Jeep Grand Cherokee: ตำนาน SUV สุดแกร่ง สู่ยุคใหม่แห่งความหรูหราและเทคโนโลยี
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีในวงการยานยนต์มาเกือบทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของรถยนต์หลายต่อหลายรุ่น แต่สำหรับ Jeep Grand Cherokee แล้ว มันคือตำนานที่ยังคงยืนหยัดและก้าวข้ามผ่านกาลเวลามาได้อย่างสง่างาม ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา Jeep Grand Cherokee ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) ขนาดใหญ่ แต่คือสัญลักษณ์แห่งการผจญภัย ความหรูหรา และความมั่นคงที่ส่งมอบความสุขให้กับครอบครัวชาวอเมริกันและผู้คนทั่วโลก ด้วยสมรรถนะที่พร้อมลุยทุกสภาพเส้นทาง การออกแบบที่ผสมผสานความแกร่งกับความสง่างาม และขุมพลังที่เชื่อถือได้ ทำให้ Grand Cherokee กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ เสมอในใจของนักเลงรถที่มองหาสมดุลที่สมบูรณ์แบบ
วันนี้ Jeep ได้เปิดศักราชใหม่ให้กับ SUV คู่บุญของพวกเขา ด้วยการนำเสนอ All-New Jeep Grand Cherokee เจเนอเรชันที่ 5 ซึ่งเป็นการยกเครื่องใหม่ทั้งหมด แต่ยังคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของ Jeep ที่เราคุ้นเคย การออกแบบภายนอกสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะยกระดับความพรีเมียมและความทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถอดแบบความสง่างามบางส่วนมาจากพี่ใหญ่ในตระกูลอย่าง Jeep Grand Wagoneer ไฟหน้าแบบ LED ดีไซน์แนวนอน พร้อมไฟ Daytime Running Lights ในโคมเดียวกัน โอบล้อมกระจังหน้าดีไซน์ 7 ช่องอันเป็นเอกลักษณ์ของ Jeep ที่ยังคงความแข็งแกร่งแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา การออกแบบกันชนหน้าดูสปอร์ตและทันสมัย พร้อมไฟตัดหมอกที่ช่วยเสริมการมองเห็นในสภาพอากาศที่จำกัด ล้ออัลลอยมีให้เลือกหลากหลายขนาด ตั้งแต่ 18 นิ้ว พร้อมยาง 265/60R18 ไปจนถึง 20 นิ้ว ที่มาพร้อมยางขนาด 265/50R20 และ 295/45R20 สำหรับรุ่นที่ต้องการสมรรถนะสูงสุด ราวหลังคาที่เพิ่มฟังก์ชันการใช้งาน และบั้นท้ายที่ออกแบบมาอย่างลงตัวพร้อมไฟท้ายแนวนอน ทำให้ภาพรวมของ All-New Jeep Grand Cherokee ดูแข็งแกร่ง ทันสมัย และน่าเกรงขาม มีตัวเลือกหลากหลายระดับ ตั้งแต่ Laredo, Limited, Overland ไปจนถึง Summit ที่สุดแห่งความหรูหรา
สิ่งที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับ Jeep Grand Cherokee 2025 คือมิติของตัวรถที่ถูกขยายให้ใหญ่โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ด้วยความยาว 5,204 มม. ความกว้าง 1,963 มม. และความสูง 1,816 มม. พร้อมฐานล้อที่ยาวถึง 3,091 มม. การปรับขนาดนี้ไม่ได้ส่งผลเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกให้ดูบึกบึนขึ้น แต่ยังเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ที่เพิ่มขึ้นภายในห้องโดยสาร
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดตัว Jeep Grand Cherokee L ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ Grand Cherokee มาพร้อมกับการวางผังแบบ 3 ตอน 7 ที่นั่ง คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวขนาดใหญ่ หรือผู้ที่ต้องการพื้นที่และความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงสุด ออปชันภายในห้องโดยสารได้รับการอัปเกรดอย่างก้าวกระโดด แผงคอนโซลกลางดีไซน์ใหม่ที่ดูเรียบหรูและทันสมัย มาพร้อมหน้าจอมาตรวัดดิจิทัลขนาดใหญ่ 10.3 นิ้ว ที่สามารถแสดงข้อมูลการขับขี่ได้อย่างครบถ้วน รวมถึงระบบ Night Vision ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ในเวลากลางคืนได้อย่างมีนัยสำคัญ
หน้าจอสัมผัสส่วนกลางมีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 8.4 นิ้ว ไปจนถึงขนาดใหญ่สุดถึง 10.1 นิ้ว ซึ่งเป็นหัวใจหลักของระบบ Infotainment UConnect 5 อันล้ำสมัย รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ได้อย่างราบรื่น ยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงภายในรถให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น สำหรับคอเพลง ระบบเครื่องเสียง Alpine ที่มีให้เลือกทั้งแบบ 6 และ 9 จุด หรือระดับสูงสุดกับระบบเสียง McIntosh 19 จุด จะมอบประสบการณ์เสียงที่ดื่มด่ำราวกับอยู่ในคอนเสิร์ต นอกจากนี้ พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง 3 ก้าน ยังมอบการควบคุมที่สะดวกสบาย เบาะนั่งหุ้มหนังแท้คุณภาพสูงในทุกรุ่นย่อย เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อมระบบอุ่นเบาะทั้งเบาะหน้าและเบาะแถวสอง ตอบสนองทุกความสบายของผู้โดยสารทุกที่นั่ง และเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น ระบบ Head-Up Display จะแสดงข้อมูลสำคัญขณะขับขี่บนกระจกบังลมหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน
สำหรับขุมพลังของ All-New Jeep Grand Cherokee ในช่วงเปิดตัว จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน Pentastar V6 ขนาด 3.6 ลิตร ที่มีระบบ Stop/Start (ESS) ช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันในขณะรถหยุดนิ่ง ให้กำลังสูงสุด 290 แรงม้า ที่ 6,400 รอบต่อนาที และแรงบิด 347 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที สำหรับผู้ที่ต้องการพละกำลังที่มากขึ้น ยังมีตัวเลือกเครื่องยนต์ V8 HEMI ขนาด 5.7 ลิตร ที่มอบกำลังสูงสุด 357 แรงม้า ที่ 5,200 รอบต่อนาที และแรงบิด 520 นิวตันเมตร ที่ 4,200 รอบต่อนาที เครื่องยนต์ทั้งสองขนาดจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ทำงานได้อย่างนุ่มนวลและตอบสนองฉับไว พร้อมตัวเลือกทั้งระบบขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ Selec-Terrain ที่มีโหมดการขับขี่ให้เลือกถึง 5 แบบ ได้แก่ Auto, Sport, Rock, Snow, Mud/Sand เพื่อปรับสมรรถนะให้เหมาะสมกับทุกสภาพเส้นทาง ปิดท้ายด้วยระบบช่วงล่าง Quadra-Lift adaptive air suspension ที่ช่วยเพิ่มความนุ่มนวลและความสามารถในการขับขี่บนทางวิบากได้อย่างยอดเยี่ยม
นอกจากนี้ ในอนาคตยังมีแผนที่จะเพิ่มทางเลือกเครื่องยนต์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ V8 HEMI ขนาด 6.4 ลิตร ที่ให้กำลังถึง 468 แรงม้า หรือรุ่นที่แรงที่สุดกับเครื่องยนต์ V8 HEMI Supercharged ขนาด 6.2 ลิตร ที่สามารถรีดพละกำลังได้ถึง 710 แรงม้า รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ V6 EcoDiesel ขนาด 3.0 ลิตร ที่ให้กำลัง 250 แรงม้า และแรงบิดมหาศาล 570 นิวตันเมตร เครื่องยนต์ทุกรุ่นจะจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และมีตัวเลือกทั้งระบบขับเคลื่อนสองล้อและสี่ล้อ Selec-Terrain พร้อมระบบช่วงล่าง Quadra-Lift adaptive air suspension
ในด้านความปลอดภัย Jeep Grand Cherokee รุ่นใหม่นี้ อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ที่ครอบคลุมทุกการเดินทาง ระบบเตือนการชนด้านหน้าพร้อมระบบหยุดรถอัตโนมัติ Full-Speed Collision Warning with Active Braking and Pedestrian/Cyclist Detection, ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง Rear Cross Path Detection, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน Adaptive Cruise Control with Stop and Go, ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทาง Active Lane Management, ระบบช่วยควบคุมรถเมื่อรถออกนอกเลน LaneSense Lane Departure Warning with Lane Keep Assist, ระบบช่วยหยุดรถ Advanced Brake Assist, ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา Blind-spot Monitoring, กล้องมองภาพถอยหลัง ParkView Rear Back-up Camera, เซ็นเซอร์ช่วยจอด ParkSense Rear Park Assist Sensors with Stop, เบรกมือไฟฟ้า Switch-activated electric park brake และระบบวัดความดันลมยาง Tire-Pressure Monitoring ทั้งหมดนี้คือการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ Jeep ในการมอบความปลอดภัยสูงสุดให้กับผู้โดยสาร
All-New Jeep Grand Cherokee และ All-New Jeep Grand Cherokee L พร้อมวางจำหน่ายแล้วในสหรัฐอเมริกา และกำลังจะเข้าสู่ตลาดโลกในเร็วๆ นี้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยที่เราก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ SUV ระดับตำนานคันนี้ในเร็ววัน
เทรนด์ตลาดรถยนต์หรู: จากความนิยมสู่ยุคใหม่แห่งยานยนต์ไฟฟ้า
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์หรู หรือ Luxury Car มาตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา คำว่า “รถยนต์หรู” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ยานพาหนะที่มอบความสะดวกสบายและความหรูหราสูงสุดอีกต่อไป แต่มันได้วิวัฒนาการไปสู่การเป็น “ทรัพย์สิน” ที่สะท้อนถึงรสนิยม ความสำเร็จ และการลงทุนในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งราคาเริ่มต้นราว 2 ล้านบาทขึ้นไปในปัจจุบัน ทำให้ รถหรู กลายเป็น “รถในฝันที่เอื้อมถึง” ได้ง่ายกว่าที่เคยสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว
หากมองย้อนกลับไปในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 ในปี 2020 ที่ยอดขายรถยนต์ทั่วโลกลดลงถึง 15.2% แต่ ตลาดรถยนต์หรู กลับได้รับผลกระทบน้อยกว่า โดยหดตัวเพียง 8.5% ยิ่งไปกว่านั้น ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตลาดรถยนต์หรูกลับเติบโตถึง 6% สวนทางกับรถประเภทอื่นที่หดตัว 10.2% โดยเฉพาะจีนซึ่งเป็นตลาดหลัก สามารถฟื้นตัวและเติบโตได้ถึง 8.7% ปัจจัยเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวของตลาด Luxury Car
สำหรับประเทศไทยเอง แม้จะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ยอดจดทะเบียน รถยนต์หรู ในปี 2020 ลดลงเพียง 6.4% เทียบกับรถยนต์ประเภทอื่นที่ลดลงถึง 24.1% อย่างไรก็ตาม ปี 2021 ตลาดรถหรูในไทยกลับมียอดขายลดลง 9.5% ซึ่งส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ หรือ ชิปสำหรับรถยนต์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตไปทั่วโลก
ยิ่งไปกว่านั้น เทรนด์ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังมาแรง ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่เริ่มเข้ามาดึงความสนใจจากผู้บริโภค ยานยนต์ไฟฟ้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม กำลังกลายเป็นพลังงานหลักในอนาคต และหลายค่ายรถยนต์ต่างเร่งปรับตัวเพื่อเข้าสู่ตลาดนี้ โดยคาดการณ์ว่าช่วงปี 2025-2030 จะเป็นยุคทองของ รถยนต์ไฟฟ้า
คุณอัครวัชร คงสิริกาญจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี ออโต้ฮาวส์ จำกัด หรือ B Autohaus ผู้จัดจำหน่ายยานยนต์นำเข้าชั้นนำ ได้ให้มุมมองว่า “สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมตลาดรถยนต์ทั้งในแง่การผลิตและกำลังซื้อ แต่กลุ่มลูกค้า รถยนต์หรู ที่มีกำลังซื้อสูงกลับได้รับผลกระทบน้อยกว่า ที่เห็นได้ชัดคือการเติบโตของกลุ่มผู้ที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจออนไลน์ ซึ่งมองหารถหรูเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จ และลูกค้าต่างชาติที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น”
อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า: การเปลี่ยนแปลงสู่ปี 2025 และถัดไป
อีก 3 ปีข้างหน้า คือช่วงเวลาสำคัญที่ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกจะมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือการเปลี่ยนสัดส่วนการจำหน่าย ยานยนต์ไฟฟ้า ให้เป็นหลัก โดย Porsche ได้ประกาศเป้าหมาย Carbon-Neutral และมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าอีก 12 รุ่นภายในปี 2025 และตั้งเป้าให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนกว่า 80% ภายในปี 2030 BMW ก็เช่นกัน โดยจะผลักดันให้ MINI และ Rolls-Royce จำหน่ายรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบในปี 2030
ผู้นำเข้าอิสระอย่าง B Autohaus เองก็ปรับตัวเพื่อรองรับเทรนด์นี้ ด้วยการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายแบรนด์ และเปิดโชว์รูมเป็น EV Station พร้อมให้คำปรึกษาการติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้าน
เทรนด์ความต้องการที่เปลี่ยนไป: “รถในฝัน” ที่รอไม่ได้
ปัจจุบัน การครอบครองรถยนต์หรูไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ด้วยบริการ Trade-In รถเก่าแลกรถใหม่ และ Certified Used Car ทำให้ผู้บริโภคสามารถสนุกกับการเปลี่ยนรถได้ง่ายขึ้น คุณอัครวัชรกล่าวเสริมว่า “เทรนด์การเปลี่ยนรถของลูกค้าเปลี่ยนไป จากเดิม 3-5 ปี ปัจจุบันเหลือเพียง 1-2 ปี สิ่งสำคัญที่สุดคือ สต็อกรถ ที่พร้อมส่งมอบ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่อยากรอรถนาน 1-2 ปีอีกต่อไป เราจึงให้ความสำคัญกับการสต็อกรถหลากหลายแบรนด์ รุ่น สี และออปชัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงที”
อนาคตของตลาดรถยนต์หรู: ความยืดหยุ่น ความหลงใหล และการลงทุน
การเติบโตของตลาดรถยนต์หรูได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีรายได้สูง โดยเฉพาะหลังสถานการณ์โควิด-19 ที่ทำให้การเดินทางออกนอกประเทศถูกจำกัด ผู้บริโภคกลุ่มนี้หันมาลงทุนใน Passion Investment หรือการลงทุนตามความหลงใหล ซึ่งรถยนต์หรูถือเป็นสินทรัพย์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าได้ และเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ
แม้จะมีความท้าทายจากปัญหาการผลิตล่าช้าและการขาดแคลนชิป แต่แนวโน้มสถานการณ์เหล่านี้กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ คาดการณ์ได้ว่าตลาดรถยนต์หรูจะยังคงเติบโตต่อไป โดยเฉพาะ รถยนต์ไฟฟ้าหรู ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับเทรนด์การลงทุนตามความหลงใหล
Rolls-Royce Spectre: ก้าวแห่งอนาคตสู่ยนตรกรรมไฟฟ้าอัลตรา-ลักชัวรี
การเปิดตัว Rolls-Royce Spectre ในประเทศไทย ถือเป็นการประกาศศักราชใหม่ของแบรนด์ Rolls-Royce สู่โลกแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ด้วยราคาเริ่มต้น 31.8 ล้านบาท พร้อมการรับประกันแบตเตอรี่ 10 ปี และการรับรถยาวตลอดปี 2567 ทำให้ Spectre กลายเป็นที่ต้องการสูงในตลาดเอเชียแปซิฟิก โดยประเทศไทยถูกยกให้เป็นตลาดหลักในภูมิภาคนี้
คุณไอรีน นิคเคียน ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก Rolls-Royce Motor Cars กล่าวว่า “Spectre เป็นรถที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ และเป็นยนตรกรรมสำคัญในการก้าวสู่โลกของรถยนต์ไฟฟ้าของเรา”
คุณกฤษฎา สวามิภักดิ์ ผู้จัดการทั่วไป Rolls-Royce Motor Cars Bangkok เสริมว่า “ไทยเป็นศูนย์กลางแห่งความหรูหราในภูมิภาคนี้ และ Spectre ก็มาเปิดตัวในช่วงเวลาที่เหมาะสม ยนตรกรรม Ultra-Luxury Electric Super Coupé คันนี้อยู่ในจุดสูงสุดของตลาดรถยนต์”
Rolls-Royce Spectre ไม่เพียงแต่มาพร้อมขุมพลังไฟฟ้าที่น่าประทับใจ ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ที่ให้กำลังรวม 430 กิโลวัตต์ (584 แรงม้า) แรงบิด 900 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.5 วินาที แต่ยังมอบระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 530 กิโลเมตร (WLTP) ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานของลูกค้า Rolls-Royce ส่วนใหญ่ที่มักมีรถยนต์ใช้งานประมาณ 7 คัน และขับ Rolls-Royce เฉลี่ย 5,100 กิโลเมตรต่อปี
ระบบชาร์จไฟของ Spectre ก็มีความรวดเร็ว โดยสามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ใน 34 นาที ด้วยระบบชาร์จ DC 195 กิโลวัตต์ หรือวิ่งได้ 100 กิโลเมตร ด้วยการชาร์จเพียง 9 นาทีเท่านั้น เทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่ทันสมัย เช่น ระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน และ Adaptive Cruise Control เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการขับขี่
แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 102 กิโลวัตต์ชั่วโมง ของ Spectre ถูกผลิตด้วยพลังงานสะอาด 100% และผ่านการทดสอบภายใต้อุณหภูมิสุดขั้ว เพื่อให้มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพและความทนทานในทุกสภาวะ
การก้าวสู่โลกยานยนต์ไฟฟ้าของ Rolls-Royce ไม่ใช่เรื่องใหม่ ชาร์ลส์ โรลส์ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ ได้เคยทำนายอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าไว้ตั้งแต่ปี 2443 และในปี 2554 Rolls-Royce ก็ได้เผยโฉมยนตรกรรมต้นแบบไฟฟ้า 102EX และ 103EX ซึ่งเป็นการปูทางสู่ทิศทางของการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
Mercedes-Benz CLA 260 L EV: สตาร์ทอัพสู่ยุคไฟฟ้าในจีน
ในตลาดจีน Mercedes-Benz ได้เปิดตัว Mercedes-Benz CLA 260 L EV ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นในตระกูล CLA EV ที่ผลิตโดย Beijing Benz รถคันนี้มาพร้อมแบตเตอรี่ LFP ขนาด 60 kWh วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 600 กม. (มาตรฐาน CLTC) แม้จะน้อยกว่ารุ่น CLA 300 L แต่ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
CLA 260 L EV ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลัง 165 kW วางตำแหน่งให้เป็นรุ่นราคาเข้าถึงง่าย โดยรุ่น CLA 300 L ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้มีราคาเริ่มต้นประมาณ 1.27 ล้านบาท รถยนต์รุ่นนี้ใช้แพลตฟอร์ม Mercedes-Benz Modular Architecture (MMA) และมีฐานล้อยาวขึ้น 40 มม. เพื่อเพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารด้านหลัง
ดีไซน์ภายนอกและภายในยังคงความหรูหราตามแบบฉบับ Mercedes-Benz ด้วยกระจังหน้าทรง Matrix LED, ไฟท้ายพาดยาว และภายในที่มาพร้อมหน้าจอดิจิทัลขนาดใหญ่ ระบบ Infotainment MB.OS ประมวลผลด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 8295
แม้ CLA 260 L จะถูกตัดบางฟังก์ชัน ADAS ออกไป แต่ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์รถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงง่าย โดยมีคู่แข่งสำคัญในตลาดจีนอย่าง Tesla Model 3, XPENG P7 และ Xiaomi SU7
คุณพร้อมแล้วหรือยัง?
โลกยานยนต์กำลังหมุนไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น Jeep Grand Cherokee ที่ยกระดับความหรูหราและความสามารถในการผจญภัย หรือการก้าวเข้าสู่ยุคไฟฟ้าเต็มรูปแบบของแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง Rolls-Royce ไปจนถึงการปรับตัวของแบรนด์อย่าง Mercedes-Benz เพื่อตอบรับตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป
ในฐานะผู้บริโภค เรามีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับนวัตกรรมเหล่านี้ การเลือกยานพาหนะที่ใช่ ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการในการเดินทาง แต่ยังสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ วิสัยทัศน์ และความใส่ใจในอนาคต
ถึงเวลาแล้วที่คุณจะก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับเทคโนโลยีและดีไซน์ที่ดีที่สุด อย่าพลาดโอกาสที่จะได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการยานยนต์ ติดต่อผู้จำหน่ายที่คุณไว้วางใจวันนี้ เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติม หรือนัดหมายทดลองขับรถยนต์ที่คุณใฝ่ฝัน

