GWM ประเทศไทย: ทะยานสู่ผู้นำตลาดด้วยยอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ – กลยุทธ์ Multi-Powertrains จุดเปลี่ยนสำคัญ
ในวงการยานยนต์ไทยที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด กลับมีผู้เล่นที่สามารถสร้างปรากฏการณ์ก้าวกระโดดได้อย่างน่าทึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) หรือ GWM (Thailand) ได้ประกาศความสำเร็จที่เหนือความคาดหมาย ด้วยการทำยอดขายรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ด้วยจำนวน 1,731 คัน ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างสถิติใหม่ให้กับบริษัท แต่ยังสะท้อนถึงการตอบรับอันแข็งแกร่งของผู้บริโภคชาวไทยต่อทิศทางและผลิตภัณฑ์ของ GWM
นายเวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกถึงความสำเร็จครั้งนี้ว่า “ยอดขายในเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ทะลุ 1,731 คันนั้น เติบโตขึ้นถึง 225% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง” เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จนี้มีปัจจัยหลักมาจาก NEW GWM TANK 300 DIESEL ซึ่งกลายเป็นดาวเด่นของแบรนด์ โดยมียอดขายสูงถึง 877 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 50% ของยอดขายทั้งหมด
“สัดส่วนยอดขายที่แบ่งเป็น NEW GWM TANK 300 DIESEL และรถยนต์พลังงานใหม่ในอัตราส่วนใกล้เคียง 50:50 นี้ สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดรถยนต์ไทยโดยรวม ที่กำลังเข้าสู่ยุคแห่งความสมดุลระหว่างรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์พลังงานทางเลือก” นายเวย์น กล่าวเสริม
นับตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา GWM ได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่มั่นคง โดยยอดขายรายเดือนได้ไต่ระดับจากหลักร้อยมาสู่ระดับพันคันในช่วงต้นปี 2568 และมาถึงจุดสูงสุดในเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและกลยุทธ์ที่ถูกต้องของบริษัท
“หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนยอดขายและการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ GWM ในประเทศไทย คือการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจสู่การนำเสนอ เครื่องยนต์ที่หลากหลาย (Multi-powertrains)” นายเวย์น ย้ำถึงความสำคัญของนโยบายนี้
5 เดือนแรกของปี 2568: GWM ทะยานสวนกระแสตลาด
ตลอด 5 เดือนแรกของปี 2568 (มกราคม – พฤษภาคม) GWM สามารถทำยอดขายสะสมไปได้ถึง 5,439 คัน คิดเป็นการเติบโตที่น่าประทับใจถึง 50% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้ยิ่งมีความโดดเด่นเมื่อพิจารณาว่า ตลาดรถยนต์โดยรวมของไทยกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวและมีอัตราการเติบโตที่ลดลง
NEW GWM TANK 300 DIESEL: ผลลัพธ์รูปธรรมของกลยุทธ์ Multi-Powertrains
การนำ NEW GWM TANK 300 DIESEL เข้าสู่ตลาดประเทศไทย ถือเป็นการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ Multi-Powertrains ที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ยนตรกรรมรุ่นนี้ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เรือธง (Flagship Product) ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากผู้บริโภคชาวไทย โดยมีอัตราการเติบโตของยอดสั่งจองและยอดขายที่สูงอย่างต่อเนื่อง
“เราคาดการณ์ว่า NEW GWM TANK 300 DIESEL จะสามารถก้าวขึ้นสู่ Top 3 ในกลุ่มรถยนต์ PPV ได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้” นายเวย์น กล่าวอย่างมั่นใจ “เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เราได้เพิ่มกำลังการผลิต และให้ความสำคัญสูงสุดกับการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับรถยนต์ที่มีคุณภาพสูงสุด”
ชูคุณภาพ เหนือสงครามราคา: GWM ORA Good Cat ยังคงแข็งแกร่ง
ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกกำลังเผชิญกับ “สงครามราคา” ที่รุนแรง GWM ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการแข่งขันด้าน คุณภาพและคุณค่าในระยะยาว
“GWM ORA Good Cat ยังคงรักษาฐานยอดขายได้อย่างคงที่” นายเวย์น ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์ EV ของบริษัท “นี่แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยไม่ได้มองหาเพียงแค่รถยนต์ราคาถูก แต่ให้ความสำคัญกับ คุณภาพ, ความล้ำสมัย, ความปลอดภัย, ความคุ้มค่า, ความคุ้มราคา และที่สำคัญคือ ความเชื่อมั่นในแบรนด์”
GWM เลือกที่จะไม่เข้าร่วมการแข่งขันด้วยกลยุทธ์สงครามราคา แต่จะมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง การสร้างและเสริมสร้างเครือข่ายผู้จำหน่ายให้แข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลลูกค้า และพัฒนาระบบ บริการหลังการขาย (After-sales Service) ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด การมุ่งเน้นประสบการณ์ที่ดี การสร้างคุณค่า และการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว คือหัวใจหลักของ GWM
ความได้เปรียบทางการแข่งขัน: ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ทุกประเภทพลังงาน
แม้จะอยู่ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนและเผชิญกับการแข่งขันที่สูง GWM ยังคงสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคง “เรามีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เหนือกว่าผู้เล่นรายอื่น ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างครอบคลุมในทุกประเภทพลังงาน” นายเวย์น กล่าว
“ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไฮบริด (Hybrid), รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid), รถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และล่าสุดคือ รถยนต์เครื่องยนต์ดีเซล เรามีทางเลือกที่พร้อมสำหรับทุกไลฟ์สไตล์และความต้องการ”
OMODA & JAECOO: เติบโตระดับโลก จ่อรุกตลาดไทยเต็มสูบ
นอกเหนือจากความสำเร็จของ GWM แบรนด์น้องใหม่อย่าง OMODA & JAECOO ซึ่งอยู่ภายใต้กลุ่ม Chery Automobile ก็กำลังสร้างปรากฏการณ์การเติบโตอย่างน่าจับตา ด้วยยอดขายทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 54% ในปีที่ผ่านมา
Chery Automobile ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ด้วยยอดขายรวมทั่วโลก 2.6 ล้านคัน เติบโต 38% และรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของจีนมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี ในขณะที่ OMODA & JAECOO ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวได้เพียง 2 ปี ได้ขยายเครือข่ายไปแล้วถึง 33 ประเทศทั่วโลก
ฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมดา แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ปี 2567 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมานี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อรถและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยของเรา แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง”
แผนลงทุนครบวงจรในไทยปี 2568: เปิดตัวรถรุ่นใหม่, ตั้งฐานการผลิต, ขยายโชว์รูม
OMODA & JAECOO ประเทศไทย ได้ประกาศแผนการลงทุนอย่างเต็มรูปแบบในปี 2568 โดยมีไฮไลท์สำคัญดังนี้:
เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่: เตรียมนำเสนอเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System) ที่ต่อยอดจากเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Chery Automobile เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดยานยนต์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีนี้ประกอบด้วยเครื่องยนต์ 1.5TDGI เจเนอเรชั่นที่ 5, ระบบซูเปอร์อิเล็กทริกไฮบริด DHT และแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง ผสานการทำงานของเครื่องยนต์สันดาปเข้ากับประสบการณ์การขับขี่แบบรถยนต์ไฟฟ้าล้วน มอบระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน, ประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Thermal Efficiency) ที่ยอดเยี่ยม, การปล่อยคาร์บอนต่ำ และความปลอดภัยของแบตเตอรี่ในระดับสูง
หลากหลายทางเลือกพลังงาน: นอกเหนือจากระบบไฮบริด OMODA & JAECOO ยังพร้อมนำเสนอ ยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles) หลากหลายรูปแบบ ทั้ง BEV, PHEV และอื่นๆ เตรียมจัดเต็มกองทัพผลิตภัณฑ์ทุกโมเดลในงานมหกรรมยานยนต์ Bangkok International Motor Show
ตั้งฐานการผลิตในไทย: เตรียมเปิด ฐานการผลิตรถยนต์ที่โรงงานในจังหวัดระยอง คาดว่าจะเริ่มเดินสายการผลิตใน ไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตและตอบสนองความต้องการของตลาดในภูมิภาค
ขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ: ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนโชว์รูมจากเดิม 23 แห่ง เป็น กว่า 50 แห่งทั่วประเทศ ในปีนี้ ควบคู่ไปกับการยกระดับ บริการหลังการขาย อย่างเต็มรูปแบบ
ยกระดับบริการหลังการขาย: ส่งมอบอะไหล่ภายใน 3 วัน, ขยายคลังอะไหล่
OMODA & JAECOO ให้ความสำคัญกับการสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า โดยได้ร่วมมือกับ DHL Express เพื่อดำเนินการจัดส่งอะไหล่ระหว่างประเทศให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน พร้อมทั้งขยายคลังอะไหล่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ และลดระยะเวลาการสั่งซื้ออะไหล่เร่งด่วนจาก 30 วัน เหลือเพียง 15 วัน
นอกจากนี้ ยังมีแผนเพิ่ม บริการดูแลตัวถังและสี ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานให้ครบทุกโชว์รูม และเตรียมเปิด ศูนย์ฝึกอบรม (Training Center) แห่งใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้ทุกการบริการเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด
CRM อัจฉริยะ: ระบบจองออนไลน์, รถยนต์ทดแทน, ช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชม.
เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า OMODA & JAECOO กำลังพัฒนาระบบ CRM (Customer Relationship Management) โดยเฉพาะ ระบบการจองออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่รวดเร็ว และมี บริการรถยนต์ทดแทน (Replacement Vehicle) สำหรับกรณีที่รถของลูกค้าต้องใช้ระยะเวลาซ่อมเกิน 3 วัน
ที่สำคัญคือ บริการ ช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศไทย (โทร 02-0208888 กด 1) ที่มอบให้ฟรี 5 ปี โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง
แนวโน้มตลาดรถยนต์ EV: ต้นทุนแบตเตอรี่ลดลง, ความท้าทายใหม่
ข้อมูลจาก CATL และ BYD ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการลดต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่ลง 50% ภายในปี 2568 ซึ่งถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
ราคาแบตเตอรี่ที่ถูกลง: CATL มีแผนจะลดราคาเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ลงเหลือ 0.4 หยวนต่อ Wh ซึ่งหมายความว่าแบตเตอรี่ขนาด 60 kWh อาจมีราคาลดลงถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปลายปี 2567
เซลล์แบตเตอรี่ VDA: มาตรฐานเซลล์แบตเตอรี่ปริซึมสี่เหลี่ยม VDA จะถูกนำมาใช้มากขึ้น โดย CATL จะส่งมอบเซลล์ LFP ขนาด 173 Ah VDA-spec พร้อมการชาร์จเร็ว 2.2C ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ในราคาเฉลี่ย 0.4 หยวนต่อ Wh ซึ่งลดลงอย่างมากจากราคา 0.8-0.9 หยวนต่อ Wh ในปีก่อนหน้า
BYD เดินหน้าลดต้นทุน: FinDreams แผนกผลิตแบตเตอรี่ของ BYD ก็มีแผนการลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมีเป้าหมายที่จะลดราคาแบตเตอรี่เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาด
ผลกระทบต่อการปฏิวัติวงการ EV:
การลดลงของต้นทุนแบตเตอรี่นี้ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ การปฏิวัติวงการยานยนต์ไฟฟ้า (EV Revolution) โดยคาดว่า:
รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น: ผู้บริโภคจะมีโอกาสซื้อรถยนต์ไฟฟ้าที่มีสมรรถนะสูงในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น
การแข่งขันในตลาด EV เพิ่มสูงขึ้น: ผู้ผลิตรถยนต์จะสามารถนำเสนอรถยนต์ EV ที่มีราคาแข่งขันได้มากขึ้น
การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่: แรงกดดันด้านต้นทุนจะกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายที่สำคัญในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่มีอุปสรรคทางการค้าและนโยบายกีดกันเทคโนโลยีจากจีน ซึ่งอาจทำให้การลดต้นทุนแบตเตอรี่ไม่ส่งผลกระทบทั่วถึงเท่าที่ควร
Changan Automobile: ยักษ์ใหญ่จากจีน ก้าวสู่ตลาด EV ไทย
Changan Automobile หนึ่งในผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของประเทศจีน ที่มีประวัติยาวนานกว่า 161 ปี ได้ประกาศการลงทุนมูลค่า 9,800 ล้านบาท เพื่อตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
ประวัติและความแข็งแกร่ง: Changan เป็นแบรนด์อันดับ 4 ในกลุ่มยานยนต์ชั้นนำของจีน มีประสบการณ์การผลิตรถยนต์กว่า 37 ปี และมีความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง
การวิจัยและพัฒนาทั่วโลก: มีเครือข่าย R&D ใน 6 ประเทศ 9 ภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, เยอรมนี, ญี่ปุ่น และอิตาลี
ผลิตภัณฑ์หลากหลาย: ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ SUV, MPV และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์กว่า 19 ล้านคัน ใน 50 ประเทศทั่วโลก
กลยุทธ์พลังงานใหม่: ดำเนินการตามแผน “Shangri-La Plan” โดยมุ่งมั่นจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบเดิม และเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทั้งหมดภายในปี 2568
รถยนต์ไฟฟ้าที่น่าสนใจ: Changan ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตาหลายรุ่น เช่น Changan Lumin, Changan Deepal SL03, Changan Qiyuan A07, Changan S7 และ Avatr 11 (ร่วมกับ Huawei)
เป้าหมายการผลิตในไทย: Changan เลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถ EV, PHEV, REEV พวงมาลัยขวาในอาเซียน ตั้งเป้าผลิต 1 แสนคันต่อปี เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศและส่งออกไปยังออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, อังกฤษ และแอฟริกาใต้
Mazda: ยกระดับ CX-5 สู่ตลาดพรีเมียม
มีรายงานจากนิตยสาร Best Car ของญี่ปุ่นว่า Mazda กำลังวางแผนยกระดับ CX-5 รุ่นใหม่ให้หรูหราและทรงพลังยิ่งขึ้น เพื่อแข่งขันในตลาดรถหรูที่ปัจจุบันมี Mercedes-Benz และ BMW เป็นผู้นำ
กลยุทธ์ยกระดับแบรนด์: CX-5 รุ่นใหม่จะถูกพัฒนาบนโครงสร้างเดียวกับ Mazda 6 ที่จะเปิดตัวเร็วๆ นี้ พร้อมระบบขับเคลื่อนล้อหลังและขับเคลื่อน 4 ล้อ
เครื่องยนต์ใหม่: มีทั้งแบบ Mild-Hybrid และเครื่องยนต์ดีเซล
ตัวเลือก 2 โมเดล: CX-5 (Compact SUV) และ CX-50 (Fastback SUV Coupe)
หากกลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จ Mazda จะกลายเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นที่กล้าก้าวเข้ามาแข่งขันในตลาดรถหรูอย่างเต็มตัว
Mercedes-Benz GLC EV: สู่ยุคใหม่แห่ง SUV ไฟฟ้า
Mercedes-Benz ประกาศความพร้อมในการเข้าสู่สมรภูมิรถไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยการส่ง Mercedes-Benz GLC EV ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวในฤดูใบไม้ผลิปี 2026
แพลตฟอร์มใหม่ 800V: สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มไฟฟ้า 800V ใหม่ทั้งหมด สามารถปรับขนาดได้เพื่อรองรับ EV รุ่นอื่นๆ ในอนาคต
ดีไซน์ที่ล้ำสมัย: ฐานล้อยาวขึ้น, หลังคาเตี้ยลง ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัย พร้อมพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง และ Frunk ขนาด 100 ลิตร
สมรรถนะและระยะทาง: รุ่นต้นแบบ GLC 400e มาพร้อมแบตเตอรี่ 94.5 kWh, มอเตอร์คู่ ให้กำลัง 483 แรงม้า วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 650 กม. (WLTP)
ระบบชาร์จ DC Fast Charging 320 kW: เติมระยะทาง 260 กม. ได้ภายใน 10 นาที รองรับพอร์ต NACS และสามารถใช้กับ Tesla Supercharger ได้
ระบบช่วงล่างและบังคับเลี้ยว: ช่วงล่างถุงลมปรับได้, ระบบบังคับเลี้ยวล้อหลัง ช่วยเพิ่มความคล่องตัว
Mercedes-Benz GLC EV ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Mercedes-Benz ในการแข่งขันในตลาด SUV ไฟฟ้าขนาดกลางที่กำลังร้อนแรง
อนาคตแห่งการขับเคลื่อน:
การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและระดับโลกกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว GWM และ OMODA & JAECOO กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นในการนำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัย คุณภาพที่เหนือกว่า และการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย
ด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด การลงทุนที่จริงจัง และการให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหัวใจหลัก ทั้ง GWM และ OMODA & JAECOO ไม่เพียงแต่กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตนเอง แต่ยังกำลังขับเคลื่อนอนาคตแห่งการขับเคลื่อนในประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
คุณเองก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ได้! หากคุณกำลังมองหายานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต และบริการหลังการขายที่เหนือระดับ อย่ารอช้าที่จะ สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่าง ที่ โชว์รูม GWM และ OMODA & JAECOO ใกล้บ้านคุณ หรือ เยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ วันนี้!

