GWM (Thailand) สู่จุดสูงสุดใหม่: NEW GWM TANK 300 DIESEL ขับเคลื่อนความสำเร็จ ยอดขายพุ่ง 1,731 คันในเดือนพฤษภาคม 2568
ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและความผันผวนของตลาด Great Wall Motor (Thailand) หรือ GWM (Thailand) ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตนเอง ด้วยการประกาศตัวเลขยอดขายรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ด้วยจำนวนอันน่าประทับใจถึง 1,731 คัน ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสำเร็จที่โดดเด่น แต่ยังเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพและกลยุทธ์อันชาญฉลาดของ GWM ในการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างตรงจุด
NEW GWM TANK 300 DIESEL: พระเอกขี่ม้าขาวที่พลิกเกม
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อน GWM สู่สถิติใหม่นี้ คือการเปิดตัว NEW GWM TANK 300 DIESEL ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากตลาดประเทศไทย โดยรุ่นนี้เพียงรุ่นเดียวสามารถทำยอดขายได้ถึง 877 คัน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของยอดขายรวมทั้งหมดของบริษัทในเดือนพฤษภาคม การมาถึงของ TANK 300 DIESEL ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค แต่เป็นการตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคไทยที่มองหารถยนต์ออฟโรดสมรรถนะสูง ดีไซน์โดดเด่น และความคุ้มค่า ซึ่ง GWM สามารถส่งมอบสิ่งเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน
นายเวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวเสริมว่า “ยอดขาย 1,731 คันในเดือนพฤษภาคม 2568 ถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของเรา แสดงถึงการเติบโตที่ก้าวกระโดดถึง 225% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการนำกลยุทธ์ ‘Multi-powertrains’ หรือการนำเสนอเครื่องยนต์ที่หลากหลาย มาปรับใช้ได้อย่างลงตัวในตลาดประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยม”
สมดุลแห่งพลังงาน: ก้าวเดินตามเทรนด์ตลาดไทย
สัดส่วนยอดขายของ GWM ที่แบ่งเป็น NEW GWM TANK 300 DIESEL ประมาณ 50% และรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) อีกประมาณ 50% สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในโครงสร้างตลาดรถยนต์ไทยได้อย่างแม่นยำ ปัจจุบัน ตลาดรถยนต์ไทยมีการแบ่งสัดส่วนระหว่างรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์พลังงานใหม่ที่ค่อนข้างสมดุลที่ 50:50 ซึ่ง GWM สามารถบริหารจัดการเพื่อตอบสนองความต้องการของทั้งสองกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การเติบโตที่ต่อเนื่อง: จากหลักร้อยสู่หลักพัน และสู่สถิติใหม่
หากมองย้อนกลับไป จะเห็นได้ว่า GWM มีการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2567 ที่มียอดขายอยู่ในระดับหลักร้อยคันต่อเดือน จนมาถึงต้นปี 2568 ที่สามารถทะลุหลักพันคันต่อเดือน และมาถึงจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคม 2568 ด้วยยอดขาย 1,731 คัน นี่คือเครื่องพิสูจน์ความแข็งแกร่งของแบรนด์และความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ของ GWM
กลยุทธ์ Multi-powertrains: กุญแจสู่ความสำเร็จ
“การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจผ่านการนำเสนอเครื่องยนต์ที่หลากหลาย (Multi-powertrains) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขายและการเติบโตของ GWM ในประเทศไทยอย่างแท้จริง” นายเวย์น โจว กล่าวเน้นย้ำ กลยุทธ์นี้เปิดโอกาสให้ GWM สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น โดยไม่จำกัดตัวเองอยู่เพียงแค่รถยนต์พลังงานทางเลือก แต่ยังคงตอบสนองความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบเครื่องยนต์สันดาปประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลที่มอบพละกำลังและความทนทาน
ภาพรวมยอดขาย 5 เดือนแรก: เติบโตสวนกระแสตลาด
ตลอด 5 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – พฤษภาคม) GWM มียอดขายสะสมรวม 5,439 คัน คิดเป็นการเติบโต 50% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเติบโตที่สวนทางกับภาพรวมของตลาดรถยนต์โดยรวมที่ประสบภาวะชะลอตัว
NEW GWM TANK 300 DIESEL: มุ่งสู่ Top 3 ในกลุ่ม PPV
การนำ NEW GWM TANK 300 รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย ถือเป็นการนำกลยุทธ์ Multi-powertrains มาประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม TANK 300 DIESEL ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงหลักของ GWM ที่ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริโภคชาวไทย และมียอดสั่งจอง รวมถึงยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง GWM คาดการณ์ว่า NEW GWM TANK 300 DIESEL จะสามารถก้าวขึ้นไปติดอันดับ Top 3 ในกลุ่ม PPV ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง GWM ได้มีการเพิ่มกำลังการผลิต ควบคู่ไปกับการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงที่สุด
ORA Good Cat: มั่นคงในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า แม้การแข่งขันดุเดือด
ในเซกเมนต์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่มีการแข่งขันด้านสงครามราคาที่รุนแรง GWM ยังคงยืนหยัดด้วยการแข่งขันด้านคุณภาพและคุณค่าในระยะยาว GWM ORA Good Cat ยังคงรักษาฐานยอดขายได้อย่างคงที่ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความพึงพอใจของลูกค้าชาวไทยที่ไม่ได้มองหาเพียงแค่ “ราคาถูก” แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ, เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย, ความปลอดภัย, ความคุ้มค่า, ความคุ้มราคา และความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์
ปรัชญาการดำเนินธุรกิจของ GWM คือการไม่สนับสนุนการแข่งขันโดยใช้สงครามราคา แต่จะเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การสร้างและพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายที่แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลลูกค้า และการพัฒนาด้านบริการหลังการขายที่มีประสิทธิภาพ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดี สร้างคุณค่า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในระยะยาว
GWM: ความได้เปรียบในการแข่งขันที่เหนือกว่า
แม้จะอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญกับความผันผวนและการแข่งขันที่สูง GWM ก็ยังคงสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคง และมีข้อได้เปรียบที่เหนือกว่าผู้เล่นรายอื่น ๆ ในตลาด เรามีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทยได้มากกว่า ด้วยรถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ในทุกประเภทพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น ไฮบริด (Hybrid), ปลั๊กอิน-ไฮบริด (PHEV), รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และล่าสุดกับเครื่องยนต์ดีเซลที่ได้รับความนิยมสูง
OMODA & JAECOO: ก้าวรุกสู่ตลาดไทย ขยายฐานการผลิตและเครือข่ายบริการ
นอกจาก GWM แล้ว OMODA & JAECOO ซึ่งเป็นอีกแบรนด์ภายใต้เครือ Chery Group ก็ได้เผยถึงความสำเร็จที่น่าจับตามองในปีที่ผ่านมา โดยมียอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 54% และเตรียมเดินหน้าขยายตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง
การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ OMODA & JAECOO
ในปี 2567 Chery Group บริษัทแม่ของ OMODA & JAECOO แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งด้วยยอดขายทั่วโลกที่เติบโตขึ้น 38% หรือคิดเป็นการส่งมอบรถยนต์ 2.6 ล้านคัน และมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 50% นอกจากนี้ Chery Group ยังคงรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของประเทศจีนมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี
สำหรับ OMODA & JAECOO ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 2 ปี ได้มีการเปิดตัวใน 33 ประเทศทั่วโลก ทั้งในคาซัคสถาน, ชิลี, เม็กซิโก, สเปน, เวียดนาม, แอฟริกาใต้, นิวซีแลนด์, เนเธอร์แลนด์ และรวมถึงประเทศไทย จนได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์รถยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในระดับโลก (The Fastest International Growth Car Brand)
แผนลงทุนครบวงจรในประเทศไทย ปี 2568
คุณฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ปี 2567 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อรถและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของเรา และเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในปีนี้ OMODA & JAECOO ได้เตรียมแผนรุกตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง ทั้งการเปิดตัวรถรุ่นใหม่, การตั้งฐานการผลิตในไทย, การขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุม และการเพิ่มบริการแบบครบวงจร”
เปิดตัวรถรุ่นใหม่ ชูเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System)
OMODA & JAECOO เตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในหลากหลายกลุ่ม โดยในปีนี้จะเน้นการนำเสนอเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Chery Automobile ที่พัฒนาต่อยอดเพื่อความสอดคล้องกับความต้องการของตลาดยานยนต์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง SHS ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ เครื่องยนต์ 1.5TDGI เจเนอเรชั่นที่ 5, ระบบซูเปอร์อิเล็กทริกไฮบริด DHT (Super Electric Hybrid DHT System) และแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง เทคโนโลยีนี้ผสานการใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ากับประสบการณ์การขับขี่ของรถยนต์ไฟฟ้าล้วน ทำให้วิ่งได้ระยะทางยาวนานขึ้น โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Thermal Efficiency) ที่ดีเยี่ยม, ระยะทางขับขี่ที่ไกล, การปล่อยคาร์บอนที่ต่ำ และระบบแบตเตอรี่ที่มีความปลอดภัยสูงเป็นพิเศษ
นอกจากนี้ ในปี 2568 OMODA & JAECOO พร้อมนำเสนอยนตรกรรมพลังงานใหม่ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้ง BEV, PHEV และอื่นๆ โดยจะจัดแสดงรถยนต์ทุกรุ่นในงานมหกรรมยานยนต์ Bangkok International Motor Show และเตรียมเปิด ฐานการผลิตในจังหวัดระยอง คาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี
ขยายเครือข่ายโชว์รูมและยกระดับบริการหลังการขาย
เป้าหมายของ OMODA & JAECOO คือการขยายเครือข่ายโชว์รูมจากเดิม 23 แห่ง เป็นกว่า 50 แห่งทั่วประเทศในปีนี้ ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการหลังการขาย โดยได้ร่วมมือกับ DHL Express ในการจัดส่งอะไหล่ระหว่างประเทศภายใน 3 วัน พร้อมขยายคลังอะไหล่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และลดระยะเวลาการสั่งซื้ออะไหล่เร่งด่วนจาก 30 วัน เหลือเพียง 15 วัน
นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่มบริการดูแลตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานให้ครบทุกโชว์รูม และเตรียมเปิดศูนย์ฝึกอบรมแบบเต็มรูปแบบ (Training Center) แห่งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้ทุกการบริการเป็นไปตามมาตรฐานและมีประสิทธิภาพสูงสุด
อัปเกรดระบบ CRM: มอบความสะดวกสบายสูงสุดให้ลูกค้า
OMODA & JAECOO เตรียมแผนเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าด้วยการพัฒนาระบบ CRM โดยพัฒนาระบบการจองออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าที่มาใช้บริการได้รับความรวดเร็ว พร้อมบริการ รถยนต์ทดแทน ในกรณีที่รถของลูกค้าต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมเกิน 3 วัน นอกจากนี้ยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศไทย (โทร 02-0208888 กด 1) ฟรี 5 ปี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
ทิศทางตลาดรถยนต์พลังงานใหม่: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ
อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ท่ามกลางกระแสการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
CATL และ BYD: ผู้นำด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ลดต้นทุน 50%
ข่าวดีสำหรับผู้บริโภค คือ CATL และ BYD สองผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก กำลังพยายามอย่างหนักที่จะ ลดราคาแบตเตอรี่ลง 50% ภายในปี 2567 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มีแนวโน้มที่จะถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ
การปฏิวัติวงการ EV: แบตเตอรี่ถูกลง ชาร์จเร็วขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่จะผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ คือ แบตเตอรี่ที่ถูกลง, การชาร์จที่เร็วขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จที่ครอบคลุม CATL กำลังมุ่งมั่นลดต้นทุนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate) ลงไปที่ 0.4 หยวนต่อ Wh ซึ่งจะทำให้ต้นทุนของแบตเตอรี่ 60 kWh ลดลงมากกว่า 3,000 ดอลลาร์ต่อคัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา
เซลล์แบตเตอรี่ VDA: มาตรฐานใหม่แห่งอนาคต
เซลล์แบตเตอรี่แบบ VDA (Verband der Automobilindustrie) ซึ่งเป็นมาตรฐานเซลล์แบตเตอรี่ปริซึมสี่เหลี่ยมจากเยอรมนี กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมใหม่ CATL จะเริ่มส่งมอบเซลล์ LFP ขนาด 173 Ah VDA-spec พร้อมการชาร์จเร็ว 2.2C ในราคาเฉลี่ย 0.4 หยวนต่อ Wh โดยคาดว่าแบตเตอรี่เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในรถยนต์ที่มีราคาตั้งแต่ 100,000 ถึง 200,000 หยวน (ประมาณ 497,000 ถึง 994,000 บาท) โดยอัตราการชาร์จ 2.2C หมายถึงการชาร์จจนเต็มภายใน 30 นาทีหรือน้อยกว่า
BYD เดินหน้าลดต้นทุนแบตเตอรี่
FinDreams แผนกผลิตแบตเตอรี่ของ BYD ก็กำลังเดินหน้าลดต้นทุนเช่นกัน โดยมีเป้าหมายในการจัดการวัสดุที่ไม่จำเป็นและลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดแบตเตอรี่อาจทำให้ผู้ผลิตบางรายต้องยอมรับการขาดทุนในระยะสั้น เพื่อรักษาหรือเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด
นัยสำคัญต่อตลาด EV ทั่วโลก
การลดลงของราคาแบตเตอรี่เป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรม EV ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนและเอเชียเป็นอันดับแรก และยุโรปเป็นอันดับสอง อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกาอาจเผชิญความท้าทายในการนำแบตเตอรี่ราคาถูกจากจีนเข้ามา เนื่องจากข้อจำกัดทางการค้าที่เข้มงวด
Changan Automobile: ยักษ์ใหญ่ยานยนต์จีน เลือกลงทุนในไทย
Changan Automobile หนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของประเทศจีน กำลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย ด้วยการประกาศลงทุน 9,800 ล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
Changan Automobile: ประวัติศาสตร์ยาวนาน สู่ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม
Changan Automobile Co., Ltd. มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 161 ปี และก่อตั้งอย่างเป็นทางการในปี 1984 มีประสบการณ์ในการผลิตรถยนต์กว่า 37 ปี และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนมายาวนาน บริษัทได้สร้างเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาทั่วโลก ครอบคลุม 6 ประเทศ 9 ภูมิภาค โดยเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไฮเทค, การออกแบบที่ล้ำสมัย, เทคโนโลยีความปลอดภัย และสมรรถนะที่แข็งแกร่ง
Changan Automobile เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ SUV, MPV และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ มียอดจัดจำหน่ายกว่า 19 ล้านคัน ไปยัง 50 ประเทศทั่วโลก
กลยุทธ์ “Dubhe Intelligence Plan” และ “Shangri-La Plan”
Changan ได้เปิดตัวกลยุทธ์ “Dubhe Intelligence Plan” เพื่อมอบประสบการณ์การสื่อสารไร้สายแบบอัจฉริยะ ปลอดภัย และสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งาน และยังมีแผน “Shangri-La Plan” ที่มุ่งมั่นยุติการขายรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบเดิม และเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2568
การลงทุนในประเทศไทย: ศูนย์กลางการผลิต EV ในอาเซียน
Changan Automobile ได้เลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถ EV, PHEV, REEV (Range Extended EV) พวงมาลัยขวาในอาเซียน ตั้งเป้าผลิตให้ได้ถึง 100,000 คันต่อปี เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, อังกฤษ และแอฟริกาใต้
Changan Lumin, Deepal SL03, Qiyuan A07, S7 และ Avatr 11: นวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่
Changan นำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่น่าสนใจมากมาย เช่น Changan Lumin, Changan Deepal SL03, Changan Qiyuan A07, Changan S7 และ Avatr 11 ซึ่งแต่ละรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยีและดีไซน์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
Mazda CX-5: ยกระดับสู่ตลาดรถยนต์หรู
Mazda มีแผนที่จะยกระดับรถ SUV รุ่น CX-5 รุ่นใหม่ ให้มีความหรูหราและสมรรถนะที่เหนือกว่า เพื่อแข่งขันในตลาดรถยนต์หรู ซึ่งปัจจุบัน Mercedes-Benz และ BMW ครองตลาดอยู่
Mercedes-Benz GLC EV: ก้าวสู่สมรภูมิรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
Mercedes-Benz กำลังจะเปิดตัว Mercedes-Benz GLC EV รุ่นไฟฟ้า 100% ในฤดูใบไม้ผลิปี 2026 ซึ่งเป็นรถยนต์ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มไฟฟ้า 800V ใหม่ทั้งหมด GLC EV จะมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 94.5 kWh, มอเตอร์ไฟฟ้าคู่, ระบบช่วงล่างถุงลม และรองรับการชาร์จ DC สูงสุด 320 kW โดยคาดว่าจะวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 650 กิโลเมตร (WLTP)
บทสรุป:
การเติบโตอันน่าประทับใจของ GWM (Thailand) ด้วยยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2568 ตอกย้ำถึงความสำเร็จของกลยุทธ์ Multi-powertrains โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำ NEW GWM TANK 300 DIESEL เข้าสู่ตลาด และความต่อเนื่องของยอดขาย GWM ORA Good Cat ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในตลาดและความสามารถในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย
ขณะเดียวกัน การรุกคืบของ OMODA & JAECOO ด้วยแผนการลงทุนครบวงจร รวมถึงการตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย และการเข้ามาของ Changan Automobile ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่จากจีน พร้อมเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจาก CATL และ BYD ล้วนเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและระดับโลก
สำหรับผู้บริโภค นี่คือยุคทองแห่งทางเลือกที่หลากหลาย ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น สมรรถนะที่ดีขึ้น และราคาที่อาจเข้าถึงได้ง่ายขึ้นในอนาคตอันใกล้
พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตแล้วหรือยัง? ค้นหา GWM หรือ OMODA & JAECOO รุ่นที่ใช่สำหรับคุณวันนี้ แล้วก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเดินทางอย่างมั่นใจ!

