ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการรถกระบะมานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นวิวัฒนาการของยานยนต์ประเภทนี้มาอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่การปรากฏตัวของ Ford Ranger T6 โฉมปรับโฉมครั้งใหญ่ในปี 2016 ผมจำได้ดีว่ามันสร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดอย่างไร ด้วยการผสมผสานความแกร่งแบบอเมริกันเข้ากับความสะดวกสบายที่ใกล้เคียงรถเก๋งได้อย่างลงตัว ณ เวลานั้น มันคือผู้บุกเบิกที่นิยามคำว่า “กระบะม้าใช้” ใหม่ทั้งหมด จากรถที่เน้นบรรทุกหนักเพียงอย่างเดียว ให้กลายเป็นรถที่พร้อมสำหรับทุกบทบาทในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งปี 2025 นี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบ 9 ปีแล้ว แต่ Ford Ranger 3.2 XLT ปี 2016 คันนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าจับตามองในตลาดรถมือสอง ด้วยคุณสมบัติและเอกลักษณ์ที่ยังคงยืนหยัดท้าทายกาลเวลา และในบางแง่มุม มันยังคงเป็นมาตรฐานที่กระบะรุ่นใหม่บางคันต้องพยายามก้าวข้าม
ดีไซน์ภายนอก: ความแกร่งที่ไม่เคยตกยุค
ย้อนกลับไปในปี 2016 Ford ได้ประกาศแนวคิด “Built to take on your World” หรือ “แกร่งเพื่อทุกความสำเร็จ” ซึ่งได้ถูกถอดรหัสออกมาเป็นดีไซน์ภายนอกที่ดูบึกบึนและสง่างามกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน แม้ในยุค 2025 ที่กระแสดีไซน์ของกระบะรุ่นใหม่เน้นความล้ำสมัยและเส้นสายที่ซับซ้อนมากขึ้น แต่รูปโฉมของ Ranger 3.2 XLT 2016 ก็ยังคงดูน่าเกรงขามและมีเสน่ห์เฉพาะตัว ด้วยกระจังหน้าทรงหกเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่โดดเด่น ซึ่งในรุ่น XLT จะมาพร้อมกับงานโครเมียมที่ช่วยเสริมความพรีเมียม แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์สามแถบของ Ford ไว้ได้อย่างลงตัว โคมไฟหน้าดีไซน์ใหม่ที่เฉียบคมขึ้น ผสานกับกันชนหน้า, แก้มข้าง และฝากระโปรงหน้าที่ถูกปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ทำให้รถคันนี้มี “ฟอร์ม” ที่ต่างจากรุ่นเดิมอย่างสิ้นเชิง จนแทบจะมองว่าเป็นรถคนละคัน
ในมุมมองของปี 2025 ผมยังคงมองว่าการออกแบบนี้มีความยั่งยืน มันไม่ใช่ดีไซน์ที่หวือหวาเพื่อฉาบฉวย แต่เป็นความงามที่เกิดจากฟังก์ชันและความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง ซึ่งทำให้มันยังคงเป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรูปลักษณ์ที่ดุดันและเป็นเอกลักษณ์ ไม่ต้องกลัวว่าจะ “ตกยุค” ง่ายๆ เมื่อเทียบกับรถกระบะรุ่นใหม่ๆ ในตลาดปัจจุบัน Ford Ranger 3.2 XLT มือสองยังคงมีเส้นสายที่แข็งแรงบึกบึน บ่งบอกถึงศักยภาพในการลุยได้อย่างชัดเจน
ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วที่มาพร้อมกับยาง Dunlop Grantrek ขนาด 255/55/R17 ในสมัยนั้นดูลงตัวและใช้งานได้จริง แม้ว่าในตลาดมือสองปัจจุบัน เจ้าของรถหลายคนอาจจะเลือกอัปเกรดเป็นล้อและยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือเปลี่ยนไปใช้ยางสำหรับสายออฟโรดโดยเฉพาะ เพื่อเสริมสมรรถนะการยึดเกาะหรือเพื่อความสวยงามตามสไตล์การแต่งรถกระบะในปัจจุบัน แต่โดยพื้นฐานแล้ว ชุดล้อเดิมก็ยังคงใช้งานได้ดีสำหรับชีวิตประจำวันและงานบรรทุกทั่วไป บันไดข้างรถที่ได้รับการออกแบบใหม่ก็ช่วยเสริมภาพลักษณ์และความสะดวกสบายในการขึ้นลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในส่วนท้ายของรถ Ford ยอมรับว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เนื่องจากมองว่ามีความลงตัวอยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นข้อพิสูจน์ว่าดีไซน์ท้ายรถของ Ranger T6 นั้นได้รับการยอมรับมาตั้งแต่แรก
ห้องโดยสาร: ความสบายที่ต้องแลกมาด้วยความเข้าใจ
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโดยสารของ Ford Ranger 3.2 XLT 2016 ในปี 2025 สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความพยายามในการยกระดับความสะดวกสบายและความทันสมัยให้เทียบเท่ารถเก๋ง ซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นจุดเด่นสำคัญที่ทำให้ Ranger โดดเด่นกว่าคู่แข่ง เบาะนั่งผ้าสีดำแบบปรับมืออาจจะดูธรรมดาเมื่อเทียบกับเบาะหนังปรับไฟฟ้าในกระบะรุ่นใหม่ๆ แต่ความทนทานและการดูแลรักษาง่ายของเบาะผ้าก็เป็นข้อดีสำหรับรถมือสองในระยะยาว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสามก้านที่อัดแน่นด้วยปุ่มควบคุมต่างๆ เช่น หน้าจอแสดงข้อมูล, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) และระบบเครื่องเสียง ช่วยให้การควบคุมทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส
อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมต้องยอมรับว่าปุ่มควบคุมจำนวนมากบนพวงมาลัยอาจสร้างความสับสนเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีอินเทอร์เฟซที่เรียบง่ายกว่าในยุคปัจจุบัน แผงคอนโซลหน้าได้รับการออกแบบใหม่โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Ford Everest ซึ่งช่วยเพิ่มความภูมิฐานและความน่าสนใจให้กับตัวรถอย่างมาก ส่วนกลางของคอนโซลมาพร้อมเครื่องเล่น CD/MP3 แบบแผ่นเดียว พร้อมฟังก์ชันเชื่อมต่อ Bluetooth, ช่อง USB-AUX และสามารถอ่านเพลงจาก SD Card ได้ ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าล้ำหน้ามาก แต่ในยุค 2025 ที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง ระบบนี้อาจจะดูพื้นฐานไปบ้าง หากต้องการความล้ำสมัยอย่างระบบ SYNC 2 พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายกว่า ก็ต้องขยับไปที่รุ่น Wildtrak ซึ่งในตลาดมือสองปัจจุบัน การอัปเกรดระบบอินโฟเทนเมนต์เป็นจอแอนดรอยด์ที่มี Apple CarPlay/Android Auto เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายและเป็นที่นิยมอย่างมาก ทำให้ Ford Ranger 3.2 XLT มือสองยังคงสามารถก้าวตามเทคโนโลยีปัจจุบันได้ทัน
ระบบปรับอากาศแม้จะเป็นแบบธรรมดา แต่การเปิด-ปิดด้วยสวิตช์ไฟฟ้าทำให้ดูเหมือนระบบแอร์อัตโนมัติ และการจัดวางยังชวนให้นึกถึงรถยุโรประดับพรีเมียมอย่าง Volvo ช่วยเสริมความดูดีให้กับห้องโดยสาร จุดเด่นอีกอย่างคือช่องเสียบไฟ 12V สองชุดที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน แม้จะขาดช่องเสียบไฟ 230V ที่มีให้ในรุ่น Wildtrak และไม่มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งในสภาพอากาศเมืองไทยที่ร้อนจัด ผู้โดยสารตอนหลังอาจจะรู้สึกร้อนเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับกระบะรุ่นใหม่ๆ ที่เริ่มใส่ใจในรายละเอียดนี้มากขึ้น ข้อสังเกตเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้สนใจซื้อ Ford Ranger XLT 2016 มือสองควรพิจารณา แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ที่แก้ไขไม่ได้
ขุมพลังและสมรรถนะ: เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร 5 สูบในตำนาน
ภายใต้ฝากระโปรงของ Ford Ranger 3.2 XLT 2016 คือหัวใจสำคัญที่สร้างชื่อให้กับ Ranger มาอย่างยาวนาน นั่นคือเครื่องยนต์ดีเซล 5 สูบแถวเรียง ขนาด 3.2 ลิตร พร้อมเทอร์โบชาร์จ ที่รีดกำลังสูงสุดได้ 200 แรงม้า ที่ 3,000 รอบต่อนาที และแรงบิดมหาศาล 470 นิวตันเมตร ตั้งแต่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าให้สมรรถนะสูงสุดในบรรดากระบะด้วยกัน แม้ว่า Ford จะไม่ได้เพิ่มกำลังเครื่องยนต์บล็อกใหญ่ 3.2 ลิตร เหมือนที่ทำในรุ่น 2.2 ลิตร (จาก 150 เป็น 160 แรงม้า) แต่ตัวเลขเหล่านี้ก็เพียงพอที่จะสร้างความเร้าใจในการขับขี่ได้อย่างเหลือเฟือ และในตลาดปี 2025 นี้ เครื่องยนต์ 3.2 ลิตรนี้ยังคงเป็นขุมพลังที่น่าเกรงขาม ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมือง การเดินทางไกล หรือการลากจูงงานหนัก
ระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ได้อย่างลงตัวและราบรื่น การปรับปรุงระบบควบคุมเกียร์ด้วยโปรแกรมใหม่ (ไม่ใช่การปรับปรุงทางกลไก) ทำให้รู้สึกถึงความต่อเนื่องในการเปลี่ยนเกียร์ที่เพิ่มขึ้น อาการกระตุกน้อยลง ส่งผลให้ความสบายในการขับขี่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ Ranger 3.2 รุ่นก่อนหน้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ 11.982 วินาที และ 80-120 กม./ชม. ใน 9.0 วินาที ถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับกระบะขนาดใหญ่ และความเร็วสูงสุดที่ถูกจำกัดไว้ที่ 182 กม./ชม. ก็เพียงพอสำหรับการใช้งานบนท้องถนนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม จุดหนึ่งที่ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญรู้สึกกังวลและอยากเน้นย้ำสำหรับผู้ที่สนใจ Ford Ranger 3.2 XLT 2016 (โดยเฉพาะรุ่น 4×4) คือการที่ Ford ไม่ได้ติดตั้งระบบควบคุมการทรงตัว Electronic Stability Program (ESP) และ Traction Control System (ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี) มาให้ในรุ่น XLT ซึ่งแตกต่างจากรุ่น Wildtrak ที่จัดเต็มมาให้ นี่เป็นข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยที่สำคัญอย่างยิ่ง ด้วยพละกำลังและแรงบิดมหาศาลขนาด 470 นิวตันเมตร หากผู้ขับขี่ไม่มีทักษะที่เพียงพอ อาจทำให้รถเกิดอาการท้ายปัดหรือ “Power Slide” ได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานการณ์คับขัน หรือเมื่อขับขี่บนพื้นผิวที่ลื่น ซึ่งในยุค 2025 นี้ ระบบความปลอดภัยเหล่านี้ถือเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่รถยนต์ทุกคันควรมี การที่รถกระบะราคาในระดับนี้ไม่มีระบบเหล่านี้มาให้ ถือเป็นจุดที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจังสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด และหากเป็นไปได้ ควรเลือกรุ่นที่มีระบบดังกล่าว หรือหาทางอัปเกรดเพิ่มเติมหากเป็นไปได้ แม้ต้นทุนอาจจะไม่สูงมาก แต่ก็ได้ใจเรื่องความปลอดภัยอย่างแน่นอน
ประสบการณ์การขับขี่: พวงมาลัยไฟฟ้าและช่วงล่างที่เหนือชั้น
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ Ford Ranger 2016 เป็นผู้นำในยุคนั้นคือการนำระบบพวงมาลัยไฟฟ้า Electric Power Steering (EPS) มาติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถกระบะ ซึ่งเป็นผลพวงจากการพัฒนาทางวิศวกรรมร่วมกับ Ford Everest อย่างไม่ต้องสงสัย พวงมาลัยไฟฟ้าแบบใหม่นี้สามารถปรับน้ำหนักแปรผันตามความเร็วได้ ทำให้การขับขี่ในย่านความเร็วต่ำ พวงมาลัยจะเบาเป็นพิเศษ เพื่อความคล่องตัวในการบังคับเลี้ยวและจอดรถ ผู้หญิงก็สามารถขับรถคันใหญ่ได้อย่างสบาย แต่เมื่อใช้ความเร็วสูง น้ำหนักพวงมาลัยจะเพิ่มขึ้น เพื่อความมั่นใจในการควบคุมและทรงตัว ซึ่งในยุค 2025 นี้ ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าถือเป็นมาตรฐานในรถยนต์ส่วนใหญ่ แต่ในสมัยนั้น มันคือการปฏิวัติวงการกระบะอย่างแท้จริง และยังคงเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Ranger มือสองขับขี่ได้สบายไม่แพ้รถรุ่นใหม่ๆ
การเซ็ตระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกอิสระสองชั้นพร้อมคอยล์สปริง และด้านหลังแบบแหนบแผ่นซ้อน อาจเป็นโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในกระบะ แต่สัมผัสของระบบกันสะเทือนใน Ford Ranger 2016 นั้นแตกต่างและลงตัวมากขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ การปรับปรุงใหม่นี้ทำให้รถมีความนุ่มนวล ลดความกระด้างลง แต่ยังคงให้ความมั่นใจในทุกการขับขี่ โช้คอัพมีการยุบและยืดตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้รถสามารถรับมือกับสภาพถนนที่ขรุขระ หรือแม้แต่การกระโดดข้ามเนินด้วยความเร็วสูงได้อย่างน่าทึ่ง นี่คือช่วงล่างสไตล์สปอร์ตพร้อมลุย แต่ก็ยังคงความนุ่มสบายในการเดินทางไกล ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่กระบะในยุค 2025 ยังคงพยายามพัฒนาให้ได้เทียบเท่าหรือเหนือกว่า
การเดินทางไกลด้วยเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างเพลิดเพลิน ด้วยพละกำลังที่เหลือเฟือ การเร่งแซงเป็นเรื่องง่ายดาย เพียงแค่เติมคันเร่งเล็กน้อย รถก็พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้า ที่ความเร็ว 120 กม./ชม. รอบเครื่องยนต์ที่เกียร์ 6 อยู่ที่ประมาณ 2,100 รอบต่อนาที ซึ่งถือว่าต่ำมาก ช่วยในเรื่องความประหยัดน้ำมันในการเดินทางระยะยาว
Ford ยังได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยเฉพาะระบบหัวฉีดใหม่ที่ช่วยให้การจุดระเบิดดีขึ้น และระบบหมุนวนไอเสีย (EGR) ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด เพื่อเน้นการประหยัดน้ำมันและลดมลภาวะจากการปล่อยไอเสีย แม้กำลังสูงสุดจะไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ความประหยัดและประสิทธิภาพการทำงานที่ราบรื่นขึ้น ถือเป็นการอัปเกรดที่สำคัญ
สมรรถนะออฟโรด: ความแกร่งที่เป็น DNA
“เกิดมาแกร่ง” คือวลีที่ติดตัว Ford Ranger T6 มาตั้งแต่แรกเริ่ม และ Ford Ranger 3.2 XLT 4×4 2016 ก็ยังคงพิสูจน์ DNA นี้ได้อย่างชัดเจน แม้ในรุ่น XLT จะไม่มีระบบ Terrain Management System เหมือนรุ่น Wildtrak ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ควรทราบสำหรับผู้ที่ต้องการลุยอย่างจริงจัง แต่การมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4×4 พร้อมเฟืองท้ายแบบ Limited Slip Differential (LSD) ก็เพียงพอสำหรับการลุยทางออฟโรดในระดับหนึ่ง (E-Diff lock จะมีในรุ่น Wildtrak)
การทดสอบสมรรถนะในสถานการณ์จำลอง เช่น การขับผ่านทางหินและบ่อน้ำลึก 40 เซนติเมตร (ซึ่งรถคันนี้ลุยน้ำได้ลึกถึง 80 เซนติเมตร) แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการดูดซับแรงกระแทกของช่วงล่างที่ยอดเยี่ยม มอบความนุ่มนวลที่น่าพอใจแม้ในสภาพเส้นทางที่สมบุกสมบัน นอกจากนี้ ระบบช่วยในการขับขี่อย่าง Hill Start Assist (HSA) ที่ช่วยในการออกตัวบนทางชัน และ Hill Descent Control (HDC) ที่ช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน ก็ทำงานได้อย่างฉลาดและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ HDC ที่สามารถเรียนรู้ความชันและปรับการจับเบรกได้อย่างเหมาะสม ทำให้การลุยทางชันเป็นเรื่องที่มั่นใจได้มากขึ้น
ความทนทานของพวงมาลัยไฟฟ้า EPS ในสภาพการลุยออฟโรดก็เป็นข้อถกเถียงในอดีต แต่ข้อมูลทางวิศวกรรมจาก Ford ระบุว่าชุดพวงมาลัยไฟฟ้าของ Ranger และ Everest มีการป้องกันน้ำและฝุ่นอย่างดีเยี่ยมในส่วนของเคสกันน้ำและกันฝุ่น โดยมีเพียงปลั๊กของมอเตอร์เท่านั้นที่โผล่ออกมา ซึ่ง Ford ค่อนข้างมั่นใจในอายุการใช้งาน อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ใช้งานจริง การดูแลรักษาและการตรวจสอบเป็นประจำยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยืดอายุการใช้งานในระยะยาว
สรุปและอนาคตในตลาดมือสองปี 2025
Ford Ranger 3.2 XLT 2016 คือกระบะที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง และเป็นหนึ่งในรถที่ Ford ทำการบ้านมาอย่างดีเยี่ยม มันคือรถกระบะที่ถูกพัฒนาให้ก้าวไกลอีกขั้น ด้วยการผสมผสานสไตล์อเมริกันที่ดุดัน เข้ากับความสะดวกสบายที่ใกล้เคียงรถเก๋งได้อย่างลงตัว และยังคงเปี่ยมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตรที่ทรงพลังและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น หรือระบบกันสะเทือนที่ให้ทั้งความนุ่มนวลและความมั่นใจในการขับขี่ จนแทบจะเรียกได้ว่านี่คือ “All New” Ranger ที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับตลาด
ในตลาดมือสองปี 2025 Ford Ranger 3.2 XLT 2016 ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งและคุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถกระบะที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานหนักในฟาร์มหรือไซต์งาน การเดินทางไกลแบบครอบครัว และการผจญภัยในเส้นทางออฟโรด มันมอบ “คุณค่า” ที่เหนือกว่าราคา ด้วยดีไซน์ที่ไม่ตกยุค สมรรถนะที่ยังคงโดดเด่น และความทนทานที่เป็นเอกลักษณ์ของ Ford Ranger
สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสูงสุด การพิจารณารุ่น Wildtrak ที่มาพร้อมระบบ ESP และ Traction Control หรือการพิจารณาอัปเกรดระบบเหล่านี้สำหรับ XLT จะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ส่วนเรื่องความสะดวกสบายภายในและระบบอินโฟเทนเมนต์นั้น สามารถปรับปรุงและอัปเกรดให้ทันสมัยขึ้นได้ง่ายในยุคปัจจุบัน
สรุปได้ว่า Ford Ranger 3.2 XLT 2016 ไม่ใช่แค่รถกระบะทั่วไป แต่มันคือตำนานของกระบะพันธุ์แกร่งที่ยังคงมีชีวิตชีวา และพร้อมเป็นเพื่อนร่วมทางที่เชื่อถือได้สำหรับคุณ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หัดลุย หรือผู้ที่ต้องการรถกระบะที่แข็งแกร่ง มีเสน่ห์ และเปี่ยมด้วยสมรรถนะในงบประมาณที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในตลาดมือสองปี 2025
คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะสัมผัสกับตำนานบทนี้? หากคุณกำลังมองหารถกระบะที่รวมเอาความแกร่ง ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าไว้ในคันเดียว Ford Ranger 3.2 XLT 2016 คือคำตอบที่รอคุณอยู่ อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นเจ้าของรถกระบะที่ยังคงสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการ มาพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองวันนี้!

