• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N0701004 ตอนจย ตอน จนว นท เธอถ กห กหล เก อบเส ยท กอย าง เพ ยงเขาคนเด ยวท จะช วยเธอได part2

admin79 by admin79
January 3, 2026
in Uncategorized
0
N0701004 ตอนจย ตอน จนว นท เธอถ กห กหล เก อบเส ยท กอย าง เพ ยงเขาคนเด ยวท จะช วยเธอได part2

Subaru ผนึกกำลัง Toyota เร่งเครื่องสู่ยุค EV: 3 รถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า พร้อมเปิดตัวสู่ตลาดโลกในปี 2026

ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก การก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่คือความจำเป็นเชิงกลยุทธ์สำหรับทุกค่ายรถยนต์ Subaru แบรนด์ที่เปรียบเสมือน “ดาวลูกไก่” ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและความคล่องตัวภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทาย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Toyota ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนายานยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า หรือ SUV ไฟฟ้า จำนวนถึง 3 รุ่นใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2026

การผนึกกำลังครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เนื่องจาก Toyota ถือหุ้นอยู่ใน Subaru ในสัดส่วน 20% อยู่แล้ว การร่วมมือกันจึงเป็นการผสานจุดแข็งและทรัพยากรเพื่อลดความเสี่ยงและความซับซ้อนในการพัฒนารถยนต์ EV ซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงและต้องการการลงทุนมหาศาล

วิสัยทัศน์สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน: เป้าหมายอันทะเยอทะยานของ Subaru

ภายใต้การนำของ Atsushi Osaki ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ Subaru ได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง นั่นคือการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ครอบคลุมถึง 50% ของยอดขายทั้งหมด หรือประมาณ 600,000 คัน ภายในปี 2030 นี่คือวิสัยทัศน์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด

แผนงานดังกล่าวระบุถึงการพัฒนารถ SUV ไฟฟ้าล้วนจำนวน 4 รุ่นภายในปี 2026 ซึ่งรวมถึง Subaru Solterra ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว และการพัฒนาต่อเนื่องด้วยการเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้าล้วนใหม่อีก 4 รุ่นภายในสิ้นปี 2028 รวมเป็น 8 รุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างพอร์ตโฟลิโอรถยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและหลากหลาย

Solterra: จุดเริ่มต้นสู่โลก EV และการต่อยอดความร่วมมือกับ Toyota

Subaru Solterra ถือเป็นรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Subaru ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาร่วมกับ Toyota การเปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 และการทำยอดขาย 8,872 คันในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว เป็นสัญญาณที่ดีของศักยภาพในตลาด อย่างไรก็ตาม Solterra ถูกผลิตที่โรงงานของ Toyota ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงและการสนับสนุนจาก Toyota ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง

Atsushi Osaki ได้ยืนยันว่า รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่อีก 3 รุ่น ที่จะเปิดตัวในอนาคต จะยังคงได้รับการพัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับ Toyota สะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือนี้ไม่ใช่เพียงการเริ่มต้น แต่คือรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะยาว

กลยุทธ์เชิงรุก: การผลิตในสหรัฐอเมริกาและการคว้าสิทธิประโยชน์ทางภาษี

สำหรับ Subaru การตัดสินใจผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา จะมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มยอดขายและกระตุ้นความต้องการของลูกค้าในตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แผนการผลิตของ Subaru แสดงให้เห็นถึงการกระจายฐานการผลิตอย่างมีกลยุทธ์ โดยจะมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 1 รุ่นที่โรงงาน Yajima ในประเทศญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่ปี 2025 ด้วยกำลังการผลิต 200,000 คันต่อปี และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 200,000 คันภายในปี 2027

ในขณะเดียวกัน Toyota จะรับผิดชอบการผลิตรถ SUV ไฟฟ้าใหม่ 1 รุ่นในสหรัฐอเมริกา ที่โรงงานในรัฐเคนตักกี้ ซึ่งรุ่นนี้จะเป็นรถ SUV ไฟฟ้า 3 แถวที่นั่งคันแรกของ Subaru ตอกย้ำความตั้งใจที่จะขยายตลาดและตอบสนองความต้องการของครอบครัวขนาดใหญ่

ไม่ทิ้งเครื่องยนต์สันดาป: การผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน

แม้ว่า Subaru จะมุ่งมั่นสู่ยุค EV อย่างเต็มตัว แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีความต้องการและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การขยายกลุ่มรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) จึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เนื่องจากยังคงมองว่าการขายรถยนต์สันดาปยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญและมีความเสี่ยงน้อยกว่าการพึ่งพารถยนต์ไฟฟ้าล้วนเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Subaru Forester รถ SUV ยอดนิยมในอเมริกาเหนือ ที่เตรียมจะเพิ่มทางเลือกขุมพลัง Hybrid โดยได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการผลิตจาก Toyota พร้อมกับการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ

ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย: การฟื้นตัวและการปรับตัวในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

เมื่อพิจารณาถึงบริบทของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย สถิติในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 (มกราคม-มีนาคม) แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของการผลิตยานยนต์ โดยมียอดรวม 507,787 คัน เพิ่มขึ้น 5.77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการผลิตรวม 1,950,000 คันในปีนั้น

ยอดการผลิตในเดือนมีนาคม 2023 อยู่ที่ 179,848 คัน เพิ่มขึ้น 4.16% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 8.6% จากเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 37,959 คัน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 31.59% อันเป็นผลมาจากการได้รับชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้น

ในส่วนของยอดขายในประเทศเดือนมีนาคม 2023 อยู่ที่ 79,943 คัน เพิ่มขึ้น 11.73% จากเดือนกุมภาพันธ์ แต่ลดลง 8.37% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อสำหรับรถยนต์กระบะ ในขณะที่รถจักรยานยนต์มียอดขาย 184,462 คัน ลดลง 19.84% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2022

ภาพรวมยอดขายทั้งไตรมาสแรก พบว่ารถยนต์มียอดขาย 217,073 คัน ลดลง 6.11% จากปีก่อน แต่รถจักรยานยนต์กลับมียอดขาย 506,566 คัน เพิ่มขึ้น 13.04%

ปัจจัยขับเคลื่อนการผลิตและการส่งออก: ความต้องการทั่วโลกและสภาพคล่อง

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ในไตรมาสแรก ปัจจัยบวกมีมากขึ้น ส่งผลให้การส่งออกดีดตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการในเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย ปัญหาการจัดหาพื้นที่จอดรถยนต์ส่งออกในเรือ Ro-Ro ก็เริ่มดีขึ้น ทำให้มั่นใจว่ายอดส่งออกรถยนต์จะบรรลุเป้าหมาย 1,050,000 คัน หากวิกฤตการณ์ทางการเงินไม่รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า

ในเดือนมีนาคม 2023 การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 98,381 คัน เพิ่มขึ้น 4.84% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่า 60,648.57 ล้านบาท ขยายตัว 8.59% เมื่อรวมมูลค่าส่งออกทั้งเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ จะอยู่ที่ 84,054.06 ล้านบาท และสำหรับไตรมาสแรก การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสูงถึง 273,692 คัน เพิ่มขึ้น 12.57% คิดเป็นมูลค่า 168,121.76 ล้านบาท โดยรวมมูลค่าการส่งออกทั้งระบบอยู่ที่ 228,067.17 ล้านบาท

10 อันดับ รถยนต์ยอดนิยมในไทย ไตรมาสแรก ปี 2023: สะท้อนความต้องการของผู้บริโภค

การวิเคราะห์ยอดขายในประเทศไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 2023 เผยให้เห็นถึงกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ดังนี้:

Isuzu D-Max: 37,328 คัน
Toyota Hilux Revo: 32,554 คัน
Toyota Yaris ATIV: 18,241 คัน
Ford Ranger: 7,453 คัน
Honda HR-V: 7,446 คัน
Toyota Fortuner: 6,733 คัน
Honda City Hatchback: 6,571 คัน
Isuzu MU-X: 6,194 คัน
Honda City Sedan: 6,067 คัน
Toyota Corolla Cross: 5,288 คัน

จากข้อมูลดังกล่าว สามารถแบ่งกลุ่มความนิยมออกเป็น 4 เซกเมนต์หลัก ได้แก่ รถกระบะ (Pick-up), รถยนต์อเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ (PPV), รถยนต์ Sub-compact Crossover SUV และรถเก๋งขนาดเล็ก B-Segment / EcoCar

การแข่งขันที่ร้อนแรงในตลาดรถยนต์: การมาของ Triton และผลกระทบจาก Yaris ATIV

ในปี 2023 คาดการณ์ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในอันดับยอดขายกลุ่มรถกระบะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัว All NEW Mitsubishi Triton ที่กำลังจะมาถึง รวมถึงรุ่นพิเศษจาก Isuzu D-Max เพื่อกระตุ้นตลาดก่อนการปรับโฉม Minorchange ในปี 2024

ประเด็นที่น่าจับตามองอีกประการหนึ่งคือ ปัญหาเกี่ยวกับการทดสอบการชนของ Toyota Yaris ATIV ซึ่งส่งผลให้ Toyota Motor ประเทศไทย ต้องหยุดจำหน่ายและส่งมอบชั่วคราว อาจมีผลกระทบต่อยอดขายของ Yaris ATIV ซึ่งก่อนหน้านี้มียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ตลาดรถยนต์จีน: BYD ผงาดขึ้นสู่ผู้นำในยุคพลังงานใหม่

ในตลาดรถยนต์จีน ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ BYD ได้แสดงศักยภาพอย่างน่าทึ่ง โดยครองยอดขายสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 2023 ในทุกประเภท ทั้งแบ่งตามแบรนด์, แบรนด์รถ EV, รุ่นรถ และรุ่นรถ EV

ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ระบุว่า ตลาดรถยนต์จีนในเดือนกรกฎาคม 2023 มียอดขายรถยนต์ใหม่ 1.775 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 2% โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 421,000 คัน และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 220,000 คัน คิดเป็น 36% ของยอดขายทั้งหมด

BYD: แบรนด์ดาวรุ่งแห่งยุค EV

BYD กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในจีน ด้วยยอดขาย 219,730 คัน (ส่วนแบ่งการตลาด 12.38%) ตามมาด้วย Volkswagen 178,745 คัน (10.07%) และ Toyota 134,316 คัน (7.57%) ในขณะที่ Honda อยู่ในอันดับที่ 4 (89,529 คัน, 5.04%) และ Changan ในอันดับที่ 5 (83,867 คัน, 4.72%)

น่าสนใจว่า กลยุทธ์การส่งมอบรถยนต์ของ Tesla ในจีน ซึ่งมักจะลดลงในช่วงต้นไตรมาส ส่งผลให้ Tesla ตกลงไปอยู่อันดับที่ 17 โดยปกติ Tesla จะกลับเข้ามาติด 10 อันดับแรกในช่วงท้ายของแต่ละไตรมาสเท่านั้น

ผู้นำตลาด EV ในจีน: BYD นำโด่ง ตามมาด้วย AION และ Tesla

ในตลาดรถ EV BYD ยังคงครองความเป็นผู้นำ ด้วยยอดขาย 113,825 คัน (ส่วนแบ่งการตลาด 27.04%) ตามมาด้วย AION 45,025 คัน (10.07%) และ Tesla 31,423 คัน (7.57%) สำหรับ Wuling และ NIO อยู่ในอันดับที่ 4 และ 5

รุ่นรถที่ขายดีที่สุดในจีน: BYD Qin Plus และ Song Plus นำทัพ

รุ่นรถที่ขายดีที่สุด 3 อันดับแรกในตลาดจีน คือ BYD Qin Plus (37,129 คัน), BYD Song Plus (29,991 คัน) และ Volkswagen Lavida (28,898 คัน)

รุ่นรถ EV ขายดีที่สุด: BYD Seagull ทะยานสู่ยอดขายอันดับ 1

เมื่อพิจารณาเฉพาะรถ EV ที่ขายดีที่สุดในเดือนกรกฎาคม 2023 BYD Seagull กลายเป็นผู้นำด้วยยอดขาย 24,989 คัน ตามมาด้วย Tesla Model Y (23,632 คัน) และ BYD Yuan Plus (ATTO 3) (23,594 คัน)

ตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกา: สภาวะปกติหลังวิกฤตขาดแคลนชิ้นส่วน

สำหรับตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกา ไตรมาสแรกของปี 2024 แสดงให้เห็นถึงการกลับสู่สภาวะปกติ หลังปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนคลี่คลายลง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ส่วนใหญ่มีการเติบโตสูงขึ้น และบางรุ่นเติบโตเกินเท่าตัว

25 อันดับ รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสแรกปี 2024:

อันดับที่ 25. Chevrolet Trax: 37,588 คัน
อันดับที่ 24. Honda HR-V: 38,062 คัน
อันดับที่ 23. Jeep Wrangler: 38,308 คัน
อันดับที่ 22. Subaru Crosstrek: 38,405 คัน
อันดับที่ 21. Ford Maverick: 39,061 คัน
อันดับที่ 20. Ford Transit: 39,890 คัน
อันดับที่ 19. Nissan Sentra: 40,081 คัน
อันดับที่ 18. Honda Accord: 41,927 คัน
อันดับที่ 17. Tesla Model 3: ประมาณ 42,000 คัน
อันดับที่ 16. Hyundai Tucson: 45,509 คัน
อันดับที่ 15. Subaru Forester: 48,546 คัน
อันดับที่ 14. Chevrolet Equinox: 54,185 คัน
อันดับที่ 13. Jeep Grand Cherokee: 54,455 คัน
อันดับที่ 12. Ford Explorer: 58,465 คัน
อันดับที่ 11. Toyota Corolla: 60,071 คัน
อันดับที่ 10. Honda Civic: 61,929 คัน
อันดับที่ 9. GMC Sierra: 68,597 คัน
อันดับที่ 8. Toyota Camry: 78,337 คัน
อันดับที่ 7. RAM Pickup: 89,417 คัน
อันดับที่ 6. Nissan Rogue: 90,804 คัน
อันดับที่ 5. Honda CR-V: 95,038 คัน
อันดับที่ 4. Tesla Model Y: ประมาณ 109,000 คัน
อันดับที่ 3. Toyota RAV4: 124,822 คัน
อันดับที่ 2. Chevrolet Silverado: 127,563 คัน
อันดับที่ 1. Ford F-Series: 152,943 คัน

Tesla Model Y: รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกปี 2023

Tesla Model Y ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลกประจำปี 2023 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากความสามารถในการปรับตัวเข้ากับความต้องการของตลาดทั่วโลก และความแข็งแกร่งของแบรนด์ Tesla เอง

Tesla Model Y: กุญแจสู่ความสำเร็จระดับโลก

แม้ว่าตลาดรถทั่วโลกหลายแห่งจะยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลยอดขายทั้งปี แต่ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า Tesla Model Y เป็นผู้นำด้านยอดขายยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่า Model Y ขายได้ 1.23 ล้านคันในปี 2023 เพิ่มขึ้น 64% จากปี 2022 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน (456,000 คัน, เพิ่มขึ้น 45%) และยุโรป (255,000 คัน) ซึ่ง Model Y ได้แซงหน้ารุ่นยอดนิยมอื่นๆ

Toyota RAV4 และ Corolla: ยังคงแข็งแกร่งแต่เผชิญการท้าทาย

ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจของ Model Y มาพร้อมกับการท้าทายต่อยอดขายรถยนต์ Toyota อย่าง RAV4 และ Corolla ซึ่งเคยครองตลาดและเป็นผู้นำในการจัดอันดับยอดขายรถยนต์ทั่วโลกมาหลายปี แม้ว่า Toyota RAV4 จะยังคงอยู่ในอันดับที่ 2 ด้วยยอดขาย 1.07 ล้านคัน และ Toyota Corolla อยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยยอดขาย 1.01 ล้านคัน แต่ก็กำลังถูกท้าทายด้วยรถยนต์จาก Tesla และ BYD

Toyota: วางแผนระยะยาวเพื่ออนาคต EV และไฮบริด

Toyota ยังคงมีแผนงานระยะยาวที่รอบคอบในการเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยปัจจุบันมีโมเดลไฟฟ้าเพียงรุ่นเดียวคือ bZ4X และยังคงให้ความสำคัญกับระบบส่งกำลังไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด เพื่อเป็นการปูทางก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนารถยนต์ไฮโดรเจน ซึ่ง Toyota มองว่าตอบโจทย์การใช้งานได้ดีกว่ารถยนต์ไฟฟ้าในบางมิติ

Audi: ฉลองครบรอบ 40 ปี Audi Sport พร้อมรุ่นพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

Audi ฉลองครบรอบ 40 ปีของ Audi Sport ด้วยการเปิดตัว Audi TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition ซึ่งเป็นรถ Limited Edition ที่มีเพียง 25 คันทั่วโลก พร้อมด้วยรุ่นพิเศษ RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition

Audi TT RS Heritage Thailand Limited Edition: ความพิเศษที่หาได้ยาก

รุ่นพิเศษนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่นำเสนอสีภายนอก 5 สี ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น Ur-Quattro เช่น Alpine White, Helios Blue, Stone Grey, Tizian Red และ Malachite Green มาพร้อมกับการตกแต่งภายนอกแบบ Black Edition ที่ให้ลุคดุดัน ชุดแต่ง RS spoiler แบบ Winglets และล้อลายพิเศษขนาด 20 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 5 สูบ 20 วาล์ว 400 แรงม้า พร้อมช่วงล่าง Audi Magnetic ride ในราคา 5,899,000 บาท

RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition: ขุมพลังและความสปอร์ตขั้นสุด

นอกจากนี้ Audi ยังเปิดตัว RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition ซึ่งมาพร้อมกับสมรรถนะที่ดุดันยิ่งกว่าเดิม RS 4 Avant Competition ใช้เครื่องยนต์ V6 biturbo 450 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม. ในราคา 6,499,000 บาท ส่วน RS 5 Coupé Competition มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 biturbo 450 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม. ในราคา 6,599,000 บาท

รถยนต์มือสองที่น่าซื้อในปี 2025: ทางเลือกคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภค

สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ราคาประหยัด สภาพดี และใช้งานได้ในระยะยาว รถยนต์มือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ในปี 2025 มีรถยนต์หลายรุ่นที่ได้รับความนิยมในด้านความทนทาน ประหยัดน้ำมัน และค่าดูแลรักษาที่ไม่แพง

10 อันดับ รถยนต์มือสองที่น่าซื้อในปี 2025:

Toyota Corolla Altis: (ปี 2017-2022) ทนทาน ประหยัดน้ำมัน อะไหล่หาง่าย ราคาขายต่อดี
Honda Civic: (ปี 2016-2021) ดีไซน์สปอร์ต สมรรถนะดี เทคโนโลยีทันสมัย ราคาขายต่อดี
Mazda 2: (ปี 2017-2022) ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ขับสนุก เทคโนโลยี SkyActiv ช่วยประหยัดน้ำมัน
Nissan Almera: (ปี 2018-2023) ประหยัดน้ำมัน ห้องโดยสารกว้าง ราคาไม่แพง
Toyota Vios: (ปี 2016-2021) ทนทาน ซ่อมง่าย ค่าดูแลต่ำ เป็นที่นิยมในตลาดมือสอง
Honda Jazz: (ปี 2017-2021) ขนาดกระทัดรัด ขับขี่คล่องตัว ห้องโดยสารกว้าง ปรับเบาะอเนกประสงค์
Suzuki Swift: (ปี 2018-2023) ดีไซน์น่ารัก กระทัดรัด ขับสนุก ประหยัดน้ำมัน
Ford Ranger: (ปี 2016-2022) แข็งแกร่ง สมรรถนะดี เหมาะสำหรับบรรทุกสิ่งของ ใช้งานได้หลากหลาย
Isuzu D-Max: (ปี 2017-2022) ทนทาน ประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับบรรทุกสิ่งของ ราคาขายต่อดี
Honda CR-V: (ปี 2017-2022) ความสะดวกสบาย พื้นที่ภายในกว้างขวาง สมรรถนะดี เหมาะกับครอบครัว

การเลือกซื้อรถยนต์มือสองในปี 2025 ควรพิจารณาจากปัจจัยหลัก ได้แก่ ความทนทาน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ค่าดูแลรักษา และราคาขายต่อ โดย 10 รุ่นที่กล่าวมาถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในตลาดรถยนต์มือสอง.

พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์?

การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีที่ไร้ขีดจำกัด หรือการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การร่วมมือของ Subaru และ Toyota ในการพัฒนารถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า 3 รุ่น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหาเทคโนโลยีล่าสุด ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า หรือความคุ้มค่าสูงสุดในตลาดรถยนต์ อย่าพลาดที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของ Subaru และ Toyota รวมถึงศึกษาข้อมูลของรถยนต์รุ่นต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกยานยนต์ที่ใช่สำหรับคุณในยุคแห่งอนาคตนี้

Previous Post

N0701024 นะท เขาเร ยกว ตอนม ไม ดเผ อตอนลำบาก พอตอนลำบากก องเจอแบบน part2

Next Post

N0701022 เพ อนข งกแบบน ไม ไหว ของหมดอาย งก part2

Next Post
N0701022 เพ อนข งกแบบน ไม ไหว ของหมดอาย งก part2

N0701022 เพ อนข งกแบบน ไม ไหว ของหมดอาย งก part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N0801014 การปฏ วต อหน าเพ อน บการปฏ วตอนอย บแฟน part2
  • N0801002 คนสม ยน เห นแก วจร งๆ ไม ยอมล กท งให คนพ การ part2
  • N0801010 ภรรยาย ดเง นเด อนสาม แบบน ได เหรอ part2
  • N0801022 งเด นย งไงของล ายค าเส ยหายกระเป าหน มาเลยนะ part2
  • N0801009 ทำมาเป นล มกระเป าต ดจะก นฟร ใช ไหม part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.