BYD Song ทะยานสู่บัลลังก์รถยนต์ไฟฟ้าขายดีที่สุดในจีน ประจำพฤศจิกายน 2568: ภาพสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจตลาด EV
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกมาโดยตลอด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาในตลาดรถยนต์จีนนั้น ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงพลวัตที่น่าทึ่งและรวดเร็วของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การที่ BYD Song สามารถคว้าตำแหน่งรถยนต์ขายดีที่สุดในตลาดจีน ด้วยยอดขายถล่มทลายถึง 56,000 คัน แซงหน้า Tesla Model Y ซึ่งครองอันดับสองที่ 55,000 คันนั้น ไม่ใช่เพียงสถิติยอดขายที่น่าประทับใจเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในตลาด EV ระดับโลก
ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ยืนยันถึงภาพรวมอันแข็งแกร่งของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบขายส่งในเดือนพฤศจิกายนอยู่ที่ 1.706 ล้านคัน เพิ่มขึ้นถึง 18.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 5.8% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่ยอดขายปลีกขยับขึ้น 4.2% เมื่อเทียบปีก่อน และ 3.0% เมื่อเทียบเดือนก่อนหน้า สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง และศักยภาพในการเติบโตของตลาด รถยนต์ไฟฟ้า BYD และ Tesla Model Y ซึ่งเป็นสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการ EV
การผงาดขึ้นของแบรนด์จีน: Xiaomi YU7 สู่ 10 อันดับแรก
สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ การที่รถยนต์ไฟฟ้ากวาด 9 ใน 10 อันดับแรกของรถยนต์ขายดีที่สุดประจำเดือนพฤศจิกายน ซึ่งตอกย้ำถึงการยอมรับและอิทธิพลของรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ที่สร้างความฮือฮาอย่างแท้จริง คือการปรากฏตัวของ Xiaomi YU7 รถ SUV รุ่นแรกของแบรนด์เทคโนโลยีชื่อดังอย่าง Xiaomi ซึ่งสามารถทะยานเข้ามาติดอันดับ 10 ด้วยยอดขายเกิน 33,000 คัน นี่คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า แบรนด์ที่ไม่ได้มีต้นกำเนิดจากอุตสาหกรรมยานยนต์โดยตรง ก็สามารถเข้ามาสร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดรถยนต์ได้ หากมีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่ชาญฉลาด โดยเฉพาะการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ซึ่งเป็นจุดแข็งของ Xiaomi
สัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดจีน: แบรนด์จีนยังคงครองความได้เปรียบ
จากข้อมูลของ CAAM ยังแสดงให้เห็นถึงภาพรวมของสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดค้าปลีกของจีน ซึ่งอยู่ที่ 59.3% ของยอดขายรถยนต์โดยรวม เพิ่มขึ้นถึง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เมื่อจำแนกตามกลุ่มแบรนด์ พบว่ากลุ่มแบรนด์ในประเทศจีนยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดที่โดดเด่นที่สุดถึง 79.6% แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความนิยมที่ผู้บริโภคชาวจีนมีต่อแบรนด์ของตนเอง ในขณะที่กลุ่มรถยนต์หรูอยู่ที่ 38.8% และกลุ่มกิจการร่วมค้าหลัก (Joint Ventures) มีสัดส่วนเพียง 8% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพในอดีต
เมื่อพิจารณาโครงสร้างส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกรถยนต์ไฟฟ้าในเดือนพฤศจิกายน 2568 แบรนด์ในประเทศจีนยังคงครองส่วนแบ่งมากถึง 67.5% แม้ว่าจะลดลงเล็กน้อย 5.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ แบรนด์เกิดใหม่ (Emerging Brands) ซึ่งประกอบด้วย Xiaopeng, Leap Motor, และ Xiaomi ได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นถึง 5.9% สู่ระดับ 22.1% ในขณะที่ Tesla และบริษัทร่วมทุนมีส่วนแบ่งลดลงเล็กน้อย บ่งชี้ว่าภูมิทัศน์ของตลาด EV กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และผู้เล่นรายใหม่กำลังเข้ามาท้าทายผู้นำเดิมอย่างไม่เกรงกลัว
Motor Show 2025 ประเทศไทย: BYD ยืนยันความเป็นผู้นำตลาด EV ในไทย
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในประเทศจีนเท่านั้น หากมองมาที่ตลาดประเทศไทย งาน Motor Show 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของตลาดรถยนต์ไทย โดยมียอดจองรถยนต์รวมสูงถึง 77,379 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย
บทพิสูจน์ความร้อนแรงของ BYD ในประเทศไทยก็ปรากฏชัดเจนในงานนี้ โดยสามารถคว้ายอดจองอันดับ 1 ไปครองด้วยยอดรวมถึง 10,353 คัน แซงหน้าแชมป์เก่าอย่าง Toyota ที่ทำไปได้ 9,819 คัน นี่คือเครื่องยืนยันว่า BYD Dolphin ซึ่งได้รับส่วนลดพิเศษ 1 แสนบาท สามารถกวาดยอดจองไปถึง 4,014 คัน หรือคิดเป็น 38.8% ของยอดจองทั้งหมดของแบรนด์ ด้วยราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายเพียง 499,000 บาท
ส่วนอันดับ 3 ตกเป็นของ GAC (AION/HYPTEC) อีกหนึ่งแบรนด์จากจีนที่มาแรงเช่นกัน ด้วยยอดจอง 7,018 คัน โดยเฉพาะรุ่น AION UT ซึ่งถือเป็นคู่แข่งโดยตรงของ BYD Dolphin ก็ทำยอดจองได้อย่างน่าประทับใจถึง 4,568 คัน หรือคิดเป็น 65.09% ของยอดจองทั้งหมดของแบรนด์
การแข่งขันที่ดุเดือด: แบรนด์ดั้งเดิมต้องเร่งปรับตัว
สรุป 10 อันดับแรกของยอดจองในงาน Motor Show 2025 แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน:
BYD: 10,353 คัน
Toyota: 9,819 คัน
GAC (AION/HYPTEC): 7,018 คัน
ChangAn (Deepal/AVATR): 6,589 คัน
Honda: 5,948 คัน
MG: 5,910 คัน
GWM: 4,959 คัน
Mitsubishi: 4,398 คัน
Nissan: 3,139 คัน
Isuzu: 2,989 คัน
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตอย่างต่อเนื่องของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะจากประเทศจีน กำลังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของตลาดรถยนต์ในปัจจุบัน และเป็นที่น่าจับตามองต่อไปในอนาคต ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ดั้งเดิม โดยเฉพาะจากญี่ปุ่นและยุโรป กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พวกเขาจำเป็นต้องเร่งปรับตัว พัฒนาผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านราคา เทคโนโลยี และการสร้างความแตกต่าง เพื่อรักษาฐานลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาดในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
ภาพรวมรถยนต์ที่น่าสนใจในตลาดปี 2568: เทรนด์และผู้ชนะ
นอกเหนือจากกระแส EV ที่มาแรงแล้ว ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Sedan) ก็ยังคงมีกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรุ่นที่เน้นความคุ้มค่า ประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ในปี 2568 มีหลายรุ่นที่โดดเด่นและเป็นที่ต้องการของตลาด ดังนี้
Honda Civic: ความสปอร์ตที่ลงตัวกับเทคโนโลยี
Honda Civic ยังคงเป็นชื่อที่หลายคนนึกถึงเมื่อพูดถึงรถเก๋งที่สมดุลระหว่างสมรรถนะ ดีไซน์ และเทคโนโลยี โฉมไมเนอร์เชนจ์ล่าสุดที่ปรับปรุงรูปลักษณ์ให้ดูสปอร์ตและหรูหราขึ้น พร้อมการเพิ่มออปชัน ทำให้ Honda Civic เป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ระบบช่วงล่างที่พัฒนาใหม่ การเก็บเสียงที่ดีขึ้น และเบาะนั่งที่สะดวกสบาย ทำให้ประสบการณ์การขับขี่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในเมืองหรือเดินทางไกล เครื่องยนต์ 1.5 Turbo ให้กำลังที่เพียงพอ พร้อมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่น่าพอใจ และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ทำให้ Honda Civic FE Minorchange เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
Honda City: ความคุ้มค่าในยุคประหยัดพลังงาน
สำหรับผู้ที่มองหารถเก๋งขนาดเล็กที่ประหยัดน้ำมัน และยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะที่ดี Honda City คือหนึ่งในตัวเลือกที่โดดเด่น โดยเฉพาะรุ่น e:HEV ที่มาพร้อมกับระบบไฮบริด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้อย่างยอดเยี่ยม ดีไซน์ที่ดูทันสมัยและสมส่วน พร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวาง ทำให้ Honda City เป็นรถที่ขับขี่ในเมืองได้อย่างคล่องตัว และให้ความรู้สึกเหมือนขับรถคันใหญ่กว่าขนาด การแจ้งเตือนเปลี่ยนน้ำมันเครื่องบนหน้าปัดก็เป็นฟีเจอร์เล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดของผู้ผลิต
Honda Accord: ความหรูหราและสมรรถนะระดับพรีเมียม
ในกลุ่มรถยนต์ D-Segment, Honda Accord ยังคงรักษามาตรฐานความนิยมได้อย่างต่อเนื่อง รุ่นใหม่ที่มาพร้อมระบบไฮบริดในทุกรุ่นย่อย ทำให้เป็นรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม จุดเด่นด้านความปลอดภัย ทั้งระบบรักษาช่องทางเดินรถ ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน และเรดาร์ตรวจจับระยะทาง ทำให้การขับขี่ทางไกลมีความสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ที่สนุกสนาน Honda Accord e:HEV ก็ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากรถสปอร์ตเทอร์โบ
Toyota Corolla Altis: ความทนทานที่มาพร้อมความทันสมัย
Toyota Corolla Altis ยังคงเป็นขวัญใจชาวไทย ด้วยชื่อเสียงด้านความคุ้มค่า ความทนทาน และการบำรุงรักษาที่ง่าย โฉม GR Sport ที่เพิ่มความสปอร์ตเข้ามา ทำให้ดูน่าดึงดูดมากขึ้น ระบบความปลอดภัยและช่วงล่างที่ได้รับการปรับปรุง ทำให้การขับขี่นุ่มนวลและเกาะถนนมากขึ้น ฟีเจอร์อย่าง Head Up Display แสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้ารถ ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้อย่างมาก Toyota Corolla Altis ในปัจจุบัน ถือเป็นรถยนต์ที่คุ้มค่าและครบครันอย่างแท้จริง
Toyota Camry: ความสบายระดับผู้บริหาร
หากมองหารถเก๋งที่ให้ความสบายสูงสุดในการเดินทาง โดยเฉพาะการเดินทางไกล Toyota Camry คือคำตอบที่น่าประทับใจ ดีไซน์ที่สวยงามพรีเมียม ผสานกับพละกำลังที่เหลือล้นจากเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 227 แรงม้า ทำให้การขับขี่ราบรื่น เนียนเท้า และประหยัดน้ำมัน การเก็บเสียงที่ดีเยี่ยม และช่วงล่างที่แน่น ทำให้ประสบการณ์การนั่ง Toyota Camry นั้นเหนือกว่าใคร
Toyota Yaris Ativ: ความคุ้มค่าที่เหนือความคาดหมาย
Toyota Yaris Ativ คือรถยนต์ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รถยนต์ราคาเข้าถึงได้ ก็สามารถมีดีไซน์ที่สวยงาม ออปชันที่ล้น และสมรรถนะที่ดีเยี่ยมได้ การออกแบบตัวถังแบบ Fastback Style ที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศต่ำเพียง 0.284 ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งขึ้น การเก็บเสียงที่ยอดเยี่ยมกว่าที่คาด และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ทำให้ Toyota Yaris Ativ กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งในกลุ่มรถยนต์ Sub-Compact
Mazda 2 Sedan: ดีไซน์สปอร์ตในขนาดกะทัดรัด
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย และมีความเป็นสปอร์ต Mazda 2 Sedan คือตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม แม้จะมีขนาดเล็ก แต่สมรรถนะของรถคันนี้เกินตัวอย่างแท้จริง ด้วยเทคโนโลยี GVC-Plus ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้ง ทำให้การขับขี่สนุกและมั่นใจยิ่งขึ้น Mazda 2 Sedan เป็นรถยนต์ที่แสดงออกถึงปรัชญา KODO Design ของ Mazda ได้อย่างชัดเจน
Mazda 3 Sedan: ความสง่างามที่มาพร้อมสมรรถนะ
Mazda 3 Sedan คือนิยามของ “เรียบง่ายแต่งดงาม” ด้วยการออกแบบที่ลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็น จนเกิดเป็นความเรียบหรู มีสไตล์ เครื่องยนต์ SKYACTIV-G 2.0 ลิตร ให้กำลังและแรงบิดที่น่าพอใจ พร้อมการประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการปรับปรุงโครงสร้างช่วงล่างและระบบเบรก ทำให้ Mazda 3 Sedan มีสมรรถนะการทรงตัวที่ยอดเยี่ยม และยังคงไว้ซึ่งความเงียบและความสบายภายในห้องโดยสาร
MG 5: ดีไซน์สปอร์ตคูเป้ซีดาน ราคาที่เข้าถึงได้
MG 5 ได้รับการตอบรับที่ดีในตลาด ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่น สไตล์สปอร์ตคูเป้ซีดาน ที่ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถยนต์หรู แต่มาในราคาที่เข้าถึงได้ ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย มาพร้อม Sunroof และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร ให้กำลังที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน ระบบความปลอดภัยที่หลากหลาย และเทคโนโลยี i-SMART ทำให้ MG 5 เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ดีไซน์ล้ำสมัย
Nissan Almera: ความกว้างขวางและเทคโนโลยีที่คุ้มค่า
Nissan Almera ยังคงเป็นรถยนต์ที่โดดเด่นในเรื่องความกว้างขวางของห้องโดยสาร และความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคา โฉมใหม่ที่ดูสปอร์ตทันสมัยขึ้น พร้อมเครื่องยนต์ 1.0L TURBO ที่ให้การประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ระบบความปลอดภัยขั้นสูงที่มีมาให้อย่างครบครัน เช่น ระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะ และเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ ทำให้ Nissan Almera เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในกลุ่ม Eco Car
BMW 2 Series Gran Coupé: สปอร์ตหรูในราคาที่จับต้องได้
สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์รถยนต์หรูจากแบรนด์ BMW ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป BMW 2 Series Gran Coupé เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยดีไซน์ภายนอกที่หล่อเหลา ดุดัน สไตล์รถคูเป้ ประตูไร้ขอบที่เพิ่มความสปอร์ต ภายในที่หรูหราทันสมัย และสมรรถนะที่เรียกกำลังได้ดีตั้งแต่รอบต่ำ ทำให้ BMW 2 Series มอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าประทับใจ
Mercedes-Benz A-Class Saloon: ประตูสู่โลกแห่งความหรูหรา
Mercedes-Benz A-Class Saloon คือหนึ่งในรถยนต์ Mercedes-Benz ที่มีราคาเข้าถึงได้มากที่สุดในประเทศไทย ด้วยราคาที่เริ่มต้นประมาณ 2 ล้านต้นๆ ก็สามารถเป็นเจ้าของรถยนต์หรูสไตล์ Mercedes-Benz ได้ ขนาดที่ใกล้เคียงกับรถยนต์ C-Segment แต่ให้ความหรูหราและความรู้สึกพรีเมียมเหนือกว่า ระบบมัลติมีเดียที่จัดเต็ม และระบบเซ็นเซอร์เตือนการชน ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ Mercedes-Benz A-Class คือจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสกับแบรนด์ดาวสามแฉก
บทสรุป: โอกาสและความท้าทายในตลาดรถยนต์ปี 2568
จากภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศจีนและประเทศไทยที่ได้นำเสนอไปนั้น สิ่งที่ชัดเจนคือการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แบรนด์จีนกำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก ขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลก็ยังคงมีการแข่งขันที่ดุเดือด โดยผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านเทคโนโลยี สมรรถนะ และราคา
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ ผมมองว่าปี 2568 เป็นปีแห่งโอกาสและความท้าทายที่สำคัญสำหรับผู้บริโภคและผู้ผลิตรถยนต์ การเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง การเปรียบเทียบตัวเลือก และการทำความเข้าใจเทรนด์ของตลาด จะช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจเลือกรถยนต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างดีที่สุด
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มาแรง หรือรถยนต์นั่งที่คุ้มค่าและเปี่ยมด้วยเทคโนโลยี อย่าพลาดที่จะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และพิจารณาถึงตัวเลือกต่างๆ ที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบัน
ค้นหารถยนต์ในฝันของคุณได้แล้ววันนี้! หากคุณกำลังมองหารถยนต์มือสองที่มีคุณภาพ ตรวจสอบได้ และเชื่อถือได้ one2car คือแหล่งรวมรถยนต์มือสองมากกว่า 38,000+ คัน จากดีลเลอร์ชั้นนำที่น่าเชื่อถือ หรือหากคุณต้องการความมั่นใจสูงสุด รถที่ผ่านการตรวจสอบสภาพแล้วจาก one2inspect พร้อมรายงานสภาพรถออนไลน์ จะช่วยให้คุณทราบประวัติและความสมบูรณ์ของรถก่อนตัดสินใจซื้อได้อย่างแน่นอน อย่ารอช้า! เข้ามาเลือกชมและเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ใช่ได้เลยที่ one2car.com

