เชอรี ออโตโมบิล: เปิดเกมรุกตลาดรถยนต์เวียดนาม ทุ่มทุนมหาศาลสร้างฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน
ในโลกยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและการแข่งขันที่ดุเดือด การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ย่อมส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์อุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ ในปี 2025 นี้ ตลาดรถยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังจะถูกสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ “เชอรี ออโตโมบิล” (Chery) ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำจากประเทศจีน ประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่เพื่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ ณ ประเทศเวียดนาม ด้วยมูลค่าการลงทุนที่คาดว่าจะสูงถึง 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.5 หมื่นล้านบาท และมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ได้ถึง 200,000 คันต่อปี การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันยาวไกลของเชอรีในการยึดหัวหาดตลาดอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างเวียดนาม
เป้าหมายที่ท้าทาย: ขึ้นแท่น 3 แบรนด์ชั้นนำภายใน 5 ปี
ทีมผู้บริหารของเชอรีไม่ได้มาเล่นๆ พวกเขามีเป้าหมายที่ชัดเจนและท้าทาย นั่นคือการผลักดันแบรนด์ให้ก้าวขึ้นเป็น “อันดับ 3” ของตลาดรถยนต์เวียดนามภายในระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ กลยุทธ์สำคัญในการบรรลุเป้าหมายนี้คือการนำเข้ารถยนต์รุ่นยอดนิยมที่ประสบความสำเร็จในตลาดยุโรปมาทำตลาดในเวียดนาม ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน การผสมผสานระหว่างผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลกับศักยภาพการเติบโตของตลาดท้องถิ่น ถือเป็นสูตรสำเร็จที่น่าจับตามอง
แบรนด์ภายใต้ร่มของเชอรีอย่าง “โอโมด้า แอนด์ เจคู่” (Omoda & Jaecoo) จะเป็นหัวหอกในการบุกตลาดเวียดนาม โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 16 รุ่นในปีหน้า ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) ไปจนถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) เป้าหมายยอดขายเบื้องต้นตั้งไว้ที่ 10,000 คันต่อปี ก่อนจะเพิ่มปริมาณการผลิตอย่างต่อเนื่องเมื่อโรงงานท้องถิ่นในจังหวัดฮึงเอียน ทางตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ใหม่ เริ่มเดินสายการผลิตอย่างเต็มรูปแบบในช่วงกลางปี 2026
ยุทธศาสตร์การผลิต: จากนำเข้าสู่การผลิตในท้องถิ่นและการส่งออก
ปัจจุบัน รถยนต์ของเชอรีที่จำหน่ายในเวียดนามล้วนเป็นการนำเข้าทั้งหมด แม้ว่าบริษัทจะมีโรงงานผลิตที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้การขับขี่พวงมาลัยขวา แต่การตัดสินใจสร้างโรงงานใหม่ในเวียดนามจะเปลี่ยนเกมไปอย่างสิ้นเชิง รถยนต์ที่จะผลิตในโรงงานแห่งใหม่นี้จะถูกวางจำหน่ายทั้งในตลาดภายในประเทศเวียดนามเอง และที่สำคัญคือจะใช้เป็นฐานในการส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้ระบบพวงมาลัยซ้าย นอกจากนี้ เชอรียังมองถึงศักยภาพในการส่งออกไปยังตลาดยุโรปในอนาคตอีกด้วย
“ผมอยากขายรถยนต์ทั้งหมดในประเทศเวียดนาม แต่แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของเวียดนามด้วย” นายหลิว ผู้บริหารของเชอรีกล่าว การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางและขนาดการผลิตของโรงงานแห่งนี้
กำลังการผลิตและการขยายตัว: ปรับตามความต้องการของตลาด
โรงงานแห่งใหม่ในเวียดนามจะเริ่มต้นด้วยกำลังการผลิตในช่วง 30,000 – 60,000 คันต่อปี และมีแผนที่จะขยายศักยภาพการผลิตให้สูงถึง 200,000 คันต่อปีภายในปี 2030 หากความต้องการของตลาดเอื้ออำนวย การวางแผนการผลิตแบบยืดหยุ่นนี้จะช่วยให้เชอรีสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตลาดเวียดนาม: สนามแข่งเดือดสำหรับค่ายรถยนต์จีน
ตลาดรถยนต์เวียดนามกำลังร้อนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเวียดนามอย่าง “วินฟาสต์” (VinFast) ที่ผลักดันรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างจริงจัง ประกอบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วของประเทศที่มีประชากรกว่า 100 ล้านคน ทำให้เวียดนามกลายเป็นตลาดเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก
เชอรีได้นำแบรนด์ Omoda & Jaecoo เข้าสู่ตลาดเวียดนามตั้งแต่ปี 2024 ขณะที่แบรนด์จีนอื่นๆ อย่าง BYD และ Geely ก็กำลังเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจังเช่นกัน แม้ว่า Geely จะมีแผนสร้างโรงงานในเวียดนาม แต่ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่ เนื่องจากนโยบายการชะลอการลงทุนโรงงานทั่วโลกของบริษัท ขณะที่ BYD ก็มีรายงานว่าได้ระงับแผนตั้งโรงงานในเวียดนามเช่นกัน นี่จึงเป็นโอกาสของเชอรีที่จะช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในขณะที่คู่แข่งบางรายชะลอการลงทุน
จุดแข็งของ Omoda & Jaecoo: เน้นนวัตกรรมและความเชื่อมั่น
นายหลิวเน้นย้ำถึงจุดแข็งที่สำคัญของแบรนด์ Omoda & Jaecoo ว่าอยู่ที่สมรรถนะของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นระยะทางวิ่งสูงสุดที่ทำได้ถึง 1,500 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (สำหรับรุ่น EV) มาตรฐานความปลอดภัยที่สูง และการรับประกันระยะทางที่ยาวนานถึง 1 ล้านกิโลเมตร ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวเวียดนาม
“ผมทราบดีว่าแบรนด์รถยนต์จากจีนยังไม่ได้รับความไว้วางใจเท่าที่ควรจากผู้บริโภคหรือสื่อ ดังนั้นเราจำเป็นต้องรักษาคำพูดและทำตามที่สัญญาไว้” นายหลิวกล่าวอย่างจริงจัง การสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของเชอรีในตลาดแห่งนี้
ปัจจุบัน Omoda & Jaecoo มีรถยนต์จำหน่ายในเวียดนาม 2 รุ่น โดยมีราคาอยู่ในช่วง 729 – 879 ล้านดองเวียดนาม เมื่อเทียบกับแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง Toyota ซึ่งมีช่วงราคาที่กว้างกว่ามาก ตั้งแต่ 405 – 4,600 ล้านดอง และรถยนต์นั่งของ VinFast ที่มีราคาตั้งแต่ 302 – 1,700 ล้านดอง จะเห็นได้ว่าเชอรีวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของตนเองไว้ในระดับที่แข่งขันได้ โดยเน้นที่เทคโนโลยีและสมรรถนะ
การวางตำแหน่งในตลาด: ทะยานสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่
เชอรีตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะขึ้นเป็น “แบรนด์รถยนต์จีนอันดับ 1” ในเวียดนามภายในปีหน้า และก้าวขึ้นเป็น “แบรนด์ขายดีอันดับ 3” ของตลาดโดยรวมภายในปี 2030 ปัจจุบัน VinFast เป็นผู้นำตลาดในเวียดนาม โดยมี Toyota ตามมาเป็นอันดับ 2
ในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2025 VinFast สามารถจำหน่ายรถยนต์ EV ในเวียดนามได้เกือบ 150,000 คัน ขณะที่ Toyota มียอดขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดราว 65,000 คัน แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้จะสูงกว่าเป้าหมาย 10,000 คันของ Omoda & Jaecoo อย่างมาก แต่เชอรีมองว่านี่เป็นเพียงการวางรากฐานสำหรับการเติบโตในระยะยาว
การขยายเครือข่าย: สร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง
เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน เชอรีวางแผนที่จะขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายให้เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจาก 40 แห่งในปีนี้ เป็น 75 แห่งภายในปี 2026 นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครือข่ายสถานีชาร์จทั่วประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง Geleximco ซึ่งมีเครือข่ายธุรกิจที่หลากหลาย ตั้งแต่สถาบันการเงิน โครงการอสังหาริมทรัพย์ อาคารสำนักงาน โรงแรม ไปจนถึงสนามกอล์ฟ
เชอยังเปิดกว้างสำหรับการเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการสถานีชาร์จรายอื่นๆ และผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ เพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกที่มุ่งเน้นความร่วมมือเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
ปัจจุบัน VinFast มีเครือข่ายสถานีชาร์จที่ครอบคลุมที่สุดในเวียดนาม แต่เป็นระบบที่ใช้เฉพาะแบรนด์ของตนเอง ขณะที่ความชัดเจนเกี่ยวกับแผนการเปิดให้แบรนด์อื่นใช้งานเครือข่ายสถานีชาร์จของ BYD และ Geely ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม
การลงทุนในเวียดนาม: ความร่วมมือภายใต้กรอบนโยบาย
แม้ว่าการลงทุนจากจีนในเวียดนามจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่รัฐบาลเวียดนามได้เริ่มคัดกรองโครงการลงทุนอย่างเข้มงวดมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับโครงการที่สามารถสร้างการจ้างงานในประเทศและช่วยพัฒนาห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น การลงทุนครั้งใหญ่นี้ของเชอรีจึงคาดว่าจะได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของเวียดนาม
อนาคตของยานยนต์ไฟฟ้าในเวียดนาม: โอกาสและความท้าทาย
การเข้ามาของเชอรีและแบรนด์อื่นๆ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลของตลาดรถยนต์ในเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนี้จะนำมาซึ่งนวัตกรรมที่หลากหลายขึ้น ตัวเลือกที่มากขึ้นสำหรับผู้บริโภค และแน่นอนว่าจะเป็นการผลักดันให้ตลาด EV ในภูมิภาคนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการสัมผัสประสบการณ์ยานยนต์แห่งอนาคตในเวียดนาม การติดตามความเคลื่อนไหวของเชอรี ออโตโมบิล และการลงทุนครั้งสำคัญนี้ จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญ สัมผัสกับเทคโนโลยีล้ำสมัย ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และความมุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปอีกขั้น
อนาคตที่สดใสของยานยนต์ไฟฟ้า: โอกาสที่คุณไม่ควรพลาด
ปี 2025 กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคที่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กำลังจะกลายเป็น “ตัวเลือกหลัก” สำหรับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความประหยัดในการใช้งาน ค่าบำรุงรักษาที่ต่ำลง และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ SUV ไฟฟ้า ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยสมรรถนะที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมืองและการเดินทางไกล บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจ 10 อันดับ SUV ไฟฟ้าที่น่าจับจองเป็นเจ้าของในปี 2025 ครอบคลุมทุกระดับราคา ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นไปจนถึงรุ่นท็อป พร้อมเหตุผลที่ทำให้รถยนต์เหล่านี้ “คุ้มค่าเกินราคา”
ทำไม SUV ไฟฟ้า จึงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในปี 2025?
ต้นทุนการใช้งานที่ต่ำ: ค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งนั้นถูกกว่าการเติมน้ำมันเต็มถังอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
ค่าซ่อมบำรุงที่ถูกกว่า: การที่ไม่มีเครื่องยนต์แบบสันดาป เกียร์ หรือการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาลงได้อย่างมาก
ฟีเจอร์เทคโนโลยีที่จัดเต็ม: รถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มักมาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ ระบบกล้องรอบคัน และระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัย
สิทธิพิเศษจากภาครัฐ: การสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การลดหย่อนภาษี ค่าจดทะเบียน และการติดตั้ง Wallbox ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อและติดตั้งได้อย่างมาก
10 อันดับ SUV ไฟฟ้า ที่คุ้มค่า น่าซื้อที่สุดในปี 2025
BYD Atto 3: (ราคาพิเศษช่วงโปรโมชั่น 629,900-709,900 บาท) โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต จอแสดงผลขนาดใหญ่ ระบบกล้องรอบคัน และฟีเจอร์ครบครันในราคาที่เข้าถึงง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้ EV ที่ต้องการฟังก์ชันแน่นในงบประมาณที่ไม่เกินหนึ่งล้านบาท
AION V: (ราคา 899,900 บาท) มาพร้อมแพลตฟอร์มขับเคลื่อนที่ล้ำสมัย ห้องโดยสารกว้างขวางเทียบเท่ารถ D-SUV และการขับขี่ที่นุ่มนวล เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาความคุ้มค่าในระยะยาว และต้องการ SUV ไฟฟ้าขนาดกลางที่ขับขี่ได้ดีจริง
Deepal S05: (ราคา 799,000-899,000 บาท) โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ระบบความปลอดภัยที่ครบครัน และภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ SUV ไฟฟ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ ในราคาที่น่าสนใจ
Tesla Model Y: (ราคา 1,719,000-2,019,000 บาท) เหนือกว่าด้วยระบบ Autopilot, การอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-Air (OTA) และเครือข่าย Supercharger ที่ครอบคลุม เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีล้ำสมัย และประสบการณ์การขับขี่แบบ Tesla
Jaecoo 5 EV: (ราคา 549,000-599,000 บาท) ราคาเปิดตัวที่เข้าถึงได้ สมรรถนะสูงถึง 211 แรงม้า พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงระบบ ADAS ถึง 19 ฟังก์ชัน เหมาะสำหรับผู้ที่มองหารถ EV ที่ครบเครื่องในราคาที่จับต้องได้
OMODA C5: (ราคา 649,000-949,000 บาท) จุดเด่นอยู่ที่ดีไซน์ที่โดดเด่น ราคาที่คุ้มค่า ห้องโดยสารที่กว้างขวาง และระบบความปลอดภัยขั้นสูง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถที่สวยงามพร้อมเทคโนโลยีครบครันในราคาที่เอื้อมถึง
Volvo EX30: (ราคา 1,590,000-1,890,000 บาท) โดดเด่นด้วยระบบช่วยขับระดับสูง และภายในที่หรูหราสไตล์สแกนดิเนเวีย เหมาะสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ยุโรปในราคาที่เหมาะสม พร้อมระบบความปลอดภัยระดับสูง
MG ZS EV: (ราคา 829,900-899,900 บาท) จุดเด่นคือเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุม ระบบความปลอดภัย และฟีเจอร์ที่ครบถ้วนสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในระดับเริ่มต้น เหมาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นใช้งาน EV หรือผู้ใช้งานทั่วไปในเมือง
Kia EV5: (ราคา 1,299,000-1,599,000 บาท) อัดแน่นด้วยฟีเจอร์ Adaptive Cruise Control, Lane Keep Assist และห้องโดยสารที่กว้างขวาง เหมาะสำหรับผู้ที่มองหา SUV ที่แท้จริง พร้อมความอเนกประสงค์สูง
MG IM6: (ราคา 1,399,000-1,799,000 บาท) มาพร้อมแพลตฟอร์ม 800V ชาร์จเร็วด้วยกำลัง 396 kW (10-80% ใน 18 นาที) ระบบช่วงล่าง 4-wheel steering และระบบช่วยจอดอัจฉริยะ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถครอบครัวขนาดกลางถึงใหญ่ พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้งานได้ทั้งในเมืองและเดินทางไกล
คำแนะนำในการเลือกซื้อ SUV ไฟฟ้า
พฤติกรรมการขับขี่: สำหรับการใช้งานในเมืองทั่วไป รุ่นที่มีระยะทางวิ่งประมาณ 400 กม. ก็เพียงพอแล้ว แต่หากต้องเดินทางไกลบ่อย ควรเลือกรุ่นที่วิ่งได้มากกว่า 500 กม.
งบประมาณ: รถยนต์ไฟฟ้ามีหลากหลายราคา ควรเลือกให้เหมาะสมกับงบประมาณที่มี และพิจารณาฟีเจอร์ที่คุ้มค่าที่สุดในราคานั้น
แบตเตอรี่และศูนย์บริการ: ตรวจสอบระยะเวลารับประกันแบตเตอรี่และความสะดวกในการเข้ารับบริการ
ขนาดและสไตล์: หากขับคนเดียว รุ่นเล็กก็เพียงพอ แต่หากใช้ในครอบครัว ควรเลือกรุ่นที่กว้างขวาง นั่งสบาย
ทดลองขับ: ก่อนตัดสินใจ ควรทดลองขับเพื่อสัมผัสประสบการณ์อัตราเร่ง ระบบเบรก ความเงียบ และฟีเจอร์จริง เพื่อเลือกรถที่ตอบโจทย์ได้มากที่สุด
บทสรุป
ปี 2025 มอบตัวเลือก SUV ไฟฟ้าที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกความต้องการ ตั้งแต่รุ่นราคาเข้าถึงง่ายอย่าง MG ZS EV ไปจนถึง Tesla Model Y ที่มาพร้อมเทคโนโลยีระดับโลก หรือ Kia EV5 ที่เน้นความเป็น SUV แท้พร้อมฟีเจอร์ครบครัน หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ขับขี่ดี ประหยัดพลังงาน และคุ้มค่าในระยะยาว ปีนี้คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการของคุณ ทั้งในด้านเทคโนโลยี สมรรถนะ และความคุ้มค่า การพิจารณาตัวเลือก SUV ไฟฟ้าในปี 2025 ถือเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาด อย่าพลาดโอกาสในการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตที่ทั้งประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

