Honda Civic 1.5 VTEC TURBO ปะทะ Ford Focus EcoBoost: การปฏิวัติเครื่องยนต์เทอร์โบในรถยนต์นั่งส่วนบุคคล
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีเครื่องยนต์มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดกลาง การเข้ามาของเครื่องยนต์ขนาดเล็กที่เสริมสมรรถนะด้วยระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ ถือเป็นคลื่นลูกใหม่ที่กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง แม้ว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์หรูอย่าง BMW หรือ Mercedes-Benz แต่ในปัจจุบัน เราเริ่มเห็นเทคโนโลยีนี้ปรากฏในรถยนต์ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากสมรรถนะที่เหนือกว่า โดยที่ยังคงประหยัดน้ำมันได้อย่างน่าประทับใจ
Honda Civic รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงนี้ ด้วยการติดตั้งเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร VTEC TURBO ที่สามารถรีดพละกำลังได้สูงถึง 173 แรงม้า พร้อมด้วยแรงบิดมหาศาล 22.4 กิโลกรัม-เมตร ที่มาพร้อมใช้งานตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ (1,700-5,500 รอบต่อนาที) นี่คือสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในรถยนต์ Honda รุ่นก่อนๆ ซึ่งโดยทั่วไปมักจะมีเครื่องยนต์ที่ขนาดใหญ่กว่าเพื่อให้ได้พละกำลังระดับนี้ ข้อได้เปรียบที่ตามมาคือ เครื่องยนต์ขนาดเล็กมักจะประหยัดน้ำมันกว่าเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ในช่วงความเร็วต่ำ ซึ่งเป็นลักษณะการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม Honda Civic ไม่ใช่รถยนต์ C-Segment เพียงรุ่นเดียวที่ก้าวเข้าสู่ยุคของเครื่องยนต์เทอร์โบขนาดเล็ก ในอีกไม่นาน Ford จะเปิดตัว Focus รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ EcoBoost ขนาด 1.5 ลิตร ที่น่าจับตามองเช่นกัน โดยมีการเปิดเผยสเปกบางส่วนออกมาให้เราได้พิจารณา
Ford Focus EcoBoost: การท้าชนที่สมบูรณ์แบบ
Ford Focus เองก็เป็นรถยนต์ C-Segment ที่ได้รับความนิยมมายาวนานในตลาดประเทศไทย โดยรุ่นล่าสุดที่นำเสนอเป็นการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ทันสมัยและน่าดึงดูดยิ่งขึ้น สำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ EcoBoost จะมาในรูปแบบตัวถัง 5 ประตู แฮทช์แบ็ก เครื่องยนต์รหัส EcoBoost เป็นเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบเรียง ที่มาพร้อมระบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง (Direct Injection) รีดพละกำลังสูงสุดได้ถึง 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และให้แรงบิดสูงสุด 24.5 กิโลกรัม-เมตร ที่ช่วงรอบเครื่องยนต์ 1,600-5,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับ Honda Civic ที่ใช้เกียร์ CVT
เมื่อพิจารณาสเปกทางเทคนิคแล้ว เครื่องยนต์ของทั้งสองรุ่นมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ทั้งในเรื่องของการใช้ระบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง การเสริมสมรรถนะด้วยเทอร์โบชาร์จเจอร์ และขนาดเครื่องยนต์ที่ 1.5 ลิตร Ford เคลมว่า Ford Focus EcoBoost มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ 13.9 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งอาจดูเหมือนจะสิ้นเปลืองไปบ้างเมื่อเทียบกับรถยนต์ยุคปัจจุบัน แต่หากพิจารณาถึงสมรรถนะการขับขี่ที่ตอบสนองทันใจ ก็อาจเป็นตัวเลขที่ยอมรับได้ โดยเราจะรอพิสูจน์สมรรถนะจริงในการทดสอบขับขี่ต่อไป
ระบบความปลอดภัย: การแข่งขันที่เข้มข้น
นอกเหนือจากสมรรถนะของเครื่องยนต์แล้ว ระบบความปลอดภัยก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ใน Honda Civic 1.5 VTEC TURBO รุ่นท็อป RS มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยที่น่าสนใจหลายรายการ เช่น ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน, กล้องมองภาพด้านหลังพร้อมปรับมุมมองได้ 3 ระดับ, ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist)
ทางด้าน Ford ก็ไม่เคยน้อยหน้าในเรื่องของระบบความปลอดภัย โดยใน Ford Focus EcoBoost ที่เปิดเผยมา มีระบบที่น่าสนใจ ได้แก่ ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESP), ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน (HLA), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS), ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง, ระบบช่วยจอดอัจฉริยะแบบเทียบข้างและถอยเข้าซอง, ระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ และกล้องมองหลังขณะถอยจอด
เรียกได้ว่าเป็นการจัดเต็มระบบความปลอดภัยตามแบบฉบับค่ายรถยนต์สัญชาติอเมริกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ที่น่าสนใจและติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถรุ่นนี้คือ ระบบช่วยจอดแบบเข้าซอง ซึ่งเป็นพัฒนาการต่อยอดจากระบบช่วยจอดแบบเทียบข้างที่มีอยู่เดิม รวมถึงระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ ซึ่งเริ่มเห็นการติดตั้งในรถยนต์หลายรุ่นหลายยี่ห้อแล้ว (แต่ Honda Civic ใหม่ ยังไม่มีฟีเจอร์นี้)
ราคา: การแข่งขันที่สมเหตุสมผล
สำหรับราคา Honda Civic 1.5 VTEC TURBO อยู่ในช่วง 1,099,000 – 1,199,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคามาตรฐานของรถยนต์ C-Segment ในรุ่นท็อป ที่มักจะมีราคาแตะ 1 ล้านบาทบวกลบ ในส่วนของ Ford Focus EcoBoost นั้น ยังไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าน่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ทำให้การแข่งขันในกลุ่มนี้ยิ่งน่าจับตา
อนาคตของเครื่องยนต์เทอร์โบ: นวัตกรรมที่เข้าถึงง่าย
การเข้ามาของเครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จเจอร์ในรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดกลาง เช่น Honda Civic และ Ford Focus ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตอันใกล้ ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากสมรรถนะที่ทรงพลังยิ่งขึ้น การตอบสนองที่เฉียบคม และการประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนมองหา
ยังมีคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับสมรรถนะที่แท้จริง ความสะดวกสบาย และอารมณ์ในการขับขี่ของรถทั้งสองรุ่นนี้ ซึ่งเราจะนำเสนอในโอกาสต่อไป หลังจากได้ทำการทดลองขับและทดสอบอย่างเต็มรูปแบบ!
ทางเลือกเพิ่มเติม: Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO
นอกจากสองรุ่นนี้แล้ว หากคุณกำลังมองหาทางเลือกที่เน้นตัวเลขแรงม้าสูงสุด Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยกำลังสูงสุดถึง 190 แรงม้า ซึ่งถือว่ามากที่สุดในกลุ่มนี้ เครื่องยนต์เป็นแบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรงเช่นกัน พร้อมรูปลักษณ์ที่เรียบหรู และราคาเริ่มต้นที่ 999,000 บาท
การเดินทางสู่ศูนย์ออกแบบ Holden ในเมลเบิร์น: เบื้องหลังการสร้างสรรค์รถยนต์ระดับโลก
ในช่วงต้นปี เป็นช่วงเวลาที่คึกคักที่สุดของวงการยานยนต์ในประเทศไทย งานแสดงรถยนต์ระดับนานาชาติอย่าง Bangkok International Motor Show ที่จัดขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม เป็นเวทีสำคัญที่ผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายต่างช่วงชิงพื้นที่สื่อเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด แน่นอนว่าในช่วงเวลาดังกล่าว ตารางงานของสื่อมวลชนสายยานยนต์จะแน่นขนัดไปด้วยงานเปิดตัวรถยนต์ใหม่ ทริปทดลองขับรถยนต์รุ่นใหม่ในต่างจังหวัด และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย
ท่ามกลางความวุ่นวายเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้รับเทียบเชิญอันทรงเกียรติจาก General Motors (Thailand) ให้เข้าร่วมคณะสื่อมวลชน เดินทางไปยังดินแดนออสเตรเลีย เพื่อสัมผัสประสบการณ์พิเศษ ณ ศูนย์ออกแบบรถยนต์ของ Holden แบรนด์สำคัญของ GM ในตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ณ เมืองเมลเบิร์น
ทำไมต้องเดินทางไกลถึงเมลเบิร์น? เหตุใดจึงต้องศึกษา Holden Design Studio? และ Holden เกี่ยวข้องกับประเทศไทยอย่างไร?
เหตุผลเบื้องหลังการเดินทางครั้งนี้คือ GM Thailand ได้รับการเทียบเชิญเป็นกรณีพิเศษจาก GM-Holden Design Center Australia ให้คณะสื่อมวลชนจากประเทศไทย ได้เข้าชมเวอร์ชันต้นแบบของรถกระบะ Colorado Minorchange และ Trailblazer Minorchange โดยทีม PR ของ Holden ได้เชิญสื่อมวลชนจากออสเตรเลียประมาณ 10 ท่านอยู่แล้ว และได้ขยายคำเชิญมายังสื่อไทยในฐานะตลาดสำคัญที่รถทั้งสองรุ่นจะถูกนำไปจำหน่าย
การเตรียมการเป็นไปอย่างเร่งด่วน ทำให้ทีมงาน GM Thailand และ PR ต้องเร่งดำเนินการขอวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลียอย่างทันท่วงที ซึ่งปกติแล้วต้องใช้เวลาทำการถึง 15 วัน แต่ด้วยวิธีการบางอย่างที่น่าทึ่ง พวกเราได้รับวีซ่าครบทุกคนในเวลาเฉียดฉิว ก่อนการเดินทางเพียงหนึ่งวัน
เครื่องบิน Thai Airways เที่ยวบิน TG 461 ที่เราโดยสาร นำเรามาถึงสนามบินเมลเบิร์น ในค่ำวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2016 เวลาประมาณ 20.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น (เร็วกว่าประเทศไทย 4 ชั่วโมง) หลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เราตรงไปยังโรงแรม Crowne Plaza Melbourne ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Yarra ใจกลางเมืองเมลเบิร์น เป็นที่ที่เราเคยพักเมื่อครั้งมาเยือนเมืองนี้ในอดีต ร้านรวงเริ่มปิดทำการ เราจึงได้พักผ่อนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้น
18 กุมภาพันธ์ 2016: เยือน Holden Design Center
เช้าวันต่อมา เวลา 9.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น อากาศเย็นสบาย 15 องศาเซลเซียส คุณ Emily และคุณ Deanna จากฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ GM-Holden มารับคณะเรา (สื่อมวลชน 4 ท่าน และ PR จาก GM Thailand อีก 1 ท่าน) ด้วยรถ Holden Captiva (ซึ่งเป็นเวอร์ชันจำหน่ายในออสเตรเลีย) จำนวน 2 คัน เราใช้เวลาประมาณ 15 นาที เดินทางมุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่ของ GM-Holden ณ เลขที่ 191 Port Melbourne
อาคารแห่งนี้เป็นอาคารขนาดใหญ่ 4 ชั้น ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่และศูนย์ออกแบบของ Holden ด้านหน้าอาคารมีพื้นที่สำหรับร้านขายของที่ระลึกของ Holden ทีมแข่งรถ รวมถึงการจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบรุ่นสำคัญในประวัติศาสตร์ของ Holden
ก่อนเข้าสู่ภายในอาคาร เราต้องปฏิบัติตามนโยบายขององค์กร โดยการติดสติกเกอร์ทับเลนส์กล้องโทรศัพท์มือถือ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับ
เราถูกเชิญขึ้นไปยังห้องประชุมทรงกลมชั้น 2 เพื่อพบปะกับทีมนักออกแบบของ GM Holden และสื่อมวลชนจากออสเตรเลียอีก 10 ท่าน Holden ได้จัดเตรียมล่ามผู้แปลภาษาไทยไว้ ซึ่งเป็นชาวออสเตรเลียที่เคยพำนักในประเทศไทยมานาน จนมีภรรยาเป็นคนไทย
Mr. Richard Ferlazzo ผู้อำนวยการ GM Australia Design กล่าวต้อนรับ ก่อนพาเราเดินไปยังอุโมงค์ที่เชื่อมต่อระหว่างสำนักงานใหญ่กับศูนย์ออกแบบของ Holden
GM Australia Design: ศูนย์กลางแห่งนวัตกรรม
GM Australia Design หรือ Holden Design Centre ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และเป็นหนึ่งใน 10 Design Studio ที่ GM เป็นเจ้าของทั่วโลก ศูนย์แห่งนี้มีบทบาทสำคัญในการออกแบบรถยนต์ให้กับ GM ทั่วโลก รวมถึงรถอย่าง Chevrolet Camaro โฉม Bumble Bee และ Chevrolet Cruze Hatchback 5 ประตู ที่ไม่จำหน่ายในประเทศไทย
ตั้งแต่ปี 1964 รถยนต์ Holden ทุกรุ่นที่พัฒนาขึ้นโดยออสเตรเลีย ล้วนเป็นผลงานจากศูนย์ออกแบบแห่งนี้ เช่น Holden Commodore และรถในตระกูลใกล้เคียง
ในช่วงรุ่งเรืองที่สุด ในช่วงปี 2003-2004 มีนักออกแบบถึง 250 คน แต่หลังจากการปรับโครงสร้างองค์กรของ GM ทำให้จำนวนพนักงานลดลงเหลือ 140 คนในปี 2014
แม้ GM-Holden จะประกาศยุติการผลิตรถยนต์ในออสเตรเลียในปี 2017 แต่ Mary Barra CEO ของ GM ยืนยันว่า Holden Design Centre จะยังคงดำเนินงานต่อไป เพื่อสนับสนุนการออกแบบให้กับ GM ในภูมิภาคอื่นๆ
ศูนย์ออกแบบแห่งนี้ได้รับการยอมรับอย่างสูงในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการปรับตัว และการค้นหาแนวทางการออกแบบใหม่ๆ GM มีสตูดิโอออกแบบเพียง 2 แห่งในโลกที่สามารถพัฒนาการออกแบบตั้งแต่กระดาษไปจนถึงรถต้นแบบคันจริงได้ คือ GM Design ที่ดีทรอยต์ และ GM Australia Design ที่ออสเตรเลีย
ผลงานชิ้นโบว์แดงของ Holden Design Centre:
Holden Hurricane (1969): รถต้นแบบเครื่องวางกลางลำทรงเฉี่ยว ดีไซน์ล้ำยุค ประตูแบบ Canopy เปิดขึ้นด้านหน้า
Holden Torana GTR-X Concept (1970): รถสปอร์ตเส้นสายแบบ Wedge-shape ดีไซน์คล้ายรถสปอร์ตญี่ปุ่นและอิตาลี
Holden Coupe Concept (1998) / Monaro (1968-2008): รถสปอร์ตคูเป้ สานต่อตำนาน Monaro
Chevrolet YGM1 (1999): รถ SUV ขนาดเล็ก ออกแบบโดยออสเตรเลีย ใช้พื้นฐานวิศวกรรมจาก Suzuki
Holden Utester (2001): รถ Ute ดัดแปลงจาก Commodore Ute กระจกหลังเปิดได้
Holden SSX (2002): รถต้นแบบแฮทช์แบ็ก 2 ชิ้น ใช้เครื่องยนต์ V8 ขับเคลื่อน 4 ล้อ
Holden SST Stepside Custom Pickup (2004): รถกระบะดัดแปลงเพื่อแสดงความเอนกประสงค์
Holden Torana TT36 Hatch Concept (2004): รถ Hatchback 5 ประตู ขับเคลื่อนล้อหลัง เครื่องยนต์ V8
Holden Efijy (2005): รถต้นแบบย้อนยุค แรงบันดาลใจจาก Holden FJ ปี 1953 เครื่องยนต์ V8 Supercharge
Holden Coupe 60 (2008): รถคูเป้ฉลองครบรอบ 60 ปี Holden บนพื้นฐาน Commodore VE
Chevrolet Colorado (2011): รถกระบะที่จำหน่ายในประเทศไทย ออกแบบโดย GM Australia Design ร่วมกับ GM do Brazil
Chevrolet Bolt EV (2015): รถยนต์ครอสโอเวอร์พลังไฟฟ้า ออกแบบโดย GM Australia Design ร่วมกับ GM Korea และ GM North America
Buick Avenir (2015): รถต้นแบบเพื่อทดสอบแนวทางการออกแบบของ Buick ในอนาคต
กระบวนการทำงานภายในศูนย์ออกแบบ:
หน่วยออกแบบภายนอกและภายใน: ออกแบบร่างเบื้องต้น
ฝ่าย Digital sculpting: สร้างรูปทรงชิ้นส่วนแบบดิจิทัล
หน่วย Visualization: สร้างภาพเสมือนจริงเพื่อนำเสนอ
ทีม Advance Design: เน้นการออกแบบสำหรับอนาคต
Clay modelling: ปั้นโมเดลดินเหนียวสัดส่วนต่างๆ
ฝ่ายการจัดการวัสดุและการตกแต่ง: เลือกใช้วัสดุและโทนสี
กองผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพ: ตรวจสอบข้อบกพร่องในการออกแบบ
ทีมสร้างรถต้นแบบ: สร้างรถต้นแบบคันจริง
เราได้รับชมอุปกรณ์ เครื่องมือ และชิ้นส่วนที่ใช้ในการออกแบบจริง เช่น ตู้อุ่นดินเหนียวสำหรับปั้นโมเดล, โครงสร้างตัวถังที่ทำจากสไตโลโฟม, ไฟหน้า-ไฟท้ายต้นแบบที่แกนสามารถยืดหดได้, และแบบจำลองรถต้นแบบสัดส่วน 1:4 ที่เปลี่ยนลายล้อได้
ไฮไลท์สำคัญ: Colorado Xtreme และ Trailblazer Premier
หลังจากสำรวจศูนย์ออกแบบ Mr. Ferlazzo พาเราไปยัง Body Shop ซึ่งเป็นสถานที่ประกอบรถยนต์ต้นแบบ ที่นี่ เราได้เห็นรถทั้งสองคันที่ยังอยู่ในระหว่างการประกอบ
Chevrolet Colorado Xtreme: โดดเด่นด้วยสีส้มด้าน “Furness” พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสไตล์ Off-road เช่น Safari Bar, ไฟ LED, วินช์, กันชนท้าย, คิ้วซุ้มล้อขนาดใหญ่, ยาง Off-road, Hood Scoop, ท่อสน็อกเกิล, Sport Bar, แร็คหลังคา และอื่นๆ อีกมากมาย ภายในห้องโดยสารมีการออกแบบแผงหน้าปัดใหม่ร่วมสมัย พร้อมหน้าจอสัมผัส 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
Chevrolet Trailblazer Premier: นำเสนอความหรูหราและร่วมสมัย ด้วยสีฟ้าเฉดเงิน “Velocity” ผสมสีฟ้าเขม่า เสริมด้วยโครเมียมสีสว่างและไม้ Australia การตกแต่งภายในเน้นความประณีต เบาะหนังพรีเมียมสีน้ำตาลกาแฟ พร้อมการเย็บด้วยมือ ระบบ Infotainment MyLink ล่าสุด และอุปกรณ์ตกแต่งที่สร้างความรู้สึก Premium
รถต้นแบบทั้งสองคันนี้ จะถูกจัดแสดงครั้งแรกในโลกที่งาน Bangkok International Motor Show 2016
บทสรุป
การเดินทางสู่ Holden Design Centre ในเมลเบิร์น เป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่ทำให้เห็นถึงความทุ่มเทและความเชี่ยวชาญของทีมนักออกแบบของ GM ในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีทั้งสมรรถนะ ความสวยงาม และความเป็นเอกลักษณ์ การที่รถยนต์รุ่นสำคัญอย่าง Colorado และ Trailblazer ที่จะมาจำหน่ายในตลาดไทย มีรากฐานการออกแบบมาจากศูนย์แห่งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของ GM ในระดับโลก
สำหรับผู้ที่สนใจ Honda Civic 1.5 VTEC TURBO หรือ Ford Focus EcoBoost การมาถึงของรถยนต์เหล่านี้ คือสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ก้าวหน้าขึ้น ในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ทันสมัย ทั้ง Honda Civic และ Ford Focus คือตัวเลือกที่คุณควรพิจารณาอย่างยิ่ง
หากคุณพร้อมที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต และต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับการออกแบบและเทคโนโลยียานยนต์ เราขอเชิญชวนให้ท่านติดตามบทความของเราต่อไป หรือหากท่านมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถยนต์ที่เหมาะสมกับความต้องการของท่าน โปรดอย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษาที่ดีที่สุด

