ในโลกแห่งยนตรกรรมหรูที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง มีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่สามารถยืนหยัดและสร้างมาตรฐานใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง และหนึ่งในนั้นคือ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ผู้ผลิต รถยนต์พรีเมียม ระดับโลกจากเยอรมนี ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงปรัชญาในการสร้างสรรค์ ยนตรกรรมหรู ที่ไม่เพียงตอบสนองความต้องการด้าน สมรรถนะรถยนต์ แต่ยังมอบ ประสบการณ์ขับขี่ ที่เหนือระดับ และ สุนทรียภาพ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นพัฒนาการของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการนำเสนอ นวัตกรรมยานยนต์ สู่ตลาดไปจนถึงการยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยีรถยนต์ ที่เป็นผู้นำ และเมื่อเรามองย้อนกลับไปในยุคกลางทศวรรษ 2010 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แบรนด์ได้เปิดตัวรุ่นสำคัญหลายรุ่น เช่น Mercedes-Maybach S-Class, C-Class และ A-Class จะเห็นได้ชัดว่ารากฐานแห่งความสำเร็จในวันนี้ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถูกสร้างขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ความมุ่งมั่นใน การออกแบบรถยนต์ ที่ประณีต และการไม่หยุดยั้งที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ บทความนี้จะพาทุกท่านดำดิ่งสู่แก่นแท้ของความเป็นเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยอ้างอิงจากความสำเร็จในอดีตที่ยังคงสะท้อนถึงคุณค่าและความเป็นผู้นำในยุค 2025
แกะรอยความหรูหราที่ไม่มีใครเทียบ: มรดกของ Mercedes-Maybach S-Class
เมื่อกล่าวถึงที่สุดแห่งความหรูหรา สง่างาม และเป็นส่วนตัว ชื่อของ Mercedes-Maybach S-Class ย่อมผุดขึ้นมาเป็นอันดับแรก การเปิดตัว Mercedes-Maybach S 500 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการประกาศถึงการกลับมาของตำนานที่สร้างนิยามใหม่ของความอลังการในแบบเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างแท้จริง ด้วยราคาจำหน่ายที่ 16,900,000 บาทในขณะนั้น ทำให้รถรุ่นนี้เป็นดั่งเรือธงที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้บริหารระดับสูงและธุรกิจฟลีทของโรงแรมห้าดาว ซึ่งต้องการมอบประสบการณ์การเดินทางที่ไม่มีใครเทียบได้ให้กับลูกค้าคนสำคัญ และในปี 2025 นี้ มรดกแห่ง ความสะดวกสบายในการขับขี่ และ การออกแบบรถยนต์ อันวิจิตรของ Maybach ก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญ
หัวใจของการออกแบบ Maybach S 500 คือการสร้างสรรค์ ห้องโดยสารกว้างขวาง และโอ่อ่าเกินกว่ามาตรฐานทั่วไป ด้วยความยาวตัวถังที่ 5,453 มม. และระยะฐานล้อ 3,365 มม. ซึ่งยาวกว่า S-Class รุ่นมาตรฐานอย่างเห็นได้ชัด การขยายมิติเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอย แต่เป็นการสร้างสรรค์ “พื้นที่ส่วนตัว” ที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ดีไซน์ภายนอก โดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมโลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์บนฝากระโปรง คิ้วโครเมียมที่กันชนหน้า และไฟหน้า LED Intelligent Light System ที่ไม่เพียงให้ความสสว่าง แต่ยังปรับการทำงานอัตโนมัติเพื่อทัศนวิสัยสูงสุด สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดที่สร้างภาพลักษณ์ของความพิเศษและสถานะ
เมื่อก้าวเข้าสู่ ภายในรถยนต์หรู ของ Maybach S 500 คุณจะพบกับบรรยากาศที่ประณีตราวกับงานศิลปะ เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive Package พร้อมลายตัดเย็บ Diamond Design ที่ให้สัมผัสหรูหราและอ่อนนุ่ม เบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังริมหน้าต่างมาพร้อมฟังก์ชันอุ่นและระบายอากาศ พร้อมการปรับไฟฟ้าและหน่วยความจำ ระบบเบาะที่นั่งแบบ First Class ด้านหลังที่มาพร้อมโต๊ะทำงานแบบพับได้ เป็นการยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้เป็นดั่งสำนักงานเคลื่อนที่ส่วนตัว
ที่สุดแห่ง ความสะดวกสบายในการขับขี่ คือฟังก์ชันนวด ENERGIZING สำหรับเบาะหลัง ซึ่งจำลองหลักการนวดผ่อนคลายแบบหินร้อน โดยมีโปรแกรมนวดให้เลือกถึง 6 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Hot Relaxing Massage หรือ Activating Massage เพื่อความผ่อนคลายสูงสุดตลอดการเดินทาง นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ที่รองขาปรับระดับ ตู้เย็นในรถ ม่านบังแดดปรับไฟฟ้า ฟังก์ชันปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร และระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC ทั้งหน้าและหลัง และไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Ambient Lighting) ที่สามารถปรับได้ถึง 7 สีและ 5 ระดับความเข้ม สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงการออกแบบที่เข้าใจถึงความต้องการของผู้โดยสารอย่างลึกซึ้ง
Mercedes-Maybach ยังโดดเด่นด้วยระบบ Active Perfuming System ที่มาพร้อม AIR-BALANCE Package ซึ่งสามารถสร้างกลิ่นหอมและปรับระดับความหอมได้เอง โดยมีกลิ่นหอมระดับพรีเมียมให้เลือกถึง 4 กลิ่น พร้อมกลิ่นพิเศษสำหรับ Maybach โดยเฉพาะอย่างกลิ่น AGARWOOD เพื่อสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและรื่นรมย์ในทุกเส้นทาง ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ ยนตรกรรมหรู คันนี้เป็นมากกว่ารถยนต์ แต่เป็น “โอเอซิส” เคลื่อนที่ส่วนตัวอย่างแท้จริง
ในด้าน สมรรถนะรถยนต์ Maybach S 500 มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4,663 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 455 แรงม้า และแรงบิด 700 นิวตันเมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.0 วินาที ส่งกำลังด้วยระบบ 9G-TRONIC ซึ่งให้การขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบสงบ แต่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังเมื่อต้องการ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับ รถหรู ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างความสะดวกสบายและสมรรถนะได้อย่างไร้ที่ติ
วิวัฒนาการแห่งความซับซ้อน: การเดินทางของ C-Class
จากความอลังการของ Maybach เราก้าวเข้าสู่หัวใจหลักของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นั่นคือ C-Class ซึ่งในยุค 2015 ได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “S-Class ย่อส่วน” ด้วย การออกแบบรถยนต์ ที่หรูหราและทันสมัยอย่างไม่เคยมีมาก่อน การเปิดตัว 2015 Mercedes-Benz C-Class เป็นการปลุกตำนานบทใหม่ของรถยนต์ที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากให้กับค่ายดาวสามแฉก โดยผสมผสานความพลิ้วไหว ความทันสมัย และความหรูหราเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และในยุค 2025 C-Class ยังคงเป็นเสาหลักที่มอบ ประสบการณ์ขับขี่ ที่สมดุลระหว่างความสปอร์ตและความสะดวกสบาย
การออกแบบรถยนต์ ของ C-Class ใหม่ในขณะนั้นโดดเด่นด้วยฝากระโปรงหน้าที่ยาวขึ้นและระยะยื่นล้อที่สั้นลง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและภูมิฐาน ไฟหน้า LED Intelligent Light System (หรือ H7 พร้อม LED สำหรับรุ่นเริ่มต้น) และไฟท้าย LED เสริมความทันสมัยและโดดเด่น ซึ่งนับเป็น เทคโนโลยีรถยนต์ ที่ล้ำสมัยในยุคนั้น มิติของตัวถังที่ขยายใหญ่ขึ้น ทั้งความยาวฐานล้อ (เพิ่มขึ้น 76.2 มม. เป็น 2844.8 มม.) และความยาวรวม (เพิ่มขึ้น 94 มม. เป็น 4673.6 มม.) รวมถึงความกว้างที่เพิ่มขึ้น (40.64 มม. เป็น 1803.4 มม.) ไม่เพียงเพิ่ม ห้องโดยสารกว้างขวาง แต่ยังเพิ่ม ความสะดวกสบายในการขับขี่ โดยเฉพาะสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และพื้นที่สัมภาระท้ายที่เพิ่มขึ้นเป็น 481 ลิตร สะท้อนถึงการออกแบบที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานควบคู่ไปกับความหรูหรา
ภายในรถยนต์หรู ของ C-Class ในยุคนั้นได้ยกระดับมาตรฐานใหม่ ด้วยการเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และการออกแบบที่ผสานความหรูหราเข้ากับความสปอร์ต แผงคอนโซลกลางที่สร้างเป็นชิ้นเดียวกับที่พักแขน จอแสดงผลกลางขนาด 7 นิ้ว (สามารถอัปเกรดเป็น 8.4 นิ้วในแพ็คเกจมัลติมีเดีย) และ Touchpad สำหรับควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์ ล้วนเป็น นวัตกรรมยานยนต์ ที่ทำให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกราวกับยกระดับจากที่นั่งชั้นประหยัดสู่ชั้นธุรกิจ แอร์คอนโซลกลาง 5 ช่องช่วยกระจายความเย็นอย่างทั่วถึง และ วัสดุคุณภาพสูง บนคอนโซลหน้าก็สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน
หัวใจสำคัญของการปรับปรุง C-Class คือ เทคโนโลยีรถยนต์ ด้านโครงสร้างที่ใช้ Aluminium Hybrid Structure ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวรถเบาลงถึง 154 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับโครงสร้างเหล็กทั่วไป ซึ่งส่งผลให้ รถยนต์ประหยัดพลังงาน ได้ถึง 20% โดยไม่สูญเสีย สมรรถนะรถยนต์ ในด้านเครื่องยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเสนอทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร (C180, 156 แรงม้า) และ 2.0 ลิตร (C200, 184 แรงม้า) รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร (C220 BlueTEC, 170 แรงม้า) ที่ให้แรงบิดสูงและ รถยนต์ประหยัดพลังงาน เป็นเลิศ
นอกจากนี้ การเปิดตัว C 300 BlueTEC HYBRID ในรุ่น AMG Dynamic และ Estate AMG Dynamic ในปี 2014 ถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการพัฒนา รถยนต์ไฟฟ้า และ รถยนต์ประหยัดพลังงาน ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2.1 ลิตร ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ให้พลังรวม 204 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 500 นิวตันเมตร ซึ่งไม่เพียงแต่ให้ สมรรถนะรถยนต์ ที่น่าประทับใจ แต่ยังมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ต่ำมาก และผ่านมาตรฐานไอเสีย Euro 6 ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ ด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC PLUS และตัวเลือก ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสภาพถนน
ระบบช่วงล่างอิสระ 4 จุดด้านหน้า และ 5 จุดด้านหลัง พร้อมระบบ Direct Control และ AIRMATIC ที่ปรับโหมดการขับขี่ได้หลากหลาย (Comfort, ECO, Sport, Sport+) ช่วยให้ C-Class มอบ ประสบการณ์ขับขี่ ที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความนุ่มนวลสำหรับการเดินทางไกล หรือความกระชับสำหรับการขับขี่แบบสปอร์ต ทำให้ C-Class ยังคงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในกลุ่ม รถยนต์พรีเมียม ในปี 2025
จิตวิญญาณแห่งความมีชีวิตชีวา: เสน่ห์ของ A-Class
เมอร์เซเดส-เบนซ์ A-Class คือบทพิสูจน์ว่า รถหรู ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่เสมอไป การเปิดตัว A-Class ได้ redefined คำว่า “Entry-Level Luxury” โดยนำเสนอ รถยนต์พรีเมียม ในรูปแบบ Hatchback ที่ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ที่ชื่นชอบ รถยนต์สปอร์ต ด้วยราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นในรุ่น A180 และรุ่น Top Line อย่าง A45 AMG ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของแบรนด์ และในยุค 2025 A-Class ก็ยังคงเป็นตัวแทนของความมีชีวิตชีวาและ ประสบการณ์ขับขี่ ที่สนุกสนาน
Mercedes-Benz A250 AMG Sport ซึ่งเป็นรุ่นที่เราได้มีโอกาสทดสอบในอดีต ได้รับรางวัล Auto Bild Design Award 2012 ด้วย การออกแบบรถยนต์ ที่ดูดีมีเสน่ห์ รูปลักษณ์แบบ Hatchback ที่ทันสมัย พร้อมชุดแต่ง AMG Sport รอบคัน กระจังหน้า Diamond Grille และแถบสีแดงบริเวณชายกันชนหน้า-หลัง ทำให้ A250 ดูโดดเด่นและพร้อมลุย ล้อ AMG ขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางสมรรถนะสูงอย่าง Pilot Sport 3 ยิ่งเสริมภาพลักษณ์ รถยนต์สปอร์ต ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ภายในรถยนต์หรู ของ A250 AMG Sport สะท้อนถึงความสปอร์ต ด้วยเบาะนั่งหุ้มหนัง Artico สลับกับ Dinamica Microfibre สีดำเดินด้ายแดง รูปทรงเบาะกึ่งสปอร์ตที่โอบรับลำตัวอย่างดีเยี่ยม และแผงคอนโซลกลางตกแต่งลายเคฟล่า ที่เข้ากับธีม รถยนต์สปอร์ต พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้านขนาดอวบอิ่มเต็มมือ และก้านเกียร์ที่อยู่ทางขวาของพวงมาลัย ล้วนเป็น การออกแบบรถยนต์ ที่เน้นผู้ขับขี่เป็นสำคัญ แม้เบาะหลังจะมีความกระด้างตามสไตล์ รถยนต์สปอร์ต แต่ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้สำหรับผู้ที่ต้องการ ประสบการณ์ขับขี่ ที่เร้าใจ
หัวใจของ A250 คือ สมรรถนะรถยนต์ ที่น่าประทับใจ ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบ เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ 1,991 ซีซี ให้กำลัง 211 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ Dual Clutch 7 Speed (7G DCT) ที่รวดเร็วและแม่นยำ ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาประมาณ 6.6 วินาที (จากการทดสอบจริงอาจแตกต่างกันเล็กน้อย) ประสบการณ์ขับขี่ ของ A250 นั้น “ดิบ” และ “ไม่นุ่มนวล” แต่เต็มไปด้วยพละกำลังที่พร้อมให้คุณพุ่งทะยานได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือบนถนนเปิด โหมดการขับขี่ E, S, M ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์ให้เข้ากับสไตล์การขับขี่ได้ การที่ A250 สามารถแซงหน้า รถยนต์สปอร์ต หลายรุ่นได้ง่ายๆ นั้น เป็นสิ่งที่ยืนยัน สมรรถนะรถยนต์ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์ Hatchback ได้เป็นอย่างดี
ระบบบังคับเลี้ยว แบบผ่อนแรงไฟฟ้าที่แม่นยำและคมกริบ พร้อมรัศมีวงเลี้ยวที่แคบ ทำให้ A250 คล่องตัวในสภาพการจราจรติดขัดและการเข้าโค้งที่แคบได้อย่างมั่นใจ ระบบกันสะเทือน ที่ได้รับการปรับเซ็ตแบบสปอร์ตจาก AMG ด้วยสปริงที่เตี้ยลงและโช้คอัพที่หนึบแน่น มอบการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม แม้ในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของ รถยนต์สปอร์ต อย่างแท้จริง
เสาหลักที่ผสานเป็นหนึ่ง: ระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีข้ามรุ่น
ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Maybach S-Class ที่สุดแห่งความหรูหรา, C-Class ผู้บุกเบิกความหรูหราที่เข้าถึงได้ หรือ A-Class ที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา สิ่งหนึ่งที่ทุกรุ่นของเมอร์เซเดส-เบนซ์มีเหมือนกันคือพันธกิจอันแน่วแน่ต่อ ระบบความปลอดภัยรถยนต์ และ เทคโนโลยีรถยนต์ ล้ำสมัย ตั้งแต่อดีตจนถึงยุค 2025 แบรนด์ได้ลงทุนอย่างมหาศาลในการพัฒนาระบบที่ช่วยปกป้องผู้โดยสารและเสริม ประสบการณ์ขับขี่ ให้มั่นใจยิ่งขึ้น
ระบบความปลอดภัยรถยนต์ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์นั้นครอบคลุมทั้ง Active และ Passive Safety ตั้งแต่ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE system และ PRE-SAFE impulse system ที่เตรียมความพร้อมของรถก่อนการชน รวมถึง PRE-SAFE rear system สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เข็มขัดนิรภัยแบบถุงลมเพื่อลดแรงกระแทก ถุงลมนิรภัยรอบคัน (ด้านหน้า, ด้านข้าง, ม่านถุงลมนิรภัย) และหัวล็อกเข็มขัดนิรภัยแบบเรืองแสง ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงความใส่ใจในทุกจุด
นวัตกรรมยานยนต์ ด้านความปลอดภัยยังรวมถึงโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (ESP), ฟังก์ชันช่วยการทรงตัวขณะเร่งแซงทางโค้ง (Curve Dynamic Assist), ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist) และระบบช่วยเบรก (Brake Assist – BAS), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-start Assist ไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Lights) และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tyre pressure monitoring system) ล้วนเป็น เทคโนโลยีรถยนต์ ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ ยังมี ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ล้ำสมัย เช่น ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST), ระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ (AIRMATIC), ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist), ฟังก์ชันที่ฉีดน้ำกระจกบังลมหน้าติดตั้งบริเวณใบปัดน้ำฝน (MAGIC VISION CONTROL), ระบบช่วยการมองเห็นยามค่ำคืน (Night View Assist), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus) และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันเพื่อมอบ ประสบการณ์ขับขี่ ที่ง่าย ปลอดภัย และสะดวกสบายยิ่งขึ้นในทุกสถานการณ์
บทสรุป: มรดกที่แข็งแกร่งสู่โลก 2025
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเป็นผู้นำในตลาด รถยนต์พรีเมียม ไม่ได้มาจากการสร้างสรรค์รถยนต์ที่หรูหราเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างมรดกอันยาวนาน การออกแบบรถยนต์ ที่เหนือกาลเวลา นวัตกรรมยานยนต์ ที่ล้ำหน้า สมรรถนะรถยนต์ ที่เหนือชั้น และ ระบบความปลอดภัยรถยนต์ ที่ไร้ที่ติ
จากความมุ่งมั่นในการนำเสนอที่สุดแห่งความหรูหราใน Mercedes-Maybach S-Class การสร้างสรรค์ความหรูหราที่เข้าถึงได้ใน C-Class และการนำเสนอ รถยนต์สปอร์ต ที่เปี่ยมด้วยพลังใน A-Class เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้วางรากฐานอันแข็งแกร่งที่ยังคงขับเคลื่อนแบรนด์ให้ก้าวไปข้างหน้าในยุค 2025 และอนาคต การไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาระบบ รถยนต์ไฟฟ้า การยกระดับ เทคโนโลยีรถยนต์ อัจฉริยะ และการให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ขับขี่ และ ความสะดวกสบายในการขับขี่ ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ และเป็นผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์หรูระดับโลกต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย

