OMODA & JAECOO: ก้าวกระโดดสู่แบรนด์ยานยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เตรียมบุกไทยด้วยการลงทุนครบวงจร
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว การเติบโตที่ก้าวกระโดดและแผนการลงทุนระยะยาวถือเป็นสัญญาณสำคัญของแบรนด์ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล OMODA & JAECOO ภายใต้ร่มเงาของ Chery Automobile บริษัทแม่ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์จากประเทศจีน ได้พิสูจน์แล้วว่านี่คือแบรนด์ที่ไม่ได้มาเล่น ๆ ด้วยการประกาศความสำเร็จอันน่าประทับใจในปีที่ผ่านมา และที่สำคัญคือ การประกาศแผนการลงทุนแบบครบวงจรในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในศักยภาพของตลาดยานยนต์ไทย
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีประสบการณ์กว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายในตลาด แต่สิ่งที่ OMODA & JAECOO กำลังทำอยู่นั้น น่าจับตามองเป็นพิเศษ การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง “แบรนด์ยานยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในระดับโลก” ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยทั้งผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และกลยุทธ์การตลาดที่เฉียบคม
รากฐานแห่งความสำเร็จ: Chery Group และการเติบโตที่ไม่ธรรมดา
ก่อนจะเจาะลึกแผนการในไทย เราต้องเข้าใจถึงภาพรวมความแข็งแกร่งของ Chery Group ก่อน ในปี 2567 บริษัทแม่ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดขายที่พุ่งสูงถึง 38% หรือราว 2.6 ล้านคัน พร้อมกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% สิ่งนี้ยืนยันสถานะของ Chery ในฐานะผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของจีนมาอย่างยาวนานถึง 22 ปี ความมั่นคงและประสบการณ์ที่สั่งสมมานี้เอง คือรากฐานสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของแบรนด์น้องใหม่อย่าง OMODA & JAECOO
OMODA & JAECOO ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อสองปีที่แล้ว ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่น่าทึ่ง โดยการขยายตลาดไปทั่วโลกถึง 33 ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเอเชีย, ละตินอเมริกา, ยุโรป, และแอฟริกาใต้ การเข้าสู่ตลาดที่หลากหลายนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค และในปีที่ผ่านมา OMODA & JAECOO ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยการเติบโตของยอดขายทั่วโลกที่สูงถึง 54% ทำให้ได้รับการยอมรับว่าเป็น “แบรนด์รถยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในระดับโลก (The Fastest International Growth Car Brand)”
วิสัยทัศน์ “One Vision, One Drive, Inspiring the E-Future” สู่ตลาดไทย
นายฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมด้า แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ได้ย้ำถึงความสำเร็จในปี 2567 ว่าเป็นเพียง “จุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืน” และผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมนี้ ได้จุดประกายให้ OMODA & JAECOO มุ่งมั่นที่จะ “ก้าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง” โดยเฉพาะในตลาดประเทศไทย
ภายใต้วิสัยทัศน์ “One Vision, One Drive, Inspiring the E-Future” OMODA & JAECOO เตรียมรุกตลาดไทยอย่างเต็มกำลังในปี 2568 ซึ่งรวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่, การตั้งฐานการผลิตในไทย, การขยายเครือข่ายศูนย์บริการให้ครอบคลุม, และการยกระดับบริการหลังการขายให้เป็นแบบครบวงจร ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นก้าวสำคัญที่จะสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว
เทคโนโลยี SHS: หัวใจสำคัญของยนตรกรรมแห่งอนาคต
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของการรุกตลาดไทยคือการนำเสนอเทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Chery Automobile ระบบ SHS นี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดรถยนต์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก:
เครื่องยนต์ 1.5TDGI เจเนอเรชั่นที่ 5: ให้พละกำลังและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า
ระบบซูเปอร์อิเล็กทริกไฮบริด DHT (Super Electric Hybrid DHT System): ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างชาญฉลาด
แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง: ให้ระยะทางวิ่งที่ยาวไกล พร้อมความปลอดภัยขั้นสูง
เทคโนโลยี SHS นี้ ไม่เพียงแต่ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน แต่ยังโดดเด่นด้วยประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Thermal Efficiency) ที่ยอดเยี่ยม ลดการปล่อยคาร์บอน และมีความปลอดภัยของแบตเตอรี่ที่เหนือกว่าแบรนด์อื่น ๆ นี่คือโซลูชันไฮบริดที่ผสานประสิทธิภาพ, ประหยัดพลังงาน, รักษาสิ่งแวดล้อม, และความปลอดภัยได้อย่างลงตัว
เปิดไลน์อัพผลิตภัณฑ์ครบวงจร: BEV, PHEV และอื่น ๆ
ในปี 2568 OMODA & JAECOO เตรียมนำเสนอ “ยนตรกรรมพลังงานใหม่” ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) โดยจะมีการจัดแสดงรถยนต์ทุกโมเดลในงานมหกรรมยานยนต์ Bangkok International Motor Show ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่จะได้สัมผัสเทคโนโลยีและดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์
การลงทุนเชิงกลยุทธ์: ฐานการผลิตในระยอง และเครือข่ายโชว์รูมที่ขยายตัว
การประกาศตั้งฐานการผลิตในจังหวัดระยอง ถือเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของ OMODA & JAECOO ในประเทศไทย การตั้งโรงงานผลิตที่นี่ คาดว่าจะพร้อมเดินสายการผลิตในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี การมีฐานการผลิตในประเทศจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้า, เพิ่มความคล่องตัวในการผลิต, และที่สำคัญคือการสร้างงาน สร้างโอกาสให้กับแรงงานไทย
ควบคู่ไปกับการลงทุนด้านการผลิต OMODA & JAECOO ยังมีแผนขยายเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการอย่างมีนัยสำคัญ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนจากเดิม 23 แห่ง เป็นกว่า 50 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้ การขยายเครือข่ายที่ครอบคลุมนี้จะช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการได้ง่ายขึ้นทั่วถึงทุกภูมิภาค
ยกระดับบริการหลังการขาย: ความใส่ใจที่มากกว่าเดิม
หัวใจสำคัญของการรักษาฐานลูกค้าและสร้างความภักดีในระยะยาวคือ “บริการหลังการขาย” OMODA & JAECOO เข้าใจประเด็นนี้เป็นอย่างดี และได้เตรียมยกระดับบริการอย่างเต็มรูปแบบ:
การจัดการอะไหล่ที่รวดเร็ว: ร่วมมือกับ DHL Express เพื่อจัดส่งอะไหล่ระหว่างประเทศภายใน 3 วัน พร้อมขยายคลังอะไหล่ในประเทศ ลดระยะเวลาการสั่งอะไหล่เร่งด่วนจากจีนจาก 30 วัน เหลือเพียง 15 วัน
บริการดูแลตัวถังและสี: มีแผนเพิ่มบริการนี้ให้ครบทุกโชว์รูม พร้อมการรับรองมาตรฐาน
ศูนย์ฝึกอบรมแห่งใหม่: เตรียมเปิดศูนย์ฝึกอบรมเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรทุกคนได้รับการอบรมตามมาตรฐานสูงสุด
ระบบ CRM อัจฉริยะ: พัฒนาระบบการจองออนไลน์เพื่อความรวดเร็ว และบริการรถยนต์ทดแทนในกรณีที่รถลูกค้าต้องใช้เวลาซ่อมเกิน 3 วัน
บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง: ครอบคลุมทั่วประเทศไทย (โทร 02-0208888 กด 1) ฟรี 5 ปี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง
กิจกรรมทางการตลาดที่เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย
ในปี 2568 OMODA & JAECOO วางแผนจัดกิจกรรมทางการตลาดที่เข้มข้นตลอดทั้งปี ครอบคลุมทั้งกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน, กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย, และผู้จำหน่ายทั่วประเทศ กิจกรรมเหล่านี้จะมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์การขับขี่, การเป็นสปอนเซอร์กิจกรรมที่น่าสนใจ, และการจัดโรดโชว์ทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงและสร้างการรับรู้ในวงกว้าง
“ในปี 2568 นี้ เรายึดมั่นในวิสัยทัศน์ ‘One Vision, One Drive, Inspiring the E-Future’ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัยผ่านการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ” นายฉี เจี๋ย กล่าวปิดท้าย “ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์, การบริการที่ครอบคลุม, การดูแลหลังการขายที่เหนือระดับ, และการลงทุนในโรงงานผลิตในประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของ OMODA & JAECOO ในการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตแห่งการขับขี่ที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เรามุ่งหวังที่จะเป็นมากกว่าแค่ผู้ผลิตรถยนต์ แต่พร้อมที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ทุกไลฟสไตล์อย่างแท้จริง”
แนวโน้มตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์หรูในไทย ปี 2568: ความท้าทายและโอกาส
ท่ามกลางการลงทุนครั้งใหญ่ของ OMODA & JAECOO การวิเคราะห์แนวโน้มตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์หรูในปี 2568 เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เห็นภาพรวมของอุตสาหกรรม
ความท้าทาย:
ภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง: สภาวะเศรษฐกิจโลกและไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อาจส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างรถยนต์หรู
ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค: ปัจจัยทางเศรษฐกิจ, การเมือง, และสังคม อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่
การแข่งขันที่สูง: ตลาดรถยนต์ยังคงมีการแข่งขันที่รุนแรง จากทั้งแบรนด์เดิมและแบรนด์ใหม่ที่เข้ามา
โอกาส:
ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้า (EV): กระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้ายังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการสนับสนุนของภาครัฐ, เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น, และการรับรู้ของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น
นวัตกรรมและเทคโนโลยี: แบรนด์ที่สามารถนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ได้ จะมีแต้มต่อ
การลงทุนในตลาดไทย: การที่แบรนด์ต่างชาติเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาด และจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรมโดยรวม
การมาถึงของ OMODA & JAECOO ในบริบทของตลาดไทย
การเข้ามาของ OMODA & JAECOO พร้อมแผนการลงทุนครบวงจร ถือเป็นข่าวดีสำหรับตลาดไทย ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค แต่ยังเป็นการผลักดันให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม, สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ, และที่สำคัญคือการยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้ก้าวไปอีกขั้น
ด้วยรากฐานที่แข็งแกร่งจาก Chery Group, เทคโนโลยี SHS ที่ล้ำสมัย, และแผนการลงทุนที่ชัดเจนในประเทศไทย OMODA & JAECOO มีศักยภาพที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดรถยนต์ไทยได้อย่างแน่นอน สำหรับผู้บริโภคชาวไทย การมาถึงของแบรนด์นี้คือโอกาสที่ดีที่จะได้สัมผัสกับยนตรกรรมแห่งอนาคต ที่มาพร้อมสมรรถนะ, ประสิทธิภาพ, และความคุ้มค่า
Ford Ranger: ตำนานกระบะอเมริกัน ครองบัลลังก์ North American Truck of the Year 5 สมัยซ้อน
ในอีกฟากหนึ่งของตลาด OMODA & JAECOO กำลังสร้างปรากฏการณ์ในกลุ่มรถยนต์ทั่วไป แต่ในกลุ่มรถกระบะ Ford Ranger ก็กำลังตอกย้ำความเป็นตำนาน ด้วยการคว้ารางวัล “รถกระบะยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 ประจำทวีปอเมริกาเหนือ” (North American Truck of the Year™) เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน รางวัลอันทรงเกียรตินี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่ง, สมรรถนะ, และนวัตกรรมที่ Ford Ranger ได้ส่งมอบให้กับผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง
จิม บอมบิค รองประธานฝ่ายวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ล่วงหน้าของ Ford ได้กล่าวว่า “รางวัลนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทีมงานฟอร์ดที่ร่วมกันยกระดับผลิตภัณฑ์รถกระบะขนาดกลางให้แก่ลูกค้าฟอร์ดมาอย่างต่อเนื่อง” Ford Ranger ไม่ได้เป็นเพียงรถกระบะ แต่คือ “เกิดมาแกร่ง” ที่ผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายทั่วโลก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง
การคัดเลือกผู้ชนะรางวัล North American Car, Truck and Utility Vehicle of the Year™ นั้น พิจารณาจากคณะกรรมการผู้สื่อข่าวยานยนต์ 50 ท่าน จากสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยประเมินจากนวัตกรรม, การออกแบบ, ความปลอดภัย, สมรรถนะ, เทคโนโลยี, ประสบการณ์การขับขี่, ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน, และความคุ้มค่า Ford Ranger ได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถตอบโจทย์ทุกมิติเหล่านี้ได้อย่างยอดเยี่ยม
Ford Ranger รุ่นที่จำหน่ายในทวีปอเมริกาเหนือ มาพร้อมเครื่องยนต์ EcoBoost V6 ขนาด 2.7 ลิตรใหม่ ระบบกันสะเทือนที่ปรับจูนมาเพื่อการออฟโรดโดยเฉพาะ และเทคโนโลยีช่วยลากจูงที่ล้ำสมัย เช่น Pro Trailer Backup Assist นอกจากนี้ Ranger Raptor รุ่นปี 2024 ยังยกระดับขีดความสามารถออฟโรดไปอีกขั้น ด้วยเครื่องยนต์ EcoBoost V6 ขนาด 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 405 แรงม้า และระบบกันสะเทือน FOX™ Live Valve ที่เป็นเอกลักษณ์
ความสำเร็จของ Ford Ranger ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในอเมริกาเหนือ แต่ยังรวมถึงการครองตำแหน่งรถขายดีอันดับ 1 ในออสเตรเลียปี 2567 และต่อเนื่องในนิวซีแลนด์เป็นปีที่ 10 ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะทั่วโลก
MINI Thailand: เติบโตสวนกระแสด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง
อีกหนึ่งแบรนด์ที่น่าจับตามองคือ MINI Thailand ที่สามารถเติบโตสวนทางภาพรวมตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์หรูที่หดตัวในปี 2567 ด้วยยอดจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้น 10% ประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ MINI ประเทศไทย เผยว่า ความสำเร็จนี้มาจากการผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ของแบรนด์, ไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์, และราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะ MINI Cooper SE ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 1.69 ล้านบาท
การกลับมาประกอบรถยนต์ในประเทศไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะรุ่น MINI Countryman ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ หลังจากที่ยุติการผลิตไปนานถึง 7 ปี การตัดสินใจนี้ใช้เวลาเจรจาและเตรียมการถึง 4 ปี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BMW Group ในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตในภูมิภาค
MINI ไม่ได้ขายแค่รถยนต์ แต่ขาย “ประสบการณ์และไลฟ์สไตล์” การสร้างคอมมูนิตี้, การสนับสนุนกลุ่มผู้ขับ, และการจัดกิจกรรม MINI United เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความผูกพันกับลูกค้า ปัจจุบัน MINI มีไลน์อัพผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง MINI Cooper SE, MINI Aceman, ไปจนถึง MINI Countryman ในรุ่น PHEV และรุ่นที่ประกอบในไทย ทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มที่ต้องการรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น
สำหรับปี 2568 MINI ประเทศไทย มุ่งเน้นการเติบโตอย่าง “ยั่งยืน” ไม่หวือหวา โดยจะขยายช่องทางการขายเพิ่มสาขาใหม่ 2-3 แห่ง และเสริมสร้างการให้บริการออนไลน์และดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อรองรับพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าในยุคใหม่
สรุปและก้าวต่อไป
จากภาพรวมของ OMODA & JAECOO, Ford Ranger, และ MINI Thailand สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและระดับโลก ในขณะที่ OMODA & JAECOO กำลังสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและแผนลงทุนที่ยิ่งใหญ่ Ford Ranger ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถกระบะด้วยคุณภาพและสมรรถนะที่ไม่เคยลดละ และ MINI Thailand แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จจากการผสมผสานเอกลักษณ์, ไลฟ์สไตล์, และกลยุทธ์ราคาที่ชาญฉลาด
สำหรับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต, สมรรถนะที่เหนือชั้น, หรือไลฟ์สไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดที่จะได้จับตาดูและสัมผัสกับนวัตกรรมเหล่านี้
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ทั้งในด้านเทคโนโลยี, ประสิทธิภาพ, และประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร อย่าพลาดที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของ OMODA & JAECOO และแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ ที่กำลังขับเคลื่อนอนาคตของวงการยานยนต์ไทย

