบการณ์ขับขี่อิสระของ Convertible ขอเชิญมาสัมผัสและทดลองขับ MINI รุ่นที่คุณสนใจได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่าย MINI ทั่วประเทศ เพื่อค้นพบว่าเหตุผลและอารมณ์สามารถผสานรวมกันเป็นประสบการณ์ขับขี่ที่น่าจดจำได้อย่างไร! อย่ารอช้า โอกาสที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของตำนาน Go-Kart ในยุคดิจิทัลกำลังรอคุณอยู่!

Previous Post

N1111049_เด กขโมยนมจากถ งคนอ ตอนจบพอร เหต ผลถ งก บช อค._part2

Next Post

N1111033 ดว ารวยแล จะซ อผ วใครก ได นเหรอ #เร องน ใครเลวส part2

Next Post
N1111033 ดว ารวยแล จะซ อผ วใครก ได นเหรอ #เร องน ใครเลวส part2

N1111033 ดว ารวยแล จะซ อผ วใครก ได นเหรอ #เร องน ใครเลวส part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1301113 แฟนผมด part2
  • N1301106 กม ยทางสายกลาง part2
  • N1301114_านหล งน ของใคร_part2
  • N1301117_เม ยล มต (1)_part2
  • N1301121 ความอ จฉาจะพาให ณล มจม part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.