ในโลกแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ที่หมุนเวียนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปี 2025 นี้ แบรนด์ Mercedes-Benz ยังคงยืนหยัดเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและความหรูหราอย่างไม่เสื่อมคลาย ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานและวิสัยทัศน์ที่มุ่งไปข้างหน้า Mercedes-Benz ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ที่ซับซ้อนและหลากหลายขึ้นในแต่ละยุคสมัย เมื่อมองย้อนกลับไป เราจะเห็นได้ว่ารากฐานแห่งความสำเร็จในปัจจุบันนั้น ถูกบ่มเพาะมาจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นในอดีต ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่นำพาแบรนด์ดาวสามแฉกมาสู่ยุคแห่งยานยนต์อัจฉริยะและขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบัน
บทความนี้จะพาเราย้อนรอยไปทำความเข้าใจถึงปรัชญาการออกแบบ เทคโนโลยี และกลยุทธ์การตลาดของ Mercedes-Benz ผ่านการวิเคราะห์โมเดลสำคัญๆ ที่ถูกเปิดตัวในช่วงกลางทศวรรษ 2010s ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ เราจะเจาะลึกถึง Mercedes-Maybach S 500, Mercedes-Benz C-Class (W205) และ Mercedes-Benz A250 AMG Sport เพื่อดูว่ารถยนต์เหล่านี้ได้วางรากฐานให้กับ อนาคตรถยนต์ และ นวัตกรรมยานยนต์ ของแบรนด์ได้อย่างไร และคุณค่าเหล่านั้นยังคงสะท้อนอยู่ใน รถยนต์หรู ของ Mercedes-Benz ในปี 2025 ได้อย่างไรบ้าง
Mercedes-Maybach S 500: นิยามใหม่ของความหรูหราระดับสูงสุด
เมื่อ Mercedes-Benz ตัดสินใจฟื้นคืนชีพแบรนด์ Maybach ภายใต้ร่มเงาของตนอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Mercedes-Maybach S 500 ในปี 2015 ถือเป็นการประกาศชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะครองตำแหน่งสูงสุดในตลาด รถยนต์หรู ระดับอัลตร้าพรีเมียมอย่างแท้จริง ในปี 2025 นี้ Maybach ยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความโอ่อ่าและความพิเศษสุด แต่ Maybach S 500 รุ่นแรกๆ นั้นได้วางรากฐานสำคัญให้กับวิวัฒนาการนี้
การขยายความยาวตัวถังและระยะฐานล้อที่มากกว่า S-Class รุ่นมาตรฐานถึง 20 เซนติเมตร ทำให้เกิดห้องโดยสารที่กว้างขวางเป็นพิเศษ นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มพื้นที่ แต่เป็นการสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่า สู่ ความสะดวกสบายระดับพรีเมียม ที่ยากจะหาใครเทียบได้ ภายในห้องโดยสารของ Maybach S 500 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าผู้บริหารระดับสูงและธุรกิจบริการฟลีทสำหรับโรงแรมระดับ 5 ดาว ซึ่งต้องการความสมบูรณ์แบบในการต้อนรับแขกคนสำคัญ
ดีไซน์ภายนอกและภายในที่บ่งบอกเอกลักษณ์:
Maybach S 500 โดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่พร้อมโลโก้ Mercedes-Benz บนฝากระโปรง, คิ้วโครเมียม, ไฟหน้า LED Intelligent Light System, ไฟท้าย LED พร้อมเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติก และล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว การใช้โลโก้ “Maybach” บนฝากระโปรงท้ายเป็นการตอกย้ำถึงสถานะพิเศษของรุ่นนี้ และเป็นต้นแบบของ ดีไซน์รถยนต์ ที่ผสานความสง่างามและความล้ำสมัยเข้าด้วยกัน
สำหรับ ภายในรถหรู นั้น Mercedes-Maybach S 500 คือจุดเริ่มต้นของมาตรฐานใหม่ เบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive Package ตัดเย็บลาย Diamond Design พร้อมผ้าหลังคาและแผงบังแดดที่หุ้มด้วย DINAMICA microfibre นาฬิกาอนาล็อกที่ออกแบบโดย IWC, ระบบมัลติมีเดีย COMAND Online ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต, ระบบนำทาง, เครื่องเล่นดีวีดี 6 แผ่น และระบบสั่งการด้วยเสียง LINGUATRONIC (ภาษาอังกฤษ) ล้วนเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในยุคนั้น และได้พัฒนาต่อยอดมาสู่ระบบ MBUX และ Digital Cockpit ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นในรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่นปัจจุบัน
ประสบการณ์การเดินทางที่เหนือระดับ:
ฟังก์ชันการปรับเบาะไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ, ระบบอุ่นและระบายอากาศสำหรับเบาะหน้าและหลัง, เบาะหลังแบบ First Class พร้อมโต๊ะทำงานแบบพับได้, และฟังก์ชันนวด ENERGIZING ที่จำลองการนวดด้วยหินร้อน 6 รูปแบบ ล้วนเป็นนวัตกรรมที่มุ่งเน้น ประสบการณ์การขับขี่ และการเดินทางของผู้โดยสารอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีรองขาปรับระดับ, ตู้เย็นในรถ, ม่านบังแดดไฟฟ้า, ระบบปรับสมดุลอากาศ AIR-BALANCE พร้อมกลิ่นหอม 5 กลิ่น (รวมกลิ่นพิเศษ AGARWOOD สำหรับ Maybach) และไฟเรืองแสง Ambient Lighting 7 สี ที่ปรับความเข้มได้ 5 ระดับ ฟังก์ชันเหล่านี้ได้กลายเป็นมาตรฐานของ ความสะดวกสบายระดับพรีเมียม ที่ลูกค้าคาดหวังจาก Mercedes-Benz ในปี 2025
เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย:
Maybach S 500 มาพร้อม ระบบความปลอดภัยรถยนต์ ที่ครบครันที่สุดในยุคนั้น เช่น PRE-SAFE system, PRE-SAFE impulse system, ถุงลมนิรภัยเข็มขัด, ถุงลมนิรภัยรอบคัน, โปรแกรมควบคุมการทรงตัว ESP, Crosswind Assist, ระบบช่วยเบรก BAS, ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE, ระบบป้องกันล้อล็อก ABS, ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี ASR, ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้า ATTENTION ASSIST, ระบบกันสะเทือน AIRMATIC, Cruise Control, Active Parking Assist, MAGIC VISION CONTROL, Night View Assist, และ MAGIC BODY CONTROL ซึ่งหลายระบบเหล่านี้ได้ถูกพัฒนาต่อยอดเป็นส่วนหนึ่งของระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติและ ยานยนต์อัจฉริยะ ในปัจจุบัน
ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 4,663 ซีซี กำลัง 455 แรงม้า แรงบิด 700 นิวตันเมตร จับคู่กับเกียร์ 9G-TRONIC ทำให้ Maybach S 500 สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.0 วินาที ซึ่งแสดงให้เห็นถึง สมรรถนะสูง ที่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์ แม้จะเน้นความหรูหราเป็นหลัก
Mercedes-Benz C-Class (W205): การปฏิวัติตำนานแห่งซีดานยอดนิยม
การเปิดตัว Mercedes-Benz C-Class (รหัสตัวถัง W205) ในปี 2015 ถือเป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่สำหรับรถยนต์นั่งสุดหรูที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทาง ดีไซน์รถยนต์ และเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ในกลุ่ม Contemporary Luxury นับจากนั้นมา ในปี 2025 C-Class ยังคงเป็นแกนหลักของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Mercedes-Benz และการปฏิวัติที่ W205 ได้สร้างไว้นั้นยังคงสะท้อนให้เห็นในรุ่นปัจจุบัน
W205 ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูหรูหราคล้าย S-Class แต่ยังคงความคล่องตัว การเพิ่มความยาวฐานล้อ 76.2 มม. และความยาวตัวถังรวม 94 มม. รวมถึงความกว้างที่เพิ่มขึ้น ทำให้ C-Class มีพื้นที่ภายในที่กว้างขวางขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตอบรับกับสรีระของผู้ขับขี่และผู้โดยสารที่เปลี่ยนแปลงไป นี่คือการผสมผสานระหว่างความหรูหราและประโยชน์ใช้สอย ที่ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของ C-Class ทุกรุ่น
ดีไซน์และการออกแบบภายใน:
ภายในห้องโดยสารของ W205 ถูกยกระดับขึ้นอย่างมาก ด้วยวัสดุคุณภาพสูงและการออกแบบที่เน้นความหรูหราและ ความสะดวกสบายระดับพรีเมียม แผงคอนโซลกลางถูกออกแบบให้เป็นชิ้นเดียวกับพนักวางแขน พร้อม touchpad สำหรับควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์ หน้าจอแสดงผลกลางขนาด 7 นิ้ว (สามารถอัปเกรดเป็น 8.4 นิ้วใน Multimedia Package) และช่องแอร์ 5 ช่องที่กระจายความเย็นได้อย่างทั่วถึง สิ่งเหล่านี้เป็นการยกระดับ ภายในรถหรู ในกลุ่ม Compact Executive อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นการปูทางสู่ MBUX Hyperscreen และ Digital Cockpit ในปัจจุบัน
สำหรับรุ่น C 300 BlueTEC HYBRID Estate AMG Dynamic ยังได้แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในการใช้งาน ด้วยตัวถังแบบ Estate ที่เพิ่มพื้นที่ใช้สอยและระบบ EASY-PACK tailgate รวมถึงระบบ quickfold ที่ทำให้สามารถปรับพับเบาะหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้สูงสุดถึง 1,470 ลิตร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการออกแบบที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย
วิศวกรรมเพื่อสมรรถนะและความประหยัด:
W205 ได้รับการพัฒนาโครงสร้างตัวถังแบบอะลูมิเนียมไฮบริด ซึ่งเบากว่าโครงสร้างเหล็กทั่วไปถึง 154 กิโลกรัม ส่งผลให้รถมีน้ำหนักลดลงถึง 20% โดยไม่สูญเสีย สมรรถนะสูง ในการขับขี่ และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน นี่คือ นวัตกรรมยานยนต์ ที่เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนารถยนต์น้ำหนักเบาและประหยัดพลังงานของ Mercedes-Benz ในยุคปัจจุบัน
ในด้านขุมพลัง C-Class W205 มีเครื่องยนต์เบนซิน 2 รุ่น (C180, C200) และเครื่องยนต์ดีเซล 1 รุ่น (C220 Bluetec) นอกจากนี้ยังมีการเปิดตัวรุ่น C 300 BlueTEC HYBRID ที่ผสมผสานเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตรเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า 27 แรงม้า ให้กำลังรวม 204 แรงม้า พร้อมแรงบิด 500 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของ รถยนต์ไฟฟ้า แบบไฮบริดของแบรนด์ และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความมุ่งมั่นในการลดปริมาณไอเสียและเพิ่มความประหยัดพลังงานให้ผ่านมาตรฐาน Euro 6 ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในปี 2025
ระบบความปลอดภัยและช่วงล่าง:
C-Class มาพร้อมกับระบบเกียร์ 7G-TRONIC PLUS และตัวเลือกขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC นอกจากนี้ ระบบความปลอดภัยรถยนต์ และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ก็มีมาอย่างครบครัน เช่น Active Parking Assist, กล้องมองรอบคัน, ระบบอ่านป้ายจราจร, ระบบเตือนการขับผิดทิศทาง, และ Adaptive High Beam Plus ซึ่งล้วนเป็นรากฐานของระบบขับขี่อัตโนมัติขั้นสูงในรถยนต์ Mercedes-Benz รุ่นใหม่ๆ ระบบช่วงล่างแบบอิสระ 4 จุดด้านหน้าและ 5 จุดด้านหลัง พร้อมระบบ Direct Control และ AIRMATIC ที่ปรับโหมดการขับขี่ได้ (Comfort, ECO, Sport, Sport+) ก็เป็นการมอบ ประสบการณ์การขับขี่ ที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่
Mercedes-Benz A250 AMG Sport: ความสปอร์ตที่เข้าถึงได้และขับสนุก
ในยุคที่ Mercedes-Benz เริ่มหันมาสร้างสรรค์ ดีไซน์รถยนต์ ที่ทันสมัยและดึงดูดใจคนรุ่นใหม่มากขึ้น การเปิดตัว A-Class (รหัสตัวถัง W176) โดยเฉพาะรุ่น A250 AMG Sport ในปี 2013 เป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามของแบรนด์ในการขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่ม Gen Y ที่ชื่นชอบรถยนต์ Hatchback ขนาดกะทัดรัดแต่เปี่ยมด้วย สมรรถนะสูง ในปี 2025 A-Class ยังคงเป็นประตูสู่แบรนด์ Mercedes-Benz สำหรับคนหนุ่มสาว และ A250 ได้สร้างมรดกแห่งความสปอร์ตที่ยังคงอยู่ในรุ่น AMG Performance Hatchback ในปัจจุบัน
A250 AMG Sport โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูดีมีเสน่ห์ การันตีด้วยรางวัล Auto Bild Design Award 2012 กระจังหน้า Diamond Grille, ชุดแต่ง AMG Sport รอบคันพร้อมแถบสีแดง, ท่อไอเสียคู่ และล้อ AMG ขอบ 18 นิ้ว พร้อมยาง Pilot Sport 3 แสดงให้เห็นถึงความสปอร์ตอย่างชัดเจน ขนาดตัวถังและความยาวฐานล้อที่เทียบเท่ารถในกลุ่ม C-Segment ทำให้รถมีสัดส่วนที่ลงตัวและอากาศพลศาสตร์ที่ดีเยี่ยม (ค่า CD 0.27)
ภายในที่ผสมผสานความสปอร์ตและความหรูหรา:
ภายในรถหรู ของ A250 AMG Sport ใช้เบาะหุ้มหนัง Artico สลับกับ Dinamica Microfibre สีดำเดินด้ายแดง รูปทรงเบาะกึ่งสปอร์ตช่วยโอบกระชับลำตัว แผงคอนโซลกลางตกแต่งลายเคฟล่าเข้ากับลุคสปอร์ต พร้อมหน้าจอ Freestand ที่เชื่อมต่อกับกล้องมองหลัง พวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้านและก้านเกียร์ที่อยู่ทางขวาของพวงมาลัยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในยุคนั้น แม้จะมีจุดที่ต้องปรับตัวบ้าง เช่น ตำแหน่งก้าน Cruise Control แต่โดยรวมแล้วก็มอบ ความสะดวกสบายระดับพรีเมียม ในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
ขุมพลังและประสบการณ์การขับขี่:
หัวใจหลักของ A250 คือเครื่องยนต์ 4 สูบ เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ ความจุ 1,991 ซีซี ให้กำลัง 211 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร สามารถเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.6 วินาที (จากการทดสอบจริงประมาณ 7.466 วินาที) และความเร็วสูงสุด 240 กม./ชม. (จากการทดสอบจริงประมาณ 225 กม./ชม.) สมรรถนะสูง ในการขับขี่ของ A250 ทำให้ผู้ขับขี่รู้สึก “Wow” ด้วยแรงบิดที่มาตั้งแต่รอบต่ำ และการเร่งแซงที่ฉับไว แม้จะขับอยู่ที่ความเร็วสูงก็ตาม
ประสบการณ์การขับขี่ ของ A250 นั้นดิบและตรงไปตรงมา ไม่นุ่มนวลเหมือนรถซีดานทั่วไป ซึ่งเป็นเสน่ห์ของรถสปอร์ต Hatchback ระบบเกียร์ Dual Clutch 7 Speed (7G-DCT) ถ่ายทอดกำลังลงสู่ล้อหน้าได้อย่างรวดเร็ว แม้จะมีจังหวะที่ต้องทำความคุ้นเคยกับการ Kick Down หรือการใช้ Paddle Shift ในช่วงแรกก็ตาม โหมดการขับขี่ E, S, M และปุ่ม Eco สำหรับระบบ Start/Stop ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่ง ประสบการณ์การขับขี่ ได้ตามต้องการ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงประมาณ 10.1 กม./ลิตร ในเมือง และ 9.3 กม./ลิตร นอกเมือง ถือเป็นตัวเลขที่ยอมรับได้สำหรับรถที่มี สมรรถนะสูง ระดับนี้
ระบบบังคับเลี้ยวและช่วงล่าง:
พวงมาลัยผ่อนแรงไฟฟ้าที่มีรัศมีวงเลี้ยว 5.5 เมตร ทำให้ A250 คล่องตัวในเมืองและความเร็วต่ำ และตึงมือขึ้นเมื่อความเร็วสูงขึ้น มอบความแม่นยำและคมในการหักเลี้ยว ระบบความปลอดภัยรถยนต์ เช่น ABS, BAS, Adaptive Brake, ESP ที่ปรับแต่งมาเป็นพิเศษ, ASR และกล้องมองภาพหลัง ล้วนเป็นมาตรฐานที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่
ช่วงล่าง AMG Sport ที่เตี้ยลง 15 มม. และโช้คอัพที่หนึบแน่น มอบความมั่นคงในการขับขี่ที่ความเร็วสูงและการเข้าโค้งได้อย่างยอดเยี่ยม เปรียบเสมือนตุ๊กแกยึดเกาะกำแพง แม้ช่วงล่างด้านหลังจะค่อนข้างแข็งกระด้าง (โดยเฉพาะสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง) แต่ก็แลกมาด้วยความมั่นใจในการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทาย
บทสรุป: มรดกแห่งนวัตกรรมและการขับเคลื่อนสู่ปี 2025
การวิเคราะห์ Mercedes-Maybach S 500, Mercedes-Benz C-Class (W205) และ Mercedes-Benz A250 AMG Sport จากมุมมองของปี 2025 ทำให้เราเห็นภาพที่ชัดเจนว่า Mercedes-Benz ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนารถยนต์ของตนเอง ทุกรุ่นที่กล่าวมาล้วนเป็นตัวแทนของความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ รถยนต์หรู ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในแต่ละเซกเมนต์อย่างมีประสิทธิภาพ
Maybach S 500 ได้ตอกย้ำภาพลักษณ์ของแบรนด์ในการเป็นผู้นำด้านความหรูหราและ ความสะดวกสบายระดับพรีเมียม ที่ไร้ขีดจำกัด การใส่ใจในทุกรายละเอียดของ ภายในรถหรู และเทคโนโลยีเพื่อการเดินทางที่เหนือระดับ ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ Maybach รุ่นใหม่ๆ ยังคงสานต่อ
C-Class (W205) ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของ Mercedes-Benz ในการนำเสนอ นวัตกรรมยานยนต์ และ เทคโนโลยีรถยนต์ ระดับ S-Class มาสู่กลุ่มรถยนต์นั่งขนาดกลาง ทำให้ผู้ขับขี่จำนวนมากสามารถเข้าถึง ประสบการณ์การขับขี่ ที่หรูหราและ สมรรถนะสูง ได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ การเปิดตัวรุ่นไฮบริดยังเป็นการปูทางไปสู่ อนาคตรถยนต์ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานทางเลือก ซึ่งในปี 2025 นี้ รถยนต์ไฟฟ้า และปลั๊กอินไฮบริดได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของกลุ่มผลิตภัณฑ์ Mercedes-Benz
A250 AMG Sport ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า Mercedes-Benz สามารถสร้างสรรค์ ดีไซน์รถยนต์ ที่ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่และมอบ ประสบการณ์การขับขี่ ที่เร้าใจและ สมรรถนะสูง ในรูปแบบ Hatchback ได้อย่างยอดเยี่ยม แม้จะมีบุคลิกที่ดิบและช่วงล่างที่แข็งกระด้างในบางครั้ง แต่มันก็เป็นรถที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ตที่แท้จริง และเป็นแรงบันดาลใจให้กับรถยนต์ AMG Compact รุ่นใหม่ๆ ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยยิ่งขึ้น
ในยุคปี 2025 ที่ เทคโนโลยีรถยนต์ ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง การเชื่อมต่อดิจิทัล ระบบขับขี่อัตโนมัติ และ ยานยนต์อัจฉริยะ ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของทุกๆ แบรนด์ Mercedes-Benz ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการนำเสนอความหรูหราที่มาพร้อม นวัตกรรมยานยนต์ และ ระบบความปลอดภัยรถยนต์ ที่ดีที่สุด การมองย้อนกลับไปยังโมเดลเหล่านี้ทำให้เราเห็นว่า Mercedes-Benz ได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งมาโดยตลอด เพื่อให้แบรนด์ดาวสามแฉกยังคงเป็นผู้นำและเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นเลิศในโลกยานยนต์ต่อไปใน อนาคตรถยนต์ ที่กำลังจะมาถึง

