Subaru ผนึกกำลัง Toyota เร่งเครื่องสู่ยุค EV: 3 รถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า พร้อมเปิดตัวสู่ตลาดโลกในปี 2026
ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก การก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่คือความจำเป็นเชิงกลยุทธ์สำหรับทุกค่ายรถยนต์ Subaru แบรนด์ที่เปรียบเสมือน “ดาวลูกไก่” ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อและความคล่องตัวภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทาย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Toyota ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนายานยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า หรือ SUV ไฟฟ้า จำนวนถึง 3 รุ่นใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปี 2026
การผนึกกำลังครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เนื่องจาก Toyota ถือหุ้นอยู่ใน Subaru ในสัดส่วน 20% อยู่แล้ว การร่วมมือกันจึงเป็นการผสานจุดแข็งและทรัพยากรเพื่อลดความเสี่ยงและความซับซ้อนในการพัฒนารถยนต์ EV ซึ่งเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงและต้องการการลงทุนมหาศาล
วิสัยทัศน์สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน: เป้าหมายอันทะเยอทะยานของ Subaru
ภายใต้การนำของ Atsushi Osaki ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ Subaru ได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายอย่างยิ่ง นั่นคือการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้ครอบคลุมถึง 50% ของยอดขายทั้งหมด หรือประมาณ 600,000 คัน ภายในปี 2030 นี่คือวิสัยทัศน์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด
แผนงานดังกล่าวระบุถึงการพัฒนารถ SUV ไฟฟ้าล้วนจำนวน 4 รุ่นภายในปี 2026 ซึ่งรวมถึง Subaru Solterra ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว และการพัฒนาต่อเนื่องด้วยการเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้าล้วนใหม่อีก 4 รุ่นภายในสิ้นปี 2028 รวมเป็น 8 รุ่น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างพอร์ตโฟลิโอรถยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและหลากหลาย
Solterra: จุดเริ่มต้นสู่โลก EV และการต่อยอดความร่วมมือกับ Toyota
Subaru Solterra ถือเป็นรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของ Subaru ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาร่วมกับ Toyota การเปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 และการทำยอดขาย 8,872 คันในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว เป็นสัญญาณที่ดีของศักยภาพในตลาด อย่างไรก็ตาม Solterra ถูกผลิตที่โรงงานของ Toyota ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงและการสนับสนุนจาก Toyota ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
Atsushi Osaki ได้ยืนยันว่า รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่อีก 3 รุ่น ที่จะเปิดตัวในอนาคต จะยังคงได้รับการพัฒนาภายใต้ความร่วมมือกับ Toyota สะท้อนให้เห็นว่าความร่วมมือนี้ไม่ใช่เพียงการเริ่มต้น แต่คือรากฐานสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะยาว
กลยุทธ์เชิงรุก: การผลิตในสหรัฐอเมริกาและการคว้าสิทธิประโยชน์ทางภาษี
สำหรับ Subaru การตัดสินใจผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา จะมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงเครดิตภาษีรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อการเพิ่มยอดขายและกระตุ้นความต้องการของลูกค้าในตลาดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
แผนการผลิตของ Subaru แสดงให้เห็นถึงการกระจายฐานการผลิตอย่างมีกลยุทธ์ โดยจะมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ 1 รุ่นที่โรงงาน Yajima ในประเทศญี่ปุ่น เริ่มตั้งแต่ปี 2025 ด้วยกำลังการผลิต 200,000 คันต่อปี และมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตอีก 200,000 คันภายในปี 2027
ในขณะเดียวกัน Toyota จะรับผิดชอบการผลิตรถ SUV ไฟฟ้าใหม่ 1 รุ่นในสหรัฐอเมริกา ที่โรงงานในรัฐเคนตักกี้ ซึ่งรุ่นนี้จะเป็นรถ SUV ไฟฟ้า 3 แถวที่นั่งคันแรกของ Subaru ตอกย้ำความตั้งใจที่จะขยายตลาดและตอบสนองความต้องการของครอบครัวขนาดใหญ่
ไม่ทิ้งเครื่องยนต์สันดาป: การผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน
แม้ว่า Subaru จะมุ่งมั่นสู่ยุค EV อย่างเต็มตัว แต่ก็ไม่ได้ละทิ้งเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีความต้องการและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การขยายกลุ่มรถยนต์ไฮบริด (Hybrid) จึงเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เนื่องจากยังคงมองว่าการขายรถยนต์สันดาปยังคงเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญและมีความเสี่ยงน้อยกว่าการพึ่งพารถยนต์ไฟฟ้าล้วนเพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Subaru Forester รถ SUV ยอดนิยมในอเมริกาเหนือ ที่เตรียมจะเพิ่มทางเลือกขุมพลัง Hybrid โดยได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและการผลิตจาก Toyota พร้อมกับการให้คำปรึกษาด้านการลงทุนเพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ
ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย: การฟื้นตัวและการปรับตัวในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง
เมื่อพิจารณาถึงบริบทของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย สถิติในช่วงไตรมาสแรกของปี 2023 (มกราคม-มีนาคม) แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวของการผลิตยานยนต์ โดยมียอดรวม 507,787 คัน เพิ่มขึ้น 5.77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการผลิตรวม 1,950,000 คันในปีนั้น
ยอดการผลิตในเดือนมีนาคม 2023 อยู่ที่ 179,848 คัน เพิ่มขึ้น 4.16% จากปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 8.6% จากเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 37,959 คัน เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 31.59% อันเป็นผลมาจากการได้รับชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มขึ้น
ในส่วนของยอดขายในประเทศเดือนมีนาคม 2023 อยู่ที่ 79,943 คัน เพิ่มขึ้น 11.73% จากเดือนกุมภาพันธ์ แต่ลดลง 8.37% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อสำหรับรถยนต์กระบะ ในขณะที่รถจักรยานยนต์มียอดขาย 184,462 คัน ลดลง 19.84% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2022
ภาพรวมยอดขายทั้งไตรมาสแรก พบว่ารถยนต์มียอดขาย 217,073 คัน ลดลง 6.11% จากปีก่อน แต่รถจักรยานยนต์กลับมียอดขาย 506,566 คัน เพิ่มขึ้น 13.04%
ปัจจัยขับเคลื่อนการผลิตและการส่งออก: ความต้องการทั่วโลกและสภาพคล่อง
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า ในไตรมาสแรก ปัจจัยบวกมีมากขึ้น ส่งผลให้การส่งออกดีดตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการในเอเชีย ยุโรป และออสเตรเลีย ปัญหาการจัดหาพื้นที่จอดรถยนต์ส่งออกในเรือ Ro-Ro ก็เริ่มดีขึ้น ทำให้มั่นใจว่ายอดส่งออกรถยนต์จะบรรลุเป้าหมาย 1,050,000 คัน หากวิกฤตการณ์ทางการเงินไม่รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า
ในเดือนมีนาคม 2023 การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 98,381 คัน เพิ่มขึ้น 4.84% จากปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่า 60,648.57 ล้านบาท ขยายตัว 8.59% เมื่อรวมมูลค่าส่งออกทั้งเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ จะอยู่ที่ 84,054.06 ล้านบาท และสำหรับไตรมาสแรก การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสูงถึง 273,692 คัน เพิ่มขึ้น 12.57% คิดเป็นมูลค่า 168,121.76 ล้านบาท โดยรวมมูลค่าการส่งออกทั้งระบบอยู่ที่ 228,067.17 ล้านบาท
10 อันดับ รถยนต์ยอดนิยมในไทย ไตรมาสแรก ปี 2023: สะท้อนความต้องการของผู้บริโภค
การวิเคราะห์ยอดขายในประเทศไทยในช่วงไตรมาสแรกปี 2023 เผยให้เห็นถึงกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ดังนี้:
Isuzu D-Max: 37,328 คัน
Toyota Hilux Revo: 32,554 คัน
Toyota Yaris ATIV: 18,241 คัน
Ford Ranger: 7,453 คัน
Honda HR-V: 7,446 คัน
Toyota Fortuner: 6,733 คัน
Honda City Hatchback: 6,571 คัน
Isuzu MU-X: 6,194 คัน
Honda City Sedan: 6,067 คัน
Toyota Corolla Cross: 5,288 คัน
จากข้อมูลดังกล่าว สามารถแบ่งกลุ่มความนิยมออกเป็น 4 เซกเมนต์หลัก ได้แก่ รถกระบะ (Pick-up), รถยนต์อเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ (PPV), รถยนต์ Sub-compact Crossover SUV และรถเก๋งขนาดเล็ก B-Segment / EcoCar
การแข่งขันที่ร้อนแรงในตลาดรถยนต์: การมาของ Triton และผลกระทบจาก Yaris ATIV
ในปี 2023 คาดการณ์ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในอันดับยอดขายกลุ่มรถกระบะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัว All NEW Mitsubishi Triton ที่กำลังจะมาถึง รวมถึงรุ่นพิเศษจาก Isuzu D-Max เพื่อกระตุ้นตลาดก่อนการปรับโฉม Minorchange ในปี 2024
ประเด็นที่น่าจับตามองอีกประการหนึ่งคือ ปัญหาเกี่ยวกับการทดสอบการชนของ Toyota Yaris ATIV ซึ่งส่งผลให้ Toyota Motor ประเทศไทย ต้องหยุดจำหน่ายและส่งมอบชั่วคราว อาจมีผลกระทบต่อยอดขายของ Yaris ATIV ซึ่งก่อนหน้านี้มียอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ตลาดรถยนต์จีน: BYD ผงาดขึ้นสู่ผู้นำในยุคพลังงานใหม่
ในตลาดรถยนต์จีน ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ BYD ได้แสดงศักยภาพอย่างน่าทึ่ง โดยครองยอดขายสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 2023 ในทุกประเภท ทั้งแบ่งตามแบรนด์, แบรนด์รถ EV, รุ่นรถ และรุ่นรถ EV
ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ระบุว่า ตลาดรถยนต์จีนในเดือนกรกฎาคม 2023 มียอดขายรถยนต์ใหม่ 1.775 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 2% โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 421,000 คัน และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 220,000 คัน คิดเป็น 36% ของยอดขายทั้งหมด
BYD: แบรนด์ดาวรุ่งแห่งยุค EV
BYD กลายเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในจีน ด้วยยอดขาย 219,730 คัน (ส่วนแบ่งการตลาด 12.38%) ตามมาด้วย Volkswagen 178,745 คัน (10.07%) และ Toyota 134,316 คัน (7.57%) ในขณะที่ Honda อยู่ในอันดับที่ 4 (89,529 คัน, 5.04%) และ Changan ในอันดับที่ 5 (83,867 คัน, 4.72%)
น่าสนใจว่า กลยุทธ์การส่งมอบรถยนต์ของ Tesla ในจีน ซึ่งมักจะลดลงในช่วงต้นไตรมาส ส่งผลให้ Tesla ตกลงไปอยู่อันดับที่ 17 โดยปกติ Tesla จะกลับเข้ามาติด 10 อันดับแรกในช่วงท้ายของแต่ละไตรมาสเท่านั้น
ผู้นำตลาด EV ในจีน: BYD นำโด่ง ตามมาด้วย AION และ Tesla
ในตลาดรถ EV BYD ยังคงครองความเป็นผู้นำ ด้วยยอดขาย 113,825 คัน (ส่วนแบ่งการตลาด 27.04%) ตามมาด้วย AION 45,025 คัน (10.07%) และ Tesla 31,423 คัน (7.57%) สำหรับ Wuling และ NIO อยู่ในอันดับที่ 4 และ 5
รุ่นรถที่ขายดีที่สุดในจีน: BYD Qin Plus และ Song Plus นำทัพ
รุ่นรถที่ขายดีที่สุด 3 อันดับแรกในตลาดจีน คือ BYD Qin Plus (37,129 คัน), BYD Song Plus (29,991 คัน) และ Volkswagen Lavida (28,898 คัน)
รุ่นรถ EV ขายดีที่สุด: BYD Seagull ทะยานสู่ยอดขายอันดับ 1
เมื่อพิจารณาเฉพาะรถ EV ที่ขายดีที่สุดในเดือนกรกฎาคม 2023 BYD Seagull กลายเป็นผู้นำด้วยยอดขาย 24,989 คัน ตามมาด้วย Tesla Model Y (23,632 คัน) และ BYD Yuan Plus (ATTO 3) (23,594 คัน)
ตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกา: สภาวะปกติหลังวิกฤตขาดแคลนชิ้นส่วน
สำหรับตลาดรถยนต์สหรัฐอเมริกา ไตรมาสแรกของปี 2024 แสดงให้เห็นถึงการกลับสู่สภาวะปกติ หลังปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนคลี่คลายลง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ส่วนใหญ่มีการเติบโตสูงขึ้น และบางรุ่นเติบโตเกินเท่าตัว
25 อันดับ รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐฯ ประจำไตรมาสแรกปี 2024:
อันดับที่ 25. Chevrolet Trax: 37,588 คัน
อันดับที่ 24. Honda HR-V: 38,062 คัน
อันดับที่ 23. Jeep Wrangler: 38,308 คัน
อันดับที่ 22. Subaru Crosstrek: 38,405 คัน
อันดับที่ 21. Ford Maverick: 39,061 คัน
อันดับที่ 20. Ford Transit: 39,890 คัน
อันดับที่ 19. Nissan Sentra: 40,081 คัน
อันดับที่ 18. Honda Accord: 41,927 คัน
อันดับที่ 17. Tesla Model 3: ประมาณ 42,000 คัน
อันดับที่ 16. Hyundai Tucson: 45,509 คัน
อันดับที่ 15. Subaru Forester: 48,546 คัน
อันดับที่ 14. Chevrolet Equinox: 54,185 คัน
อันดับที่ 13. Jeep Grand Cherokee: 54,455 คัน
อันดับที่ 12. Ford Explorer: 58,465 คัน
อันดับที่ 11. Toyota Corolla: 60,071 คัน
อันดับที่ 10. Honda Civic: 61,929 คัน
อันดับที่ 9. GMC Sierra: 68,597 คัน
อันดับที่ 8. Toyota Camry: 78,337 คัน
อันดับที่ 7. RAM Pickup: 89,417 คัน
อันดับที่ 6. Nissan Rogue: 90,804 คัน
อันดับที่ 5. Honda CR-V: 95,038 คัน
อันดับที่ 4. Tesla Model Y: ประมาณ 109,000 คัน
อันดับที่ 3. Toyota RAV4: 124,822 คัน
อันดับที่ 2. Chevrolet Silverado: 127,563 คัน
อันดับที่ 1. Ford F-Series: 152,943 คัน
Tesla Model Y: รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในโลกปี 2023
Tesla Model Y ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลกประจำปี 2023 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากความสามารถในการปรับตัวเข้ากับความต้องการของตลาดทั่วโลก และความแข็งแกร่งของแบรนด์ Tesla เอง
Tesla Model Y: กุญแจสู่ความสำเร็จระดับโลก
แม้ว่าตลาดรถทั่วโลกหลายแห่งจะยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลยอดขายทั้งปี แต่ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า Tesla Model Y เป็นผู้นำด้านยอดขายยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่า Model Y ขายได้ 1.23 ล้านคันในปี 2023 เพิ่มขึ้น 64% จากปี 2022 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน (456,000 คัน, เพิ่มขึ้น 45%) และยุโรป (255,000 คัน) ซึ่ง Model Y ได้แซงหน้ารุ่นยอดนิยมอื่นๆ
Toyota RAV4 และ Corolla: ยังคงแข็งแกร่งแต่เผชิญการท้าทาย
ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจของ Model Y มาพร้อมกับการท้าทายต่อยอดขายรถยนต์ Toyota อย่าง RAV4 และ Corolla ซึ่งเคยครองตลาดและเป็นผู้นำในการจัดอันดับยอดขายรถยนต์ทั่วโลกมาหลายปี แม้ว่า Toyota RAV4 จะยังคงอยู่ในอันดับที่ 2 ด้วยยอดขาย 1.07 ล้านคัน และ Toyota Corolla อยู่ในอันดับที่ 3 ด้วยยอดขาย 1.01 ล้านคัน แต่ก็กำลังถูกท้าทายด้วยรถยนต์จาก Tesla และ BYD
Toyota: วางแผนระยะยาวเพื่ออนาคต EV และไฮบริด
Toyota ยังคงมีแผนงานระยะยาวที่รอบคอบในการเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า โดยปัจจุบันมีโมเดลไฟฟ้าเพียงรุ่นเดียวคือ bZ4X และยังคงให้ความสำคัญกับระบบส่งกำลังไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริด เพื่อเป็นการปูทางก่อนที่จะก้าวเข้าสู่การใช้พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนารถยนต์ไฮโดรเจน ซึ่ง Toyota มองว่าตอบโจทย์การใช้งานได้ดีกว่ารถยนต์ไฟฟ้าในบางมิติ
Audi: ฉลองครบรอบ 40 ปี Audi Sport พร้อมรุ่นพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ
Audi ฉลองครบรอบ 40 ปีของ Audi Sport ด้วยการเปิดตัว Audi TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition ซึ่งเป็นรถ Limited Edition ที่มีเพียง 25 คันทั่วโลก พร้อมด้วยรุ่นพิเศษ RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition
Audi TT RS Heritage Thailand Limited Edition: ความพิเศษที่หาได้ยาก
รุ่นพิเศษนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่นำเสนอสีภายนอก 5 สี ได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น Ur-Quattro เช่น Alpine White, Helios Blue, Stone Grey, Tizian Red และ Malachite Green มาพร้อมกับการตกแต่งภายนอกแบบ Black Edition ที่ให้ลุคดุดัน ชุดแต่ง RS spoiler แบบ Winglets และล้อลายพิเศษขนาด 20 นิ้ว ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 5 สูบ 20 วาล์ว 400 แรงม้า พร้อมช่วงล่าง Audi Magnetic ride ในราคา 5,899,000 บาท
RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition: ขุมพลังและความสปอร์ตขั้นสุด
นอกจากนี้ Audi ยังเปิดตัว RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition ซึ่งมาพร้อมกับสมรรถนะที่ดุดันยิ่งกว่าเดิม RS 4 Avant Competition ใช้เครื่องยนต์ V6 biturbo 450 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม. ในราคา 6,499,000 บาท ส่วน RS 5 Coupé Competition มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 biturbo 450 แรงม้า ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม. ในราคา 6,599,000 บาท
รถยนต์มือสองที่น่าซื้อในปี 2025: ทางเลือกคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภค
สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ราคาประหยัด สภาพดี และใช้งานได้ในระยะยาว รถยนต์มือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ในปี 2025 มีรถยนต์หลายรุ่นที่ได้รับความนิยมในด้านความทนทาน ประหยัดน้ำมัน และค่าดูแลรักษาที่ไม่แพง
10 อันดับ รถยนต์มือสองที่น่าซื้อในปี 2025:
Toyota Corolla Altis: (ปี 2017-2022) ทนทาน ประหยัดน้ำมัน อะไหล่หาง่าย ราคาขายต่อดี
Honda Civic: (ปี 2016-2021) ดีไซน์สปอร์ต สมรรถนะดี เทคโนโลยีทันสมัย ราคาขายต่อดี
Mazda 2: (ปี 2017-2022) ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ขับสนุก เทคโนโลยี SkyActiv ช่วยประหยัดน้ำมัน
Nissan Almera: (ปี 2018-2023) ประหยัดน้ำมัน ห้องโดยสารกว้าง ราคาไม่แพง
Toyota Vios: (ปี 2016-2021) ทนทาน ซ่อมง่าย ค่าดูแลต่ำ เป็นที่นิยมในตลาดมือสอง
Honda Jazz: (ปี 2017-2021) ขนาดกระทัดรัด ขับขี่คล่องตัว ห้องโดยสารกว้าง ปรับเบาะอเนกประสงค์
Suzuki Swift: (ปี 2018-2023) ดีไซน์น่ารัก กระทัดรัด ขับสนุก ประหยัดน้ำมัน
Ford Ranger: (ปี 2016-2022) แข็งแกร่ง สมรรถนะดี เหมาะสำหรับบรรทุกสิ่งของ ใช้งานได้หลากหลาย
Isuzu D-Max: (ปี 2017-2022) ทนทาน ประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับบรรทุกสิ่งของ ราคาขายต่อดี
Honda CR-V: (ปี 2017-2022) ความสะดวกสบาย พื้นที่ภายในกว้างขวาง สมรรถนะดี เหมาะกับครอบครัว
การเลือกซื้อรถยนต์มือสองในปี 2025 ควรพิจารณาจากปัจจัยหลัก ได้แก่ ความทนทาน อัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน ค่าดูแลรักษา และราคาขายต่อ โดย 10 รุ่นที่กล่าวมาถือเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในตลาดรถยนต์มือสอง.
พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์?
การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการมุ่งสู่ยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีที่ไร้ขีดจำกัด หรือการปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การร่วมมือของ Subaru และ Toyota ในการพัฒนารถยนต์ครอสโอเวอร์ไฟฟ้า 3 รุ่น เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังมองหาเทคโนโลยีล่าสุด ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า หรือความคุ้มค่าสูงสุดในตลาดรถยนต์ อย่าพลาดที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของ Subaru และ Toyota รวมถึงศึกษาข้อมูลของรถยนต์รุ่นต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกยานยนต์ที่ใช่สำหรับคุณในยุคแห่งอนาคตนี้

