ฟอร์ด เอเวอเรสต์: พลัง ความหรูหรา และนวัตกรรมที่กำหนดมาตรฐานใหม่ในตลาด SUV/PPV
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม SUV/PPV ที่มีการแข่งขันสูงมาก หนึ่งในรถยนต์ที่สร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่องคือ Ford Everest รถรุ่นใหม่ที่เปิดตัวออกมานั้น ไม่เพียงแต่เป็นการต่อยอดจากรุ่นก่อนหน้า แต่ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ประเภทนี้ไปอีกขั้น
เบื้องหลังตัวเลข: พลังที่อาจสวนทางกับที่คาด
เมื่อพิจารณาตัวเลขสมรรถนะ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม Ford Everest รุ่นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่มีพละกำลังสูง กลับมีอัตราเร่งที่ดูเหมือนจะแพ้ให้กับคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport ซึ่งใช้เครื่องยนต์ที่มีขนาดความจุกระบอกสูบน้อยกว่า เหตุผลที่แท้จริงนั้นซับซ้อนกว่าที่เห็นตามตัวเลขเพียงอย่างเดียว
ประการแรก คือ น้ำหนักตัวรถ Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 มีน้ำหนักมากถึง 2,480 กิโลกรัม หรือเกือบ 2.5 ตัน ซึ่งเป็นน้ำหนักที่สูงมาก บวกกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่หลายคนมองว่าสวยงาม ก็ยิ่งเพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์ ทำให้น้ำหนักรวมสูงขึ้นไปอีก
ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ ตัวเลขอาจดูไม่น่าประทับใจนักเมื่อมองเพียงผิวเผิน และอาจถูกมองว่า “อืด” ตามมาตรฐานทั่วไปของ Headlightmag.com อย่างไรก็ตาม ทั้งเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ใน Everest รุ่นใหม่นี้ มีบุคลิกที่คล้ายคลึงกันในช่วงออกตัว โดยเฉพาะในช่วง 0-30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เกียร์ 1) และต่อเนื่องไปถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เกียร์ 2) รถจะทะยานออกไปได้อย่างน่าพอใจ ให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉง
แต่เมื่อความเร็วแตะราว 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดูเหมือนว่าเครื่องยนต์จะถูกสั่งให้ลดการตอบสนองลงเล็กน้อย ทำให้จังหวะการเร่งต่อเนื่องขาดตอนไปนิดหน่อย หากไม่ใช่เช่นนั้น ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น่าจะดีกว่านี้มาก เช่น รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรทำได้ราว 11.6-11.7 วินาที และรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรจะทำได้ราว 12 วินาทีปลายๆ ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 2.2 ลิตร รุ่นเดิม
การไต่ระดับความเร็ว: ความหนักแน่นที่มาพร้อมน้ำหนัก
เมื่อทดสอบการไต่ความเร็วสูงสุด รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 สามารถทำได้ต่อเนื่องจนถึงประมาณ 140-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หลังจากนั้น ความเร็วจะค่อยๆ ชะลอลง และมักจะค้างอยู่ที่ราว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากต้องการเร่งให้เร็วกว่านี้ อาจต้องอาศัยทางลงเนินช่วยส่ง รถจะไปหยุดนิ่งสนิทที่ความเร็วสูงสุดประมาณ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ในทางกลับกัน รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 เป็นไปตามที่คาด เข็มความเร็วจะไต่ขึ้นอย่างเนิบๆ แต่ต่อเนื่อง จนถึงประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากต้องการทะลุเกินกว่านี้ อาจต้องใช้เวลาแช่คันเร่งให้จมมิดไปอีกหลายกิโลเมตร กว่าจะไต่ไปถึง Top Speed ที่ 181 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นไปอย่างยากลำบาก
หมายเหตุสำคัญ: เราไม่สนับสนุนให้ผู้อ่านทดลองทำความเร็วสูงสุดเช่นนี้ เพราะเป็นการผิดกฎจราจร การทดสอบนี้มีจุดประสงค์เพื่อการให้ข้อมูลและความรู้เท่านั้น เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยอย่างสูงสุด และขอให้ทุกท่านขับขี่ด้วยความระมัดระวัง
บุคลิกการขับขี่: พละกำลังที่ “แรงสมตัว” ในการใช้งานจริง
ในสถานการณ์การขับขี่ใช้งานจริง ขุมพลังของ Everest ทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” ไม่ได้เกินความคาดหมาย แม้ว่ารุ่น 3.2 ลิตร จะมีแรงม้าสูงถึง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักตัวรถเกือบ 2.5 ตัน ทำให้ความแรงอาจไม่สามารถสู้กับ Chevrolet Trailblazer หรือ Mitsubishi Pajero Sport ใหม่ได้โดยตรง แต่ความแรงที่ได้นั้น ถือว่าทำได้ดีเยี่ยม คิดเสียว่า พละกำลังที่เพิ่มขึ้นมา 20 แรงม้า นั้น ถูกนำไปชดเชยกับน้ำหนักที่มากกว่าชาวบ้านเขา
อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะ หากเหยียบคันเร่งจนจมมิดเพื่อเร่งแซง แล้วถอนคันเร่งอย่างฉับพลัน ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าอาจใช้เวลาเล็กน้อยในการปิดการทำงาน ทำให้ Everest 3.2 ลิตร มีอาการ “พุ่ง” ไปข้างหน้าเล็กน้อย คล้ายกับรถเก๋งที่ใช้เกียร์ CVT
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อัตราเร่งไม่ได้อืดอาดอย่างที่เห็นในตัวเลข เมื่อพิจารณาจากการใช้งานจริงในเมือง จากสี่แยกไฟแดงในยามค่ำคืน มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กบางคันยังต้องบิดคันเร่งมากกว่าปกติเพื่อจะเร่งขึ้นมาเทียบเคียงได้ ดังนั้น อัตราเร่งสำหรับการใช้งานในเขตเมือง จึงไม่ได้ถึงกับอืดอาดอย่างที่ประเมินไว้
เทคนิคการขับขี่ 2.2 ลิตร ให้คล่องตัว: หากต้องการขับ Everest 2.2 ลิตร 4×2 ให้ว่องไวในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น การมุดซ้าย ป่ายขวา แนะนำให้ลองใช้วิธีเดียวกับรถยนต์ Eco Car ทั่วไป คือ เหยียบคันเร่งให้ลึกเกินครึ่ง ระบบจะเรียนรู้ว่าคุณต้องการเร่งอย่างรวดเร็ว และจะคำนวณการจ่ายเชื้อเพลิงที่เร็วขึ้น ทำให้อัตราเร่งต่อเนื่องดีเกินคาด
นวัตกรรมเพื่อความเงียบ: ระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation
การเก็บเสียงในห้องโดยสารของ Everest ถือว่าทำได้ดีเยี่ยมที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV จะเริ่มได้ยินเสียงลมไหลผ่านยางขอบประตูเบาๆ เมื่อความเร็วเกิน 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากวัสดุซับเสียงที่อัดแน่นเต็มพื้นรถ และที่สำคัญคือ เทคโนโลยี Active Noise Cancellation ที่ Ford นำมาติดตั้งใน Everest ใหม่ทุกรุ่น
หลักการทำงานคือ ไมโครโฟน 3 จุด (หน้า 2, หลัง 1) จะรับเสียงรบกวนรอบตัวรถ ส่งข้อมูลไปยังกล่องควบคุม และปล่อยคลื่นความถี่ตรงข้ามออกมาทางลำโพง เพื่อหักล้างเสียงรบกวน ส่งผลให้ห้องโดยสารเงียบสงบขึ้นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตคือ เสียงพูดของผู้โดยสารอาจมีเสียงสะท้อน (Echo) เบาๆ หรือเสียงก้องเล็กน้อย คล้ายกับการยืนพูดในห้องบันทึกเสียงขนาดใหญ่ที่บุผนังด้วยลังไข่ นอกจากนี้ ระบบนี้อาจทำให้ผู้โดยสารบางรายเกิดอาการหูอื้อเล็กน้อย คล้ายอาการหูอื้อเวลาเครื่องบินขึ้น แต่ไม่รุนแรง
คำแนะนำ: ก่อนตัดสินใจซื้อ Everest ควรพาสมาชิกในครอบครัวไปทดลองนั่งและขับ เพื่อดูว่ามีอาการดังกล่าวหรือไม่ หากไม่มีปัญหา ก็สามารถพิจารณา Everest ได้ทันที
ระบบบังคับเลี้ยว EPAS: ความแม่นยำที่มาพร้อมการตอบสนองไฟฟ้า
ระบบบังคับเลี้ยวถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ Ford เป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกที่นำพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนียนพร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPAS (Electronics Power Assist Steering Wheel) มาใช้กับรถยนต์ SUV/PPV ในประเทศไทย
เหตุผลหลักคือเพื่อรองรับระบบช่วยจอด Parking Assist ซึ่งจำเป็นต้องทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า การใช้แร็คพวงมาลัยที่ควบคุมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจึงตอบโจทย์ได้ดีกว่าระบบไฮดรอลิกแบบเดิม
การตอบสนองของพวงมาลัย:
รุ่น 3.2 ลิตร: พวงมาลัยค่อนข้างเบา แต่ยังมีแรงต้านมือเล็กน้อย อยู่ในระดับเดียวกับ BMW X5 รุ่นล่าสุด
รุ่น 2.2 ลิตร: พวงมาลัยเบามาก เบาจนใช้นิ้วชี้หมุนได้สบายๆ เบากว่ารุ่น 3.2 ลิตร ประมาณ 5-10% จนอาจรู้สึกคล้ายกับพวงมาลัยของ Toyota Corolla Altis
เมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยของทั้งสองรุ่นจะหนืดขึ้น แต่ค่อนข้างน้อยในรุ่น 3.2 ลิตร และน้อยมากในรุ่น 2.2 ลิตร อย่างไรก็ตาม วิศวกรของ Ford ได้ตั้งค่าระยะฟรีของพวงมาลัยและ On-centre feeling มาได้ดีมาก ทำให้บังคับเลี้ยวได้อย่างแม่นยำ และมีความต่อเนื่องในการหมุน (Linear) ที่ดีในระดับที่ SUV ทั่วไปควรจะเป็น
ข้อสังเกต: สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร การเซ็ตพวงมาลัยที่เบาเกินไปเล็กน้อย อาจทำให้ความมั่นใจในการขับขี่ลดลงไปบ้าง การปรับให้หนืดขึ้นกว่านี้ ทั้งในช่วงความเร็วต่ำและสูง น่าจะช่วยเพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น
รัศมีวงเลี้ยว 5.85 เมตร ค่อนข้างกว้างสำหรับการเลี้ยวกลับรถบนถนน 4 เลน อาจต้องเผื่อวงเลี้ยว หรือกินเลนฝั่งซ้ายเพิ่มเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัย
ระบบช่วงล่าง: ความหนึบแน่นที่ไว้ใจได้
ด้านหน้า: ระบบกันสะเทือนอิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง
ด้านหลัง: คอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์ (Watt’s Link) และเหล็กกันโคลง
การขับขี่:
รุ่น 3.2 ลิตร: เซ็ตช่วงล่างมาในแนวหนักแน่น ในช่วงความเร็วต่ำ จะรับรู้แรงสะเทือนจากพื้นถนนได้อย่างชัดเจน แต่ไม่ถึงกับกระด้างจนเกินไป แม้จะใช้ล้อ 20 นิ้วก็ตาม ส่วนหนึ่งมาจากน้ำหนักรถที่มากช่วยซับแรงได้
เมื่อใช้ความเร็วสูง ช่วงล่างจะนิ่ง หนักแน่น มั่นคง ยึดเกาะถนนได้ดีที่สุดในกลุ่ม อาการช่วงล่างด้านหลังดีดเด้งมีน้อยมาก
รุ่น 2.2 ลิตร: ช่วงล่างแน่นหนึบ แต่ยังแอบมีการสะเทือนจากฝาท่อ รอยต่อถนน หรือพื้นผิวขรุขระให้รับรู้ได้บ้าง ไม่ได้ซับแรงสะเทือนได้เนียนเท่า Pajero Sport แต่ก็น้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร
Everest ใหม่ สามารถเข้าโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ เช่น โค้งรูปเคียวบนทางด่วนทำได้ถึง 95 กม./ชม. โดยหน้าจะไถลออกเล็กน้อยเพราะยาง แต่ช่วงล่างยังนิ่งมาก
เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: Pajero Sport ให้ความนุ่มนวลกว่าเล็กน้อย Isuzu MU-X นุ่มแต่แอบเด้ง Mitsubishi Trailblazer หนึบขึ้นกว่า MU-X ส่วน Toyota Fortuner มีช่วงล่างที่แข็งและสะเทือนที่สุดในกลุ่ม
สรุป: ช่วงล่างของ Everest 3.2 ลิตร ถือว่าเซ็ตมาได้ดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย
รุ่น 2.2 ลิตร Titanium 4×2 พร้อมล้อ 18 นิ้ว น้ำหนักตัวรถที่เบาขึ้นอาจทำให้มีอาการโยนเวลาลงคอสะพาน หรืออาการดีดเด้งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่น 3.2 ลิตร
ระบบเบรก: ประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้
ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ คู่หน้ามีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ABS, EBD, Brake Assist, ESP, Traction Control
ระบบช่วยเหลือเพิ่มเติม: Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะ 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist (HLA), Trailer Sway Control (TSC)
การตอบสนองของแป้นเบรก: ค่อนข้างยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวล ให้ความรู้สึกเหมือนรถยนต์เยอรมันค่ายตราดาวอย่าง Mercedes-Benz แต่ต้องเหยียบลงไปราว 25-30% จึงจะเริ่มรู้สึกถึงการหน่วงความเร็วได้
ภาพรวม: สามารถเบรกได้อย่างนุ่มนวลในสภาพการจราจรติดขัด และมั่นใจได้ในการหน่วงความเร็วจากย่านความเร็วสูงในระยะเวลาสั้น โดยไม่ปรากฏอาการ Fade ซึ่งถือเป็นระบบเบรกที่ดีติดอันดับต้นๆ ของกลุ่ม
คำแนะนำ: หากปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้ Linear มากขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety): ล้ำสมัยเหนือใคร
Ford Everest มาพร้อมอุปกรณ์ Hi-Tech ด้านความปลอดภัยเชิงป้องกัน ที่กลายเป็นจุดขายสำคัญ (เฉพาะรุ่น Titanium+):
Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบแปรผันตามคันหน้า สามารถรักษาระยะห่างอัตโนมัติ พร้อมเตือนและลดความเร็วเมื่อรถคันหน้าชะลอ หรือเบรก
Collision Mitigation: เตือนเมื่อเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป แต่ไม่ช่วยเบรก
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: เตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจ และช่วยประคองพวงมาลัยให้รถกลับเข้าเลน
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนมุมอับสายตาจาก Volvo ตรวจจับยานพาหนะในจุดบอด และแสดงสัญญาณเตือนที่กระจกมองข้าง
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติทั้งแบบขนาน (Parallel Parking) และการถอยเข้าซอง (Perpendicular Parking) โดยควบคุมพวงมาลัยอัตโนมัติ
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถแล่นตัดผ่านด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด
ความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety): ครบครันทุกการปกป้อง
ติดตั้งเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย: ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านลมนิรภัย (รวม 6 ใบ) รุ่น 3.2 Titanium+ เพิ่มถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับ (รวม 7 ใบ) เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 7 ที่นั่ง, ISOFIX, ESS (Emergency Stop Signal)
Everest ผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP และได้รับคะแนนสูงสุดในด้านการปกป้องผู้โดยสารผู้ใหญ่ (AOP) จาก ASEAN NCAP
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: สมเหตุสมผลกับขนาดและพละกำลัง
เป็นที่เข้าใจกันว่า รถยนต์ SUV/PPV ที่มีน้ำหนักเกือบ 2 ตัน ย่อมไม่สามารถประหยัดน้ำมันเทียบเท่ารถยนต์ Eco Car ได้ การทำตัวเลขในช่วง 10-14.5 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าน่าพอใจอย่างยิ่ง
ทดสอบ: เติมน้ำมัน Diesel Techron Power D ที่สถานีบริการ Caltex ถนนพหลโยธิน ใช้วิธีเติมจนหัวจ่ายตัดพอ
การทดสอบ: ขับด้วยความเร็ว 110 กม./ชม. เปิดแอร์ นั่ง 2 คน ใช้ Cruise Control ช่วยรักษาความเร็ว
ผลการทดสอบ:
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ระยะทาง 92.1 กม. เติมน้ำมัน 8.25 ลิตร อัตราสิ้นเปลือง 11.16 กม./ลิตร
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ระยะทาง 92.8 กม. เติมน้ำมัน 7.37 ลิตร อัตราสิ้นเปลือง 12.59 กม./ลิตร
ตัวเลขของรุ่น 2.2 ลิตร ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 4 ประตู 4×2 ที่เคยทดสอบไว้
ระยะทางต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง:
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กิโลเมตร (จากการใช้งานจริง)
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 520 กิโลเมตร (หากขับขี่ไม่ซ่ามาก) หรือไม่เกิน 450 กิโลเมตร (ในการทดสอบที่ค่อนข้างกินจุ)
ปัญหาประจำรุ่น (Defect): การปรับปรุงและข้อควรระวัง
ตลอดระยะเวลาที่ Everest ออกสู่ตลาด มีรายงานปัญหา Defect ที่สามารถแก้ไขได้ ดังนี้:
ไฟไหม้ในออสเตรเลีย: เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่นหนา Ford ได้กำชับให้พนักงานใส่ใจมากขึ้น
แป้นคันเร่งสะเทือน: อาจเกิดขึ้นในบางคันหลังวิ่งเกิน 5,000 กม. สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัปเกรด Firmware ของ ECU เครื่องยนต์และเกียร์
ระบบไฟฟ้าในรถ: สัญญาณเตือนต่างๆ แสดงขึ้นผิดปกติ หรือระบบช่วยเหลือการขับขี่ไม่ทำงาน เบื้องต้นให้ดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่ หากไม่หายให้นำเข้าศูนย์บริการ
เสียงกระพือบริเวณหลังคา Panoramic Sunroof: เกิดขึ้นในล็อตแรกๆ ของรุ่น 3.2 ลิตร ปัจจุบันได้รับการแก้ไขแล้วในรถที่ผลิตล็อตหลังๆ
สติกเกอร์บริเวณเพลาขับหลัง: เกิดจากดีลเลอร์ลืมดึงออกขณะส่งมอบ สามารถแก้ไขได้ง่ายด้วยการลอกออก
EGR: อาจมีไฟเตือนรูปประแจขึ้นเมื่อเข้าศูนย์บริการ จะพบว่าต้องทำความสะอาดใหม่
CKP Sensor: ต้นเหตุของอาการรอบเครื่องยนต์สวิง หรือเครื่องยนต์ดับ สำหรับ Everest ที่ผลิตก่อนเดือน เม.ย. 2016 Ford ได้เปลี่ยนอะไหล่ชิ้นนี้แล้ว
ซีลเดือยหมู/ซีลเฟืองท้าย: หากพบมีคราบเล็กน้อย ให้ช่างเช็ดทำความสะอาดแล้วลองขับขี่ดูอีกครั้ง หลายคันก็ไม่มีคราบอีก
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: อาจเกิดฟิวส์ขาด หรือกลิ่นไหม้ได้ ควรตรวจสอบการใช้งาน
จอ Monitor ค้าง: อาจต้องปล่อยให้ระบบ Re-boot ด้วยตัวมันเองประมาณ 5 นาที
สรุป: “Poorman’s Range Rover” สู่มาตรฐานใหม่ของ SUV/PPV
Ford Everest ใหม่ คือผลลัพธ์ของนโยบาย Global Car ของ Ford ที่พยายามสร้างรถยนต์ให้ขายได้ทั่วโลก พร้อมอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่คุ้มค่า
ทีมวิศวกรได้ใช้ Toyota Land Cruiser Prado เป็น Benchmark ในการพัฒนา U375 Project ทำให้ Everest มีข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่งในหลายด้าน:
อุปกรณ์ความปลอดภัย Hi-Tech: ล้ำหน้าจนเจ้าตลาดต้องมองค้อน
ช่วงล่างที่หนักแน่น: มั่นคงและไว้ใจได้
การบังคับขับขี่: คล่องตัวในช่วงความเร็วต่ำ และหนักแน่นมั่นคงที่ความเร็วสูง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในห้องโดยสาร: หรูหรา สะดวกสบาย ใกล้เคียง Range Rover ทำให้ไม่เหลือความเป็น PPV แบบดั้งเดิม
Ford Everest กำหนดมาตรฐานใหม่ของ SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ข้อด้อยที่ควรปรับปรุง:
น้ำหนักตัวรถ: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (แม้การขับขี่จริงจะแรงสมตัว)
น้ำหนักพวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นอีกเล็กน้อย โดยเฉพาะในรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: ควรตอบสนองไวขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: ขนาดเล็กเกินไป อ่านลำบาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ยากลำบากกว่ารุ่นก่อนหน้า
ระบบไฟฟ้า: ท่วมท้น อาจเป็นห่วงในระยะยาวเรื่องการใช้งานและการซ่อมบำรุง
คู่แข่งในตลาด SUV/PPV:
Chevrolet Trailblazer: เครื่องแรง 2.8 ลิตร แต่ศูนย์บริการยังต้องพิสูจน์
Isuzu MU-X: ประหยัดน้ำมันที่สุดในกลุ่ม ศูนย์บริการดีเยี่ยม แต่ช่วงล่างแอบเด้ง
Mitsubishi Pajero Sport: ดีไซน์โดดเด่น เครื่องแรง แต่ช่วงล่างนุ่มนวลเกินไป
Nissan Navara SUV/PPV: รอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
Toyota Fortuner: เจ้าตลาด ช่วงล่างด้านหลังแข็งกระด้าง แต่ศูนย์บริการเยอะที่สุด
รุ่นที่คุ้มค่าที่สุด:
2.2 Titanium+ 4×2 (1,549,000 บาท): ให้ความคุ้มค่าสูงสุดด้วยอุปกรณ์ที่ใกล้เคียงรุ่นท็อป แต่ราคาเข้าถึงง่ายกว่า
3.2 Titanium+ 4×4 (1,749,000 บาท): หากจำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีงบประมาณเพียงพอ นี่คือตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด
ข้อควรระวัง: ปัญหาด้านบริการหลังการขายและ Defect ของ Ford ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา แม้จะมีความพยายามในการปรับปรุง แต่คู่แข่งอย่าง GM/Chevrolet ก็ทำได้ดีขึ้นมาก
Ford Everest เป็นรถยนต์ที่มีจุดขายแข็งแกร่งมากพอจะต่อกรกับเจ้าตลาดได้แล้ว อย่าให้ปัญหาด้านบริการหลังการขายมาทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การตัดสินใจซื้อ Ford Everest เปรียบเสมือนการเตรียมตัวเพื่อพิชิตยอดเขา Everest อันสวยงาม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความท้าทายบางประการ
หากคุณกำลังมองหารถ SUV/PPV ที่ผสมผสานสมรรถนะ ความหรูหรา และเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง Ford Everest คือหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่คุณไม่ควรมองข้าม
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์ใหม่ หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกซื้อ Ford Everest โปรดติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ หรือศูนย์บริการ Ford ใกล้บ้านคุณ เพื่อขอคำแนะนำและการทดลองขับ เพื่อให้คุณได้รถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคุณอย่างแท้จริง

