OMODA & JAECOO: ก้าวสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ไทย ด้วยแผนลงทุนครบวงจรและการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในโลก
ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งถาวร และเทคโนโลยียานยนต์ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง OMODA & JAECOO ภายใต้ร่มเงาของ Chery Automobile ได้ประกาศศักดาความสำเร็จครั้งสำคัญ กลายเป็นแบรนด์ยานยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในระดับสากลในปีที่ผ่านมา พร้อมเผยวิสัยทัศน์อันทะเยอทะยานสำหรับประเทศไทย ซึ่งรวมถึงการลงทุนแบบครบวงจรที่ครอบคลุมตั้งแต่ฐานการผลิตในจังหวัดระยอง ไปจนถึงการขยายเครือข่ายโชว์รูมให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และการยกระดับบริการหลังการขายให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น
OMODA & JAECOO: แบรนด์ยานยนต์เติบโตเร็วที่สุด ชูแผนลงทุนไทยสุดครบวงจร – ตั้งฐานผลิต ขยายโชว์รูม ยกระดับบริการปี 2568
กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย – 11 กุมภาพันธ์ 2568 – OMODA & JAECOO (โอโมด้า แอนด์ เจคู่) แบรนด์ยานยนต์ที่กำลังมาแรงภายใต้บริษัท Chery Automobile ผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก ได้เปิดเผยถึงผลประกอบการอันน่าภาคภูมิใจของปีที่ผ่านมา และแผนการเติบโตที่น่าจับตามองสำหรับปี 2568 โดยยึดมั่นในวิสัยทัศน์ “One Vision, One Drive, Inspiring the E-Future” เพื่อขับเคลื่อนอนาคตแห่งการเดินทาง
ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง: OMODA & JAECOO ก้าวสู่ผู้นำแห่งการเติบโตระดับโลก
Chery Group บริษัทแม่ของ OMODA & JAECOO ได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งในปี 2567 ด้วยการเติบโตของยอดขายที่สูงถึง 38% หรือคิดเป็นการส่งมอบรถยนต์กว่า 2.6 ล้านคัน สร้างรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 50% ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่ได้รับการยอมรับมายาวนาน เมื่อพิจารณาจากการเป็นผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของประเทศจีนติดต่อกันถึง 22 ปี
ขณะที่ OMODA & JAECOO ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เปิดตัวได้เพียง 2 ปี กลับสร้างปรากฏการณ์การเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยการขยายตลาดไปสู่ 33 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ภูมิภาคเอเชียกลางอย่างคาซัคสถาน ไปจนถึงอเมริกาใต้ เช่น ชิลีและเม็กซิโก, ยุโรปอย่างสเปน, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเวียดนาม, ทวีปแอฟริกาอย่างแอฟริกาใต้, โอเชียเนียอย่างนิวซีแลนด์, และยุโรปอย่างเนเธอร์แลนด์ รวมถึงประเทศไทย การเติบโตนี้ทำให้ OMODA & JAECOO ได้รับการยกย่องว่าเป็น “แบรนด์รถยนต์ที่มีการเติบโตในระดับสากลเร็วที่สุด” (The Fastest International Growth Car Brand) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ผ่านมา OMODA & JAECOO สามารถสร้างยอดขายทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 54% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
นายฉี เจี๋ย: “ประเทศไทยคือหัวใจสำคัญของการเติบโตในอนาคต”
นายฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมด้า แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของตลาดไทยว่า “ความสำเร็จของ OMODA & JAECOO ในปี 2567 ถือเป็นเพียงก้าวแรกของการเดินทางสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของเรา แต่ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่หล่อเลี้ยงให้เราก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในปีนี้ OMODA & JAECOO ได้เตรียมแผนการรุกตลาดในประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง ด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด การจัดตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย การขยายเครือข่ายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และการพัฒนาบริการแบบครบวงจรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างแท้จริง”
นวัตกรรม SHS: เทคโนโลยีไฮบริดแห่งอนาคต เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
OMODA & JAECOO พร้อมนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค โดยให้ความสำคัญกับการนำเสนอเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System) อันเป็นนวัตกรรมไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Chery Automobile เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดยานยนต์โลก เทคโนโลยี SHS ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ เครื่องยนต์ 1.5TDGI เจเนอเรชั่นที่ 5, ระบบซูเปอร์อิเล็กทริกไฮบริด DHT (Super Electric Hybrid DHT System), และแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง การผสมผสานนี้ช่วยให้รถยนต์สามารถผสานการใช้พลังงานจากน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ากับประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้าล้วนได้อย่างลงตัว มอบระยะทางการขับขี่ที่ยาวนานขึ้น ควบคู่ไปกับประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Thermal Efficiency) ที่ยอดเยี่ยม การปล่อยมลพิษต่ำ และระบบแบตเตอรี่ที่ปลอดภัยเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ OMODA & JAECOO แตกต่างจากแบรนด์อื่น ๆ ถือเป็นโซลูชันไฮบริดที่มอบสมรรถนะสูงสุด การประหยัดพลังงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในหนึ่งเดียว
ในปี 2568 นี้ OMODA & JAECOO จะนำเสนอยนตรกรรมพลังงานทางเลือกที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น BEV, PHEV และอื่นๆ อีกมากมาย โดยจะจัดแสดงยนตรกรรมทุกรุ่นในงานมหกรรมยานยนต์ Bangkok International Motor Show ที่กำลังจะมาถึง นอกจากนี้ การจัดตั้งฐานการผลิตที่โรงงานในจังหวัดระยอง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นระยะยาวในการเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย คาดว่าจะเริ่มสายการผลิตได้ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้
ขยายเครือข่าย โชว์รูมกว่า 50 แห่ง พร้อมยกระดับบริการหลังการขายแบบเต็มรูปแบบ
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของ OMODA & JAECOO ในปีนี้ คือการขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนโชว์รูมจาก 23 แห่ง เป็นกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการยกระดับบริการหลังการขายอย่างจริงจัง การร่วมมือกับ DHL Express ผู้นำระดับโลกด้านการขนส่งด่วนระหว่างประเทศ จะช่วยให้การจัดส่งอะไหล่ระหว่างประเทศทำได้รวดเร็วภายใน 3 วัน พร้อมกับการขยายคลังอะไหล่ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และลดระยะเวลาการสั่งซื้ออะไหล่เร่งด่วนจากประเทศจีนจาก 30 วัน เหลือเพียง 15 วัน เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า
นอกจากนี้ OMODA & JAECOO ยังมีแผนในการเพิ่มบริการดูแลตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานให้ครบทุกโชว์รูม พร้อมเปิดศูนย์ฝึกอบรมบุคลากร (Training Center) แห่งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกการบริการจะเป็นไปตามมาตรฐานสากลและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า: ระบบ CRM อัจฉริยะ และบริการพิเศษ
OMODA & JAECOO ให้ความสำคัญสูงสุดกับการมอบประสบการณ์ที่สะดวกสบายและเหนือระดับให้กับลูกค้า ด้วยการพัฒนาระบบ CRM (Customer Relationship Management) ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น รวมถึงระบบการจองออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ารับบริการ และที่สำคัญ OMODA & JAECOO ยังพร้อมมอบบริการรถยนต์ทดแทน (Service Loaner) ในกรณีที่รถยนต์ของลูกค้าต้องใช้ระยะเวลาในการซ่อมแซมเกินกว่า 3 วัน¹ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินทางได้อย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น OMODA & JAECOO ยังมอบบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศไทย (โทร 02-0208888 กด 1) ฟรี 5 ปี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง² เพื่อมอบความอุ่นใจในทุกการเดินทาง
¹ เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
² ความช่วยเหลือฉุกเฉินครอบคลุม:
การจั๊มสตาร์ทแบตเตอรี่ (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง, ในระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตรจากศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด)
การช่วยเปลี่ยนยางอะไหล่ (ไม่จำกัดจำนวนครั้ง, ในระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตรจากศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด)
ความช่วยเหลือหากรถเกิดการล็อค (1 ครั้ง/ปี, บริการช่วยเหลือในการรับและนำกุญแจสำรองมายังจุดเกิดเหตุภายในระยะทางไม่เกิน 20 กิโลเมตร ต่อครั้ง)
บริการรถยก
บริการให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง
(ไม่รวมกรณีแบตเตอรี่หมดเนื่องจากการใช้งานสำหรับรถยนต์ EV)
บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขข้างต้นโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
กิจกรรมการตลาดที่หลากหลาย: สร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ
ในปี 2568 นี้ OMODA & JAECOO วางแผนจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างเข้มข้นตลอดทั้งปี โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับลูกค้าในทุกกลุ่ม ตั้งแต่ลูกค้าปัจจุบัน กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ไปจนถึงผู้จำหน่ายทั่วประเทศ กิจกรรมเหล่านี้จะครอบคลุมถึงการสร้างสรรค์ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ การเป็นสปอนเซอร์ให้กับกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นที่สนใจของกลุ่มเป้าหมาย และการจัดโรดโชว์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับ OMODA & JAECOO อย่างใกล้ชิด
“ในปี 2568 นี้ เรายึดมั่นในวิสัยทัศน์ ‘One Vision, One Drive, Inspiring the E-Future’ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัย ผ่านการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ” นายฉี เจี๋ย กล่าวเสริม “ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์, บริการที่ครอบคลุม, การดูแลหลังการขายที่เหนือระดับ, ไปจนถึงการลงทุนในโรงงานผลิตในประเทศไทย นี่ไม่เพียงแสดงถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของ OMODA & JAECOO ในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการร่วมสร้างสรรค์อนาคตแห่งการขับขี่ที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เราปรารถนาที่จะเป็นมากกว่าผู้ผลิตรถยนต์ แต่พร้อมจะเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง”
Ford Ranger: เจ้าแห่งกระบะ สร้างตำนานคว้ารางวัลระดับโลกต่อเนื่อง
Ford Ranger ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะอย่างไม่เสื่อมคลาย ล่าสุด ได้รับการยอมรับในระดับสากลอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัล “รถกระบะยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 ประจำทวีปอเมริกาเหนือ” (North American Truck of the Year™) นับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ Ford Ranger ได้รับเกียรตินี้ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง นวัตกรรม และความเป็นเลิศที่ Ford พัฒนาให้กับรถกระบะขนาดกลางมาอย่างต่อเนื่อง
“รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทีมงาน Ford ที่ทุ่มเทเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์รถกระบะขนาดกลางให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม” จิม บอมบิค รองประธานฝ่ายวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ล่วงหน้า กล่าว “Ford Ranger ได้ผ่านการทดสอบในสภาวะแวดล้อมที่ท้าทายทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจว่าได้มาตรฐาน ‘เกิดมาแกร่ง’ ตามที่ลูกค้าคาดหวัง รางวัลนี้คือคำขอบคุณจากเราถึงลูกค้าที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในทุกๆ วัน”
รางวัล North American Truck of the Year™ พิจารณาจากรถยนต์รุ่นใหม่หรือรุ่นที่มีการปรับปรุงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 50 ท่าน จากสื่อยานยนต์ชั้นนำของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา จะประเมินจากปัจจัยด้านนวัตกรรม, การออกแบบ, ความปลอดภัย, สมรรถนะ, เทคโนโลยี, ประสบการณ์การขับขี่, ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน และความคุ้มค่า
Ford Ranger ที่พัฒนาภายใต้แนวคิด ‘เกิดมาแกร่ง’ เป็นรถกระบะที่ทันสมัยที่สุดในตระกูล Ranger มาพร้อมระบบการสื่อสารและสมรรถนะที่เหนือชั้น ผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นในทุกสภาพถนน พิสูจน์ความทนทานในทุกเส้นทางทั่วโลก และยังคงครองตำแหน่งรถขายดีอันดับ 1 ในออสเตรเลียในปี 2567 และเป็นรถขายดีต่อเนื่องยาวนาน 10 ปีในนิวซีแลนด์ ตอกย้ำความสำเร็จของ Ranger ที่ผสมผสานความแข็งแกร่ง, ความทนทาน, เทคโนโลยีล้ำสมัย และฟีเจอร์อัจฉริยะเพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ทั้งบนถนนและออฟโรด
สำหรับ Ford Ranger ที่จำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ มาพร้อมเครื่องยนต์ EcoBoost V6 ขนาด 2.7 ลิตร ที่ได้รับการปรับแต่งช่วงล่างเพื่อสมรรถนะออฟโรดที่เหนือชั้น รวมถึงเทคโนโลยีช่วยลากจูงขั้นสูง เช่น Pro Trailer Backup Assist, บันไดข้างกระบะท้าย, ระบบ Zone Lighting, การอัปเดตซอฟต์แวร์แบบไร้สาย, หน้าจอแสดงผลดิจิทัล, หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่, ที่ชาร์จไร้สาย และเบาะหลังพับเก็บได้เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ
Ford Ranger Raptor รุ่นปี 2024 คือสุดยอดรถกระบะสมรรถนะสูง ด้วยเครื่องยนต์ EcoBoost V6 ขนาด 3.0 ลิตร พละกำลัง 405 แรงม้า แรงบิด 583 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบกันสะเทือนแบบยืดหยุ่นสูง และโช้คอัพ FOX™ Live Valve ขนาด 2.5 นิ้ว ที่ให้คุณทะยานไปทุกเส้นทางได้อย่างไร้ขีดจำกัด
Ford Ranger และ Ranger Raptor ที่จำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ ผลิตด้วยความภาคภูมิใจ ณ โรงงานประกอบรถยนต์มิชิแกน สหรัฐอเมริกา สะท้อนถึงตำนานของ Ford ในการผลิตรถกระบะที่แข็งแกร่งและทรงพลัง
MINI ประเทศไทย: เติบโตสวนกระแสตลาด ขับเคลื่อนด้วยเอกลักษณ์และราคาที่เข้าถึงง่าย
MINI ประเทศไทย พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งท่ามกลางตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์หรูที่หดตัวอย่างหนักในปี 2567 ด้วยยอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 10% หรือประมาณ 1,300 คันในช่วง 11 เดือนแรก การเติบโตนี้มาจากปัจจัยด้านเอกลักษณ์และไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นของแบรนด์ ควบคู่ไปกับราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะ MINI Cooper SE ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 1.69 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นราคาที่น่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับ MINI รุ่นก่อนๆ
ประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ MINI ประเทศไทย กล่าวว่า “ปี 2567 เป็นปีที่ท้าทาย แต่ MINI ประเทศไทย สามารถรักษายอดขายได้ดี แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การเปิดตัวรุ่นใหม่ๆ ช่วยเสริมยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง ตัวเลขนี้สวนทางกับภาพรวมตลาดรถยนต์นั่งที่ลดลง 22% และตลาดรถยนต์พรีเมียมที่ลดลง 24% แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จในการทำตลาดของ MINI ประเทศไทย”
การกลับมาผลิตในไทย: MINI Countryman รุ่นประกอบในประเทศ
หมุดหมายสำคัญในปี 2567 คือการกลับมาประกอบรถยนต์ MINI ในประเทศไทยอีกครั้ง หลังจากยุติการผลิตไป 7 ปี โดย MINI Countryman จะเป็นรุ่นแรกที่จะกลับมาผลิต ณ โรงงาน BMW Thailand จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงงานสำคัญของ BMW Group ในภูมิภาคนี้ ด้วยศักยภาพการผลิตสูงสุด 30,000 คัน/ปี รองรับรถยนต์ BMW, MINI และรถจักรยานยนต์ BMW Motorrad
ประสบการณ์และไลฟ์สไตล์: หัวใจสำคัญของแบรนด์ MINI
MINI ไม่ได้ขายเพียงรถยนต์ แต่ขายประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจน การสนับสนุนกลุ่มผู้ขับ MINI และการจัดกิจกรรม MINI United สร้างความผูกพันกับแบรนด์อย่างแน่นแฟ้น ลูกค้า MINI ไม่เพียงแค่ซื้อรถ แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง
ปัจจุบัน MINI ประเทศไทย นำเสนอรถยนต์หลากหลายรุ่น ตั้งแต่ MINI Cooper SE (1.69 ล้านบาท), MINI Aceman (1.99 ล้านบาท), MINI Countryman SE (3.399 ล้านบาท – นำเข้าจากเยอรมนี), ไปจนถึง MINI Countryman S ALL4 (2.599 – 2.799 ล้านบาท – ประกอบในไทย) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร TwinPower Turbo
รุ่นลิมิเต็ด: ดึงดูดนักสะสม สร้างยอดขาย
การทำตลาดรุ่นลิมิเต็ดเป็นกลยุทธ์สำคัญของ MINI ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มนักสะสม เช่น MINI Clubman รุ่น Final Edition ที่จำหน่ายเพียง 50 คัน ก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว กลยุทธ์นี้จะยังคงเดินหน้าต่อไปในปี 2568
กลุ่มลูกค้า MINI มีอายุเฉลี่ย 30-35 ปี และมีแนวโน้มซื้อเป็นรถยนต์คันแรกมากขึ้น สะท้อนถึงความเข้าถึงง่ายของแบรนด์
เป้าหมายปี 2568: เติบโตอย่างยั่งยืน สร้างการรับรู้แบรนด์
สำหรับปี 2568 MINI ประเทศไทย ตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการขยายช่องทางการขายด้วยการเปิดสาขาใหม่ 2-3 แห่ง และการเสริมสร้างการรับรู้แบรนด์ให้เป็น “Dream Car” ในใจทุกคน พร้อมทั้งเชิญชวนให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ MINI มอบให้
พร้อมแล้วหรือยัง? สำรวจโลกแห่งยนตรกรรมแห่งอนาคตไปกับ OMODA & JAECOO และ MINI ประเทศไทย หรือสัมผัสสมรรถนะแห่งตำนานกับ Ford Ranger ได้แล้ววันนี้!

