สุดยอดซูเปอร์คาร์: 51 อันดับรถยนต์ที่แพงที่สุดในโลก ประจำปี 2568
การครอบครองสุดยอดยนตรกรรมมูลค่ามหาศาลไม่ใช่เพียงแค่การมีรถยนต์หรูหรา แต่มันคือการเป็นเจ้าของงานศิลปะบนล้อเลื่อน การลงทุนในมรดกทางวิศวกรรม และสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จอันสูงสุด ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมนี้อย่างใกล้ชิด ตั้งแต่ยุคที่เครื่องยนต์สันดาปภายในครองบัลลังก์ ไปจนถึงการก้าวเข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าที่ไร้มลลพิษ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง คือความปรารถนาอันแรงกล้าของผู้คนทั่วโลกต่อ รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลก
บทความนี้จะพาคุณดำดิ่งสู่โลกอันน่าทึ่งของ ซูเปอร์คาร์หรูหรา ที่มีราคาพุ่งสูงจนน่าตกตะลึง การจัดอันดับนี้ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ตัวเลขราคา แต่ยังรวมถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน นวัตกรรมล้ำสมัย การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และสมรรถนะอันเหนือชั้นที่ทำให้รถยนต์เหล่านี้กลายเป็นที่ปรารถนาของนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบยานยนต์ระดับไฮเอนด์ทั่วโลก
นิยามของ “รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลก” ประจำปี 2568
ในปี 2568 เราได้เห็นการผลักดันขีดจำกัดของความเป็นไปได้ในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง รถยนต์ที่ติดอันดับสูงสุดหลายคันไม่ได้เป็นเพียงแค่ยานพาหนะ แต่เป็นผลงานมาสเตอร์พีซที่ผสานศิลปะ วิศวกรรม และเทคโนโลยีชั้นสูงเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว การผลิตจำนวนจำกัด (Limited Edition), การสร้างสรรค์แบบออเดอร์พิเศษ (Bespoke), และการนำวัสดุพิเศษมาใช้ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันราคาสูงขึ้น
สิ่งที่เราเห็นชัดเจนในปีนี้คือการเข้ามามีบทบาทของ รถยนต์ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า (Hypercar EV) ที่สามารถท้าชนกับซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์สันดาปแบบดั้งเดิมได้อย่างสูสี และในบางกรณีก็สามารถแซงหน้าไปได้ด้วยซ้ำ ในขณะเดียวกัน รถคลาสสิกมูลค่าสูง ยังคงมีอิทธิพลอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ที่ถูกประมูลไปด้วยมูลค่าประวัติศาสตร์และหายาก
ปัจจัยขับเคลื่อนราคา “รถยนต์หรูหรา” ระดับไฮเอนด์
เมื่อพูดถึง รถยนต์ซูเปอร์คาร์ที่แพงที่สุด ปัจจัยที่กำหนดมูลค่าไม่ได้มีเพียงแค่สมรรถนะเครื่องยนต์ แต่ยังรวมถึง:
ความหายากและการผลิตจำนวนจำกัด (Rarity and Limited Production): รถยนต์ที่ผลิตออกมาเพียงไม่กี่คันทั่วโลก มักจะมีราคาสูงลิ่ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Rolls-Royce Boat Tail และ Pagani Zonda HP Barchetta ที่ผลิตเพียง 3 คันเท่านั้น
การออกแบบและความเป็นเอกลักษณ์ (Design and Uniqueness): งานออกแบบที่โดดเด่นสะดุดตา ไม่ซ้ำใคร และได้รับการยกย่องว่าเป็นงานศิลปะ ถือเป็นหัวใจสำคัญ Rolls-Royce La Rose Noire Droptail ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกกุหลาบ เป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเอาศิลปะมาผนวกเข้ากับการออกแบบยานยนต์
สมรรถนะและเทคโนโลยี (Performance and Technology): เครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ระบบขับเคลื่อนที่ล้ำสมัย วัสดุที่ใช้ในการผลิตที่ทนทานและน้ำหนักเบา เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) เป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ Bugatti La Voiture Noire ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ W16 Quad-Turbo ขนาด 8.0 ลิตร ให้กำลัง 1500 แรงม้า คือตัวอย่างที่ชัดเจน
ประวัติศาสตร์และมรดก (Heritage and Legacy): รถยนต์แบรนด์ดังที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เช่น Ferrari, Bugatti, และ Rolls-Royce มักจะมีมูลค่าที่สูงกว่า ด้วยชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมาหลายทศวรรษ
ความเป็น “Bespoke” หรือการสั่งทำพิเศษ (Bespoke Customization): ลูกค้าสามารถปรับแต่งรถยนต์ได้ตามความต้องการเฉพาะตัว ตั้งแต่วัสดุภายใน ไปจนถึงรายละเอียดภายนอก ทำให้รถแต่ละคันมีความพิเศษไม่เหมือนใคร
รถยนต์คลาสสิกหายาก (Rare Classic Cars): รถยนต์รุ่นเก่าที่ผลิตในจำนวนจำกัด และมีประวัติการแข่งขันที่น่าประทับใจ มักมีมูลค่ามหาศาลในตลาดนักสะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถที่เคยสร้างสถิติโลก หรือเคยเป็นของบุคคลสำคัญ
51 อันดับ “รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลก” ประจำปี 2568
นี่คือรายชื่อสุดยอด รถยนต์ซูเปอร์คาร์ราคาแพง ที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดี โดยพิจารณาจากข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2568
Rolls-Royce La Rose Noire Droptail: $30 ล้านเหรียญสหรัฐ
Rolls-Royce ยังคงครองบัลลังก์ผู้นำด้านยนตรกรรมหรูหรา ด้วย La Rose Noire Droptail ที่เป็นการนิยามนิยามใหม่ของความหรูหราและการออกแบบที่ก้าวข้ามขีดจำกัด ด้วยการออกแบบแบบสองที่นั่งที่มาพร้อมหลังคาแข็งแบบถอดได้ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่แบบเปิดประทุนที่สง่างาม การตกแต่งภายในที่ประณีตบรรจงด้วยลายไม้ Black Sycamore กว่า 1,603 ชิ้น และสีภายนอก True Love สีแดงเข้มสะกดทุกสายตา ทำให้รถคันนี้เป็นงานศิลปะเคลื่อนที่อย่างแท้จริง
Rolls-Royce Boat Tail: $28 ล้านเหรียญสหรัฐ
Boat Tail คือเครื่องพิสูจน์ว่าคุณภาพสามารถอยู่คู่กับความพิเศษได้อย่างลงตัว การออกแบบในลักษณะ Coach-built (การสร้างตัวถังเฉพาะคัน) เป็นครั้งแรกของ Rolls-Royce ที่ผสานจิตวิญญาณของเรือยอร์ช J-Class และ Boat Tail รุ่นปี 1932 เข้าไว้ด้วยกัน ขุมพลังเครื่องยนต์ V12 Twin-Turbo ขนาด 6.75 ลิตร ให้กำลัง 563 แรงม้า คือบทสรุปของความสง่างามและสมรรถนะ
Bugatti La Voiture Noire: $18.7 ล้านเหรียญสหรัฐ
“รถสีดำ” นามนี้บ่งบอกถึงความเรียบหรูแต่ทรงพลัง Bugatti La Voiture Noire คือผลงานชิ้นเอกที่สร้างสรรค์ขึ้นจากเปลือกคาร์บอนไฟเบอร์ที่ขึ้นรูปด้วยมืออย่างประณีต บ่งบอกถึงจิตวิญญาณแห่งการออกแบบของ Bugatti อย่างแท้จริง ด้วยเครื่องยนต์ Quad-Turbo W16 ขนาด 8.10 ลิตร ที่ให้กำลัง 1,500 แรงม้า และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.4 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุด 420 กม./ชม. แสดงให้เห็นถึงวิศวกรรมยานยนต์ระดับสูงสุด
Pagani Zonda HP Barchetta: $17.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
Zonda คือจุดเริ่มต้นของ Pagani Automobili และ HP Barchetta คือการเฉลิมฉลองที่เหนือความคาดหมาย ชื่อ “Barchetta” ซึ่งแปลว่า “เรือเล็ก” ในภาษาอิตาเลียน สื่อถึงรูปทรงอันปราดเปรียวของรถคันนี้ โครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา กระจกบังลมที่ลดขนาดลง และความสูงเพียง 21 นิ้ว ทำให้มันเป็นรถที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน แม้จะผลิตเพียง 3 คัน แต่ราคาซื้อขายล่าสุดทำให้มันกลายเป็นหนึ่งใน ซูเปอร์คาร์หายาก ที่มีมูลค่าสูงที่สุด
SP Automotive Chaos: $14.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
SP Automotive Chaos คือปรากฏการณ์ใหม่จากกรีซ ด้วยการผสมผสานวัสดุที่ทันสมัยที่สุดเข้ากับวิศวกรรมขั้นสูง รุ่น Earth Version มาพร้อมกำลัง 2,048 แรงม้า ในราคา 6.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนรุ่น Zero Gravity ที่ทรงพลังยิ่งกว่า สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 1.55 วินาที ด้วยกำลัง 3,065 แรงม้า และราคาที่ 14.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สะท้อนถึงความก้าวล้ำที่ไม่เคยมีมาก่อน
Rolls-Royce Sweptail: $13 ล้านเหรียญสหรัฐ
Sweptail คือผลผลิตจากคำขอของลูกค้าที่ไม่ธรรมดา มันเคยครองตำแหน่งรถที่แพงที่สุดในโลกและยังคงเป็นที่น่าประทับใจจนถึงปัจจุบัน การผสมผสานความหรูหราสมัยใหม่เข้ากับกลิ่นอายของยุค 1920-30s ทำให้รถคันนี้เป็นนิยามใหม่ของความพิเศษแบบ One-off
Bugatti Chiron Profilée: $10.78 ล้านเหรียญสหรัฐ
Bugatti Chiron Profilée สร้างสถิติใหม่ในการเป็นรถยนต์ใหม่ที่แพงที่สุดที่เคยขายได้จากการประมูล การเป็นรถยนต์คันเดียวที่สร้างขึ้น ทำให้มันมีสิทธิ์ในการอวดอ้างที่เหนือกว่ารถยนต์หรูส่วนใหญ่ในตลาด แม้จะเป็นรุ่นที่ลดทอนความดุดันลงจาก Pur Sport แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะอันน่าทึ่ง
Bugatti Centodieci: $9 ล้านเหรียญสหรัฐ
Centodieci คือการรำลึกถึงตำนาน Bugatti EB110 ด้วยการผลิตเพียง 10 คันทั่วโลก แตกต่างจาก Chiron ที่เน้นความเร็วสูงสุด Centodieci กลับเน้นที่อัตราเร่งที่รวดเร็ว และการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายของยุค 90s
Mercedes-Maybach Exelero: $8 ล้านเหรียญสหรัฐ
สร้างขึ้นเพื่อทดสอบยางรถยนต์ของ Fulda Exelero คือยานยนต์ต้นแบบหนึ่งเดียวที่แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของวิศวกรรมยานยนต์และการออกแบบที่ไร้ขีดจำกัด ด้วยเครื่องยนต์ V12 Twin-Turbo ที่ให้กำลัง 690 แรงม้า
777 Hypercar: $7.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
Hypercar รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อการขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ ด้วยน้ำหนักเพียง 900 กก. และเครื่องยนต์ V8 แบบ Naturally Aspirated ให้กำลัง 730 แรงม้า มีการผลิตเพียง 7 คันทั่วโลก และจะถูกเก็บไว้ที่สนาม Monza เพื่อให้เจ้าของได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในสนามจริง
Pagani Huayra Codalunga: $7.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
Huayra Codalunga คือการตอบสนองต่อความต้องการของนักสะสม Pagani ที่ชื่นชอบดีไซน์รถแข่ง Long-tail ในยุค 60s การผลิตเพียง 5 คัน ทำให้รถรุ่นนี้มีความพิเศษอย่างยิ่ง
Pagani Huayra Tricolore: $6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ
เป็นการแสดงความเคารพต่อ Frecce Tricolori หน่วยแสดงผาดแผลงของกองทัพอากาศอิตาลี Huayra Tricolore ผลิตเพียง 3 คัน มาพร้อมกำลัง 829 แรงม้า สะท้อนถึงจิตวิญญาณของเครื่องบินรบ
Bugatti Divo: $6 ล้านเหรียญสหรัฐ
Divo คือการต่อยอดความสำเร็จของ Chiron ด้วยการออกแบบที่ดุดันยิ่งขึ้น ระบบช่วงล่างที่ปรับปรุงใหม่ และน้ำหนักที่เบาลง เพื่อสมรรถนะที่เหนือกว่า การผลิตเพียง 40 คัน ทำให้รถรุ่นนี้เป็นที่ต้องการของนักสะสมอย่างสูง
Bugatti Chiron Super Sport 300+: $5.7 ล้านเหรียญสหรัฐ
Chiron Super Sport 300+ คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ Bugatti ด้วยการเป็นรถยนต์โปรดักชั่นคันแรกที่สามารถทะลุขีดจำกัดความเร็ว 300 ไมล์ต่อชั่วโมง (483 กม./ชม.) ด้วยเครื่องยนต์ Quad-Turbo W16 ขนาด 8 ลิตร ให้กำลัง 1,577 แรงม้า
Pagani Imola: $5.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
Imola เป็นผลงานที่เน้นสมรรถนะในสนามแข่งอย่างแท้จริง ด้วยการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ก้าวล้ำ ปีกหลังขนาดใหญ่ และชุดดิฟฟิวเซอร์ที่ทรงพลัง ผลิตเพียง 5 คันทั่วโลก
Bugatti Mistral: $5 ล้านเหรียญสหรัฐ
Mistral อาจเป็นรถยนต์รุ่นสุดท้ายที่ใช้เครื่องยนต์ W16 อันเลื่องชื่อของ Bugatti การออกแบบแบบเปิดประทุนที่ปรับปรุงจาก Chiron ทำให้มันมีเป้าหมายที่จะเป็นรถเปิดประทุนที่เร็วที่สุดในโลก
Koenigsegg CCXR Trevita: $4.8 ล้านเหรียญสหรัฐ
Trevita โดดเด่นด้วยการเคลือบตัวถังด้วยเส้นใยคาร์บอนสีขาวที่ผสมผสานเพชรแท้ กระบวนการผลิตที่ซับซ้อนทำให้ผลิตได้เพียง 2 คันเท่านั้น
Pininfarina B95 Barchetta: $4.78 ล้านเหรียญสหรัฐ
B95 Barchetta คือหนึ่งใน รถยนต์ไฟฟ้าหรู ที่แพงที่สุดในโลก การออกแบบแบบเปิดประทุนไร้กระจกบังลมหน้า พร้อมด้วยแผงควบคุมอากาศพลศาสตร์ที่ปรับได้ ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้น
Bugatti Bolide: $4.7 ล้านเหรียญสหรัฐ
Bolide เป็นรถแนวคิดที่ Bugatti ตัดสินใจนำมาผลิตจริง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยกำลัง 1,578 แรงม้า และการออกแบบที่เน้นแรงกดอากาศ (Downforce) สูงสุด
Gordon Murray T.50s: $4.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
T.50s Niki Lauda คือการอุทิศให้กับตำนานมอเตอร์สปอร์ต ด้วยการปรับปรุงจาก T.50 ให้มีน้ำหนักเบาลงและแรงม้าที่สูงขึ้น เครื่องยนต์ V12 ทำงานที่ 12,100 รอบต่อนาที
Lamborghini Veneno: $4 ล้านเหรียญสหรัฐ
Veneno คือการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ Lamborghini ด้วยรูปลักษณ์ที่ดุดันและสมรรถนะที่เร้าใจ เป็นรถต้นแบบสำหรับการแข่งขันที่สามารถนำมาวิ่งบนถนนได้
Koenigsegg CC850: $3.65 ล้านเหรียญสหรัฐ
CC850 เฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของ Koenigsegg ด้วยระบบ Engage Shift System (ESS) ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด ให้เป็นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด พร้อมคลัตช์แบบแป้นเหยียบ
Bugatti Chiron Pur Sport: $3.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
Pur Sport คือรุ่นที่เน้นความคล่องตัวและการควบคุมที่เฉียบคมยิ่งขึ้น ด้วยการลดน้ำหนักและปรับปรุงช่วงล่าง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งกว่า
Lamborghini Sian: $3.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
Sian ซึ่งมีความหมายว่า “สายฟ้า” ในภาษาโบโลเนส คือ Lamborghini ที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา เป็นซูเปอร์คาร์ไฮบริดที่ผลิตจำนวนจำกัด และสามารถปรับแต่งได้หลากหลายที่สุด
Aspark Owl: $3.56 ล้านเหรียญสหรัฐ
Owl คือหนึ่งใน รถยนต์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ที่ล้ำสมัยที่สุด ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ให้กำลัง 2,012 แรงม้า และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาไม่ถึง 1.7 วินาที
Pagani Huayra BC Roadster: $3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
Huayra BC Roadster โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สวยงามสะดุดตา และการใช้วัสดุ Carbon-Titanium HP62 ที่มีน้ำหนักเบากว่าคาร์บอนไฟเบอร์ทั่วไป
McLaren Solus: $3.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
Solus มอบประสบการณ์ใกล้เคียงกับการขับรถ Formula 1 ด้วยห้องโดยสารแบบที่นั่งเดี่ยว พวงมาลัยที่รวมทุกฟังก์ชัน และอุปกรณ์ความปลอดภัยระดับสนามแข่ง
Aston Martin DB5 Goldfinger: $3.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
DB5 Goldfinger คือการผลิตซ้ำรถยนต์ที่เป็นตำนานจากภาพยนตร์ James Bond โดยยังคงรักษาชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมแบบดั้งเดิมไว้
W Motors Lykan Hypersport: $3.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
Lykan Hypersport คือซูเปอร์คาร์คันแรกจากตะวันออกกลาง ที่มีชื่อเสียงจากการปรากฏตัวในภาพยนตร์ Fast & Furious 7
Bugatti Chiron: $3.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
Chiron คือสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและสมรรถนะของ Bugatti ที่ผสมผสานความแข็งแกร่งและสง่างามเข้าไว้ด้วยกัน
Gordon Murray T.50: $3.08 ล้านเหรียญสหรัฐ
T.50 คือ “ซูเปอร์คาร์อะนาล็อกคันสุดท้าย” ที่ได้รับการยกย่อง โดย Gordon Murray ผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ ผสมผสานเครื่องยนต์ V12 แบบ Naturally Aspirated และระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีด
Rimac Nevera Time Attack: $3 ล้านเหรียญสหรัฐ
Nevera Time Attack คือรุ่นพิเศษที่ผลิตเพียง 12 คัน เพื่อเฉลิมฉลองสถิติโลกต่างๆ ที่ Rimac Nevera ทำได้ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้า
Ferrari Pininfarina Sergio: $3 ล้านเหรียญสหรัฐ
Sergio เป็นผลงานพิเศษที่ผลิตเพียง 6 คัน เพื่อรำลึกถึง Sergio Pininfarina ผู้มีคุณูปการต่อ Ferrari
Koenigsegg Jesko: $3 ล้านเหรียญสหรัฐ
Jesko คือทายาทของ Agera RS ด้วยเครื่องยนต์ V8 ที่ให้กำลัง 1,280 แรงม้า และระบบเกียร์ 9 สปีดที่พัฒนาขึ้นเอง ซึ่งสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 531 กม./ชม.
Hennessey Venom F5 Roadster: $3 ล้านเหรียญสหรัฐ
Venom F5 Roadster คือรุ่นเปิดประทุนของ Hennessey Venom F5 ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อเมริกันซูเปอร์คาร์”
Aston Martin Victor: $3 ล้านเหรียญสหรัฐ
Victor คือรถยนต์แบบ One-off ที่สร้างขึ้นจากต้นแบบ Aston Martin One-77 ที่ถูกทิ้งร้าง กลายมาเป็นผลงานที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของ Aston Martin
Lamborghini Sesto Elemento: $2.92 ล้านเหรียญสหรัฐ
Sesto Elemento มีน้ำหนักเพียง 999 กก. ด้วยการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ในทุกส่วนประกอบ ทำให้มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 2.5 วินาที
Zenvo Aurora: $2.83 ล้านเหรียญสหรัฐ
Aurora คือยุคใหม่ของ Zenvo ด้วยเครื่องยนต์ V12 Quad-Turbo ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ให้กำลังรวม 1,850 แรงม้า
Czinger 21C Blackbird: $2.8 ล้านเหรียญสหรัฐ
21C Blackbird ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบินสอดแนม SR-71 Blackbird ด้วยสีดำสนิทและการออกแบบที่ล้ำสมัย ผลิตเพียง 4 คัน
Mercedes AMG One: $2.7 ล้านเหรียญสหรัฐ
AMG One คือการนำเทคโนโลยี Formula 1 มาสู่รถยนต์ที่ใช้งานบนถนนได้อย่างถูกกฎหมาย ด้วยระบบขับเคลื่อน Plug-in Hybrid ที่ให้กำลัง 1,000 แรงม้า
Aston Martin Valkyrie: $2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
Valkyrie คือ Hypercar คันแรกของ Aston Martin ที่พัฒนาโดยความร่วมมือกับ Red Bull Racing ให้สมรรถนะในสนามแข่งแต่สามารถใช้งานบนถนนได้
Ferrari FXX K Evo: $2.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
FXX K Evo คือการยกระดับจาก LaFerrari ด้วยการปรับปรุงระบบอากาศพลศาสตร์และช่วงล่างให้มีแรงกดอากาศ (Downforce) มากขึ้น 75%
Ferrari F60 America: $2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
F60 America คือการฉลองครบรอบ 60 ปีของ Ferrari ในอเมริกา ด้วยรถเปิดประทุน V12 ที่ผลิตเพียง 10 คัน
Koenigsegg Agera RS: $2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
Agera RS เคยครองสถิติรถยนต์โปรดักชั่นที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็วสูงสุด 447.19 กม./ชม.
Lamborghini Countach LPI 800-4: $2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
Countach LPI 800-4 คือการรำลึกถึง Countach ในตำนาน ด้วยการผสานเทคโนโลยีไฮบริดเข้ากับการออกแบบที่โดดเด่น
Pagani Utopia: $2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ
Utopia คือรถที่แตกต่างจากเทรนด์ปัจจุบัน ด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลังและตัวเลือกเกียร์ธรรมดา ใช้เครื่องยนต์ V12 ของ Mercedes-AMG ที่ให้กำลัง 852 แรงม้า
Bugatti Veyron Super Sport: $2.4 ล้านเหรียญสหรัฐ
Veyron Super Sport เคยครองสถิติความเร็วสูงสุดที่ 431.072 กม./ชม. ด้วยเครื่องยนต์ W16 Quad-Turbo ขนาด 8.0 ลิตร
Koenigsegg CCXR: $2.31 ล้านเหรียญสหรัฐ
CCXR เป็นหนึ่งในซูเปอร์คาร์รุ่นแรกๆ ที่ใช้เชื้อเพลิงเอทานอล ซึ่งให้ทั้งประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
Aston Martin Vulcan: $2.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
Vulcan คือ Hypercar ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในสนามแข่งเท่านั้น ผลิตเพียง 24 คัน และต้องได้รับการติดตั้งเพื่อใช้งานบนถนนโดย RML
Delage D12: $2.3 ล้านเหรียญสหรัฐ
D12 คือการกลับมาของแบรนด์ Delage ด้วยซูเปอร์คาร์ไฮบริดที่มาพร้อมตำแหน่งการขับขี่ตรงกลาง และเครื่องยนต์ V12 ที่ให้กำลังสูง
McLaren Speedtail: $2.25 ล้านเหรียญสหรัฐ
Speedtail คือรถยนต์ที่เน้นอากาศพลศาสตร์สูงสุดและเร็วที่สุดเท่าที่ McLaren เคยผลิตมา ด้วยระบบขับเคลื่อน V8 Twin-Turbo Hybrid
โบนัส:
1955 Mercedes-Benz 300 SLR Uhlenhaut Coupé: $142 ล้านเหรียญสหรัฐ
รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลกที่เคยขายได้จากการประมูล ถือเป็นประวัติศาสตร์และงานศิลปะที่ไม่อาจประเมินค่าได้
1963 Ferrari 250 GTO: $70 ล้านเหรียญสหรัฐ
“จอกศักดิ์สิทธิ์แห่ง Ferrari” คือตำนานที่ยังคงความยิ่งใหญ่และเป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลก
บทสรุป: ก้าวต่อไปในโลกแห่งยนตรกรรมสุดหรู
การสำรวจโลกของ รถยนต์ที่แพงที่สุดในโลก ไม่ใช่เพียงแค่การชื่นชมราคาที่น่าทึ่ง แต่เป็นการเข้าใจถึงความลุ่มลึกของศิลปะ วิศวกรรม และนวัตกรรมที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการนี้ ผมมองเห็นว่าอนาคตของ ยนตรกรรมหรูหรา จะยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งในด้านสมรรถนะ ความยั่งยืน และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ
หากคุณกำลังมองหาประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร หรือต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีคุณค่าเหนือกาลเวลา ขอเชิญชวนให้ท่านสำรวจและค้นพบ ซูเปอร์คาร์พรีเมียม ที่สะท้อนถึงรสนิยมและวิสัยทัศน์ของท่านได้อย่างแท้จริง อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์อันน่าทึ่งนี้.

