เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเปิดฉากปี 2566 ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ใหม่ 8 รุ่น เน้นกลยุทธ์ electrified ขับเคลื่อนอนาคต
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ในช่วงต้นปี 2566 นี้ วงการยานยนต์หรูในประเทศไทยกำลังจะถูกปลุกให้คึกคักขึ้นอีกครั้ง ด้วยประกาศอันน่าตื่นเต้นจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ซึ่งเตรียมเผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 8 รุ่นภายใต้แบรนด์ดาวสามแฉก โดยมีหัวหอกสำคัญคือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 3 รุ่น ที่จะเข้ามาตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนสู่ยุคแห่งยานยนต์ไร้มลพิษ
ประเดิมการเปิดตัวครั้งแรก คือ Mercedes-EQ EQB 250 AMG Line ซึ่งเป็นรถยนต์ SUV ไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมราคา 3.02 ล้านบาท โดยรถยนต์รุ่นนี้จะนำเข้าทั้งคัน (CBU) จากต่างประเทศ และพร้อมเปิดให้ผู้สนใจได้สัมผัสและสั่งจองล่วงหน้าในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ก่อนจะเริ่มส่งมอบอย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 นี้
มร. มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหารคนใหม่ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้เปิดเผยถึงภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2565 ที่ผ่านมา โดยยอดขายรถยนต์กลุ่ม Passenger Cars ทั่วโลก มียอดรวมสูงถึง 2,043,900 คัน ซึ่งในจำนวนนี้ รถยนต์ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ มียอดขายที่น่าประทับใจถึง 117,800 คัน โดยมีรุ่น EQA และ EQB เป็นรุ่นยอดนิยมที่ช่วยผลักดันยอดขาย
สำหรับตลาดประเทศไทย ผลการดำเนินงานในปี 2565 ก็สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ โดยมียอดจดทะเบียนสะสมรวมกว่า 13,182 คัน ยิ่งไปกว่านั้น เซกเมนต์ Dream Cars เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 28% จากรุ่น CLS และ C-Coupe ขณะที่รถยนต์ SUV ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนกลุ่ม Contemporary Luxury อย่าง C-Class, E-Class และ S-Class ก็ขยับขึ้น 12% ปิดท้ายด้วยกลุ่ม Top-end Luxury อย่าง Mercedes-Maybach ที่มียอดขายเติบโตถึงกว่า 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2564
กลยุทธ์การรุกตลาดปี 2566: เน้น EV และความหลากหลาย
ภายใต้แผนการดำเนินงานประจำปี 2566 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้วางเป้าหมายที่ท้าทาย ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่รวม 8 รุ่น โดย 3 ในจำนวนนี้ เป็นรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้าอย่างชัดเจน
Mercedes-EQ EQB 250 AMG Line: SUV ไฟฟ้าที่ครบครัน
รุ่นประเดิมอย่าง EQB 250 AMG Line นั้น ถือเป็น SUV ไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ด้วยราคา 3,020,000 บาท รถยนต์คันนี้เป็น CBU (Complete Built Up) นำเข้าจากต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายผู้จำหน่าย 32 แห่งทั่วประเทศ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการบริการทั้งการขายและการดูแลหลังการขายจากเมอร์เซเดส-เบนซ์
ลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของ EQB 250 AMG Line จะได้รับ Mercedes-Benz Wallbox Home รุ่น 2.0 พร้อมระบบป้องกันฝุ่นและน้ำตามมาตรฐาน IP55/IK10 ซึ่งรองรับการควบคุมการชาร์จและอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-Air (OTA) ผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me
สมรรถนะและเทคโนโลยีที่น่าสนใจของ EQB 250 AMG Line:
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหน้า (FWD) ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร
แบตเตอรี่: ขนาด 66.5 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 460 กม. ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP)
อัตราเร่ง: 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.9 วินาที
ความเร็วสูงสุด: 160 กม./ชม.
การชาร์จ:
DC Quick Charge (10-80%) ใช้เวลา 32 นาที
AC Normal Charge (0-100%) ใช้เวลา 6 ชั่วโมง 50 นาที
ดีไซน์และประสบการณ์การขับขี่:
EQB 250 AMG Line โดดเด่นด้วยดีไซน์ SUV ไฟฟ้า 100% ที่มีมิติตัวถังขนาดใหญ่ ยาว 4,687 มม. กว้าง 2,020 มม. สูง 1,667 มม. และระยะฐานล้อ 2,829 มม. เสริมด้วยราวหลังคาอะลูมิเนียมสไตล์รถอเนกประสงค์ และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG ขนาด 20 นิ้ว
ภายในห้องโดยสาร มาพร้อมจอแสดงผล Hyperscreen และระบบ MBUX เจเนอเรชันใหม่ ระบบไฟหน้า Digital Light ที่ส่องสว่างไกลกว่า 600 เมตร พร้อมแพ็กเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง และระบบ Rear Axle Steering ที่ช่วยลดรัศมีวงเลี้ยว เพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่
การเปิดตัวอย่างเป็นทางการและกิจกรรมพิเศษ:
เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเปิดรับยอดคำสั่งซื้ออย่างเป็นทางการในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ณ บูธ A19 บริเวณฮอลล์ 1 อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566
นอกจาก EQB 250 AMG Line แล้ว ในงาน Motor Show ครั้งที่ 44 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังขนทัพรถยนต์ครบทุกไลน์อัพ มาจัดแสดงให้ผู้เข้าชมได้สัมผัส ตั้งแต่รถยนต์ ICE, PHEV, รถยนต์ไฟฟ้า Mercedes-EQ, รถยนต์สมรรถนะสูง Mercedes-AMG, กลุ่ม Top-end Luxury อย่าง Mercedes-Maybach รวมถึงยนตรกรรมระดับตำนานอย่าง SL และ G-Class
วิสัยทัศน์ระยะยาว: สู่สังคมคาร์บอนต่ำ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ประกาศแผนการดำเนินงานระยะยาวสู่เป้าหมายองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2582 ปัจจุบันมีรถยนต์ที่ทำตลาดในประเทศไทยประมาณ 25-30 รุ่น โดยมีรถยนต์ EV จำนวน 2 รุ่น และตั้งเป้าหมายให้สัดส่วนรถยนต์ EV เพิ่มขึ้นเป็น 50% ภายใน 5 ปีข้างหน้านี้
Marketeer FYI: วิวัฒนาการของรถยนต์ไฟฟ้า และความพร้อมของตลาดไทย
ย้อนกลับไปเพียง 3 ปีที่แล้ว การตัดสินใจซื้อรถยนต์สักคัน มักจะวนเวียนอยู่กับตัวเลือกเครื่องยนต์ดีเซล, เบนซิน หรือไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แทบจะไม่มีอยู่ในสมการของผู้บริโภคชาวไทยเลย เนื่องจากตัวเลือกมีจำกัดและยังไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
แต่มาถึงปี 2565 ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ประกอบกับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด และโครงข่ายสถานีชาร์จ DC Fast Charge ที่เริ่มครอบคลุมหัวเมืองใหญ่และเส้นทางสายหลัก ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยต้นทุนการเดินทางต่อกิโลเมตรที่ต่ำกว่ารถยนต์สันดาปอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show 2022 ถล่มทลาย
การยอมรับรถยนต์ไฟฟ้าในระดับสากล
ในประเทศจีนและยุโรป รถยนต์ไฟฟ้าได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เนื่องจากการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งส่วนลด, สิทธิพิเศษ และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะในนอร์เวย์ สัดส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแซงหน้ารถยนต์สันดาปไปแล้ว
จุดประสงค์หลักของการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องความประหยัด แต่คือการลดมลพิษโดยตรง เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีการปล่อยไอเสีย ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาพลังงานฟอสซิล แต่ก็ถูกควบคุมอยู่ในระบบโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดมลพิษที่ดีกว่าการปล่อยจากท่อไอเสียรถยนต์โดยตรง นอกจากนี้ พลังงานไฟฟ้ายังสามารถผลิตได้จากแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เช่น ลม, น้ำ และโซลาร์เซลล์
BMW iX3: ทางเลือก SUV ไฟฟ้าที่เข้าถึงได้
ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตรถยนต์พรีเมียมสัญชาติเยอรมันอย่าง BMW ก็ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ เริ่มตั้งแต่ BMW i3 และ BMW iX ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเรือธง แต่สำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าถึงง่ายและใช้งานได้จริง BMW iX3 คือคำตอบที่น่าสนใจ
BMW iX3 ถูกพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกับ BMW X3 ซึ่งเป็นรุ่นที่ขายดีที่สุดของ BMW ทั่วโลก ด้วยตัวถังที่รองรับเครื่องยนต์ได้ถึง 4 รูปแบบ ทั้งดีเซล, เบนซิน, ปลั๊กอินไฮบริด และไฟฟ้า ทำให้ iX3 กลายเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
BMW X3 Series ในประเทศไทย:
BMW iX3 M Sport: รถยนต์ไฟฟ้า ขับเคลื่อนล้อหลัง ราคา 3,399,000 บาท
BMW X3 xDrive20d M Sport: เครื่องยนต์ดีเซล ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 3,699,000 บาท
BMW X3 xDrive30e M Sport: เครื่องยนต์เบนซิน PHEV ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 3,799,000 บาท
BMW iX3 M Sport: ความคุ้มค่าที่เหนือกว่า
โดยทั่วไป รถยนต์ยุโรปในประเทศไทยมักมีราคาสูงกว่าในต่างประเทศถึง 2-3 เท่า แต่สำหรับ BMW iX3 M Sport ด้วยราคา 3,399,000 บาท เมื่อเทียบกับราคาที่ประเทศเยอรมนี (ประมาณ 2.5 ล้านบาท) ถือเป็นส่วนต่างที่ “เข้าใจได้” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าจากประเทศจีน ทำให้ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี
ยิ่งไปกว่านั้น BMW iX3 M Sport ยังเป็น X3 Series ที่มีราคาถูกที่สุดในตลาดประเทศไทย พร้อมออปชั่นที่เหนือกว่ารุ่นเครื่องยนต์สันดาปในระดับราคาเดียวกัน ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
ดีไซน์ภายนอกของ BMW iX3 M Sport
ใช้พื้นฐานเดียวกับ BMW X3 แต่มีการปรับดีไซน์ให้บ่งบอกความเป็นรถยนต์ไฟฟ้า กระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่ถูกปิดทึบ พร้อมช่องดักอากาศด้านล่าง โลโก้ BMW ตกแต่งด้วยขอบสีฟ้า บ่งบอกความเป็น EV ไฟหน้า Adaptive LED ทำงานอัตโนมัติ ให้ความสว่างสูง ล้ออัลลอย M Aerodynamic ขนาด 20 นิ้ว พร้อมยาง 245/45 R20 ด้านหน้า และ 275/40 R20 ด้านหลัง ระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ ด้านท้ายโดดเด่นด้วยไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ พร้อมดิฟฟิวเซอร์ และไม่มีท่อไอเสีย ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบเตะเปิด ความจุ 510 ลิตร เพิ่มได้ถึง 1,560 ลิตร
ภายในห้องโดยสารที่พรีเมียมและล้ำสมัย
ตกแต่งตามสไตล์ BMW เน้นความพรีเมียม หน้าจอมัลติมีเดียสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ระบบปฏิบัติการ BMW OS7 พร้อม Apple CarPlay, Android Auto พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ปรับ 4 ทิศทาง หน้าจอเรือนไมล์ TFT พร้อม Head-up Display เบาะนั่ง M Sport ปรับไฟฟ้าพร้อมระบบอุ่น เบาะหลังพร้อมช่องแอร์และ USB-C 2 ช่อง หลังคา Panoramic Sunroof เปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า
ระบบความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน:
ระบบความปลอดภัย: เซ็นเซอร์รอบคัน, กล้องรอบคัน, Blind Spot, ถุงลมนิรภัยรอบคัน, DSC, DTC, ABS, ระบบช่วยเสริมแรงเบรก, ไฟเบรกฉุกเฉิน, ระบบป้องกันการชน, ระบบป้องกันการกระแทกด้านข้าง, ปุ่มโทรฉุกเฉิน
สิ่งอำนวยความสะดวก: ระบบปลดล็อกอัจฉริยะ, กระจกลดเสียงรบกวน, BMW Connected Drive, Gesture Control, เครื่องเสียง Harman Kardon, แท่นชาร์จไร้สาย, Adaptive Cruise Control, ช่วงล่าง Adaptive, Head-up Display, Parking Assistant Plus, ไฟหน้า BMW Adaptive LED, ระบบปรับอากาศ 3 โซน, แอร์หลัง
แนวโน้มตลาดรถยนต์ในอังกฤษ: รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง
ข้อมูลยอดขายปี 2564 ในสหราชอาณาจักร แสดงให้เห็นถึงความนิยมของรถยนต์หลากหลายประเภท โดยรถยนต์ที่ติดอันดับ 10 อันดับแรกที่ขายดีที่สุด ได้แก่ Vauxhall Corsa, Ford Fiesta, Volkswagen Golf, Mercedes A-Class, Ford Puma, Kia Sportage, Volkswagen Polo, Toyota Yaris, Nissan Qashqai และ BMW 3 Series ซึ่งหลายรุ่นมีการพัฒนาไปสู่ขุมพลังไฟฟ้ามากขึ้น
BMW Group Thailand: ฉลอง 50 ปี M และตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดพรีเมียม
BMW Group Thailand ได้จัดงาน BMW Xpo 2022 เพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของ BMW M พร้อมเปิดตัวรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุด ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ในช่วงเดือนกันยายน 2565
อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ กล่าวว่า BMW ครองตำแหน่งผู้นำตลาดพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ด้วยยอดจดทะเบียนรถยนต์ BMW 9,317 คันในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2565 คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 41.7%
BMW มุ่งมั่นสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 4 รุ่นในไทย คือ iX3, iX, i4 และ MINI Cooper SE พร้อมเปิดตัว BMW iX xDrive40 ในปี 2565 โดยตั้งเป้าให้มีสถานีชาร์จสาธารณะกว่า 295 แห่งทั่วประเทศ
ในงาน BMW Xpo 2022 ยังได้จัดแสดง BMW M4 CSL ใหม่, BMW M240i xDrive, BMW 220i Gran Coupé (M Performance Edition) และ BMW iX xDrive40 พร้อมกิจกรรม M Fan Day
BMW Motorrad นำเสนอโทนสีใหม่สำหรับรุ่น R18 และ R18 Classic รวมถึง R 1250 GS Adventure
BMW M Performance Parts จัดแสดงกล้องบันทึกเหตุการณ์ BMW Advance Car Eye 3.0 รุ่นใหม่ และชุดแต่ง M Performance Parts พร้อมสินค้า BMW Lifestyle Collection 2022
ข้อเสนอพิเศษภายในงาน BMW Xpo 2022:
เซ็ตของขวัญสุดเอ็กซ์คลูซีฟฉลอง 50 ปี BMW M
หูฟังไร้สาย Bowers & Wilkins สำหรับลูกค้าที่จอง BMW X3, X4, X5, X6, X7
นาฬิกาสมาร์ทวอทช์ Garmin Venu 2S สำหรับลูกค้าที่จอง BMW X1
Mercedes-Benz GLA: การตีความใหม่ของ Premium Compact SUV
ในอดีตภาพลักษณ์ของ Mercedes-Benz ในไทยมักผูกติดอยู่กับรถยนต์ Sedan ระดับหรูอย่าง S-Class, E-Class และ C-Class อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของแบรนด์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ Mercedes-Benz ขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
การมาถึงของรถยนต์กลุ่ม Compact Car บนแพลตฟอร์ม MFA (Modular Front-wheel Architecture) อย่าง A-Class, CLA-Class, GLA-Class และ GLB-Class เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ Mercedes-Benz ใช้เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่กำลังพิจารณารถยนต์ D-Segment จากญี่ปุ่น
GLA-Class: จุดเริ่มต้นของ Premium Compact SUV
Mercedes-Benz GLA รุ่นแรก (X156) เปิดตัวในไทยปี 2557 เป็น CBU จากนั้นจึงมีรุ่นประกอบในประเทศ (SKD) ออกตามมาเพื่อลดราคาลงมาแข่งขันในตลาด ราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับรถยนต์ D-Segment จากญี่ปุ่น ทำให้ลูกค้าจำนวนไม่น้อยตัดสินใจ “อัปเกรด” มาสู่แบรนด์ Premium จากยุโรปเป็นคันแรก
GLA เจเนอเรชันที่ 2 (W177): การพัฒนาสู่ความเป็น SUV ที่สมบูรณ์แบบ
GLA เจเนอเรชันที่ 2 ถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม MFA2 ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้มีมิติตัวถังที่ใหญ่ขึ้น สูงขึ้น และมีระยะฐานล้อยาวขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารและความสบายในการใช้งาน ดีไซน์ภายนอกเปลี่ยนจาก A-Class ยกสูงมาสู่ความเป็น SUV ที่ชัดเจนมากขึ้น ด้วยแนวหลังคาที่สูงขึ้น และกระจกหน้าต่างแบบ 6 Windows
การเปิดตัวในประเทศไทย
Mercedes-Benz GLA เจเนอเรชันที่ 2 เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เป็นรุ่นประกอบในประเทศ (TAAP) โดยเริ่มจากรุ่น GLA 200 AMG Dynamic ราคา 2,399,000 บาท ต่อมา ได้มีการเปิดตัว Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC เพื่อตอบสนองลูกค้าที่ต้องการสมรรถนะสูง และรุ่น GLA 200 Progressive ที่มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น
การปรับปรุงล่าสุด (MY 2022)
เพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับ GLA (MY 2022) Mercedes-Benz ได้ทำการปรับอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น การอัปเกรดหน้าจอกลางเป็นแบบ All Digital Instrument Display ขนาด 10.25 นิ้ว, ระบบ Ambient Light 64 สี, ระบบเปิด-ปิดฝาท้ายไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชั่น Hand-free, ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา, ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องจราจร และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ
มิติตัวถังและการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง
เมื่อเปรียบเทียบมิติตัวถัง GLA ใหม่ (W177) กับคู่แข่งสำคัญอย่าง BMW X1 (F48), Volvo XC40 และ Lexus UX 250h จะพบว่า GLA มีขนาดใกล้เคียงกันในหลายมิติ แต่มีความสูงของแนวหลังคาที่โดดเด่น ทำให้มีบุคลิกความเป็น SUV ชัดเจน
ดีไซน์ภายนอก
GLA 200 AMG Dynamic มาพร้อมการตกแต่งแบบ AMG Bodystyling กระจังหน้า Diamond Grille, ไฟหน้า LED High Performance พร้อม Adaptive Highbeam Assist ดีไซน์ด้านข้างเปลี่ยนมาเป็น 6-Windows และแนวหลังคาที่สูงขึ้น บั้นท้ายมีไฟท้าย LED ทรง Freeform และสปอยเลอร์ ดีไซน์ล้ออัลลอย AMG 19 นิ้ว
ดีไซน์ภายใน
ห้องโดยสารผสมผสานความเรียบง่ายและความหรูหรา หน้าจอแสดงผลคู่ 10.25 นิ้ว (ชุดมาตรวัดและจอCenter) ระบบ Ambient Light 64 เฉดสี การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ สะดวกต่อการใช้งาน พวงมาลัย 3 ก้านท้ายตัด พร้อมสวิตช์ Multi-function และ Paddle Shift
เบาะนั่งและความสบาย
เบาะนั่งคู่หน้าหุ้มหนัง Nappa และ DYNAMICA Microfiber ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง พร้อม Memory Seat 3 ตำแหน่ง เบาะนั่งด้านหลังแยกพับ 40:20:40 มีพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่วางขาที่เพียงพอ
พื้นที่เก็บสัมภาระ
ห้องเก็บสัมภาระมีความจุ 435 ลิตร (VDA) สามารถเพิ่มได้ถึง 1,430 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง
เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัย
GLA มาพร้อมเทคโนโลยี MBUX เจเนอเรชันใหม่ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง และระบบความปลอดภัยต่างๆ ครบครัน
การก้าวสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า: การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของ Mercedes-Benz และการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่กำลังมุ่งหน้าสู่ความยั่งยืนและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สำหรับผู้บริโภคชาวไทย นี่คือโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสและเป็นเจ้าของยนตรกรรมแห่งอนาคต ที่ไม่เพียงแต่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ แต่ยังเป็นการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน
หากคุณกำลังมองหารถยนต์พรีเมียมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ และให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีแห่งอนาคต อย่าพลาดที่จะสำรวจตัวเลือกอันน่าทึ่งจาก Mercedes-Benz และแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ ที่พร้อมจะเปลี่ยนทุกการเดินทางของคุณให้พิเศษยิ่งขึ้น

