ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าสิบปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาทางเทคโนโลยีมาแล้วมากมาย แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่วงการนี้จะคึกคักและเร้าใจเท่ากับยุคของยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicle – NEV) ที่ BYD กำลังขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลัง ในงาน Auto Shanghai 2025 ครั้งที่ 21 ที่ผ่านมา ณ มหานครเซี่ยงไฮ้ BYD ได้ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านนวัตกรรมอย่างไม่เป็นรองใคร ด้วยการเปิดตัวรถยนต์และเทคโนโลยีสุดล้ำที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่พาหนะ แต่คือวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่จับต้องได้จริง
หัวใจหลักของ BYD ในงานนี้คือการนำเสนอซีรีส์ “Ocean” ที่สื่อถึงความงดงาม ความลื่นไหล และพลังแห่งธรรมชาติผสานกับเทคโนโลยีอันชาญฉลาด ควบคู่ไปกับการยกระดับซีรีส์ “Dynasty” สู่ขีดสุดแห่งความหรูหราและสมรรถนะ พร้อมด้วยการเปิดตัวแบรนด์ลูกอย่าง FANGCHENGBAO, YANGWANG และ Denza ที่ต่างก็มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดระดับโลกในปี 2025 และต่อจากนี้ไป
BYD Ocean Series: ความงามที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเพื่อตลาดโลก
BYD Ocean Series ถูกนำเสนอภายใต้แนวคิด “Oceanic Aesthetics” ที่เน้นความพริ้วไหว สง่างาม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งดึงดูดกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้อย่างยอดเยี่ยม ในงาน Auto Shanghai 2025 นี้ Ocean Series ได้เผยโฉมรถรุ่นใหม่ถึง 5 รุ่น พร้อมกำหนดการวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 3 ปี 2025 ซึ่งแต่ละรุ่นล้วนสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ BYD ในการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่ครบครันทั้งด้านดีไซน์ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยสูงสุด
BYD Ocean-S (Concept Car):
นี่คือรถซีดานต้นแบบแห่งอนาคตที่สะท้อนถึงการผสมผสานระหว่าง “ความงามของมหาสมุทรกับเทคโนโลยีล้ำสมัย” ได้อย่างลงตัว ดีไซน์ภายนอกโค้งมน ตัวรถเพรียวบาง เส้นสายลื่นไหล ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยัง optimizes ตามหลักอากาศพลศาสตร์ ภายในห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเล มอบความรู้สึกหรูหรา สงบเงียบ และเต็มไปด้วยนวัตกรรมที่พร้อมจะสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับให้กับผู้ใช้งาน
BYD SEALION 06 DM-i และ SEALION 06 EV (Mid-size SUV):
รถ SUV ขนาดกลางสองรุ่นนี้สร้างความฮือฮาด้วยการนำแพลตฟอร์มรุ่นล่าสุดมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น DM รุ่นที่ 5 สำหรับรุ่นปลั๊กอินไฮบริด และ e-Platform 3.0 Evo สำหรับรุ่นไฟฟ้าล้วน การออกแบบยังคงเอกลักษณ์ “Oceanic Aesthetics” ด้วยไฟหน้าแบบ Dual-Tone ที่เลือกได้ทั้งโทนสีขาวเย็นและทองอบอุ่น พร้อมไฟท้ายทรงหยดน้ำ ให้ภาพลักษณ์ที่ชาญฉลาดและหรูหราสะดุดตา SEALION 06 ทั้งสองรุ่นนี้ถูกพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มองหารถยนต์ SUV ที่ไม่เพียงแค่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง แต่ยังขับขี่ได้สนุก ประหยัดพลังงาน และเปี่ยมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย
BYD SEAL 06 EV (Full Electric Sedan):
ซีดานไฟฟ้าล้วนรุ่นนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ BYD ในตลาดรถยนต์ EV ดีไซน์ทันสมัย ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่ที่ต้องการประสิทธิภาพ ความล้ำหน้า และการเชื่อมต่อที่ไร้รอยต่อ SEAL 06 EV มาพร้อมกับระบบขับขี่อัจฉริยะ DiPilot 100 และระบบช่วงล่าง DiSus-C ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มความฉลาดและความสบายในการขับขี่ได้อย่างยอดเยี่ยม มีกำหนดวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 2 ปี 2025 เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่การเดินทางด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
BYD SEAL 06 DM-i Travel Edition (Hybrid Wagon):
ความพิเศษของรุ่นนี้คือการเป็นรถแวกอนรุ่นแรกของโลกที่ใช้ระบบไฮบริด DM-i ซึ่งผสานความคล่องตัวแบบซีดานเข้ากับพื้นที่กว้างขวางของ SUV ได้อย่างลงตัว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในเมืองหรือการผจญภัยระยะไกล ด้วยจุดเด่นเรื่องความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุด และระยะการขับขี่ที่ไกลหายห่วง ทำให้ SEAL 06 DM-i Travel Edition เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวและผู้ที่ชื่นชอบการเดินทาง
Dynasty Series และแบรนด์พรีเมียมในเครือ: นิยามใหม่ของความหรูหราและขีดจำกัดแห่งสมรรถนะ
นอกจากการนำเสนอ Ocean Series แล้ว BYD ยังได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมและสมรรถนะสูงผ่าน Dynasty Series และแบรนด์ลูกในเครือ สะท้อนถึงการก้าวสู่การเป็นผู้นำในทุกเซกเมนต์
DYNASTY SERIES: สุนทรียะแห่งมังกรในยุคดิจิทัล
BYD Dynasty-D (SUV Concept Car):
รถ SUV ขนาดใหญ่ต้นแบบจาก Dynasty Series นี้คือจุดสนใจสำคัญที่นำเสนอความหรูหราในทิศทางใหม่ ผสานความงามแบบจีนโบราณเข้ากับนวัตกรรมล้ำสมัย ภายใต้แนวคิด “Dragon Face” รุ่นพัฒนาใหม่
การออกแบบอันโดดเด่น: ไฟหน้าแบบ lightbar ที่ยาวที่สุดถึง 2.4 เมตร ไม่มีช่องว่าง ได้แรงบันดาลใจจากชายคาวังโบราณ ลักษณะคล้ายหนวดมังกร ล้อขนาด 23 นิ้ว ได้แรงบันดาลใจจากโดมของวิหารสวรรค์ สะท้อนความสง่างามแบบจีน ไฟท้ายลายปมจีน 3 มิติ ผสานลวดลายขนนกฟีนิกซ์ สร้างภาพลวงตาแบบศิลปะจีนโบราณ ตัวถังมีความยาวถึง 5.3 เมตร มอบความโออ่าและสมมาตร
ภายในห้องโดยสาร: ได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมพระราชวังต้องห้าม ใช้สัดส่วนทองคำและความเรียบง่ายแบบโมเดิร์น ตกแต่งด้วยวัสดุจากเส้นทางสายไหม เช่น ไม้ไผ่ ทองคำเปลว กระดาษจีนโบราณ หน้าจอแสดงผลแปดจอเชื่อมต่อกันอย่างลงตัว นำเสนอวัฒนธรรมโบราณผสมผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง
ความสำเร็จของ Dynasty Series ชัดเจนจากการที่สามารถทำยอดขายจาก 1 ล้านคัน เป็น 2 ล้านคันต่อปีในเวลาเพียง 5 ปี โดย HAN L และ TANG L ซึ่งเป็นรถรุ่นเรือธงใหม่ ได้ใช้แพลตฟอร์ม e-Platform 3.0 Evo ที่รองรับการชาร์จไฟแรงสูงถึง 1000 kW สามารถชาร์จได้ 400 กม. ภายใน 5 นาที ซึ่งเป็นการปฏิวัติประสบการณ์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างแท้จริง BYD ยังคงขยายสถานีชาร์จเมกะวัตต์กว่า 4,000 แห่ง พร้อมสร้างพันธมิตรด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด NEV ในอนาคต
FANGCHENGBAO: สมรรถนะออฟโรดผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะ
FANGCHENGBAO หนึ่งในแบรนด์ในเครือ BYD อวดโฉมรถยนต์ครบทั้งไลน์อัป ได้แก่ BAO 5, BAO 8 และรุ่นใหม่ล่าสุด BAO 3 (Titan 3) พร้อมรุ่นพิเศษอีก 3 รุ่น รวมถึงการสาธิตระบบโดรนอัจฉริยะในรถยนต์
BAO 3 (Titan 3): SUV ขนาดกะทัดรัดที่เน้นเทคโนโลยีความปลอดภัย ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ และดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะรุ่น “SUPER 3 Edition” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรถต้นแบบ
BAO 5: ผสานระบบ DiPilot ของ BYD เข้ากับระบบขับขี่ขั้นสูงของ Huawei (HUAWEI ADAS) ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ชาญฉลาดยิ่งขึ้น
BAO 8: ร่วมพัฒนากับ DJI และ Huawei รวม 4 เทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมโครงสร้างตัวถังแบบแชสซีส์แยกเพื่อสมรรถนะออฟโรดและความสบายของผู้โดยสาร
FANGCHENGBAO ยังนำเสนอชุดแต่งอย่างเป็นทางการ 3 แบบ ได้แก่ “BAO 8 Whale Titan Kit” เน้นความใหญ่และแข็งแกร่ง “BAO 3 SUPER 3 Edition” ดีไซน์แนวไซไฟ และ “BAO 5 Urban Matrix Kit” สไตล์เมืองอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของผู้ใช้งาน
YANGWANG: ยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมเหนือระดับ
YANGWANG แบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ระดับพรีเมียมจาก BYD เปิดตัว U8L รุ่นใหม่ ซึ่งเป็น SUV หรูขนาดใหญ่ 6 ที่นั่ง ที่มีระยะฐานล้อและความยาวตัวรถมากที่สุดในบรรดารุ่นหลักในระดับเดียวกัน ด้วยพื้นที่ที่กว้างขวางและความหรูหราในระดับผู้บริหาร U8L ตอบสนองความต้องการของที่นั่งแบบ “3 แถวเต็มรูปแบบ” อย่างแท้จริง เหมาะสำหรับการรับรองแขกธุรกิจระดับสูงและการเดินทางแบบกลุ่ม
จุดเด่นของ YANGWANG U8L: มีพื้นฐานจากเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม e4 และระบบควบคุมตัวถังอัจฉริยะ DiSus-P ระยะฐานล้อ 3,250 มม. ความยาวตัวรถ 5,400 มม. การจัดวางที่นั่งแบบ 2+2+2 สะดวกสบายทุกแถว ดีไซน์ด้านหน้าที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสัญลักษณ์ “鼎” (ติ่ง) พร้อมโทนสีดำทอง Obsidian Black และ Daybreak Gold ตกแต่งด้วยตราสัญลักษณ์ทองคำ 24K พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูง เช่น การลอยน้ำฉุกเฉิน เสถียรภาพยางระเบิด การกลับรถในที่แคบ และระบบช่วยขับอัจฉริยะ DiPilot 600
นอกจาก U8L แล้ว YANGWANG ยังมีผลิตภัณฑ์เด่นอื่น ๆ ได้แก่ YANGWANG U8 รถออฟโรดพลังงานใหม่ YANGWANG U9 รถซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ และ YANGWANG U7 ซีดานไฟฟ้าเรือธง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ BYD ในตลาดรถยนต์หรูและรถยนต์สมรรถนะสูง
DENZA: พรีเมียมอัจฉริยะพร้อมเทคโนโลยีล้ำยุค
Denza แบรนด์ที่คนไทยเริ่มคุ้นเคย ได้เผยโฉมรถสปอร์ตต้นแบบ DENZA Z ที่งานนี้ โดยเป็นครั้งแรกที่นำเสนอเทคโนโลยีช่วงล่าง DiSus-M และระบบบังคับเลี้ยวแบบไร้กลไก Steer-by-Wire ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ตัดการเชื่อมโยงทางกลไกระหว่างพวงมาลัยและล้อหน้าออกทั้งหมด แล้วใช้ระบบไฟฟ้าในการควบคุมการเลี้ยวแทน
DENZA Z: ถ่ายทอดปรัชญาการออกแบบใหม่ “Pure Emotion” รวมเทคโนโลยีล้ำสมัยหลายอย่าง เช่น ระบบบังคับเลี้ยว Steer-by-wire ที่พัฒนาโดย DENZA เอง ระบบควบคุมตัวถังด้วยสนามแม่เหล็ก DiSus-M แพลตฟอร์ม e3 อัจฉริยะ และโครงรถที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ดีไซน์โดดเด่นด้วยด้านหน้าสไตล์ Quantum Pulse เส้นสันด้านข้าง Light Blade และท้ายรถที่ออกแบบเพื่อสมรรถนะสูงสุดบนสนามแข่ง ภายในตกแต่งแบบสปอร์ตเต็มขั้นด้วยเบาะคาร์บอนไฟเบอร์ โรลเคจเสริมความแข็งแรง และแดชบอร์ดคาร์บอนไฟเบอร์ สร้างประสบการณ์ดื่มด่ำสำหรับคนรักรถสปอร์ต และยังเป็นรถสปอร์ตคันแรกของโลกที่ติดตั้งระบบช่วงล่าง DiSus-M แบบอัจฉริยะที่ปรับความหนืดได้ในเวลาไม่ถึง 10 มิลลิวินาที ช่วยให้ขับขี่คล่องตัวแต่ยังคงความสบาย พร้อมระบบสแกนพื้นถนนล่วงหน้าเพื่อให้เข้าโค้งเฉียบ เบรกมั่นคง ให้ความรู้สึกเหมือนลอยอยู่บนพรมวิเศษ
DENZA ยังได้พัฒนาระบบบังคับเลี้ยว Steer-by-wire ที่ให้การตอบสนองในระดับมิลลิวินาทีและความแม่นยำระดับมิลลิเมตร เสริมด้วยพวงมาลัยแบบพับได้ เพิ่มความปลอดภัย พื้นที่ใช้งาน และการปรับแต่งห้องโดยสาร ระบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “by-wire” เต็มรูปแบบของ DENZA ที่รวมการขับเคลื่อน การบังคับเลี้ยว ระบบเบรก และช่วงล่างไว้ในระบบไฟฟ้าทั้งหมด เพื่ออนาคตของรถยนต์ไร้คนขับ
หลักการทำงานของระบบ Steer-by-Wire: เมื่อผู้ขับหมุนพวงมาลัย สัญญาณจะถูกส่งผ่านเซนเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ไปยังหน่วยควบคุม (ECU) ซึ่งจะประมวลผลทิศทางและแรงที่ใช้ จากนั้นกลไกขับเคลื่อนที่ล้อหน้า (Actuators) จะรับคำสั่งจาก ECU และปรับมุมล้อให้เหมาะสมทันที โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าปรับแรงต้านและการหมุนของพวงมาลัยให้สอดคล้องกับการตอบสนองของรถ ทำให้ได้การขับขี่ที่นุ่มนวล ปรับการตอบสนองได้ตามสถานการณ์ และมีความยืดหยุ่นในการออกแบบภายใน
แบรนด์ DENZA ยังนำรุ่นอื่น ๆ มาจัดแสดง เช่น DENZA N9 SUV พรีเมียมเทคโนโลยีสูง มาพร้อมระบบไฮบริด 2.0T DM Super, ช่วงลมอัจฉริยะ DiSus-A และระบบขับขี่อัจฉริยะ LiDAR DiPilot-300 ที่ทำความเร็วในการทดสอบ Moose Test ได้สูงสุด 180 กม./ชม. DENZA D9 MPV ยังคงครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งในจีนต่อเนื่อง 2 ปี ด้วยยอดขายกว่า 300,000 คัน นอกจากนี้ยังมี DENZA Z9GT และ Z9 พร้อมเทคโนโลยี e3, DiPilot-300 และห้องโดยสารอัจฉริยะ และ DENZA N7 รุ่นปรับโฉมปี 2025 ที่เน้นกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ มาพร้อมแพ็กเกจสไตล์คาร์บอนไฟเบอร์ใหม่ และรุ่นพิเศษที่ร่วมมือกับเกมจีน Black Myth: Wukong
เทคโนโลยีแกนหลักที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของ BYD
เบื้องหลังความสำเร็จและนวัตกรรมทั้งหมดนี้คือเทคโนโลยีหลักที่ BYD พัฒนาขึ้นเองอย่างต่อเนื่อง:
e-Platform 3.0 Evo: แพลตฟอร์มไฟฟ้าล้วนเจนเนอเรชันล่าสุดที่พัฒนามาจาก e-Platform 3.0 มีจุดเด่นในการรองรับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (EV) ด้วยระบบกระจายพลังงานอัจฉริยะ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่ ความปลอดภัย ความเงียบ และสามารถปรับแต่งได้ง่าย รองรับรถยนต์ได้หลายขนาดและรูปแบบตัวถัง นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ BYD สร้างรถ EV ได้หลากหลายและมีสมรรถนะสูง
เทคโนโลยี DM-i Generation 5 (Plug-in Hybrid System): ระบบปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ ที่เน้นความประหยัดและขับได้นาน ลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันลงอย่างมาก รองรับทั้งการเดินทางในเมืองและระยะไกล ใช้ได้กับทั้งซีดาน SUV รวมถึงรถแวกอนใหม่ สะท้อนถึงการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีไฮบริดที่แท้จริง
ระบบ DiPilot (Driving Intelligence Pilot) 100/300/600: ระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะของ BYD ที่มีหลายระดับ ครอบคลุมฟีเจอร์ขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ไปจนถึงการขับขี่อัตโนมัติขั้นสูง ด้วยเรดาร์และกล้องความละเอียดสูงสำหรับการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบตัวรถ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกในการขับขี่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะเทคโนโลยี “God’s Eye” หรือ “ดวงตาแห่งเทพพระเจ้า” ซึ่งเป็นระบบกล้องอัจฉริยะรอบคัน 360 องศา ที่ผสานเข้ากับระบบขับขี่อัจฉริยะ DiPilot ใช้กล้องหลายตัวรอบคัน รวมถึงมุมสูงแบบ bird’s-eye view ช่วยให้ผู้ขับมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวรถแบบเรียลไทม์เหมือนมองจากมุมบน พร้อมความสามารถในการตรวจจับวัตถุเคลื่อนไหวรอบรถได้อย่างแม่นยำ และทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ เช่น Lane Assist, Auto Park, Collision Avoidance
ระบบ DiSus (Intelligent Damping Control System) C/P/M/Z: ระบบควบคุมช่วงล่างอัจฉริยะของ BYD ที่สามารถตรวจสอบสภาพถนนและปรับระดับโช้คอัพแบบเรียลไทม์ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล มั่นใจ และเหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็น DiSus-C สำหรับความสบาย DiSus-P สำหรับสมรรถนะในรถยนต์พรีเมียม DiSus-M สำหรับรถสปอร์ต หรือ DiSus-Z ที่ยกระดับไปอีกขั้น
Blade Battery และ Megawatt Fast Charging Technology: BYD ได้พัฒนา Blade Battery ใหม่ให้รองรับการถ่ายโอนประจุได้ไวขึ้น และยังมีแรงเสียดทานภายในต่ำลง ส่งผลให้ชาร์จได้ไวขึ้น รองรับกำลังไฟสูงสุด 1,000 โวลต์ พร้อมทั้งรองรับกระแสไฟจากการชาร์จสูงสุด 1,000 แอมป์ และรองรับกำลังไฟจากการชาร์จสูงสุด 1,000 กิโลวัตต์ (kW) ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในโลก และเกิดการบัญญัติกำลังไฟในหน่วย 1 เมกะวัตต์ (MW) นับเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมที่ใช้หน่วยนี้ นี่คือเทคโนโลยีที่พลิกโฉมการชาร์จรถ EV อย่างแท้จริง
Lingyuan นวัตกรรมการติดตั้งโดรนในรถยนต์ BYD: BYD ยังคงสร้างความประหลาดใจด้วยการนำเสนอระบบโดรนที่ติดตั้งในรถยนต์ พร้อมแท่นปล่อยติดตั้งอยู่บนหลังคา โดรนของ BYD มีคุณภาพกล้องระดับ 4K และสามารถบินออกจากรถยนต์ได้ในขณะที่ขับขี่อยู่ด้วยความเร็วไม่เกิน 25 กม./ชม. ทั้งยังบินกลับมาลงจอดโดยอัตโนมัติในรัศมี 2 กม. และบินตามรถยนต์ด้วยความเร็วสูงสุด 54 กม./ชม. สำหรับการชาร์จไฟ ใช้เวลาในการชาร์จไฟ 20 – 80% ภายในเวลา 30 นาที การควบคุมทำได้ทั้งผ่านหน้าจอสัมผัสในรถยนต์โดยตรง หรือแอป Ling Yuan ในมือถือ นวัตกรรมนี้เปิดมิติใหม่ของการถ่ายภาพ การสำรวจเส้นทาง หรือแม้กระทั่งการใช้งานเพื่อความปลอดภัย
บทสรุปและวิสัยทัศน์แห่งอนาคต
จากสิ่งที่ BYD ได้นำเสนอในงาน Auto Shanghai 2025 ทำให้เราเห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ผลิตรถยนต์ แต่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ที่มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย “Zero Emission Future” หรือโลกไร้มลพิษอย่างแท้จริง ด้วยการลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา ทำให้ BYD สามารถสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ครบวงจร ตั้งแต่แบตเตอรี่ไปจนถึงแพลตฟอร์มการขับขี่อัจฉริยะ และการออกแบบที่ผสานสุนทรียภาพเข้ากับฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างลงตัว การที่ BYD สามารถทำยอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ได้ถึง 2 ล้านคันต่อปีภายในเวลาเพียง 5 ปี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก
ผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ ขอชื่นชมในวิสัยทัศน์และความกล้าของ BYD ที่พลิกโฉมตลาดด้วยนวัตกรรมที่จับต้องได้และตอบโจทย์การใช้งานจริงในยุค 2025 และต่อจากนี้ไป รถยนต์จาก BYD และแบรนด์ในเครือ ไม่ว่าจะเป็น FANGCHENGBAO, YANGWANG หรือ Denza ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่คือการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับวงการยานยนต์โลกอย่างแท้จริง
หากคุณกำลังมองหานิยามใหม่ของการเดินทาง ที่ผสานเทคโนโลยีสุดล้ำ ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และความมุ่งมั่นเพื่อโลกที่ยั่งยืน การทำความรู้จักกับ BYD และผลิตภัณฑ์ของพวกเขาในวันนี้ คือก้าวแรกสู่ประสบการณ์ขับขี่แห่งอนาคตที่คุณจะพลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด!

