GWM ประเทศไทย: สร้างประวัติศาสตร์ยอดขาย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดยานยนต์ไทย
ในโลกยานยนต์ที่หมุนเร็วราวกับกงล้อแห่งการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการแข่งขันที่ดุเดือดในทุกเซกเมนต์ แบรนด์รถยนต์จากจีนกำลังสั่นสะเทือนวงการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Great Wall Motor (GWM) ประเทศไทย ที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ยอดขายรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ด้วยยอดขายกว่า 1,731 คัน นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่น่าประทับใจ แต่คือสัญญาณที่ชัดเจนถึงการปรับตัวและกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จของ GWM ในตลาดประเทศไทย
เบื้องหลังความสำเร็จ: NEW GWM TANK 300 DIESEL และกลยุทธ์ Multi-powertrains
หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนยอดขายอันน่าทึ่งของ GWM ในเดือนพฤษภาคม 2568 คือการเปิดตัว NEW GWM TANK 300 DIESEL ซึ่งสามารถทำยอดขายได้ถึง 877 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของยอดขายรวมทั้งหมด การประสบความสำเร็จของ TANK 300 DIESEL นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในตลาดไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความต้องการรถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงที่พร้อมลุยทุกสภาพถนน พร้อมด้วยขุมพลังดีเซลที่ยังคงเป็นที่นิยมและตอบโจทย์การใช้งานในหลากหลายสถานการณ์
นายเวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวเสริมว่า ยอดขายรวม 1,731 คัน ในเดือนพฤษภาคม 2568 แสดงถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 225% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสัดส่วนอีกประมาณ 50% ของยอดขายมาจากกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มตลาดรถยนต์ในประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความสมดุลระหว่างรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) และรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่ 50:50
“การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจผ่านการนำเสนอเครื่องยนต์ที่หลากหลาย (Multi-powertrains) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยอดขายและการเติบโตของ GWM ในประเทศไทยอย่างแท้จริง” นายโจว กล่าว การมีตัวเลือกที่หลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์ดีเซล, ระบบไฮบริด (HEV), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ทำให้ GWM สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ยังคงยึดติดกับเครื่องยนต์สันดาป หรือผู้ที่พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ
GWM ประเทศไทย: ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่ยอดขายที่เหนือความคาดหมาย
จากภาพรวมยอดขายที่เคยอยู่ในระดับหลักร้อยคันต่อเดือนในช่วงปี 2567 สู่ระดับมากกว่า 1,000 คันต่อเดือนในช่วงต้นปี 2568 จนมาถึงจุดสูงสุดใหม่ที่ 1,731 คันในเดือนพฤษภาคม 2568 แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ก้าวกระโดดและมีเสถียรภาพของ GWM ในประเทศไทย ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 GWM มียอดขายสะสมถึง 5,439 คัน เติบโตขึ้น 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สวนทางกับภาพรวมตลาดรถยนต์โดยรวมที่เริ่มชะลอตัว
NEW GWM TANK 300 DIESEL: เรือธงที่แข็งแกร่งในตลาด PPV
การนำ NEW GWM TANK 300 DIESEL เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย ถือเป็นการนำกลยุทธ์ Multi-powertrains มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม และได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง TANK 300 DIESEL ได้กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงหลัก (Flagship Product) ของ GWM ที่ได้รับการยอมรับและตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยอย่างท่วมท้น ยอดสั่งจองและยอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ GWM ต้องเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับความต้องการที่ล้นหลาม พร้อมทั้งรักษามาตรฐานคุณภาพและการตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อส่งมอบรถยนต์คุณภาพสูงที่สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า
GWM คาดการณ์ว่า NEW GWM TANK 300 DIESEL จะสามารถก้าวขึ้นสู่ Top 3 ในกลุ่ม PPV ได้ในไม่ช้า ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของแบรนด์ในการแข่งขันในเซกเมนต์ที่เคยมีผู้เล่นหลักครองตลาดมานาน
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า: เน้นคุณค่าระยะยาว ไม่ใช่สงครามราคา
ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเผชิญกับ “สงครามราคา” ที่ดุเดือด GWM ยังคงยืนหยัดในแนวทางการแข่งขันที่เน้น คุณภาพและคุณค่าในระยะยาว GWM ORA Good Cat ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ยังคงสร้างยอดขายได้อย่างสม่ำเสมอ แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยไม่ได้มองหาเพียงรถยนต์ราคาถูกเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยอื่นๆ เช่น คุณภาพการผลิต, เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย, ความปลอดภัย, ความคุ้มค่า, และความเชื่อมั่นที่มีต่อแบรนด์
GWM ยึดมั่นในปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่ไม่สนับสนุนการแข่งขันด้วยสงครามราคา แต่จะมุ่งเน้นการแข่งขันด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ควบคู่ไปกับการพัฒนาเครือข่ายผู้จำหน่ายที่แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลลูกค้า และยกระดับบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดี สร้างคุณค่า และสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในระยะยาว
OMODA & JAECOO: การเติบโตที่ก้าวกระโดดและความมุ่งมั่นสู่ตลาดไทย
นอกจาก GWM แล้ว แบรนด์ในเครืออย่าง OMODA & JAECOO ซึ่งเป็นแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ก็ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตที่น่าจับตามอง ในปี 2567 ที่ผ่านมา Chery Group ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ได้มียอดขายทั่วโลกกว่า 2.6 ล้านคัน เติบโตขึ้น 38% คิดเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% และยังคงรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของจีนมายาวนานถึง 22 ปี
OMODA & JAECOO ซึ่งเปิดตัวทั่วโลกใน 33 ประเทศ ได้รับการยอมรับในฐานะแบรนด์รถยนต์ที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในระดับโลก (The Fastest International Growth Car Brand) ด้วยยอดขายทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 54% ในปีที่ผ่านมา
แผนการลงทุนครบวงจรในไทยของ OMODA & JAECOO ในปี 2568
ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ได้ประกาศแผนการรุกตลาดประเทศไทยอย่างเต็มกำลังในปี 2568 ซึ่งรวมถึง:
การเปิดตัวรถรุ่นใหม่: เตรียมนำเสนอเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System) ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Chery Automobile เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาดโลก เทคโนโลยีนี้ผสานการทำงานของเครื่องยนต์ 1.5TDGI เจเนอเรชั่นที่ 5, ระบบซูเปอร์อิเล็กทริกไฮบริด DHT (Super Electric Hybrid DHT System), และแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง ทำให้ได้สมรรถนะการขับขี่ใกล้เคียงรถยนต์ไฟฟ้าล้วน แต่ยังคงความประหยัดน้ำมัน, ประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูง, การปล่อยคาร์บอนต่ำ, และความปลอดภัยของแบตเตอรี่ที่โดดเด่น
การนำเสนอยนตรกรรมพลังงานใหม่ที่หลากหลาย: ครอบคลุมทั้ง BEV, PHEV และอื่นๆ พร้อมจัดแสดงรถยนต์ทุกโมเดลในงานมหกรรมยานยนต์ Bangkok International Motor Show
การตั้งฐานการผลิตในไทย: เตรียมเปิดโรงงานในจังหวัดระยอง คาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ซึ่งจะเป็นการยกระดับศักยภาพการผลิตและส่งออกในภูมิภาคอาเซียน
การขยายเครือข่ายโชว์รูม: ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนโชว์รูมจาก 23 แห่ง เป็นกว่า 50 แห่งทั่วประเทศในปีนี้ เพื่อให้ครอบคลุมและเข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น
การยกระดับบริการหลังการขาย:
ร่วมมือกับ DHL Express เพื่อจัดส่งอะไหล่ระหว่างประเทศภายใน 3 วัน
ขยายคลังอะไหล่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดระยะเวลาการสั่งซื้ออะไหล่เร่งด่วนจาก 30 วัน เหลือเพียง 15 วัน
เพิ่มบริการดูแลตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานให้ครบทุกโชว์รูม
เตรียมเปิดศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) แห่งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้ทุกการบริการได้มาตรฐานสูงสุด
การอัพเกรดระบบ CRM:
พัฒนาระบบการจองออนไลน์เพื่อความรวดเร็วในการเข้ารับบริการ
บริการรถยนต์ทดแทน: มอบรถยนต์ให้ลูกค้าใช้ยืม ในกรณีที่รถต้องใช้ระยะเวลาซ่อมเกิน 3 วัน
บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง: ตลอด 5 ปี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (โทร 02-0208888 กด 1)
เทคโนโลยีแบตเตอรี่: ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการปฏิวัติ EV
ข่าวดีสำหรับวงการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คือ CATL และ BYD ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลก กำลังมุ่งมั่นที่จะทำให้ ราคาแบตเตอรี่ลดลง 50% ภายในปี 2024 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์
ตามรายงานของ CnEVPost, CATL กำลังเร่งลดต้นทุนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนฟอสเฟต (LFP) VDA spec ให้มีราคาอยู่ที่ 0.4 หยวนต่อ Wh ซึ่งจะทำให้ต้นทุนแบตเตอรี่ 60 kWh ลดลงจากประมาณ 6,776 ดอลลาร์สหรัฐฯ เหลือเพียง 3,388 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงปลายปี 2567 นี้ คิดเป็นการประหยัดกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคันสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
BYD เองก็มีแผนเช่นเดียวกันผ่าน FinDreams แผนกผลิตแบตเตอรี่ โดยมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรและลดต้นทุนอย่างต่อเนื่อง การลดลงของราคาแบตเตอรี่นี้ เป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดลิเธียมที่จากเดิมเคยพุ่งสูง กลับสู่ภาวะอุปทานส่วนเกินในปัจจุบัน
เซลล์แบตเตอรี่ VDA คืออะไร?
เซลล์แบตเตอรี่ VDA เป็นมาตรฐานเซลล์แบตเตอรี่ทรงปริซึมสี่เหลี่ยมที่พัฒนาขึ้นในประเทศเยอรมนี โดยมีขนาดมาตรฐานคือ ยาว 148 มม., กว้าง 26.5 มม., และสูง 91 มม. ซึ่งแตกต่างจากเซลล์ทรงกระบอกที่ Tesla นิยมใช้ หรือเซลล์แบบ Pouch ที่ GM เคยใช้ การใช้เซลล์ VDA ที่มีอัตราการชาร์จ 2.2C หมายความว่าสามารถชาร์จจนเต็มได้ภายใน 30 นาทีหรือน้อยกว่า ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า
นัยสำคัญของการลดราคาแบตเตอรี่ต่อการปฏิวัติ EV
การลดลงของราคาแบตเตอรี่ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคและอุตสาหกรรม EV โดยรวม แม้ว่าผู้ผลิตรถยนต์บางราย โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา อาจยังคงมีอุปสรรคทางการค้าและภาษีในการนำเข้าแบตเตอรี่จากจีน แต่การลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ในจีนจะส่งผลดีต่อตลาด EV ในภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก และอาจรวมถึงยุโรป หากไม่มีอุปสรรคทางการค้ามากนัก
แม้ว่าราคาแบตเตอรี่ที่ลดลงอาจไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาขายรถยนต์ EV ทันที เนื่องจากยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่การทำให้แบตเตอรี่มีราคาถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถแข่งขันกับรถยนต์สันดาปได้ในระยะยาว และทำให้การปฏิวัติ EV สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
Changan Automobile: ยักษ์ใหญ่จากจีนกับการลงทุนในประเทศไทย
Changan Automobile Co., Ltd. คือหนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของประเทศจีน ด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 161 ปี และประสบการณ์การผลิตรถยนต์กว่า 37 ปี Changan เป็นแบรนด์ยานยนต์ในประเทศที่มียอดขายสูงที่สุดในจีนมาอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด Changan ได้ประกาศลงทุน 9,800 ล้านบาท เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งจะใช้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถ EV, PHEV, และ REEV (Range Extended EV) พวงมาลัยขวาในภูมิภาคอาเซียน โดยตั้งเป้ากำลังการผลิต 100,000 คันต่อปี เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศและส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, สหราชอาณาจักร, และแอฟริกาใต้
Changan มีความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาใน 6 ประเทศ 9 ภูมิภาคทั่วโลก และมีรถยนต์ที่หลากหลายครอบคลุมทั้ง SUV, MPV, และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รวมถึงรถยนต์พลังงานใหม่ภายใต้แผนกลยุทธ์ “Shangri-La Plan” ที่มุ่งยุติการขายรถยนต์สันดาปภายในและผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายในปี 2568
เทคโนโลยีใหม่จากแบรนด์พันธมิตร: Huawei และ Avatr
Changan ยังได้ร่วมมือกับ Huawei ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ เช่น Changan Lumin, Changan Deepal SL03, Changan Qiyuan A07, และ Changan S7 นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ Avatr ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ Huawei และ CATL ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง เช่น Avatr 11 ที่มาพร้อมมอเตอร์คู่, แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 116.79 kWh วิ่งได้ไกล 705 กม. (CLTC) และรองรับการชาร์จ DC สูงสุดถึง 240 kW
Mazda: ยกระดับ CX-5 สู่ตลาดรถหรู
ตามรายงานจากนิตยสาร Best Car ของญี่ปุ่น Mazda กำลังพิจารณาที่จะยกระดับรถ SUV รุ่น CX-5 ใหม่ ให้มีสมรรถนะและความหรูหราเทียบเท่าแบรนด์รถหรูอย่าง Mercedes-Benz และ BMW เพื่อแข่งขันในตลาดรถหรูที่กำลังเติบโต
CX-5 รุ่นใหม่คาดว่าจะถูกพัฒนาบนโครงสร้างเดียวกับ Mazda 6 ที่จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อน 4 ล้อ รวมถึงเครื่องยนต์ใหม่แบบ Mild-Hybrid และดีเซล นอกจากนี้ อาจมีรุ่น Fastback ในชื่อ CX-50 เพื่อแข่งขันกับ BMW X6
หากแผนการนี้เกิดขึ้นจริง Mazda จะเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นที่กล้าเข้ามาแข่งขันในตลาดรถหรู ซึ่งจะสร้างสีสันและความน่าสนใจให้กับตลาดรถยนต์ในอนาคต
Mercedes-Benz GLC EV: ก้าวสำคัญสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า 100%
Mercedes-Benz ยังคงเดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ด้วยการเตรียมเปิดตัว Mercedes-Benz GLC EV ในฤดูใบไม้ผลิปี 2026 แม้ว่า GLC รุ่นเครื่องยนต์สันดาปจะเป็นรถขายดีอันดับหนึ่งของแบรนด์ แต่การพัฒนา GLC EV รุ่นไฟฟ้า 100% โดยใช้ชื่อเดิม ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด
GLC EV สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มไฟฟ้า 800V ใหม่ทั้งหมด สามารถปรับขนาดเพื่อรองรับการพัฒนา EV รุ่นอื่นในอนาคต รถต้นแบบมีฐานล้อยาวกว่ารุ่นเดิม เพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารและห้องเก็บสัมภาระ พร้อม Frunk ขนาด 100 ลิตร
สมรรถนะและเทคโนโลยีที่น่าสนใจของ GLC EV:
แบตเตอรี่: 94.5 kWh (NMC) และมีเวอร์ชัน LFP สำหรับบางตลาด
มอเตอร์ไฟฟ้าคู่: ให้กำลังรวม 483 แรงม้า (360 kW)
ระยะทางวิ่ง (WLTP): 650 กิโลเมตร
ระบบชาร์จ: รองรับ 800V DC fast charging สูงสุด 320 kW (ชาร์จ 260 กม. ใน 10 นาที)
พอร์ต NACS: รองรับการใช้งานกับ Tesla Supercharger ได้ทันที
ระบบช่วงล่าง: ถุงลมปรับได้ 2 โหมด (Comfort และ Sport)
ระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง: หมุนได้สูงสุด 4.5 องศา ทำให้รัศมีวงเลี้ยวเพียง 11 เมตร
แม้ว่า Mercedes-Benz ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีภายในห้องโดยสาร, รูปลักษณ์จริง, และราคาขาย แต่ GLC EV แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ดีทั้งด้านการออกแบบ, การขับขี่, และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าจับตาในตลาด SUV ไฟฟ้าขนาดกลางที่กำลังแข่งขันสูง
บทสรุป
ปี 2568 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แบรนด์รถยนต์จากจีนอย่าง GWM และ OMODA & JAECOO กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่างและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Changan, Mazda, และ Mercedes-Benz ก็กำลังทุ่มเทกับการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าและยกระดับผลิตภัณฑ์เพื่อแข่งขันในตลาดที่มีความต้องการหลากหลาย
เทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ถูกลง และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด EV ต่อไป ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นนี้ ผู้บริโภคคือผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการมีตัวเลือกที่หลากหลาย คุณภาพที่ดีขึ้น และราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ถึงเวลาแล้วที่คุณจะก้าวไปสู่โลกยานยนต์แห่งอนาคต! สำรวจเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด, พิจารณาทางเลือกที่หลากหลาย, และเลือกยานยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของคุณอย่างแท้จริง ติดต่อผู้จำหน่ายเพื่อทดลองขับ หรือเยี่ยมชมโชว์รูม เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับที่จะพาคุณไปสู่อนาคตของการเดินทางที่ยั่งยืนและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น
![N0701123 นดานแก ยาก [ตอนจบ] part2](https://filmth1.themtraicay.com/wp-content/uploads/2026/01/image-399.png)
