ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน หากมีใครเอ่ยชื่อ ‘แก่งกระจาน’ ภาพแรกที่ผมมักนึกถึงคือทิวทัศน์ธรรมชาติอันงดงามของเขื่อนและอุทยาน ท้องทุ่งสีเขียวขจี สายน้ำเย็นฉ่ำไหลเอื่อย เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่เหมาะสำหรับทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถดื่มด่ำกับความรื่นรมย์ที่ธรรมชาติมอบให้ ผมเองแม้จะไม่ได้ไปแก่งกระจานบ่อยเท่าบางท่าน แต่ทุกครั้งที่ได้ไป ก็มักจะใช้ความสงบของธรรมชาติเยียวยาจิตใจ ปล่อยความเหนื่อยล้าไปกับกระแสน้ำ บางครั้งก็รวมถึงกระแสน้ำตาในยามที่ผิดหวังจากเรื่องส่วนตัว การได้ขับรถไปหามุมสงบๆ ริมทุ่ง หรือแช่น้ำในรีสอร์ตริมธาร เพื่อรีเซ็ตตัวเองก่อนกลับไปเผชิญหน้ากับความวุ่นวายของเมืองใหญ่ เป็นพิธีกรรมส่วนตัวที่ผมยึดถือมาโดยตลอด
แต่ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดอย่างปี 2025 นี้ หากมีใครพูดถึง ‘แก่งกระจาน’ สิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในใจผมกลับกลายเป็นภาพของสนามแข่งรถระดับมาตรฐานความยาวกว่า 2.4 กิโลเมตร ที่แม้จะรายล้อมด้วยธรรมชาติ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความท้าทาย สนามแห่งนี้มีครบทุกองค์ประกอบที่ทำให้นักขับต้องใช้ทักษะอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นทางขึ้นเขา-ลงเขาที่ชัน โค้งยาว โค้งหักศอกรูปตัว ก. ไก่ ไปจนถึงโค้ง S ที่ต้องใช้ความแม่นยำสูง เมื่อมองจาก Paddock สนามแห่งนี้มีกลิ่นอายคล้าย Brands Hatch ของอังกฤษผสมกับพีระเซอร์กิต แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์และความเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน มันดูเหมือนขับง่ายเมื่อขับช้าๆ แต่ยิ่งตั้งใจจะทำเวลา ความท้าทายต่างๆ ก็ยิ่งปรากฏชัด ทั้งพื้นผิวแทร็กที่มีทรายในบางจุด พื้นถนนที่ไม่เรียบ ซึ่งเป็นกับดักที่รอคอยนักขับอยู่เสมอ ดังที่พี่ฉ่าง อาคม รวมสุวรรณ แห่งไทยรัฐเคยเตือนผมไว้ว่าอย่าประมาทสนามแห่งนี้เด็ดขาด โดยเฉพาะช่วงทางลงยาวที่รถจะพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูง หากเผลอกำพวงมาลัยไม่แน่นพอ หรือเบรกช้าเกินไป ก็อาจจะเจออาการหมุนคว้างกลางโค้ง S ได้ง่ายๆ
สนามแข่งแห่งนี้ถือกำเนิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของสองนักแข่งผู้มากประสบการณ์ คุณสมชาย ศรีจิรารัตน์ และคุณเอกประวัติ เพ็ชรรักษ์ ที่เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการมีสนามแข่งรถแห่งใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของมอเตอร์สปอร์ตในประเทศ และเพื่อเป็นทางออกให้กับ ‘ขาซิ่งหลังถนน’ ให้ได้ปลดปล่อยความเร็วในสถานที่ที่ปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย จากความทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจของทั้งสอง ทำให้สนามในฝันแห่งนี้เป็นรูปเป็นร่างได้ภายในเวลาเพียง 10 เดือน ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ที่รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ และในบริบทของปี 2025 ที่ความนิยมในกีฬามอเตอร์สปอร์ตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกระแสรถยนต์สมรรถนะสูงและรถ EV ที่ต้องการพื้นที่ทดสอบสมรรถนะอย่างปลอดภัย สนามแก่งกระจานจึงยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีก
ผมเคยมีโอกาสนำรถของตัวเองมาลองวิ่งในสนามนี้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ โดยเฉพาะกับรถ Tiida ล้อและยางเดิมๆ ที่ผ่านการใช้งานมานับห้าหมื่นกิโลเมตร รวมถึงเบรกเดิมที่เปลี่ยนแค่ผ้าเบรก แม้จะพยายามเค้นพลัง 170 ม้าบนล้ออย่างเต็มที่ แต่ก็ยังต้องยอมแพ้ให้กับรถอย่าง Civic FD 1.8 ลิตร ที่แม้เครื่องยนต์จะเดิมสนิท แต่ได้ยาง AD08 ช่วงล่าง และเบรกที่ปรับแต่งมาอย่างดี รถคันนั้นทิ้งผมไม่เห็นฝุ่น หรือแม้แต่ Jazz GE ที่ปรับแต่งมาสำหรับสนามแข่งของเจ้าตี้ (Tee@Abuser) ซึ่งเป็นรถเกียร์ธรรมดา มีแรงม้าน้อยกว่า Tiida ของผม 14 ตัว แต่ด้วยอุปกรณ์ที่ครบครัน ทั้งเบรก ยาง ช่วงล่าง และลิมิเต็ดสลิป ทำให้แม้ผมจะยังไม่คุ้นกับรถมากนักในช่วงแรก การทำเวลาของมันก็ยังเร็วกว่า Best Time ของรถผมเองไปหลายวินาที ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนผมให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า บนสนามแข่งรถยนต์สมรรถนะสูง ไม่ได้หมายถึงแค่ ‘แรงม้า’ เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการผสมผสานของ ‘ความสมดุล’ ของรถ การควบคุมที่แม่นยำ รวมถึงสภาพของยางและเบรกที่สมบูรณ์พร้อม ซึ่งเป็นหลักการที่ยังคงใช้ได้จริงแม้ในยุคของรถยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะในปี 2025
และในวันนี้ ปี 2025 ที่เทรนด์ของยานยนต์กำลังมุ่งสู่ยุคของพลังงานทางเลือก MINI Thailand ก็ยังคงยึดมั่นในปรัชญา ‘Go-Kart Feeling’ ที่เป็นเอกลักษณ์ และเพื่อพิสูจน์ถึง DNA ความสนุกในการขับขี่ที่ยังคงอยู่ แม้ในรถยนต์ยุคใหม่ เราได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรม ‘MINI Driving Dynamics Masterclass 2025’ ที่สนามแก่งกระจาน ซึ่งไม่ใช่แค่การทดลองขับรถ แต่เป็นการเจาะลึกถึงความแตกต่างระหว่างรถยนต์ใช้งานทั่วไป (รถบ้าน) รถแข่งเต็มตัว และรถยนต์ Hot Hatch ที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างสมบูรณ์แบบจากโรงงาน ซึ่งในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น MINI ก็ยังคงนำเสนอทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ทรงประสิทธิภาพ และการปรับแต่งที่ประณีต
ในกิจกรรมครั้งนี้ MINI ได้จัดเตรียมรถยนต์หลากหลายรุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมาร่วมทดสอบ ไล่เรียงตั้งแต่รุ่น Hatchback, Convertible, Clubman ไปจนถึง Countryman เพื่อให้เราได้สัมผัสถึงความหลากหลายใน DNA ของ MINI โดยแบ่งเป็นรถภาคบังคับที่ทุกคนต้องได้ขับ และรถภาควิชาเลือกเสรี ซึ่งสะท้อนถึงกลยุทธ์ของ MINI ในการนำเสนอรถยนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานทุกกลุ่มในตลาดปี 2025
รถภาคบังคับ (ทุกคนได้ขับ) ประกอบด้วย:
MINI John Cooper Works (JCW)
MINI Cooper S JCW Dress Up
MINI Cooper S Convertible
และในส่วนของภาควิชาเลือกเสรี ซึ่งเรามีโอกาสได้ขับ 2 คันจากตัวเลือกเหล่านี้:
MINI Cooper D Hightrim Countryman
MINI Cooper SD ALL4 Countryman Parklane
MINI Cooper D Clubman
MINI Cooper S Clubman
ผมเลือก Cooper D Hightrim Countryman เป็นหนึ่งในรถที่ต้องการลอง เพราะเป็นรุ่นที่มีแรงม้าน้อยที่สุดและราคาเข้าถึงง่ายที่สุดในกลุ่ม ผมอยากรู้ว่า DNA ความเป็น Go Kart และแนวคิด ‘Fun to drive’ ของ MINI จะยังคงเด่นชัดเพียงใดในรถที่เน้นสมรรถนะในระดับพื้นฐานที่สุดของวันนี้ และอีกคันที่ผมได้สัมผัสคือ Cooper D Clubman ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยขุมพลังดีเซลรุ่นล่าสุดจาก BMW และภายในที่กว้างขวางนั่งสบายที่สุดในตระกูล MINI แม้ในบริบทของปี 2025 รถยนต์ดีเซลอาจถูกมองข้ามไปบ้างจากกระแส EV แต่สำหรับผู้ที่ยังมองหารถยนต์พรีเมียมที่ประหยัดน้ำมันสำหรับการเดินทางไกล Clubman D ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
MINI John Cooper Works: ไอคอนแห่งสมรรถนะที่ไม่เคยตกยุคในปี 2025
ราคาโดยประมาณ: 3,450,000 บาท (สำหรับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายใน ณ ช่วงเวลาที่เปิดตัว – โปรดตรวจสอบราคาและรุ่นอัปเดตสำหรับปี 2025)
เครื่องยนต์: B48A20B 2.0 ลิตร TwinPower เทอร์โบ 231 แรงม้า ที่ 5,200-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,800 รอบต่อนาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Sport Steptronic พร้อม Paddle shift
น้ำหนักตัวรถ: 1,295 กิโลกรัม
JCW คือตัวแทนของ MINI ที่ได้รับการรังสรรค์มาเพื่อนักขับตัวจริง ด้วยชุดแต่งเฉพาะรุ่นที่ดุดัน สปอร์ตทั้งด้านหน้าและหลัง ท่อไอเสียแบบสปอร์ต และล้ออัลลอย Cup Spoke ขนาด 18 นิ้ว หุ้มด้วยยาง Pirelli Cinturato P7 พร้อมเบรกคาลิปเปอร์สีแดง 4 Pot ขนาด 330 มม. ด้านหน้า ทุกรายละเอียดล้วนบ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในสมรรถนะ เครื่องยนต์ B48A20B ขนาด 2.0 ลิตร TwinPower Turbo ที่รีดพละกำลังได้ถึง 231 แรงม้า และแรงบิด 320 นิวตัน-เมตร แม้ในยุคที่กระแส ‘รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง’ กำลังมาแรง JCW ก็ยังคงพิสูจน์ให้เห็นว่า เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ได้รับการปรับจูนอย่างพิถีพิถันยังคงมีเสน่ห์ที่ยากจะหาอะไรมาทดแทนได้ ระบบส่งกำลังแบบ Sport Steptronic 6 จังหวะ พร้อม Paddle Shift ช่วยให้การควบคุมพละกำลังเป็นไปอย่างแม่นยำ
สิ่งที่โดดเด่นอย่างยิ่งใน JCW คือช่วงล่างที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างเหนือชั้น MINI ในยุคก่อนๆ มักขึ้นชื่อเรื่องความกระด้าง แต่ใน JCW เจเนอเรชั่นนี้ วิศวกรได้ปรับแต่งให้มีระยะยุบ/ยืดของช่วงล่างที่ดีขึ้นเล็กน้อย ผสานกับระบบ Dynamic Damper Control ที่ปรับความแข็ง/อ่อนได้อัตโนมัติ และสปริงที่มีความหนืดเฉพาะตัว ทำให้ JCW กลายเป็น ‘รถยนต์ Hot Hatch’ ที่ไม่เพียงแต่เร็ว แต่ยังสามารถรับมือกับสภาพถนนที่หลากหลายได้อย่างลงตัว ไม่แข็งกระด้างจนเกินไป และยังคงรักษาความเป็น Go-Kart Feeling ได้อย่างเต็มเปี่ยม
บนสนามแก่งกระจาน JCW สร้างความประทับใจได้อย่างล้นหลาม พละกำลังของเครื่องยนต์ดีเยี่ยม ด้วยกราฟแรงบิดแบบ Flat Torque ที่ให้แรงดึงต่อเนื่องตั้งแต่รอบต่ำ ไม่ว่าจะกดคันเร่งในจังหวะใดก็มีแรงดึงส่งรถทะยานไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ การเร่งจาก 30 ไปถึง 140 กม./ชม. บนทางขึ้นเนินชันเป็นเรื่องง่ายดาย การตอบสนองของคันเร่งทำได้อย่างละเอียดอ่อน ไม่ใช่แบบ On/Off แต่สามารถควบคุมระดับการถ่ายทอดพลังลงสู่พื้นได้อย่างแม่นยำ แม้เป็นรถขับเคลื่อนล้อหน้าที่มีแรงบิดสูง การออกโค้ง U-Turn ทำได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบ Traction Control มากนัก หากควบคุมคันเร่งอย่างถูกจังหวะ
เมื่อเข้าสู่โหมด Sport พวงมาลัยจะคมขึ้น ช่วงล่างจะแข็งตึงขึ้น คันเร่งตอบสนองไวขึ้น พร้อมเสียงปุปะปุ้งปังจากท่อไอเสียที่สร้างความเร้าใจ ซึ่งไม่ใช่แค่เสียงเพื่อความสนุก แต่ยังสะท้อนถึงการทำงานของเครื่องยนต์ที่พร้อมตอบสนองทุกคำสั่ง การเบรกหนักๆ ต่อเนื่องหลังจากบี้คันเร่งมาอย่างเต็มที่ เกียร์จะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เตรียมพร้อมสำหรับการออกตัวครั้งต่อไป ระบบเบรกจาก Brembo นั้นไว้ใจได้ 100% สามารถหน่วงความเร็วได้ตามน้ำหนักเท้าที่กดลงไป ระยะเบรกสั้น และให้ความรู้สึกมั่นคงราวกับรถแข่งแท้ๆ
JCW ในปี 2025 ยังคงเป็นบทพิสูจน์ถึงการผนวกวิศวกรรมเยอรมันเข้ากับการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของอังกฤษได้อย่างลงตัว แม้ในใจลึกๆ ผมอาจจะแอบหวังถึงบุคลิกที่ดิบและโหดกว่านี้ แต่ MINI JCW คือรถที่ผมรู้สึกอยากเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง มันคือ ‘รถยนต์สมรรถนะสูง’ ที่มาพร้อมดีไซน์คลาสสิก และยังคงเป็นหนึ่งใน ‘รถพรีเมียมคอมแพ็ค’ ที่ให้ประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่าราคาค่าตัว
MINI Cooper D Hightrim Countryman: การประนีประนอมที่ลงตัวสำหรับปี 2025
ราคาโดยประมาณ: 2,240,000 บาท (โปรดตรวจสอบราคาและรุ่นอัปเดตสำหรับปี 2025)
เครื่องยนต์: N47C20A 2.0 ลิตรดีเซลเทอร์โบ 112 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750-2,250 รอบต่อนาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อม Paddle Shift
น้ำหนักตัวรถ: 1,410 กิโลกรัม
การเปลี่ยนจาก JCW มาสู่ Countryman D อาจดูเหมือนเป็นการลดทอนอารมณ์สปอร์ตลงอย่างมาก แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่า รถยนต์อเนกประสงค์น้ำหนัก 1.4 ตัน กับพละกำลัง 112 แรงม้า ควรจะทำได้แค่ไหน มันก็ทำได้ตามนั้นแหละครับ บนทางขึ้นเนิน การเดินคันเร่งประมาณ 60% แรงบิดของเครื่องยนต์ดีเซลก็พาตัวรถไปได้อย่างไม่ขัดเขิน เหมาะสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับสนามแข่ง การเค้นสมรรถนะ 100% ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า พลังที่ได้ในช่วงรอบเครื่องยนต์เกิน 3,000 รอบ/นาที จะเริ่มแผ่วลงอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ Countryman คันนี้มาพร้อม Paddle Shift ซึ่งเป็นสิ่งที่ Cooper S 192 แรงม้ารุ่นปกติและ Clubman D ที่แรงกว่ากลับไม่มี ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาในแง่ของออพชั่นสำหรับ ‘รถยนต์พรีเมียม’ ในปี 2025 การตอบสนองของ Paddle Shift ก็ยังไม่รวดเร็วทันใจเท่าที่ควร อาจเป็นปัญหาเฉพาะคัน หรืออาจต้องทำความเข้าใจลักษณะการทำงานเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นที่แท้จริงของ Countryman D ในบริบทของ ‘รถยนต์อเนกประสงค์’ คือช่วงล่างที่ได้รับการปรับจูนมาอย่างน่าประทับใจ มันถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานของคนทั่วไป ที่อาจจะพาครอบครัวหรือเพื่อนฝูงไปท่องเที่ยว ไม่ได้เน้นการซิ่งในสนาม แต่ก็ไม่ยวบยาบจนทำให้สงสัยว่านี่คือ MINI จริงหรือ? ผมสามารถขับเข้าโค้งด้วยความเร็วใกล้เคียงกับรถสปอร์ตขนาดเล็กได้โดยที่ตัวรถยังคงควบคุมการยวบตัวของช่วงล่างไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ยาง Continental ContiSportContact SSR อาจไม่ได้หนึบเท่ารถแข่ง แต่ก็ยังให้ความมั่นใจ อาการหน้าดื้อหรือไถลออกนอกไลน์การวิ่งไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ถ้าไม่ตั้งใจขับให้เกินขีดจำกัด
เมื่อเทียบกับรถในตลาด Mass เช่น Subaru XV หรือ Forester ในปี 2025 Countryman D ให้ความรู้สึกที่นุ่มนวลกว่า XV แต่ยังคงความเฟิร์มกว่า Forester พวงมาลัยอาจไม่ไวเท่ารถ Hatchback 3 ประตู แต่ก็ยังคงความคล่องตัวและคืนกลับได้ดีเมื่อเทียบกับครอสโอเวอร์ญี่ปุ่น ถือเป็นจุดกึ่งกลางที่ลงตัวสำหรับ ‘กลุ่มเป้าหมาย’ ที่หลงใหลในดีไซน์ของ MINI และต้องการความอเนกประสงค์ในการใช้งาน ตัวรถขึ้นลงได้ง่าย มีพื้นที่ภายในที่เพียงพอ แม้จะไม่โอ่โถงเท่า SUV ขนาดใหญ่
หากคุณกำลังมองหา ‘รถยนต์อเนกประสงค์’ ที่ยังคงกลิ่นอายความสนุกในการขับขี่แบบ MINI พร้อมกับความประหยัดของเครื่องยนต์ดีเซล Countryman D ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าคุณต้องการพละกำลังที่มากกว่าและอารมณ์การขับขี่ที่เร้าใจกว่า ผมแนะนำให้มองไปที่ Cooper SD ที่มี 143 แรงม้า ซึ่งน่าจะสร้างความแตกต่างใน ‘ประสบการณ์ขับขี่’ ได้ดีกว่า
MINI Cooper D Clubman: ความลงตัวของสไตล์และประโยชน์ใช้สอยในปี 2025
ราคาโดยประมาณ: 2,688,000 บาท (โปรดตรวจสอบราคาและรุ่นอัปเดตสำหรับปี 2025)
เครื่องยนต์: B47C20A 2.0 ลิตร ดีเซล TwinPower เทอร์โบ 150 แรงม้า ที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 330 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750 รอบต่อนาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic
น้ำหนักตัวรถ: 1,435 กิโลกรัม
Clubman เป็น MINI ที่ไม่ได้ ‘MINI’ เหมือนชื่อบอก แต่กลับขยายมิติให้มีขนาดใกล้เคียงกับ ‘รถ Hatchback C-Segment’ พร้อมฐานล้อที่ยาวถึง 2,670 มิลลิเมตร ทำให้มีพื้นที่ภายในที่กว้างขวางและสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญในตลาด ‘รถพรีเมียมคอมแพ็ค’ ปี 2025 เครื่องยนต์ดีเซล TwinPower Turbo B47C20A ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลัง 150 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 330 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นชุดส่งกำลังเดียวกับที่พบใน BMW X1 sDrive18d ทำให้ Clubman D มีสมรรถนะที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ Countryman D
แม้ Clubman D จะไม่ได้เน้นอารมณ์สปอร์ตสุดขีดเหมือน JCW และไม่มี Driving Modes (Green และ Sport) หรือ Paddle Shift ให้ใช้งาน แต่พละกำลังและแรงบิดที่มีให้ใช้งานตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ การไต่ขึ้นเนินชันบนสนามแข่งทำได้อย่างมีพลัง แม้จะผ่อนคันเร่งลงครึ่งหนึ่งก็ตาม แรงบิดมหาศาลในช่วงรอบกลางทำให้ Clubman D เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกล ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นดอยอินทนนท์ หรือลัดเลาะไปตามเส้นทางโรแมนติกต่างๆ
พวงมาลัยของ Clubman D มีความคมและไวในระดับที่เหมาะสมสำหรับ ‘รถยนต์สำหรับครอบครัว’ ในยุคใหม่ ช่วงล่างให้ความรู้สึกนุ่มหนึบ ซึ่งเซ็ตมาเพื่อการเดินทางด้วยความเร็วสูงมากกว่าการเทโค้งในสนามแข่ง การซับแรงกระแทกทำได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอาการดีดดิ้นเมื่อเจอสภาพถนนที่ไม่เรียบ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงความมั่นใจในการโยนโค้งได้ดีกว่า Countryman D เนื่องจากจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำกว่า ระบบเบรกตอบสนองตามน้ำหนักแป้นกดได้ดี แม้จะไม่หน่วงความเร็วได้ดุดันเท่า JCW ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
โดยสรุปแล้ว Clubman Cooper D ในปี 2025 มอบการควบคุมที่มั่นใจ ปลอดภัย และยังคงรักษา DNA ของ MINI ในด้านดีไซน์และคุณภาพการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม หากคุณกำลังมองหา ‘รถยนต์ยุโรป’ ที่ให้ความสมดุลระหว่างสไตล์ ความกว้างขวาง ประโยชน์ใช้สอย และความประหยัดเชื้อเพลิงสำหรับชีวิตประจำวัน Clubman D คือคำตอบที่น่าพิจารณาอย่างยิ่ง มันคือการนำเอาความปราณีตของ BMW Series 3 มาใส่ไว้ในเรือนร่างที่เป็นเอกลักษณ์ของ MINI อย่างแท้จริง
MINI Cooper S Convertible: สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ในปี 2025
ราคาโดยประมาณ: 3,050,000 บาท (โปรดตรวจสอบราคาและรุ่นอัปเดตสำหรับปี 2025)
เครื่องยนต์: B48A20A 2.0 ลิตร TwinPower เทอร์โบ 192 แรงม้า ที่ 4,700-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบต่อนาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Steptronic
น้ำหนักตัวรถ: 1,370 กิโลกรัม
หลังจากได้สัมผัส MINI สายรักสงบไปสองคัน ผมก็ได้กลับมานั่งใน Cooper S เครื่องยนต์ 2.0 ลิตรเทอร์โบอีกครั้ง ซึ่งคันนี้คือรุ่น Convertible ที่นอกจากจะโดดเด่นด้วยแถบสีบนฝากระโปรงแล้ว ยังมาพร้อมหลังคาผ้าใบที่กาง/เก็บด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมลวดลายธงชาติอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์ การออกแบบภายในของ Cooper S Convertible นั้นสวยงามและถูกจริตผมเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นชุดมาตรวัดความเร็วที่ย้ายมาอยู่ตรงหน้าคนขับ จอ MINI Head-Up Display ที่ใช้งานได้ดีและดูทันสมัย เบาะหนังเย็บตะเข็บลายข้าวหลามตัด การเลือกใช้สีสัน และสวิตช์ต่างๆ ล้วนผสมผสานความทันสมัยเข้ากับความคลาสสิกได้อย่างลงตัว เป็น ‘รถยนต์ไลฟ์สไตล์’ ที่โดดเด่นทั้งรูปลักษณ์และฟังก์ชัน
เครื่องยนต์ B48A20A ขนาด 2.0 ลิตร TwinPower Turbo ให้พละกำลัง 192 แรงม้า และแรงบิด 280 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ แม้จะไม่มี Paddle Shift (ต้องโยกคันเกียร์เองตามสไตล์ BMW และ Porsche) แต่การตอบสนองของเครื่องยนต์นั้นไม่ต่างจาก JCW ในช่วงออกตัวเท่าไหร่ มันติดบูสท์ไวมากสำหรับคนที่คุ้นเคยกับเครื่องยนต์เทอร์โบยุค 90s เพียงแค่เข็มวัดรอบตวัดเกิน 2,000 รอบ/นาที แรงดึงก็มาให้สัมผัสได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงรอบปลายที่เกิน 5,000 รอบ/นาที JCW ที่มีกำลัง 231 แรงม้า ก็ยังคงเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
โอกาสพิเศษที่ผมได้รับคือการขับรถเปิดหลังคาลงสนามแข่ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากและสร้างความประทับใจอย่างยิ่ง การได้ยินเสียงท่อไอเสีย เสียง Crackle ปุปะปุ้งปั้ง ในขณะที่สายลมปะทะใบหน้าบนความเร็วสูงในสนาม เป็นความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากรถยนต์สมรรถนะสูงหลังคาแข็งทั่วไป หากเปิดโหมด Sport เสียงเหล่านี้จะยิ่งชัดเจนขึ้น สร้างอารมณ์ร่วมในการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ ช่วงล่างและการตอบสนองของพวงมาลัยนั้นมีนิสัยคล้าย JCW เพียงแต่ในโหมดปกติ โช้คอัพ Dynamic Damper ของ Convertible จะมีความนุ่มนวลและมีการโย้ตัวมากกว่าเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากน้ำหนักตัวที่มากกว่า JCW ถึง 75 กิโลกรัม เนื่องจากโครงสร้างตัวถังที่ต้องเสริมความแข็งแรงเพื่อชดเชยการไม่มีหลังคา และชุดมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับหลังคา
ด้วยน้ำหนักที่มากกว่าและช่วงล่างที่นุ่มนวลกว่าเล็กน้อย ทำให้การเลี้ยวโค้งของ Cooper S Convertible ไม่ได้คมกริบเท่า JCW ตัวอย่างเช่นในโค้ง U-Turn แรกหลังจากจุดสตาร์ทที่ความเร็วเท่ากัน Convertible จะมีอาการหน้าดื้อชัดเจนกว่า แต่ถ้าตั้งใจสะบัดพวงมาลัยเร็วๆ ก็อาจมีอาการท้ายกวาดเล็กน้อย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ MINI บางรุ่น อย่างไรก็ตาม หากระบบ DSC เปิดทำงานอยู่ รถจะพยายามแก้ไขอาการให้กลับมาสู่สภาพปกติเสมอ
MINI Cooper S Convertible จึงไม่ใช่ ‘รถยนต์ทำเวลาในสนาม’ ที่ดีที่สุด แต่มันคือ ‘รถสปอร์ตเปิดประทุน’ ที่มอบ ‘ประสบการณ์ขับขี่’ อันเป็นเอกลักษณ์ และ ‘ไลฟ์สไตล์พรีเมียม’ ที่ยากจะลืมเลือน หากคุณเป็นคนที่มีฐานะดี ต้องการรถที่ขับสนุก คลาสสิก ดูดี มีสไตล์ และสามารถขับไปงานสังคมไฮโซได้อย่างสง่างาม Cooper S Convertible คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบในตลาด ‘รถหรู’ ปี 2025 ที่คุณจะได้ทั้งสมรรถนะและความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร
MINI Cooper S JCW Dress Up: ทางเลือกอัจฉริยะสำหรับผู้หลงใหลสมรรถนะในปี 2025
ราคาโดยประมาณ: 2,990,000 บาท (โปรดตรวจสอบราคาและรุ่นอัปเดตสำหรับปี 2025)
เครื่องยนต์: B48A20A 2.0 ลิตร TwinPower เทอร์โบ 192 แรงม้า ที่ 4,700-6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบต่อนาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ Sport Steptronic พร้อม Paddle shift
น้ำหนักตัวรถ: 1,250 กิโลกรัม
MINI Cooper S JCW Dress Up ไม่ใช่ JCW ตัวจริง แต่เป็น Cooper S 2.0 ลิตร 192 แรงม้า ที่ได้รับการติดตั้งชุดแต่งจาก John Cooper Works ทำให้มีรูปลักษณ์ที่ดุดันและสปอร์ตไม่แพ้รุ่น JCW แท้ๆ แต่ที่น่าสนใจคือตัวเลขน้ำหนักที่ระบุตามสเป็คว่าเบากว่า JCW ตัวจริงถึง 45 กิโลกรัม ซึ่งผมเองก็ยังสงสัยว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้มันเบากว่ากันได้มากขนาดนั้น ในแง่ของฟังก์ชัน JCW Dress Up มาพร้อม Paddle Shift เหมือน JCW แต่ไม่มีจอ Head-Up Display ซึ่งเป็นจุดที่ต้องพิจารณาในแง่ของออพชั่นสำหรับ ‘รถพรีเมียมคอมแพ็ค’ ในปี 2025
ในการลองขับบนสนามแข่ง JCW Dress Up สามารถควบคุมการโยนตัวของตัวถังได้ดีใกล้เคียงกับ JCW มาก เสียงยางที่ดังเวลาเข้าโค้งก็มีน้อยกว่า โดยเฉพาะในโค้งลงเขาที่ใช้ความเร็วสูง ตัว Dress Up จะมีเสียงยางดังมาจากล้อหน้าเป็นหลัก คล้ายกับ JCW ซึ่งแตกต่างจาก Convertible ที่มีเสียงดังทั้งยางหน้าและหลัง อาการของรถเวลาเข้าโค้งก็ใกล้เคียงกับ JCW จนถึงจุดหนึ่งที่ผมลองกดคันเร่งมากเกินไปขณะออกจากโค้ง ระบบ EDLC (Electronic Differential Lock Control) ซึ่งมีอยู่ในรถทุกคันที่ขับในวันนี้ (ยกเว้น Countryman) จะทำงานร่วมกับระบบ DSC ในการกระจายกำลังไปยังล้อที่เกาะถนนได้ดีกว่า ลักษณะการจับพลังลงพื้นจะนุ่มนวลกว่าลิมิเต็ดสลิปแบบกลไกในรถแข่ง และยังคงอนุญาตให้มีอาการล้อฟรีได้เล็กน้อย ซึ่งเป็นสมดุลที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพและความปลอดภัย
พวงมาลัยมีน้ำหนักหน่วงมือที่พอดี ถ่ายทอดแรงได้อย่างเป็นธรรมชาติ ถือว่าทำได้ดีสำหรับ ‘พวงมาลัยไฟฟ้า’ ในยุคปัจจุบัน แม้การคืนตัวออกจากโค้งอาจจะช้ากว่าพวงมาลัยไฮดรอลิกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ไร้ความรู้สึกหรือเหมือนหุ่นยนต์อย่างแน่นอน ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ Cooper S ทำให้รถคันนี้ขับสนุกได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่ในสนามหรือนักขับที่มีประสบการณ์ ระบบ DSC ที่คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ทำให้การขับขี่บนสนามแข่งเป็นไปได้อย่างปลอดภัย เพียงแค่รู้จักระยะเบรกและไม่ใช้ความเร็วเกินลิมิต รถก็จะจัดทรงให้เองทั้งหมด
หากคุณไม่ได้ต้องการ ‘ป้าย JCW’ หรือความภูมิใจในการขับขี่ ‘สุดยอดของ MINI’ และไม่ใช่คนที่ขับในสนามแข่งเป็นประจำ ผมกล้าพูดได้เลยว่า JCW Dress Up คันนี้มอบแก่นแท้ของความเป็น MINI พันธุ์แสบได้ถึง 90% ของ JCW แท้ๆ แต่คุณจ่ายเงินน้อยกว่าถึง 460,000 บาท (ณ ช่วงราคาเปิดตัว) ทำให้เป็น ‘ทางเลือกที่คุ้มค่า’ สำหรับผู้ที่ต้องการความสนุกในงบประมาณที่จำกัด และหากต้องการพละกำลังที่มากกว่า ก็สามารถเพิ่มชุดแต่ง Tuning Kit ของ MINI ในภายหลังได้ ซึ่งจะให้สมรรถนะที่ใกล้เคียงกับ JCW แท้ๆ ในชีวิตจริง แต่ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหา ‘John Cooper Works’ ของแท้ก็คือทางออกที่จบในตัว
การขับขี่บนท้องถนนในชีวิตจริง: MINI ที่หลากหลายในปี 2025
หลังจากพิชิตความท้าทายบนสนามแก่งกระจาน ทีมงาน MINI Thailand ยังให้โอกาสเราได้ทดลองขับรถบนท้องถนนจริง เพื่อสัมผัสถึงความสามารถในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังพิจารณา ‘ซื้อรถยนต์’ เหล่านี้ไปใช้งาน
MINI Cooper D Clubman: ความสบายสำหรับการเดินทาง
Clubman Cooper D คือรถคันแรกที่ผมเลือกขับกลับบนเส้นทางจากแก่งกระจาน-เพชรเกษม-ชะอำ ด้วยขนาดตัวรถที่กว้างขวางที่สุดในกลุ่ม และการจูนช่วงล่างและเครื่องยนต์ที่เน้นความสมดุล ทำให้มันเป็น ‘รถยนต์สำหรับการท่องเที่ยว’ ที่เหมาะกับสไตล์การขับขี่แบบผู้ใหญ่ที่ชอบความเร็วสูงอย่างมั่นคง สามารถใช้ความเร็ว 130-140 กม./ชม. ได้อย่างนิ่งสนิท และเมื่อต้องการแซงก็ไม่ต้องเค้นคันเร่งมากนัก ช่วงล่างที่นุ่มหนึบกำลังดี ไม่ได้กระด้างจนต้องเกร็งตัวเมื่อเจอหลุมบ่อขนาดใหญ่ หรือถนนคอนกรีตที่ชำรุด ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกสบาย พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายขนาด 360 ลิตร ก็เพียงพอสำหรับกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่หลายใบ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของ ‘รถยนต์อเนกประสงค์’ ในปี 2025
MINI John Cooper Works (JCW): ความเร้าใจที่ใช้งานได้จริง
แน่นอนว่าสำหรับ JCW ผมแทบจะรีบวิ่งไปโยนสัมภาระใส่ทันที เพราะอยากรู้ว่ารถที่ ‘เจ๋งในสนามแข่ง’ ขนาดนี้ จะยังให้ความรู้สึกที่ดีบนท้องถนนจริงหรือไม่ ผลลัพธ์เป็นไปตามคาด แม้ว่ายางแก้มบาง 205/45 จะทำให้การซับแรงกระแทกจากพื้นผิวถนนไม่ราบเรียบได้ไม่เต็มที่ แต่เมื่อขับบนถนนเพชรเกษมในโหมดปกติ ช่วงล่างก็ยังคงมีความนุ่มนวลที่พอให้สัมผัสได้ ไม่ได้กระด้างสะเทือนเหมือนรถแข่ง แต่เป็นความหนืดในระดับที่วัยรุ่นก็ยังนั่งสบาย คุณลองจินตนาการถึง BMW 118i ที่ช่วงล่างแข็งขึ้นเล็กน้อย แล้วสวมยางแก้มบาง นั่นคือความรู้สึกของ MINI JCW
การเข้า-ออกจากรถ แม้จะไม่สะดวกสบายเท่า Countryman หรือ Clubman แต่ MINI Hatch รุ่นใหม่นี้ก็เอื้อเฟื้อกับผู้ใช้งานที่มีสรีระที่หลากหลายมากขึ้น การลุกเข้าออกทำได้ง่ายกว่ารถขับหลังขนาดใกล้เคียงกันด้วยซ้ำ สิ่งที่เหลือคือ ‘รถยนต์สมรรถนะสูง’ ที่เปรียบเสมือนมีดพับ Swiss Army Knife ที่เต็มไปด้วยลูกเล่น คุณอยากจะใช้มันทำอะไร มันก็จะปฏิบัติตามโดยเลือกวิธีที่เหมาะสมกับคำสั่งของคุณ เกียร์ Sport Steptronic เปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและนุ่มนวล สามารถเลือกจังหวะเกียร์ที่เหมาะสมโดยแปรผันตามความลึกของคันเร่งได้ดี จนไม่รู้สึกจำเป็นต้องใช้ Paddle Shift เลย แม้จะขับแบบรีบๆ ก็ตาม
MINI ในปี 2025: เหนือกว่าเหตุผล คือความหลงใหลที่ยังคงอยู่
หลังจากได้สัมผัส MINI หลากรุ่นบนสนามแก่งกระจานและบนท้องถนน ผมต้องยอมรับว่า ‘MINI’ ในยุค 2025 ยังคงเป็นแบรนด์ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ยากจะหาใครเทียบได้ และแม้ในใจลึกๆ ผมอาจจะพยายามมองหาข้อเสียที่ชัดเจน แต่โดยรวมแล้ว ข้อเสียเหล่านั้นมักไม่ใช่เรื่องประสิทธิภาพหลักของตัวรถ แต่เป็นเรื่องของ ‘ราคา’ และ ‘อารมณ์ความรู้สึก’ ที่เป็นตัวตัดสินใจหลัก
บางคนอาจจะบอกว่า ‘คนที่อยากได้ MINI ก็ต้องเลือก MINI มาเป็นอันดับ 1’ ซึ่งผมก็ไม่เถียงครับ ความรักสามารถชนะทุกสิ่งได้ เช่นเดียวกับที่ผมชอบผู้หญิงในแบบของผมมากกว่าคนที่สมบูรณ์แบบตามอุดมคติของคนส่วนใหญ่ การเลือก MINI ก็คือการเลือกด้วย ‘หัวใจ’ และ ‘อารมณ์ความหลงใหล’ ในดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ‘ประสบการณ์ขับขี่โกคาร์ท’ และความเป็นมาอันยาวนาน
แต่สำหรับผู้ที่มอง ‘เม็ดเงิน’ เทียบกับ ‘สิ่งที่ได้’ ในตลาด ‘รถยนต์หรู’ และ ‘รถยนต์พรีเมียมคอมแพ็ค’ ที่มีการแข่งขันสูงในปี 2025 คุณจะพบว่า ด้วยราคาของ Clubman Cooper D คุณอาจจะสามารถเลือกซื้อ BMW 320d หรือแม้แต่ 330e Luxury ที่มาพร้อมออพชั่นครบครัน พละกำลังมหาศาล และความประหยัดที่เหนือกว่า แต่สิ่งที่คุณจะไม่ได้คือ ‘ความเป็น MINI’
หรือถ้าคุณมองหา ‘รถยนต์ยุโรป’ ที่ปราดเปรียวและมีกำลัง 200 แรงม้าบวกลบ คุณอาจจะพิจารณา Mercedes-Benz CLA250 AMG Dynamic หรือ GLA250 ที่มีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า MINI JCW Dress Up ถึงหลักครึ่งล้านบาท พร้อมอุปกรณ์ครบครันและตราดาวสามแฉกอันทรงเกียรติ หรือถ้าต้องการ ‘รถสปอร์ต 2 ที่นั่ง’ อย่างแท้จริง คุณอาจจะเพิ่มเงินอีกไม่มากเพื่อคว้า Mercedes-Benz SLC300 มาครอบครอง
ผมทราบดีว่าการเปรียบเทียบเช่นนี้ อาจทำให้แฟนคลับ MINI บางคนไม่พอใจ แต่เราทุกคนทราบดีว่าการเลือกซื้อ MINI นั้น มักไม่ใช่การตัดสินใจที่สมบูรณ์แบบในเชิงเหตุผลและเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นจุดเริ่มต้นจาก ‘อารมณ์ความปรารถนา’ เป็นหลักใช่ไหมครับ?
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณควรจะดีใจคือ ภายใต้กรอบของ ‘ความหลงใหล’ นั้น วิศวกรของ MINI ก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะสร้าง ‘เหตุผลที่ดี’ มารองรับการตัดสินใจของคุณ ทำให้คุณสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า MINI มีข้อดีให้สัมผัสได้หลายจุด เป็น ‘รถยนต์ที่เข้าถึงง่าย’ ขึ้น และปรับตัวให้รองรับการใช้งานที่หลากหลายได้มากขึ้น รองรับผู้คนหลายเพศ หลายสรีระ
สำหรับผม แค่นี้ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนใจคนที่เคยเฉยๆ กับ MINI ให้หันมา ‘เริ่มรักแบรนด์นี้’ ได้แล้วล่ะครับ! ในปี 2025 นี้ MINI ยังคงพิสูจน์ให้เห็นว่า ‘รถยนต์ขับสนุก’ ไม่จำเป็นต้องละทิ้งความพรีเมียมหรือความสามารถในการใช้งานในชีวิตประจำวัน และยังคงเป็นทางเลือกที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ที่มี ‘บุคลิกเฉพาะตัว’ และ ‘ประสบการณ์ขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร’
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ที่ผสมผสานทั้งสไตล์ สมรรถนะ และความสนุกในการขับขี่ที่หาได้ยากในตลาดปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น Hot Hatch ที่เร้าใจ, รถยนต์อเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ครอบครัว หรือรถสปอร์ตเปิดประทุนที่เติมเต็มไลฟ์สไตล์อย่างมีระดับ ผมขอเชิญชวนให้คุณลองสัมผัส MINI ด้วยตัวคุณเอง แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมรถคันเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเสน่ห์นี้ ถึงยังคงครองใจนักขับทั่วโลกได้ไม่เสื่อมคลายในยุค 2025 นี้! ติดต่อผู้จำหน่าย MINI ใกล้บ้านคุณเพื่อประสบการณ์ขับขี่ที่ไม่เหมือนใครวันนี้!

