สมัยวัยเยาว์…แก่งกระจานสำหรับผมไม่ใช่แค่ชื่ออำเภอในเพชรบุรี แต่มันคือผืนป่า ทิวเขา สายน้ำเย็นฉ่ำ สถานที่บำบัดใจยามเหนื่อยล้า หรือกระทั่งยามรักพังทลาย ผมมักจะขับรถคู่ใจที่ไม่เคยแรงนัก ไปหาทุ่งหญ้าสักแห่งที่ไม่รู้จัก นั่งมองความว่างเปล่า ปล่อยใจไปกับกระแสธาร และหวังว่าสายน้ำจะชำระล้างความผิดหวังให้หมดสิ้น ก่อนจะกลับเข้าเมืองหลวงไปใช้ชีวิตที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงต่อไป
ใครจะคาดคิดว่าจากสถานที่แห่งการเยียวยาจิตใจในธรรมชาติ วันนี้ “แก่งกระจาน” ในความทรงจำของผมกลับกลายเป็นชื่อที่ปลุกเร้าอะดรีนาลีนในทันที มันคือสนามแข่งรถระดับตำนานที่ท้าทายนักขับทุกระดับ ด้วยระยะทางกว่า 2.4 กิโลเมตร ที่อัดแน่นไปด้วยโค้งหักศอก ทางขึ้น-ลงเขา โค้งยาว โค้ง S ที่ซับซ้อนราวกับจิตรกรบรรจงตวัดปลายพู่กัน สนามแห่งนี้ไม่ได้สร้างมาเพื่อความง่ายดาย แต่เพื่อทดสอบขีดจำกัดของรถและคนขับ พื้นผิวบางช่วงที่ขรุขระ เม็ดทรายที่พร้อมจะทำให้รถเสียอาการ และทางลงยาวที่ส่งความเร็วให้พุ่งทะยานจนใจหาย หากกำพวงมาลัยไม่แน่น หรือเบรกผิดจังหวะ คุณอาจได้หมุนคว้างกลางโค้ง S ขวา ให้สนามสอนบทเรียนแห่งความถ่อมตัว
สนามแข่งแก่งกระจานถือกำเนิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของสองนักแข่งผู้รักมอเตอร์สปอร์ต คุณสมชาย ศรีจิรารัตน์ และคุณเอกประวัติ เพ็ชรรักษ์ ที่อยากเห็นสนามแข่งรถคุณภาพระดับสากลผุดขึ้นในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น และเป็นที่รองรับเหล่านักซิ่งหลังถนนให้เข้ามาปลดปล่อยพลังอย่างถูกที่ถูกทาง ด้วยความทุ่มเทอย่างหนัก สนามแห่งความฝันนี้จึงปรากฏเป็นรูปเป็นร่างภายในเวลาเพียง 10 เดือนเท่านั้น ว่ากันว่านี่คือสนามแข่งรถที่สร้างเสร็จเร็วที่สุดในโลก และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบทบาทใหม่ที่แก่งกระจานได้มอบให้กับวงการยานยนต์ไทย
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการรถยนต์มากว่าทศวรรษ ผมมีโอกาสนำรถตัวเองลงไปสัมผัสสนามแห่งนี้หลายครั้ง ตั้งแต่รถบ้านธรรมดาไปจนถึงรถที่ปรับแต่งมาเพื่อสนามโดยเฉพาะ สิ่งที่ผมเรียนรู้จากการขับขี่ที่แก่งกระจานคือ “พลังแรง” ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวในการทำเวลาที่ดีที่สุดเสมอไป รถเล็ก น้ำหนักเบา ที่มีระบบเบรกและยางที่สมบูรณ์ต่างหาก คือหัวใจสำคัญในการพิชิตสนามแห่งนี้ ในขณะที่รถพลังสูงลิบลิ่วแต่ขาดการเตรียมพร้อมในส่วนสำคัญเหล่านี้ อาจกลายเป็นภาระมากกว่าความได้เปรียบ
ผมเคยนำ Nissan Tiida ติดล้อและยางเดิมๆ (ที่ผ่านการใช้งานมา 50,000 กิโลเมตร) พร้อมเบรกเดิม (เปลี่ยนแค่ผ้าเบรก) ลงไปลองสนาม คิดว่า 170 แรงม้าที่ล้อคงจะพอไหว แต่กลับโดน Honda Civic FD 1.8 ลิตรเครื่องเดิมๆ ที่มียาง AD08 ช่วงล่าง และเบรกชั้นเยี่ยม ทิ้งห่างไปชนิดไม่เห็นฝุ่น หรือเมื่อได้ลองขับ Jazz GE ที่เจ้าของปรับแต่งมาเพื่อสนามโดยเฉพาะ แม้จะมีแรงม้าน้อยกว่า Tiida ของผมถึง 14 ตัว แต่ด้วยอุปกรณ์ครบครันทั้งเบรก ยาง ช่วงล่าง และลิมิเต็ดสลิป แม้ผมจะยังไม่คุ้นเคยกับรถ เข้าเกียร์พลาดไปหลายครั้ง แต่เวลาก็ยังเร็วกว่า Best Time ของผมเองไปหลายวินาทีอย่างไม่น่าเชื่อ ประสบการณ์เหล่านี้ตอกย้ำให้ผมเห็นว่าการจูนรถให้ “สมดุล” ต่างหากคือศิลปะที่แท้จริงของการขับขี่ในสนาม
และนั่นคือที่มาของการมาเยือนแก่งกระจานอีกครั้งในปี 2025 นี้…แต่คราวนี้ไม่ใช่ด้วยรถของผมเอง และไม่ใช่การวิ่งเพื่อความสนุกเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นการทดสอบสุดยอดพรีเมียมคอมแพกต์ระดับไอคอนอย่าง MINI ในเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด เพื่อหาคำตอบว่าดีเอ็นเอ “Go-Kart Feeling” ในตำนาน จะถูกถ่ายทอดและพัฒนาไปอย่างไรในโลกยานยนต์ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและความคาดหวังที่สูงขึ้น
แกะรอย DNA ความสนุก: เจาะลึก MINl Gen ใหม่ 2025 บนสนามแข่ง
สถานการณ์ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยปี 2025 มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องสมรรถนะ ดีไซน์ เทคโนโลยี และที่สำคัญคือ “ความยั่งยืน” MINI ในฐานะแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จึงต้องปรับตัวและพัฒนาก้าวล้ำนำหน้า เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเหล่านี้ การกลับมาเยือนสนามแก่งกระจานในปีนี้ ทำให้ผมมีโอกาสสัมผัสกับ MINI เจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่ไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์ แต่ยังอัดแน่นด้วยวิศวกรรมที่ล้ำสมัย และยังคงมอบประสบการณ์ขับขี่ที่สนุกสนานตามแบบฉบับ MINI อย่างเต็มเปี่ยม
ในงาน MINI Track Day 2025 นี้ MINI Thailand ได้ขนทัพรถยนต์ MINI แทบทุกรุ่นที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมาให้เราได้ลองสัมผัส ทั้งในตระกูล Hatchback, Convertible, และ Crossover อย่าง Countryman โดยเน้นไปที่รุ่นที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการและทิศทางของแบรนด์ในอนาคต
สำหรับรุ่นที่ทุกคนต้องขับ (ภาคบังคับ) เพื่อให้ได้สัมผัสแก่นแท้ของความแตกต่าง ประกอบด้วย:
MINI John Cooper Works (JCW) Hatch (J01 Gen ใหม่): สุดยอดตัวแรงแห่งยุคที่มาพร้อมขุมพลังที่เหนือชั้นและเทคโนโลยีสนามแข่ง
MINI Cooper S Hatch (J01 Gen ใหม่): ความลงตัวระหว่างสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจและไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน
MINI Countryman S (U25 Gen ใหม่): ตัวแทนของ MINI ที่เติบโตและตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีรุ่นทางเลือก (ภาควิชาเลือกเสรี) ให้ได้ลองสัมผัสอีกสองคัน เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ที่แตกต่าง:
MINI Countryman SE ALL4 (U25 Gen ใหม่ – Electric): การก้าวเข้าสู่ยุคพลังงานไฟฟ้าเต็มตัวของ MINI ที่ยังคงดีเอ็นเอความสนุกไว้ครบถ้วน
MINI Cooper S Convertible (F57 Gen ปัจจุบัน – อัปเดต 2025): ความคลาสสิกของ MINI เปิดประทุน ที่ได้รับการอัปเดตทั้งในด้านเทคโนโลยีและสมรรถนะ
ผมเลือกที่จะเริ่มต้นประสบการณ์ด้วย MINI John Cooper Works (JCW) Hatch ใหม่ล่าสุด เพื่อทำความเข้าใจถึงจุดสูงสุดของสมรรถนะที่ MINI สามารถมอบให้ได้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นค่อยๆ ไล่เรียงลงมายังรุ่นอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบและหาความแตกต่าง ซึ่งเป็นแนวทางที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ใช้ในการทดสอบรถยนต์สมรรถนะสูง
MINI John Cooper Works (JCW) Hatch (J01 Gen ใหม่): สัมผัสขีดสุดแห่งความร้อนแรงในปี 2025
ราคาโดยประมาณ (2025): 3,690,000 บาท
เครื่องยนต์: 2.0 ลิตร TwinPower Turbo (B48B20B รุ่นปรับปรุง) 265 แรงม้า ที่ 5,200-6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด: 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,350-4,500 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Sport Steptronic พร้อม Paddle Shift
ขนาดตัวรถ: ยาว/กว้าง/สูง โดยประมาณ 3,880/1,740/1,420 มม.
น้ำหนักตัวรถ: 1,320 กิโลกรัม (อาจแตกต่างตามออปชัน)
JCW ในเจนเนอเรชั่นใหม่นี้ ไม่ใช่แค่การปรับโฉมภายนอก แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปอีกขั้น ชุดแต่ง JCW เฉพาะรุ่น ทั้งกันชนหน้าดีไซน์ดุดัน สเกิร์ตข้าง และสปอยเลอร์หลังขนาดใหญ่ ผสานกับท่อไอเสียสปอร์ตคู่ และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้ว ห่อหุ้มด้วยยางสมรรถนะสูง Pirelli P Zero หรือ Michelin Pilot Sport 5 (ขึ้นอยู่กับตลาดและออปชัน) เบรกสมรรถนะสูงคาลิเปอร์แดง 4 Pot พร้อมจานดิสก์ขนาด 340 มิลลิเมตร คือการประกาศศักดาแห่งตัวแรงอย่างแท้จริง
หัวใจแห่งสมรรถนะ: เครื่องยนต์ B48B20B ที่ได้รับการปรับจูนใหม่หมด ไม่เพียงแค่เพิ่มแรงม้าเป็น 265 ตัว แต่ยังมอบ Flat Torque ที่กว้างและต่อเนื่องกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด จากรอบต่ำเพียง 1,350 รอบ/นาที แรงบิดมหาศาล 400 นิวตัน-เมตร ก็พร้อมจะพุ่งทะยานพาตัวรถน้ำหนัก 1.3 ตัน ให้ทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเร่งแซงบนทางตรง หรือการไต่ขึ้นเนินชันของสนามแก่งกระจาน เครื่องยนต์ตอบสนองได้ทันใจในทุกช่วงคันเร่ง ทำให้การขับขี่ที่ความเร็วสูงเป็นไปอย่างมั่นใจและเร้าใจ
ช่วงล่างและระบบควบคุม: นี่คือจุดที่ MINI JCW ก้าวข้ามผ่านตัวเองอย่างแท้จริง ระบบช่วงล่าง Adaptive Suspension Control ที่มาพร้อมโช้คอัพไฟฟ้า (ปรับความแข็ง-อ่อนได้) ได้รับการจูนมาเฉพาะสำหรับ JCW ให้มีความแข็งแกร่งและหนึบแน่นยิ่งขึ้น เสริมด้วยสปริงที่มีค่าความหนืดสูงกว่า Cooper S ทั่วไป ทำให้การทรงตัวในโค้งความเร็วสูงเป็นไปอย่างแม่นยำและมั่นคง เมื่อบวกกับพวงมาลัยไฟฟ้าที่มีอัตราทดไวและคมกริบ การบังคับควบคุม JCW จึงให้ความรู้สึกเหมือน “โกคาร์ทติดเทอร์โบ” ที่พร้อมจะพุ่งทะยานไปตามใจสั่ง
เมื่อเลือกโหมด Sport เสียงท่อไอเสียจะแผดก้องและมีเสียง “ปุปะปุ้งปั้ง” อันเป็นเอกลักษณ์ (ที่จูนมาเพื่อความบันเทิงโดยเฉพาะ) ซึ่งจะยิ่งเพิ่มอรรถรสในการขับขี่ให้ถึงขีดสุด ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Sport Steptronic ทำงานได้อย่างชาญฉลาด เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการชิฟต์ขึ้นหรือลงเกียร์ เพื่อรักษารอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในย่านกำลังสูงสุดตลอดเวลา ยิ่งเมื่อใช้ Paddle Shift การควบคุมพลังก็ยิ่งอยู่ในกำมือของผู้ขับขี่อย่างสมบูรณ์
เบรกและความมั่นใจ: ระบบเบรกของ JCW ไว้ใจได้เต็มร้อย คาลิเปอร์ 4 Pot ด้านหน้าที่จับคู่กับจานดิสก์ขนาดใหญ่ 340 มม. ให้การตอบสนองที่รวดเร็วและเป็นเชิงเส้น น้ำหนักแป้นเบรกที่มั่นคงและคาดเดาได้ ทำให้การชะลอความเร็วจากความเร็วสูงเป็นไปอย่างง่ายดาย แม้จะอัดมาเต็มที่บนทางลงยาวของสนาม JCW ก็ยังสามารถเบรกและเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ ไม่ต่างจากรถแข่งที่ผ่านการจูนมาอย่างพิถีพิถัน
ผมกล้าพูดได้เลยว่า MINI JCW Hatch (J01) ในปี 2025 นี้ คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของอังกฤษ กับวิศวกรรมเยอรมันชั้นเลิศ มันคือรถที่ทำให้ผมรู้สึก “อยากได้” อย่างแท้จริง เป็น Hot Hatch ที่ไม่เพียงแค่เร็วและแรง แต่ยังฉลาด ล้ำสมัย และยังคงรักษาจิตวิญญาณของความสนุกในการขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ได้มีคาแรกเตอร์ที่ดิบเถื่อนเหมือน JCW รุ่นเก่าๆ แต่มีความ “refined brutality” ที่ขับสนุกได้ทุกวันและยังพร้อมที่จะสร้างรอยยิ้มบนใบหน้าได้ทุกครั้งที่กดคันเร่ง
MINI Cooper S Hatch (J01 Gen ใหม่): ความลงตัวของสมรรถนะและไลฟ์สไตล์
ราคาโดยประมาณ (2025): 2,890,000 บาท
เครื่องยนต์: 2.0 ลิตร TwinPower Turbo (B48A20A รุ่นปรับปรุง) 204 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด: 300 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-4,000 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัตช์คู่
ขนาดตัวรถ: ยาว/กว้าง/สูง โดยประมาณ 3,880/1,740/1,420 มม.
น้ำหนักตัวรถ: 1,280 กิโลกรัม (โดยประมาณ)
Cooper S ในเจนเนอเรชั่นใหม่นี้ได้รับการยกระดับทั้งในด้านพละกำลังและเทคโนโลยี เพื่อให้เป็นรถที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการความสนุกในการขับขี่ แต่ยังคงใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกสบาย
พละกำลังที่ตอบโจทย์: แม้จะแรงน้อยกว่า JCW แต่ 204 แรงม้าและ 300 นิวตัน-เมตร จากเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร TwinPower Turbo ก็เหลือเฟือสำหรับการขับขี่ในสนามและบนถนนทั่วไป เครื่องยนต์ตอบสนองได้ฉับไว ติดบูสต์ได้ตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้รู้สึกถึงแรงดึงที่ต่อเนื่องและทรงพลัง การเร่งแซงทำได้ง่ายดาย และการไต่ขึ้นเนินชันก็ไม่มีปัญหา ระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic คลัตช์คู่ คืออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์เป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ต่อเนื่องและมีชีวิตชีวา
ช่วงล่างและการควบคุม: Cooper S ยังคงรักษา “Go-Kart Feeling” อันเป็นเอกลักษณ์ของ MINI ได้เป็นอย่างดี ระบบช่วงล่างที่ได้รับการจูนมาอย่างลงตัว มอบความหนึบแน่นที่พอดีสำหรับการขับขี่ในสนาม แต่ยังคงให้ความนุ่มนวลที่ยอมรับได้สำหรับการใช้งานในเมือง การเข้าโค้งทำได้อย่างมั่นใจ ตัวรถมีอาการโคลงน้อยมาก และพวงมาลัยไฟฟ้าที่ตอบสนองไว ให้ความรู้สึกแม่นยำและสื่อสารกับพื้นถนนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมรถได้อย่างเป็นธรรมชาติและสนุกสนาน
การใช้งานบนสนาม: บนสนามแก่งกระจาน Cooper S แสดงให้เห็นถึงความคล่องตัวที่ยอดเยี่ยม การเปลี่ยนทิศทางในโค้งหักศอกทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ระบบเบรกที่ปรับปรุงใหม่ให้ความมั่นใจในการชะลอความเร็ว แม้จะไม่ได้เป็นเบรกสมรรถนะสูงเท่า JCW แต่ก็เพียงพอสำหรับการขับขี่อย่างมีชีวิตชีวาบนสนามแข่ง
MINI Cooper S Hatch (J01) คือทางเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์พรีเมียมคอมแพกต์ที่มอบความสนุกในการขับขี่ได้อย่างเต็มที่ พร้อมด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นรถที่สามารถพาคุณไปทำงานในวันธรรมดา และพร้อมที่จะพาคุณไปปลดปล่อยความเร็วในสนามแข่งในวันหยุดสุดสัปดาห์ได้อย่างไม่เคอะเขิน
MINI Countryman S (U25 Gen ใหม่): Crossover พรีเมียมที่เติบโตอย่างมีสไตล์
ราคาโดยประมาณ (2025): 2,690,000 บาท (สำหรับ Cooper S) / 2,990,000 บาท (สำหรับ SE ALL4 Electric)
เครื่องยนต์ (Countryman S): 2.0 ลิตร TwinPower Turbo (B48A20A รุ่นปรับปรุง) 204 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด: 300 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-4,000 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic แบบคลัตช์คู่
ขนาดตัวรถ: ยาว/กว้าง/สูง 4,433/1,843/1,656 มม.
น้ำหนักตัวรถ: 1,600 กิโลกรัม (โดยประมาณ)
(หมายเหตุ: รุ่น Cooper D Clubman และ Cooper D Hightrim Countryman ที่เคยมีในบทความต้นฉบับได้ถูกแทนที่ด้วย MINI Countryman S และ Countryman SE ALL4 ในปี 2025 เนื่องจาก Clubman ได้ถูกยกเลิกการผลิตไปแล้ว และ MINI หันมาเน้น Crossover ขนาดใหญ่ขึ้นพร้อมตัวเลือกพลังงานไฟฟ้า)
MINI Countryman ในเจนเนอเรชั่นใหม่ (U25) คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด มันเติบโตขึ้นอย่างชัดเจนทั้งขนาดตัวรถ ภายในห้องโดยสาร และความสามารถในการใช้งานที่หลากหลายขึ้นอย่างมาก จากเดิมที่ Clubman เคยเป็น MINI ที่กว้างขวางที่สุด บัดนี้ Countryman ได้เข้ามาสวมบทบาทนั้นอย่างเต็มตัว พร้อมด้วย DNA ของ MINI ที่ยังคงอยู่ครบถ้วน
สำหรับ Countryman S ที่ได้ลองขับบนสนาม แม้จะมีขนาดที่ใหญ่และน้ำหนักตัวที่มากกว่ารุ่น Hatchback แต่ด้วยเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร TwinPower Turbo 204 แรงม้า และเกียร์คลัตช์คู่ 7 จังหวะ ทำให้มันยังคงให้ความรู้สึกที่ “ปราดเปรียวเกินตัว” บนสนามแก่งกระจาน
สมรรถนะที่ประทับใจ: พละกำลังจากเครื่องยนต์นั้นเหลือเฟือสำหรับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ ทั้งบนสนามและบนถนนทั่วไป การตอบสนองของเครื่องยนต์รวดเร็วทันใจ แม้จะมีน้ำหนักตัวที่มากกว่า แต่การถ่ายทอดกำลังลงสู่พื้นทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ Countryman S สามารถเร่งทะยานออกจากโค้งและไต่ขึ้นเนินชันได้อย่างน่าประทับใจ การเร่งแซงบนทางตรงก็ทำได้ง่ายดาย ไม่ต้องเค้นรอบเครื่องยนต์มากนัก
ช่วงล่างและการควบคุม: นี่คือจุดที่ Countryman S ทำได้ดีเกินคาดสำหรับรถในกลุ่ม Crossover ช่วงล่างที่ได้รับการจูนมาอย่างพิถีพิถัน ให้ความหนึบแน่นและมั่นคงอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับการขับขี่ในสนาม ถึงแม้จะมีอาการโยนตัวบ้างเล็กน้อยเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ง่ายและให้ความมั่นใจมากกว่า Crossover ทั่วไป พวงมาลัยไฟฟ้าให้ความรู้สึกแม่นยำและสื่อสารกับผู้ขับขี่ได้ดี ช่วยให้การบังคับเลี้ยวเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ภายในห้องโดยสารและอรรถประโยชน์: ภายในของ Countryman U25 ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ให้ความรู้สึกที่พรีเมียม ทันสมัย และกว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้โดยสารตอนหลังมีพื้นที่วางขาและพื้นที่เหนือศีรษะที่สบายขึ้นมาก เบาะนั่งสามารถปรับพับได้หลากหลายรูปแบบ ทำให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระที่มากถึง 505 ลิตร และเพิ่มเป็น 1,530 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Countryman ตอบโจทย์การใช้งานของครอบครัวหรือผู้ที่ต้องการพื้นที่เก็บของมากขึ้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Countryman S จึงเป็น MINI ที่เติบโตอย่างมีวุฒิภาวะ มันยังคงรักษาดีเอ็นเอความสนุกในการขับขี่ไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่เพิ่มมิติในด้านความกว้างขวาง อรรถประโยชน์ และความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน มันคือ Crossover พรีเมียมที่ผสานสไตล์ ความสนุก และฟังก์ชันการใช้งานไว้ได้อย่างลงตัว
MINI Countryman SE ALL4 (U25 Gen ใหม่ – Electric): ก้าวสู่อนาคตที่ยังคง Go-Kart Feeling
ราคาโดยประมาณ (2025): 2,990,000 บาท
มอเตอร์ไฟฟ้า: มอเตอร์คู่ (ALL4) 313 แรงม้า
แรงบิดสูงสุด: 494 นิวตัน-เมตร
แบตเตอรี่: 64.7 kWh
ระยะทางวิ่งสูงสุด (WLTP): ประมาณ 430 กิโลเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 5.6 วินาที
นี่คือ Countryman ที่ผมเลือกขับเป็นคันสุดท้ายในภาคสนาม เพื่อสัมผัสถึงอนาคตของ MINI ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเต็มตัว Countryman SE ALL4 คือรุ่นที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อไฟฟ้า และพละกำลังที่น่าตกใจถึง 313 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 494 นิวตัน-เมตร
พลังไฟฟ้าที่เหนือคาด: สิ่งแรกที่สัมผัสได้คืออัตราเร่งที่ฉับไวและเงียบสนิท แรงบิดมหาศาลที่มีให้ใช้ตั้งแต่เริ่มออกตัวทำให้ Countryman SE ALL4 พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง การตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้าแทบจะในทันที ทำให้การเร่งแซงหรือการออกจากโค้งเป็นไปอย่างเร้าใจและง่ายดาย อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.6 วินาที คือตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับ Crossover EV ขนาดนี้
การควบคุมที่มั่นใจ: แม้จะมีน้ำหนักตัวที่มากกว่ารุ่นเครื่องยนต์สันดาป (เนื่องจากแบตเตอรี่) แต่การจัดวางแบตเตอรี่ไว้ที่พื้นรถทำให้จุดศูนย์ถ่วงต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ Countryman SE ALL4 มีการทรงตัวที่ดีเยี่ยม การเข้าโค้งทำได้อย่างมั่นใจ ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ALL4 ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนนให้สูงสุด ทำให้การควบคุมรถเป็นไปอย่างแม่นยำและปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นบนทางเปียกหรือทางโค้งที่ท้าทาย พวงมาลัยยังคงให้ความรู้สึกคมชัดและสื่อสารกับพื้นผิวถนนได้ดีตามแบบฉบับ MINI
ช่วงล่างที่ปรับจูนมาอย่างดี: ช่วงล่างของ Countryman SE ALL4 ได้รับการปรับจูนมาเป็นพิเศษ เพื่อรองรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและการตอบสนองของมอเตอร์ไฟฟ้า ให้ความหนึบแน่นที่สมดุลระหว่างความสะดวกสบายในการขับขี่บนถนนทั่วไป และประสิทธิภาพในการควบคุมบนสนามแข่ง แม้จะไม่ได้คมกริบเท่า Hatchback JCW แต่ก็ยังคงมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานและมั่นใจได้
MINI Countryman SE ALL4 คือบทพิสูจน์ว่ารถยนต์ไฟฟ้าก็สามารถมีจิตวิญญาณแห่งความสนุกในการขับขี่ได้ มันคือ MINI ที่ผสานประสิทธิภาพของพลังงานไฟฟ้าเข้ากับความสามารถรอบด้านของ Crossover และยังคงมอบ “Go-Kart Feeling” ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ทิ้งความสนุกและความเร้าใจ
MINI Cooper S Convertible (F57 Gen ปัจจุบัน – อัปเดต 2025): อิสระเหนือสายลมแห่งความคลาสสิก
ราคาโดยประมาณ (2025): 3,190,000 บาท
เครื่องยนต์: 2.0 ลิตร TwinPower Turbo (B48A20A) 192 แรงม้า ที่ 4,700-6,000 รอบ/นาที
แรงบิดสูงสุด: 280 นิวตัน-เมตร ที่ 1,250-4,500 รอบ/นาที
ระบบส่งกำลัง: เกียร์อัตโนมัติ 7 จังหวะ Steptronic คลัตช์คู่
ขนาดตัวรถ: ยาว/กว้าง/สูง 3,874/1,727/1,415 มม.
น้ำหนักตัวรถ: 1,420 กิโลกรัม (โดยประมาณ)
หลังจากที่ได้สัมผัสกับความทันสมัยของ Hatchback J01 และ Countryman U25 ผมก็ได้กลับมานั่งใน MINI Cooper S Convertible ที่แม้จะเป็นเจนเนอเรชั่น F57 ที่ได้รับการอัปเดตต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงความคลาสสิกและเสน่ห์ของ MINI เปิดประทุนไว้ได้อย่างเต็มเปี่ยม
ดีไซน์และภายในที่โดดเด่น: Convertible คันนี้ยังคงความเท่ด้วยแถบสีบนฝากระโปรง และหลังคาผ้าใบที่สามารถเปิด/ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมลวดลายธงชาติอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์ ภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งอย่างประณีต ด้วยเบาะหนังเย็บตะเข็บลายข้าวหลามตัด จอ Head-Up Display ที่ใช้งานง่าย และการเลือกใช้สีสันและวัสดุที่ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว มันไม่ใช่ความหวือหวา แต่เป็นความละเอียดอ่อนที่น่าจดจำ
ประสบการณ์ขับขี่บนสนาม: ผมขออนุญาต “ดัดจริต” เปิดหลังคาขับบนสนามแก่งกระจาน! ประสบการณ์การได้ขับรถเปิดประทุนในสนามแข่งที่สวยงามแบบนี้ ถือเป็นสิ่งที่หาได้ยากและควรค่าแก่การจดจำ
เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร TwinPower Turbo 192 แรงม้า และเกียร์คลัตช์คู่ 7 จังหวะ ยังคงมอบพละกำลังที่เพียงพอต่อการขับขี่ที่สนุกสนานบนสนาม แรงบิดมาเร็วตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้รู้สึกถึงแรงดึงที่หนักแน่นตั้งแต่เริ่มออกตัว แต่แน่นอนว่าที่รอบปลาย JCW ยังคงเหนือกว่า
ช่วงล่างและการควบคุม: Cooper S Convertible มีคาแรกเตอร์ที่ “นุ่มนวลกว่า” เมื่อเทียบกับ JCW Hatchback ด้วยโครงสร้างตัวถังที่ต้องรับมือกับการไม่มีหลังคาแข็ง ทำให้มีน้ำหนักตัวที่มากกว่าเล็กน้อย และช่วงล่างที่อาจจะนุ่มนวลกว่าเล็กน้อยเพื่อความสบายในการขับขี่บนถนนจริง ส่งผลให้การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงอาจไม่คมกริบเท่า JCW และมีอาการหน้าดื้อให้รู้สึกได้บ้าง แต่ถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจจะทำเวลาต่อรอบอย่างจริงจัง ระบบควบคุมการทรงตัว (DSC) ที่ชาญฉลาด ก็พร้อมจะเข้ามาช่วยแก้ไขอาการของรถให้คุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัย
สิ่งที่ Cooper S Convertible มอบให้คือ “อารมณ์” ที่แตกต่าง การได้ขับขี่โดยมีสายลมปะทะใบหน้า เสียงท่อไอเสียที่กระหึ่มชัดเจนขึ้นเมื่อเปิดหลังคา ยิ่งในโหมด Sport ที่มีเสียง Pop & Bang ออกจากท่อ ทำให้ทุกการขับขี่กลายเป็นประสบการณ์ที่พิเศษและน่าหลงใหล มันคือรถที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสนุกในการขับขี่ สไตล์ที่โดดเด่น และความคลาสสิกที่ไม่เคยตกยุค เป็นรถที่สามารถพาคุณไปงานไฮโซ หรือขับเล่นรับลมชมวิวได้อย่างมีสไตล์และน่าจดจำ
บทสรุปของการเดินทาง: เมื่อเหตุผลและอารมณ์ผสานกันใน MINI (2025)
ตลอดระยะเวลาที่ได้สัมผัสกับ MINI เจนเนอเรชั่นใหม่ปี 2025 ทั้งบนสนามแข่งแก่งกระจานและบนถนนจริง ผมได้ข้อสรุปที่น่าสนใจเกี่ยวกับวิวัฒนาการของแบรนด์นี้
MINI John Cooper Works (J01) คือสุดยอดแห่งสมรรถนะและความเร้าใจ มันคือ Hot Hatch ที่ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ใกล้เคียงกับรถแข่งมากที่สุด แต่ยังคงใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว มันคือรถที่ผมยอมรับว่า “อยากได้” อย่างแท้จริง
MINI Cooper S Hatch (J01) คือความสมดุลที่ยอดเยี่ยมระหว่างความสปอร์ตและความเป็นรถยนต์สำหรับชีวิตประจำวัน มันมอบความสนุกในการขับขี่ที่เพียงพอสำหรับทุกคน ตั้งแต่มือใหม่ในสนามไปจนถึงผู้ที่ต้องการรถที่คล่องตัวและมีสไตล์
MINI Countryman S (U25) และ Countryman SE ALL4 (U25 – Electric) แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของ MINI ในมิติของความกว้างขวาง อรรถประโยชน์ และความยั่งยืน Countryman ใหม่ไม่ได้เป็นเพียง Crossover ที่ใหญ่ขึ้น แต่ยังคงรักษาดีเอ็นเอของความสนุกในการขับขี่ไว้ได้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะรุ่นไฟฟ้าที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ MINI ในโลกอนาคต
ส่วน MINI Cooper S Convertible (F57) ยังคงเป็นสัญลักษณ์ของความคลาสสิกและความเป็นอิสระ การได้ขับรถเปิดประทุนบนสนามแข่ง หรือขับเล่นรับลมชมวิว ทำให้ทุกการเดินทางกลายเป็นประสบการณ์ที่พิเศษและน่าจดจำ
MINI ในโลกแห่งความเป็นจริงปี 2025: ประสบการณ์บนถนน
หลังจากพิชิตสนามแก่งกระจาน การได้นำ MINI เหล่านี้มาโลดแล่นบนถนนจริง ทำให้ผมได้มุมมองที่ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน
MINI Countryman S (U25) และ Countryman SE ALL4 (U25 EV)
บนถนนทั่วไป Countryman S และ SE ALL4 แสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบด้าน ด้วยช่วงล่างที่ได้รับการจูนมาอย่างดีเยี่ยม มอบความนุ่มนวลที่น่าประทับใจสำหรับการเดินทางไกล สามารถใช้ความเร็ว 130-140 กม./ชม. ได้อย่างนิ่งและมั่นคง การซับแรงกระแทกจากพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบเป็นไปอย่างดีเยี่ยม ไม่ได้แข็งกระด้างจนทำให้ผู้โดยสารรู้สึกไม่สบาย ภายในที่กว้างขวางขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้การเข้า-ออกสะดวกสบาย และพื้นที่เก็บสัมภาระที่มากเพียงพอสำหรับการเดินทางของครอบครัว นี่คือรถที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการความอเนกประสงค์ สไตล์ และความสนุกในการขับขี่ไปพร้อมกัน โดยเฉพาะ Countryman SE ALL4 ที่มอบความประหยัดและความแรงจากพลังงานไฟฟ้า ที่เป็นเทรนด์สำคัญของปี 2025
MINI Cooper S Hatch (J01) และ MINI JCW Hatch (J01)
สำหรับ Hatchback ทั้ง Cooper S และ JCW แม้จะไม่ได้เน้นความนุ่มนวลสูงสุด แต่ช่วงล่างของเจนเนอเรชั่นใหม่นี้ได้รับการปรับปรุงให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เมื่ออยู่ในโหมดปกติ การขับขี่บนถนนเพชรเกษมก็ยังคงให้ความรู้สึกหนึบแน่นแต่ไม่กระด้างจนเกินไป มันยังคงรักษา “Go-Kart Feeling” ไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่เพิ่มมิติของความสะดวกสบายที่ทำให้สามารถใช้งานในชีวิตประจำวันได้จริง การเข้า-ออกรถทำได้ง่ายขึ้นเมื่อเทียบกับ MINI รุ่นเก่าๆ ทำให้ผู้ที่มีสรีระแบบผม หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระดูก ก็ยังสามารถขับขี่ได้อย่างสบายใจ
ระบบเกียร์ Sport Steptronic ของ JCW ทำงานได้อย่างราบรื่นและชาญฉลาด ไม่จำเป็นต้องใช้ Paddle Shift ตลอดเวลา แต่เมื่อต้องการความเร้าใจ เกียร์ก็พร้อมจะตอบสนองในทันที
MINI Cooper S Convertible (F57)
บนถนนจริง Convertible ยังคงมอบความพิเศษด้วยการขับขี่แบบ Open-Air การเปิดหลังคารับลมยามเย็น ทำให้ทุกการเดินทางกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ช่วงล่างที่นุ่มนวลกว่า JCW เล็กน้อย ทำให้การขับขี่ในเมืองเป็นไปอย่างผ่อนคลาย แต่ก็ยังคงความหนึบแน่นที่จำเป็นสำหรับการควบคุมรถที่มั่นคงบนความเร็วสูง
MINI กับทางเลือกที่ชาญฉลาดในปี 2025: เมื่ออารมณ์ต้องชนกับเหตุผล
จากประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการรถยนต์ ผมมองว่าจุดแข็งของ MINI ในปี 2025 ไม่ได้อยู่แค่ที่สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม (แม้ Countryman SE ALL4 จะมีพลังที่น่าทึ่ง และ JCW ก็เป็น Hot Hatch ที่ไร้เทียมทาน) หรือเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย หากแต่อยู่ที่ “อารมณ์” และ “บุคลิก” ที่ไม่เหมือนใคร
บางคนอาจจะบอกว่า “ถ้าอยากได้ MINI ก็ต้อง MINI เท่านั้น” ผมก็ไม่เถียงครับ ความหลงใหลสามารถเอาชนะทุกสิ่งได้ เหมือนที่ผมมักจะหลงใหลในรถยนต์ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่นมากกว่าแค่ตัวเลขบนสเปคชีท
แต่สำหรับผู้ที่มองหา “รถยุโรปพรีเมียม” ในงบประมาณ 2-3 ล้านบาท ในปี 2025 คุณจะพบว่ามีทางเลือกมากมายที่อาจจะ “สมเหตุสมผล” มากกว่าในเชิงเศรษฐศาสตร์:
BMW 3 Series (เช่น 320i หรือ 320e): ในราคาที่ใกล้เคียงกับ MINI Countryman S หรือ JCW คุณอาจได้ BMW 3 Series ที่มีขนาดใหญ่กว่า หรูหรากว่า ออปชันครบครันกว่า และมอบพลังกับความประหยัดจากขุมพลัง Plug-in Hybrid ในรุ่น 320e ได้
Mercedes-Benz C-Class (เช่น C 220 d หรือ C 300 e): เช่นกัน ด้วยงบประมาณที่ใกล้เคียงกัน คุณจะได้รถซีดานที่หรูหรา สง่างาม เทคโนโลยีล้ำสมัย และสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมจากเครื่องยนต์ดีเซลหรือ Plug-in Hybrid
Mercedes-Benz GLA 250 หรือ CLA 250 (รุ่นอัปเดต 2025): หากคุณมองหา Compact Crossover หรือ Sport Coupe ที่มีดีไซน์โฉบเฉี่ยว สมรรถนะ 200 แรงม้า+ และออปชันครบครัน ในราคาที่อาจจะถูกกว่า JCW Dress Up รุ่นท็อปของ MINI ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย
ผมเขียนเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเกลียด MINI ตรงกันข้าม ผมเข้าใจดีว่าการเลือกซื้อ MINI ไม่ใช่แค่การตัดสินใจด้วยเหตุผล แต่เป็นการตัดสินใจด้วย “หัวใจ” และสิ่งที่ MINI มอบให้คือ “ความรู้สึก” ที่รถคันอื่นไม่สามารถเลียนแบบได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณควรภาคภูมิใจคือ ในปี 2025 วิศวกรของ MINI ได้ทำงานอย่างหนัก เพื่อสร้างเหตุผลดีๆ มารองรับการตัดสินใจด้วยอารมณ์ของคุณ พวกเขาได้พัฒนา MINI ให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ปรับบุคลิกให้รองรับการใช้งานที่หลากหลายขึ้น ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่รักความสปอร์ต หลงใหลในสไตล์ หรือต้องการความอเนกประสงค์ และยังคงรักษาจิตวิญญาณ “Go-Kart Feeling” อันเป็นเอกลักษณ์ไว้ได้อย่างครบถ้วน
สำหรับผม…จากคนที่เคยคิดว่า MINI เป็นรถที่ “ไม่จำเป็นต้องมี” วันนี้ผมกลับรู้สึกว่า MINI ในเจนเนอเรชั่นใหม่ปี 2025 นี้ ได้เปลี่ยนความคิดผมไปอย่างสิ้นเชิง มันทำให้ผมเริ่ม “ตกหลุมรัก” แบรนด์นี้อีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ!
เชิญสัมผัสประสบการณ์ MINI Gen ใหม่ 2025 ด้วยตัวคุณเอง!
หากบทความนี้ได้จุดประกายความสนใจในตัวคุณ ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟน MINI ตัวยง หรือกำลังมองหารถยนต์พรีเมียมที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง ผมขอเชิญชวนให้คุณได้ไปสัมผัส MINI เจนเนอเรชั่นใหม่ปี 2025 ด้วยตัวคุณเองที่โชว์รูม MINI ใกล้บ้าน หรือติดตามกิจกรรมทดสอบขับขี่จาก MINI Thailand เพราะบางครั้ง…การได้ลองขับคือสิ่งเดียวที่จะบอกได้ว่า “รถคันนี้ใช่สำหรับคุณหรือไม่” เตรียมพร้อมสำหรับความประทับใจ และบางทีคุณอาจจะพบว่าหัวใจของคุณได้หลงรัก MINI อย่างไม่รู้ตัว!

