ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการรถยนต์มานานนับทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของตลาดรถกระบะในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และหากจะมีรถรุ่นใดรุ่นหนึ่งที่ผมจะยกให้เป็น “ผู้บุกเบิก” ที่แท้จริงในการยกระดับมาตรฐานของรถกระบะจากแค่ “ม้าใช้งาน” สู่ “พาหนะคู่ใจที่ครบครัน” ผมคงต้องเอ่ยถึง “ฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT” รุ่นปี 2016 อย่างไม่ต้องสงสัย แม้เวลาจะล่วงเลยมาจนถึงปี 2025 แต่รากฐานและปรัชญาการออกแบบที่ฟอร์ดได้วางไว้เมื่อเกือบสิบปีก่อน ยังคงสะท้อนและกำหนดทิศทางของตลาดรถกระบะในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนรอยความสำเร็จ และวิเคราะห์เจาะลึกว่าเหตุใด 2016 Ford Ranger 3.2 XLT จึงยังคงเป็นตำนานที่สำคัญในสายตาของนักเลงรถกระบะพันธุ์แท้
จากภาพลักษณ์ “กระบะใช้งาน” สู่ “พาหนะอเนกประสงค์” แห่งอนาคต
ก่อนที่ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชัน T6 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตลาดรถกระบะไทยนั้นเน้นความทนทานเป็นหลัก แต่ฟอร์ดได้มองเห็นช่องว่างในการเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการมากกว่าแค่รถที่แข็งแกร่ง พวกเขาต้องการรถกระบะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ทั้งการขนส่ง การผจญภัย และการใช้งานในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญคือต้องมอบความสะดวกสบายและเทคโนโลยีที่เทียบเท่ารถยนต์นั่งส่วนบุคคล ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับเซกเมนต์กระบะ การเปิดตัวของเรนเจอร์ในปี 2016 ซึ่งเป็นรุ่นที่ได้รับการปรับโฉมครั้งสำคัญ ถือเป็นการตอกย้ำวิสัยทัศน์นี้ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น และกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้คู่แข่งต้องหันมาจับตามอง
ในมุมมองของปี 2025 เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่าฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT ในช่วงนั้น ได้วางรากฐานสำคัญให้กับรถกระบะในยุคปัจจุบัน ทั้งในเรื่องของการออกแบบ สมรรถนะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีความสะดวกสบายและความปลอดภัยที่ในวันนี้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่เมื่อสิบปีก่อน ฟอร์ดคือผู้กล้าที่ก้าวออกจากกรอบเดิมๆ
พลิกโฉมดีไซน์: รูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งเหนือกาลเวลา
การเปลี่ยนแปลงด้านการออกแบบภายนอกของฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT ในปี 2016 ถือเป็นการปฏิวัติที่แท้จริง จากเดิมที่เน้นเส้นสายที่ดูสปอร์ต การปรับโฉมครั้งนั้นได้เปลี่ยนไปสู่ความ “ทึกทึน” และ “แกร่งกร้าว” มากขึ้น ซึ่งทางฟอร์ดนิยามว่าเป็น “Built to take on your World” หรือ “แกร่งเพื่อทุกความสำเร็จ” ซึ่งเป็นคำที่ยังคงสะท้อนตัวตนของเรนเจอร์มาจนถึง 2025
กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ทรง 6 เหลี่ยมที่มาพร้อมการตกแต่งโครเมียมในรุ่น XLT ซึ่งแตกต่างจากรุ่นพื้นฐานที่ดูเรียบง่ายกว่า แต่ยังคงเอกลักษณ์กระจังหน้าสามแถบของฟอร์ดไว้ได้อย่างลงตัว การปรับเปลี่ยนนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กระจังหน้า แต่ยังรวมถึงชุดไฟหน้าที่มีความโฉบเฉี่ยว ทันสมัย และกันชนหน้า แก้มข้าง รวมถึงฝากระโปรงหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ทำให้รถดูเป็นหนึ่งเดียวกันและมีมิติที่ดุดันยิ่งขึ้น การใช้ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ลาย 6 แฉกที่ดูแข็งแกร่ง แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งความเรียบง่าย พร้อมยาง Dunlop Grantrek ขนาด 255/55/R17 เสริมบุคลิกความพร้อมลุยได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้ส่วนท้ายจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากนัก แต่โดยรวมแล้ว ฟอร์ดได้สร้างสรรค์รูปลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำ ซึ่งในวันนี้เราเห็นได้ว่าเส้นสายเหล่านี้ได้วิวัฒนาการต่อยอดไปสู่เรนเจอร์เจเนอเรชันปัจจุบัน ที่ยังคงรักษา DNA ของความแข็งแกร่งและความทันสมัยนี้ไว้ได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน
ในตลาด 2025 ที่เน้นความล้ำสมัยและการผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความบึกบึน การออกแบบของ 2016 Ranger ยังคงดูดีและไม่ได้ล้าสมัยมากนัก เพียงแต่รถกระบะในปัจจุบันจะเน้นไฟ LED เต็มระบบ การออกแบบที่ให้ความรู้สึกเชื่อมโยงกับอนาคตมากขึ้น แต่หลักการของความแกร่งกร้าวที่ฟอร์ดวางไว้นั้นยังคงเป็นหัวใจสำคัญ
ห้องโดยสาร: ยกระดับความสะดวกสบายสไตล์รถเก๋ง
สิ่งที่ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT แตกต่างจากคู่แข่งในยุคนั้นอย่างชัดเจนคือการยกระดับห้องโดยสารให้มีความสะดวกสบายและทันสมัยราวกับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญซึ่งทำให้ผู้บริโภคมองรถกระบะด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
ในรุ่น XLT เบาะนั่งผ้าสีดำที่ปรับด้วยมืออาจดูเรียบง่ายในวันนี้ แต่ในยุคนั้นถือว่าให้ความสบายที่น่าพอใจ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านที่มาพร้อมปุ่มควบคุมสารพัด ทั้งหน้าจอแสดงข้อมูลบนมาตรวัด ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) และระบบเครื่องเสียง ถือเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานที่ปลายนิ้วสัมผัส แม้บางคนอาจจะมองว่าปุ่มเริ่มดูเยอะไปบ้างเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แต่สิ่งเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยีที่เราเห็นในรถกระบะ 2025 ที่มาพร้อมพวงมาลัยดิจิทัล และระบบสั่งการด้วยเสียงที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น
คอนโซลหน้าถูกออกแบบใหม่โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Ford Everest ซึ่งช่วยเพิ่มความภูมิฐานและพรีเมียมให้กับรถ เครื่องเล่น CD/MP3 แผ่นเดียว พร้อมฟังก์ชัน Bluetooth, ช่อง USB-AUX และรองรับ SD Card อาจดูเป็นเรื่องพื้นฐานในวันนี้ แต่เมื่อสิบปีก่อนมันคือความครบครันที่น่าประทับใจ การกล่าวถึงระบบ SYNC 2 ที่มีในรุ่น Wildtrak พร้อมจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว สะท้อนให้เห็นว่าฟอร์ดเป็นผู้บุกเบิกในด้านระบบเชื่อมต่อและอินโฟเทนเมนต์ ซึ่งในวันนี้ได้พัฒนาไปสู่ SYNC 4/5 พร้อมจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 12-15 นิ้ว และการเชื่อมต่อไร้สายอย่าง Apple CarPlay/Android Auto ซึ่ง 2016 Ranger คือผู้จุดประกายเทรนด์นี้
ระบบปรับอากาศแบบธรรมดาที่ควบคุมด้วยสวิตช์ไฟฟ้า แม้จะไม่ใช่ระบบอัตโนมัติเต็มตัว แต่การจัดวางตำแหน่งและการออกแบบที่ชวนให้นึกถึงรถยนต์พรีเมียมอย่าง Volvo นั้น สร้างความประทับใจด้านสุนทรียภาพ ช่องเสียบไฟ 12V สองชุด ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งาน แต่น่าเสียดายที่ไม่มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่รถกระบะ 2025 หลายรุ่นให้ความสำคัญและได้นำเสนอมาเป็นมาตรฐานแล้ว
โดยรวมแล้ว ห้องโดยสารของ 2016 Ford Ranger 3.2 XLT คือก้าวสำคัญที่ทำให้รถกระบะหลุดพ้นจากภาพลักษณ์เดิมๆ และปูทางไปสู่ห้องโดยสารของรถกระบะยุค 2025 ที่เต็มไปด้วยความหรูหรา เทคโนโลยี และความสะดวกสบายระดับพรีเมียม
ขุมพลัง 3.2 ลิตร: หัวใจของสมรรถนะที่เร้าใจ
ภายใต้ฝากระโปรงของฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT คือหัวใจที่สร้างความเร้าใจและเป็นจุดเด่นสำคัญของรุ่นนี้ นั่นคือเครื่องยนต์ดีเซล 5 สูบแถวเรียง ขนาด 3.2 ลิตร พร้อมระบบเทอร์โบชาร์จ ที่มาพร้อมกำลังสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบต่อนาที และแรงบิดมหาศาลถึง 470 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ซึ่งถือว่าทรงพลังที่สุดในกลุ่มรถกระบะยุคนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย
แม้ฟอร์ดจะเลือกที่จะไม่เพิ่มกำลังในเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ 3.2 ลิตร เหมือนกับรุ่น 2.2 ลิตร ที่เพิ่มขึ้นจาก 150 เป็น 160 แรงม้า แต่ด้วยตัวเลข 200 แรงม้า และ 470 นิวตันเมตร ก็เพียงพอที่จะมอบสมรรถนะการขับขี่ที่น่าตื่นเต้นและตอบสนองได้อย่างดีเยี่ยม ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ซึ่งให้การถ่ายทอดพละกำลังที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล แม้จะไม่มีเกียร์ธรรมดาในรุ่น Double Cab (ซึ่งเป็นจุดที่คู่แข่งบางรายมี) แต่เกียร์อัตโนมัติของฟอร์ดก็ถูกปรับจูนมาเป็นอย่างดี
สิ่งหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนตั้งข้อสังเกตในรุ่น XLT 4×4 ในช่วงเวลานั้นคือการที่ฟอร์ดไม่ได้ติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว (Electronic Stability Program – ESP) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control System – TCS) มาให้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแรงบิดอันมหาศาล 470 นิวตันเมตร และการเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อพร้อมเฟืองท้ายแบบ Limited Slip Differential (LSD) ทำให้รถมีโอกาสเกิดอาการท้ายปัดหรือ “Power Slide” ได้ง่าย หากผู้ขับขี่ไม่มีทักษะเพียงพอ สิ่งนี้เป็นข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยที่ในตลาด 2025 ระบบเหล่านี้ได้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่จำเป็นในรถกระบะทุกรุ่น เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ 3.2 ลิตรของฟอร์ด เรนเจอร์ ยังคงเป็นขุมพลังที่น่าประทับใจ ฟอร์ดได้เปิดเผยว่ามีการปรับปรุงระบบหัวฉีดและระบบหมุนเวียนไอเสีย (EGR) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจุดระเบิดและความประหยัดน้ำมัน รวมถึงลดมลภาวะ ซึ่งเป็นสิ่งที่รถกระบะใน 2025 ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยในปัจจุบันเราได้เห็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลที่เล็กลงแต่ทรงพลังมากขึ้น หรือแม้กระทั่งเครื่องยนต์ไฮบริดและไฟฟ้าในรถกระบะบางรุ่น แต่ตำนานของ 3.2 ลิตรยังคงเป็นสัญลักษณ์ของพละกำลังดิบและความทนทาน
สมรรถนะการขับขี่: กำหนดนิยามใหม่ของความนุ่มนวลและแม่นยำ
ไฮไลต์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของฟอร์ด เรนเจอร์ 2016 ที่ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญต้องกล่าวถึงอย่างชื่นชม คือการนำระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า (Electric Power Steering – EPS) มาติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถกระบะ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาใน Ford Everest อย่างไม่ต้องสงสัย นี่คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้รถกระบะสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
พวงมาลัย EPS รุ่นใหม่นี้ได้รับการปรับปรุงให้มีน้ำหนักแปรผันตามความเร็ว ทำให้การขับขี่ในเมืองที่ความเร็วต่ำเป็นเรื่องง่ายและคล่องตัวอย่างเหลือเชื่อ แม้แต่ผู้หญิงก็สามารถควบคุมรถกระบะคันโตได้อย่างสบายมือ ในขณะที่การเดินทางด้วยความเร็วสูง พวงมาลัยจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจและความแม่นยำในการควบคุม อำนาจการควบคุมที่รวดเร็วและแม่นยำ ไร้ระยะฟรีที่มากเกินไป ทำให้การขับขี่ระยะไกลเป็นไปอย่างผ่อนคลายและปลอดภัย นี่คือมาตรฐานที่รถกระบะ 2025 ทุกค่ายต้องพยายามทำตาม
นอกจากพวงมาลัยแล้ว ฟอร์ดยังไม่ละเลยการปรับปรุงระบบกันสะเทือนใหม่หมดจด ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกอิสระสองชั้น พร้อมคอยล์สปริง และด้านหลังแบบแหนบแผ่นซ้อน อาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานของรถกระบะ แต่การปรับจูนใหม่ทำให้เรนเจอร์มอบความนุ่มนวลที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลดความกระด้างลง แต่ยังคงความมั่นใจในทุกการขับขี่ ชุดโช้คอัพที่ยืดและยุบตัวได้อย่างรวดเร็ว ทำให้รถสามารถรับมือกับสภาพถนนที่หลากหลายได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งผ่านรอยต่อถนน หรือแม้แต่การกระโดดข้ามเนินด้วยความเร็ว (ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้) ช่วงล่างของเรนเจอร์มอบความรู้สึกมั่นคง สปอร์ต แต่ยังคงความนุ่มสบาย ซึ่งเป็นสิ่งที่รถกระบะในปัจจุบันพยายามพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้นไปอีกขั้น
ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำเพียง 2,100 รอบต่อนาที ที่ความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเกียร์ 6 ทำให้ 2016 Ford Ranger 3.2 XLT สามารถเดินทางไกลได้อย่างประหยัดน้ำมัน (ในยุคนั้น) และมีพละกำลังสำรองสำหรับการเร่งแซงที่เหลือเฟือ อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ทำได้ดีที่สุด 11.982 วินาที และ 80-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 9.0 วินาที รวมถึงความเร็วสูงสุดที่ล็อกไว้ที่ 182 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ล้วนเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถกระบะในยุคนั้น ซึ่งสะท้อนถึงสมรรถนะที่ครบครันสำหรับการใช้งานทั้งบนถนนหลวงและนอกเส้นทาง
ความสามารถออฟโรด: แกร่งเกินคาดในทุกสถานการณ์
“เกิดมาแกร่ง” เป็นวลีที่ติดตัวฟอร์ด เรนเจอร์มาตั้งแต่เริ่มต้นของเจเนอเรชัน T6 และในปี 2016 ฟอร์ดก็ยังคงตอกย้ำคุณสมบัตินี้ด้วยการทดสอบสมรรถนะออฟโรดอย่างเข้มข้น แม้จะเป็นการจำลองสถานการณ์ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของรถกระบะ 4×4 คันนี้
การทดสอบบนทางหินแสดงให้เห็นถึงความสามารถของระบบช่วงล่างที่ให้ความนุ่มนวลและมั่นคง แม้ต้องขับลุยไปในเส้นทางทุรกันดาร ผู้โดยสารยังคงรู้สึกสบาย ไม่กระด้างอย่างที่คิด นอกจากนี้ ความสามารถในการลุยน้ำลึกถึง 80 เซนติเมตร ถือเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นของเรนเจอร์ ซึ่งวันนี้กลายเป็นมาตรฐานสำหรับรถกระบะออฟโรดคุณภาพสูง
ระบบช่วยขับขี่ที่สำคัญอย่าง Hill Start Assist (HSA) ที่ช่วยในการออกตัวบนทางชัน และ Hill Descent Control (HDC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน ทำงานได้อย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ ระบบ HDC สามารถปรับการเบรกตามความชันของเส้นทางได้อย่างแม่นยำ ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ออฟโรดได้อย่างมาก
แม้ว่าใน 2016 Ford Ranger 3.2 XLT จะยังไม่มีระบบ Terrain Management System ที่ซับซ้อนเหมือนในรถกระบะ 2025 ที่มาพร้อมโหมดขับขี่หลากหลายสำหรับการรับมือกับพื้นผิวที่แตกต่างกัน แต่ความสามารถพื้นฐานของระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและการทำงานร่วมกับพวงมาลัยไฟฟ้า ที่ยังคงตอบสนองได้อย่างดีแม้ในสถานการณ์คับขันบนพื้นกรวดลอย ทำให้เรนเจอร์เป็นรถกระบะที่พร้อมลุยและควบคุมง่าย
คำถามเรื่องความทนทานของพวงมาลัยไฟฟ้าเมื่อต้องเจอน้ำและฝุ่นจากการลุย เคยเป็นข้อถกเถียงกันในหมู่นักเลงรถ แต่ฟอร์ดได้ให้ข้อมูลทางวิศวกรรมว่าชุดพวงมาลัยไฟฟ้าของเรนเจอร์และเอเวอร์เรสต์มีเคสกันน้ำและกันฝุ่นเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่าเชื่อถือได้ตลอดอายุการใช้งาน ทำให้ผู้ขับขี่รถกระบะ 4×4 ในปี 2025 ไม่ต้องกังวลกับเทคโนโลยีนี้อีกต่อไป
บทสรุป: ตำนานที่ยังคงเป็นแรงบันดาลใจในยุค 2025
เมื่อมองย้อนกลับไปจากปี 2025 ฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 XLT รุ่นปี 2016 ไม่ใช่แค่การปรับโฉมธรรมดา แต่คือ “ผู้บุกเบิก” ที่แท้จริง ที่กล้าฉีกกรอบเดิมๆ ของรถกระบะ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ภายนอกที่แข็งแกร่งดุดัน การปรับปรุงห้องโดยสารให้มีความสะดวกสบายและทันสมัยเทียบเท่ารถเก๋ง การนำเสนอพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) เป็นครั้งแรกในรถกระบะ และการจูนช่วงล่างใหม่ให้มีความนุ่มนวลแต่ยังคงยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นใจ
ฟอร์ดได้ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี โดยการนำเสียงตอบรับจากผู้บริโภคมาพัฒนาและเสริมเติมแต่งตัวตนของเรนเจอร์ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น แม้จะยังคงมีจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะถูกมองข้ามไป เช่น การขาดระบบควบคุมการทรงตัวในบางรุ่น หรือช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งในปัจจุบันเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่รถกระบะ 2025 ทุกรุ่นจะต้องมี แต่โดยรวมแล้ว เรนเจอร์ 3.2 XLT ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของ “กระบะพันธุ์แกร่ง” ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร
ปรัชญา “แกร่งเพื่อทุกความสำเร็จ” ที่ฟอร์ดได้วางไว้ ยังคงเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนการพัฒนาของฟอร์ด เรนเจอร์มาจนถึงทุกวันนี้ และเป็นแรงบันดาลใจให้ค่ายรถกระบะอื่นๆ ต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและสมรรถนะเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
หากคุณกำลังมองหา รถกระบะ 4×4 ที่มีทั้งสมรรถนะเหนือชั้น เทคโนโลยีรถยนต์ ที่เป็นนวัตกรรม และ ความปลอดภัย ที่ครบครัน เพื่อตอบโจทย์ทุกการเดินทางและทุกความสำเร็จ ฟอร์ด เรนเจอร์ ทั้งรุ่นในอดีตและรุ่นปัจจุบัน ยังคงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นและเป็นผู้นำในตลาดเสมอมา
ถึงเวลาแล้วที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร!
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบความแข็งแกร่ง สมรรถนะที่เร้าใจ และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของฟอร์ด เรนเจอร์ อย่ารอช้าที่จะค้นพบว่า Ford Ranger ในวันนี้ได้พัฒนาไปไกลขนาดไหน เชิญคุณสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมค้นพบ ราคา Ford Ranger และ โปรโมชั่นฟอร์ด สุดพิเศษที่ ศูนย์บริการฟอร์ด ใกล้บ้านคุณได้แล้ววันนี้! มาเป็นส่วนหนึ่งของตำนานกระบะพันธุ์แกร่ง ที่พร้อมพาคุณไปทุกความสำเร็จ!

