• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N1211063 าEก บเม แต ทำด บผ หญ งอ ตอนท part2

admin79 by admin79
November 10, 2025
in Uncategorized
0
N1211063 าEก บเม แต ทำด บผ หญ งอ ตอนท part2

ในโลกแห่งยนตรกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปี 2025 เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงยืนหยัดในฐานะผู้นำด้านความหรูหรา นวัตกรรม และสมรรถนะที่ไม่มีใครเทียบได้ การเดินทางของแบรนด์ดาวสามแฉกนี้เต็มไปด้วยช่วงเวลาสำคัญที่ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับวงการรถยนต์อย่างต่อเนื่อง บทความนี้จะพาเราย้อนรอยไปสำรวจยนตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ในอดีต ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ก้าวมาสู่จุดสูงสุดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นความสง่างามเหนือระดับของ Mercedes-Maybach S 500, ความสำเร็จของ C-Class ที่ผสมผสานความหรูหราเข้ากับความเข้าถึงได้, การบุกเบิกเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าไฮบริดใน C 300 BlueTEC HYBRID ไปจนถึงความเร้าใจในสไตล์สปอร์ตของ A250 AMG Sport แต่ละรุ่นล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์ที่ไม่หยุดนิ่งและความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าแก่ลูกค้าทั่วโลก

Mercedes-Maybach S 500: นิยามแห่งความหรูหราสง่างามขั้นสุด

เมื่อพูดถึงยนตรกรรมที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่มองหาความเป็นเลิศในทุกมิติ Mercedes-Maybach S 500 คือหนึ่งในบทพิสูจน์ที่เด่นชัดที่สุด การเปิดตัวของรุ่นนี้ได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในฐานะผู้สร้างสรรค์รถยนต์หรูระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้บริหารระดับสูงและธุรกิจบริการระดับห้าดาวที่ต้องการมอบการเดินทางสุดพิเศษแก่ลูกค้าคนสำคัญ

ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Maybach S 500 สะท้อนถึงความสง่างามและความภูมิฐานอย่างแท้จริง ด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมโลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ประดับอยู่บนฝากระโปรงหน้าอย่างโดดเด่น คิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณกันชนหน้าเพิ่มความหรูหรา ท่ามกลางกระจกหน้าต่างกรองแสงสีเขียวรอบคัน และไฟหน้า LED Intelligent Light System พร้อมฟังก์ชัน Active Light System ที่ไม่เพียงให้ทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยมแต่ยังเป็นงานศิลปะทางวิศวกรรมที่งดงาม ไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกสร้างมิติแสงที่สะดุดตา ขณะที่ปลายท่อไอเสียคู่และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว พร้อมยางรันแฟลตตอกย้ำถึงสมรรถนะที่ซ่อนอยู่ใต้ความหรูหรา หลังคาพาโนรามิกซันรูฟขนาดใหญ่เปิดรับแสงและวิวทิวทัศน์ภายนอกได้อย่างเต็มที่ เสริมความโอ่อ่าให้กับห้องโดยสาร และไม่ลืมที่จะประดับโลโก้ “Maybach” บนฝากระโปรงหลังเพื่อประกาศเอกลักษณ์เฉพาะตัว

หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ Mercedes-Maybach S 500 แตกต่างอย่างชัดเจนคือมิติของตัวรถที่ได้รับการขยายให้กว้างขวางเป็นพิเศษ ด้วยความยาวตัวถังประมาณ 5,453 มม. และระยะฐานล้อ 3,365 มม. ซึ่งยาวกว่า S-Class ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด การออกแบบเช่นนี้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารสำหรับผู้โดยสารตอนหลังโดยเฉพาะ สะท้อนปรัชญาการออกแบบที่มุ่งเน้นประสบการณ์ของผู้โดยสารระดับสูงสุด

เมื่อก้าวเข้าสู่ภายในของ Mercedes-Maybach S 500 คุณจะสัมผัสได้ถึงสุนทรียภาพและความประณีตในทุกรายละเอียด เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa คุณภาพเยี่ยมในแบบ Exclusive Package ที่โดดเด่นด้วยการตัดเย็บลาย Diamond Design อันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งส่วนบนของคอนโซลหน้าและแผงประตูล้วนหุ้มด้วยหนัง Nappa ขณะที่ผ้าบุหลังคาและแผงบังแดดหน้าเลือกใช้ DINAMICA microfibre เพื่อสัมผัสที่หรูหราและนุ่มนวล นาฬิกาอนาล็อกดีไซน์โดย IWC เพิ่มความคลาสสิกและบ่งบอกรสนิยม ระบบมัลติมีเดีย COMAND Online เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างราบรื่น พร้อมระบบนำทางและรีโมทควบคุมสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง เครื่องเล่นดีวีดี 6 แผ่น และระบบสั่งการด้วยเสียง LINGUATRONIC (ภาษาอังกฤษ) ตอบสนองความบันเทิงและการใช้งาน ระบบเครื่องเสียง Burmester® high-end 3D surround sound system มอบประสบการณ์เสียงที่คมชัดและสมจริง ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย Touchpad ช่วยให้การใช้งานสะดวกง่ายดาย และ Head-up display แสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกบังลมหน้าเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ระบบความบันเทิงสำหรับผู้โดยสารด้านหลังพร้อมจอแสดงผลสองตำแหน่งช่วยให้การเดินทางไม่น่าเบื่อ

ห้องโดยสารมาพร้อมกับเบาะนั่งคู่หน้าและคู่หลังริมหน้าต่างที่มีฟังก์ชันอุ่นเบาะและระบายอากาศ ปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าสามารถเลื่อนไปด้านหน้าได้มากกว่าปกติถึง 4 เซนติเมตร และเลื่อนขึ้นด้านบนได้อีก 3.7 เซนติเมตร เพื่อเพิ่มพื้นที่สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังแบบ Multi-Contour พร้อมระบบที่นั่งแบบ First Class และโต๊ะทำงานแบบพับได้ สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อความสะดวกสบายสูงสุดตลอดการเดินทาง

เพื่อยกระดับความสบายอีกขั้น Mercedes-Maybach S 500 มีฟังก์ชันนวด ENERGIZING สำหรับเบาะหลัง ซึ่งใช้หลักการนวดผ่อนคลายคล้ายการใช้หินร้อน โดยมีโปรแกรมนวดให้เลือกถึง 6 รูปแบบ ได้แก่ Hot Relaxing Massage Back, Hot Relaxing Massage Shoulder, Activating Massage, Classic Massage, Mobilizing Massage และ Workout นอกจากนี้ยังมีที่รองขาปรับระดับสำหรับผู้โดยสารด้านหลังซ้าย-ขวา, ตู้เย็นภายในรถยนต์บริเวณที่นั่งด้านหลัง, ม่านบังแดดประตูหลังซ้าย-ขวา และด้านหลังที่ปรับเลื่อนขึ้น-ลงด้วยระบบไฟฟ้า, ฟังก์ชันปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร, ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC หน้า-หลัง และไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Ambient Lighting) ที่มีให้เลือกถึง 7 สี ปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ รวมถึงความเข้มอ่อนของแสง 5 ระดับ สร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับทุกอารมณ์

ระบบ Active Perfuming System ที่มาพร้อมกับ AIR-BALANCE Package เป็นอีกหนึ่งความโดดเด่น ผู้โดยสารสามารถปรับระดับความหอมและเลือกกลิ่นหอมคุณภาพสูงได้ตามต้องการ เพื่อเพิ่มความสดชื่นและความรื่นรมย์ยิ่งขึ้น โดยมีให้เลือก 4 กลิ่นมาตรฐาน ได้แก่ FREESIDE MOOD, NIGHTLIFE MOOD, DOWNTOWN MOOD, SPORTS MOOD รวมถึงอีกหนึ่งกลิ่นพิเศษสำหรับ Mercedes-Maybach โดยเฉพาะคือกลิ่น AGARWOOD

ด้านเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย Mercedes-Maybach S 500 จัดเต็มด้วยนวัตกรรมเพื่อปกป้องผู้โดยสารในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุ PRE-SAFE system และ PRE-SAFE impulse system, ระบบป้องกันก่อนเกิดเหตุสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง (PRE-SAFE rear system), เข็มขัดนิรภัยแบบถุงลมเพื่อลดแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ, หัวล็อคเข็มขัดนิรภัยแบบเรืองแสง, ถุงลมนิรภัยด้านหน้าและด้านข้างสำหรับผู้โดยสารคู่หน้า, ถุงลมนิรภัยด้านข้างสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง และม่านถุงลมนิรภัยด้านข้างป้องกันศีรษะสำหรับผู้โดยสารทั้ง 4 ตำแหน่ง

นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program – ESP), ฟังก์ชันช่วยการทรงตัวขณะเร่งแซงทางโค้ง (Curve Dynamic Assist), ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist), ระบบช่วยเบรก (Brake Assist – BAS), ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชัน HOLD และ Hill-start Assist, ไฟเบรกกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกฉุกเฉิน (Adaptive Brake Lights), ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (Anti-lock braking system – ABS) และระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Acceleration skid control –ASR) รวมถึงสัญญาณป้องกันการโจรกรรมพร้อมระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวภายในรถ, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับรถ (ATTENTION ASSIST), ระบบกันสะเทือนแบบอากาศพร้อมระบบควบคุมระดับ (AIRMATIC), ระบบรักษาความเร็ว (Cruise Control) และจำกัดความเร็ว (SPEEDTRONIC), ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (Tyre pressure monitoring system), ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist), ฟังก์ชันที่ฉีดน้ำกระจกบังลมหน้าติดตั้งบริเวณใบปัดน้ำฝน (MAGIC VISION CONTROL), ระบบช่วยการมองเห็นยามค่ำคืน (Night view assist), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist Plus), ระบบช่วงล่างแบบ MAGIC BODY CONTROL และกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง ทุกระบบทำงานร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียวเพื่อความปลอดภัยสูงสุดและประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น

Mercedes-Maybach S 500 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 4,663 ซีซี. จับคู่กับระบบส่งกำลัง 9G-TRONIC ให้กำลังสูงสุด 455 แรงม้า ที่ 5,250-5,550 รอบ/นาที และแรงบิด 700 นิวตันเมตร ที่ 1,800-3,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.0 วินาที และความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมนี้ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการด้านพละกำลัง แต่ยังมอบความนุ่มนวลและราบรื่นในการขับขี่ที่คู่ควรกับความเป็นยนตรกรรมระดับสูงสุด

Mercedes-Benz C-Class: การปฏิวัติความหรูหราที่เข้าถึงได้

ในขณะที่ Maybach S 500 คือจุดสูงสุดของความหรูหรา C-Class ได้เข้ามาเติมเต็มช่องว่างที่สำคัญในตลาด ด้วยการนำเสนอความหรูหราในแบบเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เข้าถึงได้มากขึ้น โดยเฉพาะรุ่น C-Class ที่เปิดตัวในปี 2015 ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก S-Class รุ่นใหม่ ทำให้หลายคนเรียกขานว่าเป็น “S-Class ย่อส่วน” การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นการปลุกตำนานบทใหม่ของรถยนต์ที่สร้างชื่อเสียงอย่างมากให้กับค่ายดาวสามแฉก

ดีไซน์ภายนอกของ C-Class ใหม่โดดเด่นด้วยเส้นสายที่พลิ้วไหว มีชีวิตชีวา และทันสมัย ผสมผสานความหรูหราเข้ากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัว ช่วงฝากระโปรงหน้าที่ยาวขึ้นและระยะยื่นล้อที่สั้นช่วยเพิ่มความคล่องตัว ในขณะที่ล้ออัลลอยขนาดใหญ่เสริมความภูมิฐาน ด้านหน้าโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉก และไฟหน้าที่ออกแบบให้ใช้หลอด H7 รวมถึงระบบไฟ LED ที่ช่วยเพิ่มความทันสมัย เช่นเดียวกับไฟท้ายที่เสริมความงามสง่าให้กับตัวรถ

มิติตัวถังที่ได้รับการปรับปรุงให้ยาวและกว้างขึ้นกว่ารุ่นเดิม ไม่เพียงแต่ตอบสนองต่อสรีระของผู้คนในปัจจุบันที่มีค่าเฉลี่ยความสูงเพิ่มขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยและความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่สำหรับผู้โดยสารตอนหลังและพื้นที่เก็บสัมภาระท้ายที่ขยายเป็น 481 ลิตร เพิ่มความจุและประโยชน์ใช้สอยในการเดินทาง

ภายในห้องโดยสารของ C-Class ใหม่ได้รับการออกแบบด้วยวัสดุคุณภาพสูง เน้นความหรูหราแต่แฝงไว้ซึ่งความสปอร์ต แผงคอนโซลกลางที่มาพร้อมช่องแอร์ดีไซน์พิเศษ และจอแสดงผลกลางขนาด 7 นิ้วเป็นมาตรฐาน (สามารถอัปเกรดเป็น 8.4 นิ้วใน Multimedia Package) สร้างความรู้สึกที่เหนือระดับราวกับปรับจากที่นั่งชั้นประหยัดสู่ชั้นธุรกิจ ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ช่องแอร์ 5 ช่องที่กระจายความเย็นทั่วถึง และคอนโซลหน้าที่มาพร้อมวัสดุนิ่มที่แตกต่างจากเดิม ช่วยยกระดับประสบการณ์การเดินทางให้พิเศษยิ่งขึ้น

สิ่งที่ทำให้ C-Class รุ่นนี้โดดเด่นไม่แพ้ดีไซน์คือการปฏิวัติด้านวิศวกรรม ด้วยโครงสร้างอลูมิเนียมไฮบริดที่เบากว่าโครงสร้างเหล็กทั่วไปถึง 154 กิโลกรัม นวัตกรรมนี้ไม่เพียงช่วยลดน้ำหนักของรถ แต่ยังส่งผลให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากขึ้นถึงร้อยละ 20 โดยไม่สูญเสียสมรรถนะการขับขี่ นับเป็นก้าวสำคัญที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ยานยนต์ที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

C-Class ในช่วงนั้นมีเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน เริ่มจากเครื่องยนต์เบนซิน 2 รุ่น ได้แก่ C180 เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร กำลัง 156 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.2 วินาที ประหยัดน้ำมัน 5.0 ลิตร/100 กม. และ C200 เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 4 สูบ กำลัง 184 แรงม้า แรงบิด 300 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.5 วินาที ประหยัด 5.3 ลิตร/100 กม.

สำหรับเครื่องยนต์ดีเซลมีรุ่น C220 BlueTEC เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร กำลัง 170 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.1 วินาที และโดดเด่นด้วยความประหยัดเชื้อเพลิงสูงถึง 4.0 ลิตร/100 กม. นอกจากนี้ยังมีการวางแผนเปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร ซุปเปอร์ชาร์จ กำลัง 136 แรงม้า แรงบิด 320 นิวตันเมตร รวมถึงการอัปเกรดรุ่น 2.2 ลิตรให้มีสมรรถนะมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดมาพร้อมระบบเกียร์ 7G-TRONIC PLUS และยังสามารถเลือกติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC เพิ่มทางเลือกให้ C-Class ใหม่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ระบบช่วงล่างแบบอิสระ 4 จุดทางด้านหน้า และอิสระ 5 จุดทางด้านหลัง ช่วยให้รถมีความนุ่มนวลในการขับขี่ และระบบ Direct Control ที่มาพร้อมช่วงล่าง AirMATIC ให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็น Comfort, ECO, Sport และ Sport+ เพื่อปรับการตอบสนองของช่วงล่างให้เหมาะสมกับสไตล์การขับขี่ในแต่ละสถานการณ์

ระบบความปลอดภัยและช่วยเหลือในการขับขี่ก็จัดมาให้ครบครัน ตั้งแต่ Active Parking Assist ที่สามารถจอดได้ทั้งจอดขวางและจอดเข้าซอง รวมถึงกล้องมองรอบคันเพื่อมุมมองที่ครอบคลุม ระบบอ่านป้ายจราจรและเตือนการขับผิดทิศทาง ระบบเตือนความเร็วเกินกำหนด และ Adaptive High Beam Plus ที่ช่วยปรับไฟสูงอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในการเดินทาง

C 300 BlueTEC HYBRID: การบุกเบิกเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าไฮบริด

การเข้ามาของ C 300 BlueTEC HYBRID ในปี 2014 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการพัฒนายานยนต์ที่ผสานสมรรถนะเข้ากับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว ด้วยการนำเสนอรถยนต์ดีเซลไฮบริดในกลุ่ม Contemporary Luxury ซึ่งประกอบด้วยรุ่น C 300 BlueTEC HYBRID AMG Dynamic และ C 300 BlueTEC HYBRID Estate AMG Dynamic

ทั้งสองรุ่นมาพร้อมชุดแต่ง AMG Sports Package ที่เสริมความสปอร์ตดุดัน ไม่ว่าจะเป็นล้ออัลลอย AMG แบบ 5 ก้านขนาด 18 นิ้ว, AMG Bodystyling, ระบบกันสะเทือนแบบสปอร์ตที่ลดระดับให้ต่ำลง, กระจังหน้าแบบสปอร์ตที่มีสัญลักษณ์โลโก้เมอร์เซเดส-เบนซ์ขนาดใหญ่ตรงกลางบนลาย 2 แถบ และการตกแต่งภายในที่คงไว้ซึ่งความหรูหราแต่แฝงความดุดันด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบสปอร์ตท้ายตัด

ดีไซน์ภายในยังคงเน้นความหรูหราแต่ไม่ทิ้งความเป็นสปอร์ต แผงคอนโซลกลางที่สร้างเป็นชิ้นเดียวกับพนักวางแขน และ Touchpad ที่ติดตั้งบริเวณที่พักแขน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์ได้อย่างง่ายดาย สำหรับรุ่น C 300 BlueTEC HYBRID Estate AMG Dynamic เพิ่มความอเนกประสงค์ด้วยตัวถังแบบ Estate ที่สง่างาม ให้พื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานชุด EASY-PACK tailgate ระบบเปิด-ปิดฝาท้ายอัตโนมัติแบบกึ่งไฟฟ้า, แผ่นปิดที่เก็บสัมภาระด้านท้ายแบบดึงกลับ-เลื่อนเปิดขึ้นอัตโนมัติ และระบบ quickfold ที่ปรับที่นั่งผู้โดยสารด้านหลังออกเป็น 1/3 : 2/3 ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทำให้มีความจุสูงสุดถึง 1,470 ลิตร ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย

หัวใจหลักของ C 300 BlueTEC HYBRID คือเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2,143 ซีซี. เทอร์โบคู่พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ ที่ทำงานประสานพลังกับมอเตอร์ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ให้กำลังรวม 204 แรงม้า (จากเครื่องยนต์ 170 แรงม้า และมอเตอร์ไฟฟ้า 27 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,600-1,800 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด และปริมาณไอเสียผ่านมาตรฐาน Euro 6 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่เหนือกว่า

ด้วยสมรรถนะนี้ C 300 BlueTEC HYBRID สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 6.4 วินาที (รุ่น Estate 6.7 วินาที) ความเร็วสูงสุดประมาณ 244 กม./ชม. (รุ่น Estate 238 กม./ชม.) และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันโดยเฉลี่ยที่น่าประทับใจถึง 25.0-27.7 กม./ลิตร (รุ่น Estate 23.8-26.3 กม./ลิตร) ยนตรกรรมไฮบริดเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่มองหาความหรูหราและสมรรถนะ แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการนำเสนอเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก ที่ปัจจุบันในปี 2025 ได้ต่อยอดไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดอย่างเต็มตัว

A250 AMG Sport: ความเร้าใจในสไตล์แฮทช์แบ็กคอมแพกต์

แม้เมอร์เซเดส-เบนซ์ในอดีตอาจถูกมองว่าเป็นแบรนด์สำหรับผู้ใหญ่ แต่ A-Class ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมภาพลักษณ์นั้นอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะรุ่น A250 AMG Sport ที่เปิดตัวขึ้นเพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหารถยนต์หรูที่มีดีไซน์ทันสมัย กระทัดรัด และเปี่ยมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ

A250 AMG Sport โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบ Hatchback ที่ดูหรูหราและทันสมัย การันตีด้วยรางวัล Auto Bild Design Award 2012 มิติของตัวรถมีความยาว 4,292 มม. และระยะฐานล้อ 2,699 มม. จัดอยู่ในกลุ่ม C-Segment หรือ Compact Hatchback เต็มตัว น้ำหนักตัว 1,445 กก. สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและมั่นคง

ภายนอกของ A250 AMG Sport เสริมความโดดเด่นด้วยกระจังหน้า Diamond Grille อันหรูหรา พร้อมชุดแต่ง AMG Sport รอบคัน และแถบสีแดงบริเวณชายล่างกันชนหน้า-หลังที่เพิ่มความสปอร์ตดุดัน ท่อไอเสียคู่รับกับช่อง Rear Diffuser ที่ชายกันชนหลังอย่างลงตัว ปิดท้ายด้วยล้อ AMG ขอบ 18 นิ้ว แบบ 5 แฉก พร้อมยาง Pilot Sport 3 ขนาด 235/40/18 ที่ขึ้นชื่อเรื่องสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (CD) ที่ 0.27 ซึ่งถือเป็นรถที่มีอากาศพลศาสตร์ดีเยี่ยมในกลุ่มเดียวกัน

ภายในของ A250 AMG Sport ใช้เบาะหุ้มหนัง Artico สลับกับ Dinamica Microfibre สีดำเดินด้ายแดง รูปทรงเบาะกึ่งสปอร์ตที่มีปีกช่วยโอบกระชับลำตัวขณะเข้าโค้ง แต่ไม่โอบสูงจนรู้สึกอึดอัด สามารถปรับด้วยไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ 3 ค่า ทั้งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า แผงคอนโซลกลางตกแต่งลายเคฟล่าเข้ากับลุคสปอร์ต มีหน้าจอแบบ Freestand เชื่อมต่อกับกล้องมองหลัง พร้อมปุ่มหมุนวงกลมสำหรับสั่งการระบบ COMAND พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ 3 ก้าน ให้สัมผัสที่อวบอิ่มเต็มไม้เต็มมือ ก้านเกียร์อยู่ที่ทางขวาของพวงมาลัย และก้าน Cruise Control กับ Speed Limit อยู่ด้านซ้ายล่าง พวงมาลัยผ่อนแรงไฟฟ้าช่วยให้การควบคุมรถคล่องตัวทั้งความเร็วต่ำและสูง

แม้เบาะตอนหลังจะไม่สามารถพับแบบ 60:40 ได้ แต่มีที่เท้าแขนพร้อมช่องวางแก้วกาแฟ อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสารตอนหลังอาจสัมผัสได้ถึงความแข็งกระด้างของช่วงล่าง ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับเซ็ตช่วงล่างแบบสปอร์ตเต็มตัว

ขุมพลังของ A250 AMG Sport คือเครื่องยนต์ 4 สูบ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ 1,991 ซีซี. ให้กำลัง 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และแรงบิด 350 นิวตันเมตร ที่ 1,200-4,000 รอบ/นาที เคลมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.6 วินาที และความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. ในการขับขี่ทั่วไป คันเร่งไฟฟ้าอาจรู้สึกแข็งเล็กน้อย แต่เมื่อเติมคันเร่งประมาณ 1/3 รอบเครื่องยนต์ตั้งแต่ 1,500 รอบ/นาทีขึ้นไป แรงบิดมหาศาลจะส่งให้รถพุ่งทะยานได้อย่างรวดเร็ว สร้างความประทับใจในสมรรถนะที่เร้าใจ

A250 คันนี้มีสไตล์การขับขี่ที่ดิบและไม่นุ่มนวล ทั้งจากเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และช่วงล่าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตตัวจริงในคราบแฮทช์แบ็ก 5 ประตู สมรรถนะในระดับนี้ทำให้ A250 สามารถแซงรถทั่วไป หรือแม้กระทั่งรถสปอร์ตหลายรุ่นได้อย่างง่ายดาย

โหมดการขับขี่มีให้เลือก 3 โหมด คือ E (ประหยัด), S (สปอร์ต), M (แมนนวล) โดยโหมด S จะให้การตอบสนองที่สปอร์ตยิ่งขึ้น ลากรอบเครื่องยนต์ได้สูงขึ้น และตอบสนองคันเร่งได้ไวขึ้นเล็กน้อย ปุ่ม Eco สำหรับระบบ Start/Stop จะดับเครื่องยนต์เมื่อรถหยุดนิ่งและสตาร์ทใหม่เมื่อยกเท้าออกจากเบรก เพื่อช่วยประหยัดน้ำมันในการขับขี่ในเมือง

จากการทดสอบจริง A250 AMG Sport สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.466 วินาที และ ¼ ไมล์ ใน 15.78 วินาที ที่ความเร็ว 148 กม./ชม. ความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 225 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงจากการใช้งานจริงในเมืองอยู่ที่ 10.1 กม./ลิตร และในการเดินทางเฉลี่ย 100-140 กม./ชม. รวมถึงการเร่งเค้นสมรรถนะ ได้ที่ 9.3 กม./ลิตร ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับรถที่มีสมรรถนะในระดับนี้

ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ Dual Clutch 7 Speed (7G-DCT) ถ่ายกำลังสู่ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า สามารถควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ได้จาก Paddle Shift ด้านหลังพวงมาลัย การเปลี่ยนเกียร์ในโหมด D ทำได้อย่างรวดเร็วตามสไตล์ Dual-Clutch รอบเครื่องยนต์กวาดขึ้นอย่างรวดเร็วและลากจนถึง Redline ที่ราว 6,250 รอบ/นาที ก่อนเปลี่ยนเกียร์ต่อไปอย่างฉับไว

ระบบบังคับเลี้ยวแบบพวงมาลัยผ่อนแรงไฟฟ้ามีรัศมีวงเลี้ยว 5.5 ม. ช่วยให้คล่องตัวในการกลับรถและการขับเลี้ยวในที่แคบ พวงมาลัยแปรผันตามความเร็ว ทำให้คล่องมือที่ความเร็วต่ำและตึงมือขึ้นที่ความเร็วสูง มอบความแม่นยำและคมชัดในการหักเลี้ยว ส่งผลให้การเข้าโค้งแคบหรือโค้งลึกทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นคง

ช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตรัทและด้านหลังแบบ 4 Link ใน A250 AMG Sport ได้รับการปรับเซ็ตโดย AMG ให้มีความสปอร์ตเต็มตัว ด้วยสปริงที่เตี้ยลง 15 มม. และโช้คอัพที่เสริมความหนึบแน่น แม้จะแข็งกระด้างแต่ซับแรงได้ดีบนทางขรุขระ แต่จะรู้สึกสะท้านบนลูกระนาด อย่างไรก็ตาม ด้วยช่วงล่างที่ได้รับการบรรจงปรับแต่ง ทำให้รถเกาะถนนได้ดีเยี่ยมที่ความเร็วสูง และสามารถเข้าโค้งที่ความเร็วระดับ 120 กม./ชม. ได้อย่างมั่นคง ระบบ TCS และ ESP ช่วยพยุงตัวรถให้มีเสถียรภาพสูงสุด รวมถึงยาง Michelin PS3 ที่ช่วยเสริมความมั่นใจในการขับขี่

ระบบเบรกแบบดิสก์หน้า-หลัง พร้อมคาลิปเปอร์สีแดงที่โดดเด่นภายใต้ล้อ AMG ขนาด 18 นิ้ว แป้นเบรกเซ็ตมาค่อนข้างตื้น แต่ให้การตอบสนองที่ว่องไว เบรกจิกเท้า หนึบมั่นใจทุกครั้งที่ชะลอความเร็ว แม้มาจากความเร็วสูงก็ยังทำได้อย่างดีหายห่วง นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยความปลอดภัยอื่นๆ เช่น ABS, BAS, Adaptive Brake, สัญญาณไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ, ระบบเตือนแรงดันลมยาง, ระบบเตือนอาการเหนื่อยล้าจากการขับขี่ (Attention Assist), ระบบการทรงตัว ESP, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (ASR) และกล้องมองภาพหลัง

Mercedes-Benz A250 AMG Sport คือรถยนต์ Compact Hatchback ที่เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะและความเร้าใจ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่และมองหารถยนต์ที่มีสไตล์แตกต่าง ด้วยความแรงระดับที่ท้าทายรถสปอร์ตหลายคัน ทำให้ A250 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์หรูขนาดเล็ก

บทสรุป: มรดกแห่งความเป็นเลิศสู่ปี 2025

การย้อนรอยดูยนตรกรรมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นความหรูหราสุดขีดของ Mercedes-Maybach S 500, การพลิกโฉมของ C-Class สู่ความหรูหราที่เข้าถึงได้, การบุกเบิกเทคโนโลยีไฮบริดใน C 300 BlueTEC HYBRID หรือความเร้าใจในแบบ A250 AMG Sport ล้วนเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหยุดนิ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมยานยนต์ที่เหนือกว่า

ในแต่ละยุคสมัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการผสมผสานดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้นเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว มรดกเหล่านี้ได้วางรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นผู้นำและเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเลิศในอุตสาหกรรมยานยนต์มาจนถึงปี 2025 ที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าและระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว

จากความหรูหราสง่างามสู่ความสปอร์ตเร้าใจ จากเครื่องยนต์สันดาปภายในไปสู่พลังงานไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงรักษาแก่นแท้ของปรัชญา “The Best or Nothing” ไว้ได้อย่างมั่นคง ยนตรกรรมในปัจจุบันที่เชื่อมโยงกับนวัตกรรมในอดีต คือบทสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ต่อเนื่องและไม่เคยหยุดนิ่ง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าและตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ทั่วโลกได้อย่างไร้ขีดจำกัด.

Previous Post

N1211062 แคร คนอ จนล มครอบคร วต วเอง part2

Next Post

N1211058 กไม เคยจางไปจากห วใจ part2

Next Post
N1211058 กไม เคยจางไปจากห วใจ part2

N1211058 กไม เคยจางไปจากห วใจ part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1601076_หมดต วก งก ep2 ตอนจบ หน งส อส งคม._part2
  • N1601058 จากเด กสาวท กด กส ประธานบร ทในช วข ามค น! หน งใหม าส part2
  • N1601080 พล กเกมกรรม ใครค อผ บงการ part2
  • N1601064 เจ านายค ดว าเธอเป นแม เล ยงเด ยว แต เธอม แผนร ายกว าน น! หน งใหม าส part2
  • N1601078_ลองออกจากกะลา แล วเข าส งคมอ นด หน งส อส งคม._part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.