• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N0701014 สะใภ องม แน งได บหอบเง นไปแบบน part2

admin79 by admin79
January 3, 2026
in Uncategorized
0
N0701014 สะใภ องม แน งได บหอบเง นไปแบบน part2

Ford Everest: เปิดมิติใหม่ของ SUV ที่ผสมผสานสมรรถนะ แรง บุก และเทคโนโลยีล้ำสมัย

สวัสดีครับ ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้สัมผัสและวิเคราะห์รถยนต์หลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ แต่สำหรับ Ford Everest โฉมใหม่นี้ ถือเป็นก้าวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง การพัฒนาที่ก้าวกระโดดของ Everest ได้ยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทยให้สูงขึ้นไปอีกขั้น วันนี้ผมจะขอเจาะลึกถึงรายละเอียดต่างๆ ที่ทำให้ Everest กลายเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามในตลาด

การตอบสนองของขุมพลัง: ไม่ได้มีดีแค่ตัวเลข

เมื่อเรามองตัวเลขสมรรถนะ หลายคนอาจจะสงสัยว่า เหตุใด Ford Everest รุ่นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งมีพละกำลังสูงกว่า กลับทำตัวเลขอัตราเร่งได้ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่า ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องลึกลับซับซ้อนครับ

ปัจจัยหลักอยู่ที่น้ำหนักตัวรถที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 มีน้ำหนักตัวสูงถึง 2,480 กิโลกรัม หรือเกือบ 2.5 ตัน ซึ่งหนักกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งไปกว่านั้น ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่หลายคนชื่นชอบในความสวยงาม ก็ยิ่งเพิ่มภาระให้กับระบบขับเคลื่อนให้ต้องแบกรับน้ำหนักที่มากขึ้น

สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ ทำผลงานได้ตามความคาดหมาย แม้ตัวเลขอาจจะดูไม่หวือหวา หากมองเพียงผิวเผิน แต่หากพิจารณาการขับขี่จริง ทั้งสองเครื่องยนต์ตระกูล Puma เวอร์ชันใหม่นี้ มีบุคลิกที่น่าสนใจคล้ายกัน คือ ในช่วงออกตัว 0-30 กม./ชม. (เกียร์ 1) และต่อเนื่องไปถึง 60 กม./ชม. (เกียร์ 2) รถจะพุ่งทะยานออกไปได้อย่างน่าประทับใจ ให้ความรู้สึกที่กระฉับกระเฉง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงความเร็วที่สูงขึ้น ราว 70 กม./ชม. เป็นต้นไป อาจรู้สึกได้ว่าการตอบสนองจะลดทอนลงไปเล็กน้อย ราวกับลิ้นปีกผีเสื้อถูกจำกัดการเปิด นี่คือจุดที่อาจส่งผลให้ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. อาจไม่ดีเท่าที่ควร หากเป็นรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรทำได้ราว 11.6-11.7 วินาที และรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรทำได้ราว 12 วินาทีปลายๆ

การไต่ระดับความเร็วสูงสุด: มั่นคง แต่ต้องการแรงส่ง

ในส่วนของการไต่ระดับความเร็วสูงสุด รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 สามารถไต่ระดับความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง จนถึงช่วง 140-150 กม./ชม. หลังจากนั้น อัตราเร่งจะเริ่มช้าลง และมักจะไปคงที่อยู่แถวๆ 160 กม./ชม. หากต้องการไต่ระดับความเร็วให้สูงกว่านี้ อาจต้องอาศัยทางลาดลง เพื่อช่วยส่งรถขึ้นไป ซึ่งตัวเลขความเร็วสูงสุดที่ทำได้อยู่ที่ประมาณ 185 กม./ชม.

สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้นเป็นไปตามคาด เข็มความเร็วจะค่อยๆ ไต่ขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จนถึงราว 160 กม./ชม. หากต้องการไต่ระดับให้สูงกว่านี้ จำเป็นต้องใช้เวลาและความอดทนในการเหยียบคันเร่งจนจมมิดเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ตัวเลข Top Speed ทำได้ที่ 181 กม./ชม. ซึ่งถือว่าลำบากพอสมควร

ข้อควรจำ: ความปลอดภัยต้องมาก่อน

ผมขอย้ำเสมอว่า การทดสอบความเร็วสูงสุดนี้ เป็นไปเพื่อการให้ข้อมูลเชิงวิชาการเท่านั้น เราไม่สนับสนุนให้ผู้ใดนำไปปฏิบัติจริง เนื่องจากผิดกฎหมายจราจร และมีความเสี่ยงต่อชีวิตอย่างยิ่ง การทดสอบของเรากระทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด เพื่อการศึกษา ไม่ได้กดคันเร่งค้าง หรือขับขี่จนก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้เส้นทางท่านอื่น โปรดอย่าเลียนแบบพฤติกรรมดังกล่าว เพราะความปลอดภัยของท่านคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญสูงสุด

บุคลิกการขับขี่: “แรงสมตัว” พร้อมเทคโนโลยีที่เหนือกว่า

เมื่อพิจารณาการใช้งานจริง ขุมพลังทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ของ Everest ให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” ไม่ได้เกินความคาดหมายมากนัก แม้รุ่น 3.2 ลิตร จะมีตัวเลข 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักตัวกว่า 2.5 ตัน การเปรียบเทียบกับคู่แข่งโดยตรงอาจไม่ยุติธรรมนัก แต่ความแรงที่ได้มา ถือว่าทำได้ดีเสมอตัว เทียบได้ว่า พละกำลังที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้ถูกนำไปชดเชยน้ำหนักตัวที่มากกว่าคู่แข่งไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม ในบางจังหวะ เมื่อมีการเหยียบคันเร่งจนสุดเพื่อเร่งแซง แล้วถอนคันเร่งอย่างฉับพลัน อาจรู้สึกถึงอาการกระโจนไปข้างหน้าเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลจากลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าที่ยังคงค้างการทำงานอยู่ชั่วครู่ ลักษณะนี้คล้ายคลึงกับรถยนต์ที่ใช้เกียร์ CVT

สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 แม้อัตราเร่งอาจไม่หวือหวา แต่ก็ไม่ได้อืดอาดจนเสียจังหวะในการใช้งานในเมือง การแซงมอเตอร์ไซค์ หรือรถยนต์ขนาดเล็ก ไม่ใช่เรื่องยาก แต่หากต้องการขับขี่ให้คล่องตัวเช่นในสถานการณ์ฉุกเฉิน การเหยียบคันเร่งให้ลึกเกินครึ่ง จะช่วยกระตุ้นให้สมองกลสั่งจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเร็วขึ้น ทำให้อัตราเร่งมีความต่อเนื่องดีกว่าที่คาด

การเก็บเสียง: เงียบสงบในห้องโดยสาร

จุดเด่นสำคัญของ Everest คือ การเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร ซึ่งทำได้ดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ณ เวลานี้ เสียงลมภายนอกจะเริ่มเล็ดลอดเข้ามาได้ยากเมื่อความเร็วสูงถึง 140 กม./ชม. ส่วนหนึ่งมาจากวัสดุซับเสียงที่ใช้อย่างหนาแน่น รวมถึงเทคโนโลยี Active Noise Cancellation ที่ติดตั้งมาในทุกรุ่น

ระบบนี้ทำงานโดยใช้ไมโครโฟน 3 จุด (ด้านหน้า 2 จุด, ด้านหลัง 1 จุด) ตรวจจับเสียงรบกวนรอบตัว และปล่อยคลื่นเสียงความถี่ตรงกันข้ามออกมาผ่านลำโพง เพื่อหักล้างเสียงรบกวน ส่งผลให้ห้องโดยสารเงียบสงบอย่างน่าทึ่ง

อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตคือ เสียงพูดของผู้โดยสารอาจมีอาการก้องเล็กน้อย คล้ายกับการสนทนาในห้องบันทึกเสียงขนาดใหญ่ และบางคนอาจรู้สึกหูอื้อเล็กน้อย คล้ายกับตอนเครื่องบินกำลังขึ้น แต่ไม่หนักหนาจนเกินไป

คำแนะนำ: เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนในครอบครัวจะมีความสุขกับการเดินทาง ควรพาครอบครัวทดลองนั่งและขับขี่ Everest ก่อนตัดสินใจซื้อ หากไม่มีอาการข้างเคียง ก็วางใจได้เลย

ระบบบังคับเลี้ยว: ก้าวสู่ยุคใหม่ของ EPAS

Ford เป็นผู้บุกเบิกการใช้ระบบพวงมาลัย Rack and Pinion พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) ในรถยนต์ SUV/PPV ในประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Parking Assist)

ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยของรุ่น 3.2 ลิตร ค่อนข้างเบา แต่ยังคงมีความรู้สึกหนืดมืออยู่บ้าง อยู่ในระดับเดียวกับ BMW X5 รุ่นใหม่

สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 น้ำหนักพวงมาลัยเบากว่าอย่างเห็นได้ชัด จนเกือบจะใช้นิ้วชี้หมุนได้เลยทีเดียว อาจจะเบาไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวรถ แต่เมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยจะหนืดขึ้นจริง แต่ในปริมาณที่น้อย

Ford ได้ตั้งค่าระยะฟรีของพวงมาลัย และ On-centre feeling มาได้อย่างดีเยี่ยม การบังคับเลี้ยวมีความแม่นยำ และมีความต่อเนื่องในการหมุน (Linear) ในระดับที่ SUV ทั่วไปควรจะเป็น

ข้อสังเกต: ผมมองว่าพวงมาลัยของรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 เซ็ตมาได้เหมาะสมแล้ว ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อาจจะต้องเพิ่มความหนืดขึ้นอีกเล็กน้อยในช่วงความเร็วต่ำถึงสูง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่

รัศมีวงเลี้ยว: อยู่ที่ 5.85 เมตร ถือว่ากว้างไปเล็กน้อยสำหรับการเลี้ยวกลับรถบนถนน 4 เลน อาจต้องเผื่อวงเลี้ยวเพิ่มขึ้น

ระบบช่วงล่าง: นุ่มนวล มั่นคง และยึดเกาะดีเยี่ยม

ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์ (Watt’s Link) และเหล็กกันโคลง

รุ่น 3.2 ลิตร: ในช่วงความเร็วต่ำ ช่วงล่างจะให้ความรู้สึกหนักแน่น ส่งแรงสะเทือนจากพื้นถนนขึ้นมาให้สัมผัสได้ชัดเจน แต่ก็ไม่ถึงกับสะเทือนจนเกินไป แม้จะสวมล้อ 20 นิ้วก็ตาม ส่วนหนึ่งมาจากน้ำหนักตัวรถที่มาก ช่วยกดแรงสะเทือนให้น้อยลง

ในช่วงความเร็วเดินทาง หรือความเร็วสูง รุ่น 3.2 ลิตร ให้ความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ช่วงล่างนิ่ง หนักแน่น มั่นคง ยึดเกาะถนนได้ดีที่สุดในกลุ่ม อาการช่วงล่างด้านหลังดีดเด้งมีน้อยมาก

รุ่น 2.2 ลิตร: ช่วงล่างแน่น หนึบ แต่ยังคงมีการสะเทือนจากพื้นผิวขรุขระให้สัมผัสได้บ้าง แต่ก็ยังน้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร อย่างชัดเจน

การเข้าโค้ง: Everest สามารถเข้าโค้งต่างๆ ด้วยความเร็วสูงได้อย่างมั่นใจ โดยมีการไถลออกด้านหน้าเล็กน้อยในโค้งที่ใช้ความเร็วสูง แต่ช่วงล่างยังคงนิ่งมาก

การเปรียบเทียบกับคู่แข่ง: Pajero Sport ให้ความนุ่มนวลกว่าเล็กน้อยในเมือง และพื้นผิวขรุขระ Isuzu MU-X นุ่มนวล แต่แอบมีอาการเด้งด้านหลัง Chevrolet Trailblazer หนึบกว่า MU-X เล็กน้อย แต่ Toyota Fortuner ให้ช่วงล่างที่แข็งและสะเทือนที่สุดในกลุ่ม

สรุป: ช่วงล่างของ Everest 3.2 ลิตร ถือว่าเซ็ตมาได้ดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย

ระบบเบรก: หน่วงแรงได้ใจ มั่นใจทุกสถานการณ์

ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ จานเบรกหน้ามีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยมาตรฐาน ABS, EBD, Brake Assist, ESP, Traction Control

นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยเหลือขั้นสูง เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะรุ่น 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist (HLA), Trailer Sway Control (TSC)

การตอบสนอง: แป้นเบรกมีระยะเหยียบที่ค่อนข้างยาว และลึก การตอบสนองนุ่มนวลคล้ายกับรถยนต์ Mercedes-Benz ในช่วงแรกของการเหยียบอาจรู้สึกว่ารถไม่ค่อยชะลอ แต่เมื่อเหยียบลงไปถึงประมาณ 25-30% ของระยะเหยียบทั้งหมด จะเริ่มสัมผัสถึงแรงหน่วงได้อย่างชัดเจน

ภาพรวม: ระบบเบรกสามารถหน่วงความเร็วได้อย่างนุ่มนวลในสภาพการจราจรที่ติดขัด และมั่นใจได้ในการลดความเร็วจากย่านความเร็วสูง โดยไม่ปรากฏอาการ Fade นับเป็นระบบเบรกที่ดีอันดับต้นๆ ในกลุ่ม SUV/PPV

ข้อเสนอแนะ: การปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้ Linear ขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะแป้นเบรก จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety): เทคโนโลยีจัดเต็ม

Ford Everest ได้ติดตั้งอุปกรณ์ Hi-Tech ด้านความปลอดภัยเชิงป้องกันมาอย่างครบครันในรุ่น Titanium+ ทั้ง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญ:

Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ที่สามารถปรับความเร็วตามรถคันหน้า และรักษาระยะห่างที่ตั้งไว้
Collision Mitigation: ระบบเตือนการชน ที่จะส่งสัญญาณเตือนเมื่อรถเข้าใกล้คันหน้ามากเกินไป (แต่ไม่ช่วยเบรก)
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และระบบช่วยรักษาเลน โดยการปรับพวงมาลัยอัตโนมัติ
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนมุมอับสายตา ที่ยกชุดมาจาก Volvo ตรวจจับยานพาหนะในจุดอับสายตา และแจ้งเตือนที่กระจกมองข้าง
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ทั้งแบบขนาน (Parallel Parking) และแบบเข้าซอง (Perpendicular Parking) โดยควบคุมพวงมาลัยเอง
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านด้านหลัง ขณะกำลังถอยออกจากช่องจอด

ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Passive Safety): ครอบคลุมทุกการชน

นอกจากระบบ Active Safety แล้ว Everest ยังมาพร้อมระบบ Passive Safety ที่เป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย:

ถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ด้านข้าง, ม่านลม (รวม 6 ใบ)
รุ่น 3.2 Titanium+ เพิ่มถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับ (รวม 7 ใบ)
เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด ทั้ง 7 ที่นั่ง
จุดยึดเบาะนิรภัยเด็ก ISOFIX
ระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกระทันหัน ESS (Emergency Stop Signal)

มาตรฐานความปลอดภัย: Everest ผ่านการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP (Australia) และได้คะแนนสูงสุดในการทดสอบด้านความปลอดภัยผู้โดยสารผู้ใหญ่ (AOP) จาก ASEAN NCAP

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: สมเหตุสมผลกับขนาดและสมรรถนะ

การคาดหวังอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเท่ากับรถ Eco Car ในรถ SUV/PPV ขนาดใหญ่เช่น Everest นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ Everest ก็ทำตัวเลขออกมาได้อย่างน่าพอใจ:

รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ทดสอบได้ 11.16 กม./ลิตร ถือว่าสมเหตุสมผลกับขุมพลังและน้ำหนักตัว
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ทดสอบได้ 12.59 กม./ลิตร ใกล้เคียงกับรถกระบะ Ranger 4 ประตู 4×2 รุ่นเดิม

ระยะทางวิ่งต่อถัง:
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กม.
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 450 กม. (เมื่อใช้งานปกติ)

ข้อควรรู้เกี่ยวกับปัญหาประจำรุ่น:

Ford Everest ได้รับรายงานปัญหา Defect ที่สามารถแก้ไขได้ โดยทีมงานได้รวบรวมปัญหาหลักๆ ที่เคยเกิดขึ้น:

ปัญหาไฟไหม้ในออสเตรเลีย: เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่นหนา Ford ได้แก้ไขปัญหานี้แล้ว
แป้นคันเร่งสะท้าน: อาจเกิดขึ้นในบางคันที่ใช้งานเกิน 5,000 กม. สามารถแก้ไขได้โดยการอัปเกรด Firmware
ระบบไฟฟ้ามีปัญหา: สัญญาณเตือนต่างๆ แสดงขึ้น หรือระบบช่วยเหลือการขับขี่ไม่ทำงาน แก้ไขเบื้องต้นด้วยการดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่ หากไม่หาย ให้นำเข้าศูนย์บริการ
เสียงกระพือบริเวณหลังคา Panoramic Sunroof: เกิดขึ้นในล็อตแรกๆ ของรุ่น 3.2 ลิตร ได้รับการแก้ไขแล้วในรุ่นผลิตหลังๆ
สติกเกอร์เพลาขับหลัง: เกิดจากความผิดพลาดของโชว์รูมที่ลืมดึงออก สามารถแก้ไขได้ง่ายโดยการลอกสติกเกอร์ออก
EGR: อาจมีไฟเตือนรูปประแจขึ้น ต้องทำความสะอาดใหม่
CKP Sensor: เป็นสาเหตุให้รอบเครื่องยนต์สวิง หรือเครื่องดับใน Everest ที่ผลิตก่อนเดือนเมษายน 2016 Ford ได้เปลี่ยนอะไหล่ชิ้นนี้แล้วในรุ่นที่ผลิตหลังๆ
ซีลเดือยหมู/ซีลเฟืองท้าย: อาจมีคราบจากการรั่วซึมเล็กน้อย ควรเช็ดทำความสะอาดและสังเกตอาการอีกครั้ง
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: อาจเกิดฟิวส์ขาด และมีกลิ่นไหม้ได้
จอมอนิเตอร์ค้าง: ต้องรอให้ระบบ Re-Boot หน้าจอประมาณ 5 นาที

สรุป: “Poorman’s Range Rover” จุดมาตรฐานใหม่ของ SUV/PPV

Ford Everest ถือเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของ Ford ที่สามารถสร้างรถยนต์ SUV/PPV ที่ครบเครื่อง ทั้งสมรรถนะ ความสบาย เทคโนโลยี และความปลอดภัย โดยมี Benchmark คือ Toyota Land Cruiser Prado ทำให้ Everest มีข้อดีเหนือคู่แข่งในหลายด้าน:

เทคโนโลยีความปลอดภัย Hi-Tech: เหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน
ช่วงล่างหนักแน่น: ให้ความมั่นคงสูงสุด
การขับขี่: คล่องตัวในเมือง และมั่นคงที่ความเร็วสูง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในห้องโดยสาร: หรูหรา สะดวกสบาย ใกล้เคียง Range Rover

ข้อด้อยที่ควรปรับปรุง:

น้ำหนักตัว: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเล็กน้อย
พวงมาลัย: ควรเพิ่มความหนืดขึ้นอีกนิดในรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: ควรตอบสนองไวขึ้นตั้งแต่เริ่มเหยียบ
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: ขนาดเล็กเกินไป อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ลำบากกว่ารุ่นก่อน
ระบบไฟฟ้า: จำนวนมาก อาจเป็นห่วงในระยะยาว

คู่แข่งในตลาด:

Chevrolet Trailblazer: แรงสุดในกลุ่ม (รุ่น 2.8 ลิตร) แต่ศูนย์บริการยังคงเป็นจุดที่ต้องพิจารณา
Isuzu MU-X: ประหยัดน้ำมันที่สุด และมีศูนย์บริการดีเยี่ยม แต่ช่วงล่างแอบมีอาการเด้ง
Mitsubishi Pajero Sport: ดีไซน์ล้ำสมัย พละกำลังดี แต่ช่วงล่างนุ่มนวลเกินไป อาจลดความมั่นใจในการเดินทางเร็ว
Nissan (Navara SUV/PPV): รอเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
Toyota Fortuner: เจ้าตลาด ขวัญใจมหาชน แต่ช่วงล่างด้านหลังแข็งและกระด้าง

รุ่นที่คุ้มค่าที่สุด:

2.2 Titanium+ 4×2: ให้ความคุ้มค่าสูงสุด ด้วยออปชันที่ใกล้เคียงรุ่น Top แต่ราคาเข้าถึงง่ายกว่า
3.2 Titanium+ 4×4: สำหรับผู้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และไม่ติดเรื่องงบประมาณ

บริการหลังการขาย: ความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม

แม้ Everest จะมีจุดแข็งในตัวรถที่ยอดเยี่ยม แต่ปัญหาบริการหลังการขายของ Ford ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความพยายามในการปรับปรุง แต่ยังคงมีข้อบกพร่องที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

ข้อแนะนำสำหรับผู้บริโภค:

Ford Everest คือรถยนต์ที่มีศักยภาพสูงมาก สามารถท้าชนกับคู่แข่งเจ้าตลาดได้อย่างสมศักดิ์ศรี หากคุณกำลังมองหารถ SUV/PPV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม และความสบายในการขับขี่ Everest คือหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การตัดสินใจของคุณสมบูรณ์แบบที่สุด ผมขอเชิญชวนให้ท่านได้เข้ามาสัมผัสประสบการณ์จริงของ Ford Everest ด้วยการทดลองขับ เพื่อค้นหาว่ารถคันนี้จะตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างไร การตัดสินใจที่ดีที่สุด คือการได้ทดลองด้วยตนเอง!

Previous Post

N0701011 นะท เขาเร ยก คนจนไม ใครอยากน บญาต part2

Next Post

N0701012 จะไปช วยม นซ อทำไม แล วว าเป นม จฉาช part2

Next Post
N0701012 จะไปช วยม นซ อทำไม แล วว าเป นม จฉาช part2

N0701012 จะไปช วยม นซ อทำไม แล วว าเป นม จฉาช part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N0801014 การปฏ วต อหน าเพ อน บการปฏ วตอนอย บแฟน part2
  • N0801002 คนสม ยน เห นแก วจร งๆ ไม ยอมล กท งให คนพ การ part2
  • N0801010 ภรรยาย ดเง นเด อนสาม แบบน ได เหรอ part2
  • N0801022 งเด นย งไงของล ายค าเส ยหายกระเป าหน มาเลยนะ part2
  • N0801009 ทำมาเป นล มกระเป าต ดจะก นฟร ใช ไหม part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.