Ford Everest: การผจญภัยบนเส้นทางแห่งความคุ้มค่าและเทคโนโลยี
ในโลกยานยนต์ที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม SUV/PPV ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง Ford Everest ได้ก้าวเข้ามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าจับตามอง ด้วยการผสมผสานระหว่างสมรรถนะที่แข็งแกร่ง เทคโนโลยีล้ำสมัย และการออกแบบที่โดดเด่น แม้ว่าตัวเลขสมรรถนะดิบๆ อาจจะดูไม่หวือหวาเท่าคู่แข่งบางราย แต่เมื่อพิจารณาถึงภาพรวมทั้งหมดแล้ว Everest นำเสนอคุณค่าที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคที่มองหา “รถคู่ใจ” สำหรับการเดินทางที่หลากหลาย
เบื้องหลังตัวเลข: ความเข้าใจในสมรรถนะที่แท้จริง
หลายครั้งที่ตัวเลขบนกระดาษอาจทำให้เกิดความสับสน โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบ Ford Everest 3.2 ลิตร 6AT 4×4 กับคู่แข่งอย่าง Pajero Sport ที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่า แต่กลับให้ตัวเลขบางอย่างที่เหนือกว่า เรื่องนี้มีคำอธิบายที่เข้าใจได้ไม่ยากครับ
ประการแรก น้ำหนักตัวของ Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 นั้นอยู่ที่ 2,480 กิโลกรัม ซึ่งเป็นน้ำหนักที่ค่อนข้างมากสำหรับรถประเภทนี้ ยิ่งไปกว่านั้น การที่มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ซึ่งแม้จะสวยงาม แต่ก็เพิ่มน้ำหนักและกลายเป็น “ภาระ” ที่ต้องแบกรับไปอีก
ในขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้น ทำผลงานได้ตามความคาดหวัง แม้ตัวเลขอาจดูไม่โดดเด่นนัก แต่ก็เป็นไปตามมาตรฐานสำหรับรถยนต์ประเภทนี้
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับขุมพลังตระกูล Puma เวอร์ชันใหม่ใน Everest ทั้งสองรุ่น คือบุคลิกการขับขี่ที่คล้ายคลึงกัน ในช่วงออกตัว 0-30 กม./ชม. (เกียร์ 1) และต่อเนื่องไปจนถึง 60 กม./ชม. (เกียร์ 2) รถจะพุ่งทะยานออกไปอย่างรู้สึกได้ถึงความกระปรี้กระเปร่า แต่เมื่อความเร็วแตะช่วง 70 กม./ชม. อาจจะรู้สึกได้ถึงการตอบสนองที่ลดลงเล็กน้อย หากได้รับการปรับปรุงจังหวะการทำงานให้ต่อเนื่องกว่านี้ ตัวเลข 0-100 กม./ชม. จะทำได้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน
การไต่ระดับความเร็ว: สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่แตกต่าง
สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 การไต่ระดับความเร็วเป็นไปอย่างต่อเนื่องจนถึงราว 140-150 กม./ชม. จากนั้นจะค่อยๆ ช้าลง และมักจะไปค้างอยู่ที่ประมาณ 160 กม./ชม. การจะทำความเร็วสูงสุดที่ 185 กม./ชม. อาจต้องอาศัยทางลาดชันช่วยส่ง
ในทางกลับกัน รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้น จะไต่ระดับความเร็วขึ้นอย่างเนิบนาบ แต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กม./ชม. การจะทะลุขีดจำกัดที่ 181 กม./ชม. นั้น ต้องอาศัยการ “กดคันเร่งแช่” เป็นเวลานาน บนระยะทางหลายกิโลเมตร
คำเตือนสำคัญ: เราไม่สนับสนุนการทดลองทำความเร็วสูงสุดนอกสถานที่ที่กฎหมายกำหนด เนื่องด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัยและการปฏิบัติตามกฎจราจร ข้อมูลที่นำเสนอเป็นการให้ความรู้เพื่อการศึกษาเท่านั้น โปรดอย่าลอกเลียนแบบการทดสอบนี้ เพราะอาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิต
การขับขี่ใช้งานจริง: แรงสมตัว ในแบบฉบับ Everest
ในสภาพการขับขี่ใช้งานจริง ขุมพลังทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ของ Everest ล้วนให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” รุ่น 3.2 ลิตร ที่มีกำลัง 200 แรงม้า แม้จะไม่ได้แรงเท่าคู่แข่งบางรุ่นที่มาพร้อมน้ำหนักตัวที่น้อยกว่า แต่ก็ถือว่าทำได้ดีเยี่ยม เมื่อพิจารณาถึงน้ำหนักกว่า 2.5 ตันที่ต้องแบกรับ
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะเร่งแซง หรือการถอนคันเร่งฉับพลัน อาจพบอาการ “กระโจน” เล็กน้อย อันเนื่องมาจากการทำงานของลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า ที่ต้องใช้เวลาตอบสนองเล็กน้อย ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ในรถยนต์ที่ใช้เกียร์ CVT
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้น อัตราเร่งไม่ได้อืดอาดอย่างที่ตัวเลขบอกเล่า ในการขับขี่ในเมือง สามารถตอบสนองได้อย่างน่าพอใจ เพียงแต่ผู้ขับขี่อาจต้องเรียนรู้จังหวะการเร่งแซงสักหน่อย โดยเฉพาะการเผื่อเวลาสำหรับการตอบสนองของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 0.7-1 วินาที
เคล็ดลับการขับขี่ Everest 2.2 ลิตร 4×2 ให้คล่องตัว: หากต้องการความรวดเร็วในการขับขี่ แนะนำให้ “กดคันเร่งให้ลึกเกินครึ่ง” เพื่อให้ระบบคำนวณว่าคุณต้องการอัตราเร่งที่ต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้การตอบสนองดีขึ้นอย่างคาดไม่ถึง
เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน: ความเงียบสงบในห้องโดยสาร
หนึ่งในจุดเด่นที่สำคัญของ Ford Everest คือการเก็บเสียงภายในห้องโดยสารที่ทำได้ดีเยี่ยมเหนือกว่าใครในกลุ่ม SUV/PPV โดยทั่วไป คุณจะเริ่มได้ยินเสียงลมภายนอกชัดเจนก็ต่อเมื่อความเร็วแตะระดับ 140 กม./ชม.
สิ่งที่ทำให้ Everest ทำได้ดีเช่นนี้ คือการใช้วัสดุซับเสียงคุณภาพสูง และการนำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation มาใช้ ซึ่งไมโครโฟน 3 จุด จะรับเสียงรบกวน แล้วส่งคลื่นความถี่ที่เหมาะสมออกมาเพื่อหักล้างเสียงเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ เสียงพูดของผู้โดยสารอาจมีอาการ “ก้อง” เล็กน้อย คล้ายกับการพูดในห้องที่มีการซับเสียงไม่สมบูรณ์ และผู้โดยสารบางส่วนอาจมีอาการหูอื้อเล็กน้อยคล้ายกับการขึ้นเครื่องบิน แต่ไม่รุนแรงมากนัก
คำแนะนำ: ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรพาสมาชิกในครอบครัวทดลองนั่งและขับขี่ เพื่อทดสอบว่าอาการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความรู้สึกหรือไม่
ระบบบังคับเลี้ยว EPAS: ความแม่นยำที่พัฒนาไปอีกขั้น
Ford เป็นผู้บุกเบิกการนำระบบพวงมาลัย EPAS (Electronics Power Assist Steering Wheel) มาใช้ในรถยนต์ SUV/PPV ในประเทศไทย และทั่วโลก ซึ่งมีเหตุผลหลักมาจากความต้องการติดตั้งระบบช่วยจอด Parking Assist ที่จำเป็นต้องทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า
สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร พวงมาลัยมีความเบาในระดับที่น่าพอใจ แม้จะยังมีแรงต้านมืออยู่บ้าง แต่ก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับ BMW X5 รุ่นล่าสุด ในขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้น พวงมาลัยเบามากจนแทบจะใช้นิ้วชี้หมุนได้ ซึ่งอาจทำให้บางท่านรู้สึกเบาเกินไป
เมื่อความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยของทั้งสองรุ่นจะหนืดขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังคงความแม่นยำและต่อเนื่องในการบังคับเลี้ยว ทำให้การขับขี่ที่ความเร็วสูงยังคงมั่นใจได้
ข้อเสนอแนะ: การปรับตั้งน้ำหนักพวงมาลัยให้หนืดขึ้นอีกเล็กน้อยในรุ่น 2.2 ลิตร ทั้งในช่วงความเร็วต่ำและสูง อาจช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น
รัศมีวงเลี้ยว: แม้จะมีรัศมีวงเลี้ยวที่ค่อนข้างกว้าง (5.85 เมตร) ซึ่งอาจต้องใช้ความระมัดระวังในการกลับรถบนถนนแคบ แต่โดยรวมแล้ว การควบคุมยังคงทำได้ดี
ระบบช่วงล่าง: ความหนึบแน่นที่ตอบโจทย์ทุกสภาพถนน
ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ Double Wishbone พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์และเหล็กกันโคลง
รุ่น 3.2 ลิตร: เซ็ตช่วงล่างมาในแนว “หนักแน่น” ทำให้สัมผัสแรงสะเทือนจากพื้นผิวถนนได้ชัดเจน แต่ก็ไม่สะเทือนจนเกินไปนัก แม้จะมาพร้อมล้อ 20 นิ้ว เนื่องจากน้ำหนักตัวของรถที่มาก ช่วยลดอาการดีดเด้งลงได้ ในขณะเดินทางด้วยความเร็วสูง ช่วงล่างให้ความรู้สึก “นิ่ง หนักแน่น มั่นคง และมั่นใจได้” เป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Everest 3.2 ลิตร เป็นหนึ่งใน SUV/PPV ที่ขับดีที่สุดในกลุ่ม
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ช่วงล่างยังคงมีความ “แน่น หนึบ” แต่ยังคงมีการสะเทือนจากพื้นผิวที่ขรุขระให้รับรู้ได้บ้าง ซึ่งถือว่าน้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร และยังดีกว่าคู่แข่งบางรุ่น
การเข้าโค้ง: Everest ใหม่ สามารถเข้าโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ แม้จะใช้ความเร็วสูง เช่น โค้งรูปเคียวบนทางด่วน ทำได้ถึง 95 กม./ชม. และโค้งยาวบนทางด่วนบูรพาวิถี ทำได้ถึง 100-110 กม./ชม. โดยรถยังคงมีอาการหน้าไถลออกเล็กน้อยจากยางติดรถ แต่ช่วงล่างยังคงนิ่งสนิท
เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: Pajero Sport ให้ความนุ่มนวลกว่าเล็กน้อยในการขับขี่ในเมือง MU-X ให้ความนุ่มนวลแต่แอบมีอาการเด้งด้านหลัง Trailblazer หนึบกว่า MU-X นิดหน่อย แต่ Fortuner ถือว่าช่วงล่างแข็งและสะเทือนที่สุด
ระบบเบรก: หยุดมั่นใจ ในทุกสถานการณ์
ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบ ABS, EBD, Brake Assist, ESP และ Traction Control
นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยเหลือขั้นสูง เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะ 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist (HLA), และ Trailer Sway Control (TSC)
การตอบสนอง: แป้นเบรกมีระยะเหยียบยาวและลึก การตอบสนองถูกเซ็ตมาให้นุ่มนวล ให้ความรู้สึกคล้ายกับรถยนต์ Mercedes-Benz ในระดับหนึ่ง ซึ่งเหมาะกับการเบรกแบบนุ่มนวลในสภาพการจราจรติดขัด และให้ความมั่นใจในการหน่วงความเร็วจากย่านความเร็วสูงได้อย่างดีเยี่ยม โดยไม่ปรากฏอาการ Fade
ข้อเสนอแนะ: การปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้มีความ Linear มากขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกัน: ก้าวล้ำนำหน้าคู่แข่ง
Ford Everest Titanium+ มาพร้อมอุปกรณ์ความปลอดภัยขั้นสูงที่กลายเป็นจุดขายสำคัญ:
Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างจากรถคันหน้า ระบบจะปรับลดความเร็วอัตโนมัติเมื่อรถคันหน้าชะลอ หรือเร่งความเร็วขึ้นเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ไป
Collision Mitigation: ระบบเตือนการชนด้านหน้า พร้อมการช่วยเบรก (ไม่เบรกให้เอง แต่จะเตือนให้ผู้ขับขี่เหยียบเบรก)
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และระบบช่วยประคองพวงมาลัยให้รถกลับเข้าเลน
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนมุมอับสายตา นำมาจาก Volvo ช่วยตรวจจับยานพาหนะในจุดอับสายตา
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ทั้งแบบขนาน (Parallel Parking) และการเข้าช่องจอด
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนขณะถอยออกจากช่องจอด ตรวจจับยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่ผ่านด้านหลัง
ความปลอดภัยเชิงรับ: มาตรฐานสูงสุด เพื่อทุกชีวิต
ในกรณีที่ระบบป้องกันไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ อุปกรณ์ความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ:
ถุงลมนิรภัย: สูงสุด 7 ใบ (เฉพาะรุ่น 3.2 Titanium+ 4×4)
เข็มขัดนิรภัย: แบบ ELR 3 จุด ทุกที่นั่ง
จุดยึดเบาะเด็ก: มาตรฐาน ISOFIX
ESS (Emergency Stop Signal): ระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกระทันหัน
ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยเหล่านี้ Everest ได้รับการทดสอบและรับรองในระดับ 5 ดาว จาก ANCAP และ 4 ดาว จาก ASEAN NCAP
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ประหยัดพอตัว สำหรับรถขนาดใหญ่
เป็นที่เข้าใจได้ว่า รถยนต์ SUV/PPV ที่มีน้ำหนักมาก จะไม่สามารถประหยัดน้ำมันได้เท่ารถยนต์ขนาดเล็ก แต่ Everest ก็ทำตัวเลขได้น่าประทับใจ:
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ทำได้เฉลี่ย 11.16 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.1 กม., ใช้น้ำมัน 8.25 ลิตร)
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ทำได้เฉลี่ย 12.59 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.8 กม., ใช้น้ำมัน 7.37 ลิตร)
ตัวเลขของรุ่น 2.2 ลิตร นั้นใกล้เคียงกับรถกระบะ Ranger 4 ประตู 4×2 รุ่นเดิมอย่างไม่น่าเชื่อ
ระยะทางต่อถัง:
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กิโลเมตร
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 450 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับการขับขี่)
ปัญหาประจำรุ่น: การพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง
เช่นเดียวกับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ Everest ก็มีรายงานปัญหา Defect บางประการที่ได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง:
ปัญหาไฟไหม้ในออสเตรเลีย: เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่นหนา ได้รับการแก้ไขโดย Ford
แป้นคันเร่งสะท้าน: สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัปเกรด Firmware
ระบบไฟฟ้ามีปัญหา: การดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่มักช่วยแก้ไขได้เบื้องต้น
เสียงกระพือบริเวณหลังคา Panoramic Sunroof: แก้ไขในรถล็อตหลังๆ
สติกเกอร์บริเวณเพลาขับหลัง: ปัญหาที่เกิดจากการลืมลอกออกก่อนส่งมอบ แก้ไขง่ายด้วยการลอกออก
EGR: อาจมีไฟเตือนที่ต้องทำความสะอาด
ckp sensor: ปัญหาที่ทำให้เครื่องยนต์สวิงหรือดับ ได้รับการเปลี่ยนอะไหล่ในรถล็อตหลังเมษายน 2016
ซีลเดือยหมู/ซีลเฟืองท้าย: ตรวจสอบเบื้องต้นหากพบคราบ อาจต้องเช็ดทำความสะอาดและสังเกตการณ์
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: พบปัญหาฟิวส์ตัดและกลิ่นไหม้ในรถทดสอบ
จอมอนิเตอร์ค้าง: ปล่อยให้ระบบ Re-Boot หน้าจอด้วยตนเอง
สรุป: Ford Everest – “Poorman’s Range Rover” ที่สมบูรณ์แบบเกินคาด
Ford Everest ใหม่ เปรียบเสมือน “Poorman’s Range Rover” หรือ SUV/PPV ที่ขับดีที่สุดในตลาด (หากไม่ติดเรื่องศูนย์บริการ) ด้วยการพัฒนาภายใต้นโยบาย One Ford และแนวคิด Global Car ทำให้ Everest อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การเซ็ตช่วงล่างและแชสซีส์ที่ยอดเยี่ยม สมรรถนะที่สมดุล และการออกแบบภายในที่หรูหรา
จุดเด่นที่เหนือกว่าคู่แข่ง:
เทคโนโลยีความปลอดภัย Hi-Tech: ล้ำหน้ากว่าคู่แข่งในหลายด้าน
ช่วงล่างที่หนักแน่น: ให้ความมั่นคงและมั่นใจในการขับขี่
การขับขี่ที่คล่องตัว: โดยเฉพาะในความเร็วต่ำ
ความมั่นคงที่ความเร็วสูง: ดีที่สุดในกลุ่ม
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ถ่ายทอดเทคโนโลยีจาก Land Rover
ภายในห้องโดยสารที่หรูหรา: ให้ความรู้สึกพรีเมียม
ข้อด้อยที่ควรปรับปรุง:
น้ำหนักตัวที่มาก: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลือง
น้ำหนักพวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นอีกเล็กน้อย โดยเฉพาะในรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: ควรตอบสนองไวขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: ขนาดเล็ก อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ยากลำบากกว่ารุ่นเดิม
ระบบไฟฟ้า: ความซับซ้อนอาจส่งผลต่อการบำรุงรักษาในระยะยาว
คู่แข่งในตลาด:
Chevrolet Trailblazer: แรงสุดในกลุ่ม (2.8 ลิตร)
Isuzu MU-X: ประหยัดน้ำมันและศูนย์บริการดีเยี่ยม
Mitsubishi Pajero Sport: ดีไซน์ล้ำสมัย ควบคุมง่าย
Nissan “Navara SUV/PPV”: รอการเปิดตัว
Toyota Fortuner: เจ้าตลาด ขวัญใจมหาชน (แต่ช่วงล่างด้านหลังแข็ง)
รุ่นย่อยที่คุ้มค่าที่สุด:
2.2 Titanium + 4×2 6AT (ราคาประมาณ 1,549,000 บาท): ให้ความคุ้มค่าสูงสุดด้วยออปชันที่ใกล้เคียงรุ่นท็อป ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า
ความท้าทายด้านบริการหลังการขาย:
แม้ว่า Ford Everest จะเป็นรถที่มีจุดขายแข็งแกร่ง แต่ปัญหาด้าน “บริการหลังการขาย” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ลูกค้าหลายรายยังคงประสบปัญหาในการเคลม การรอคอย และการรับมือกับ Defect จากตัวรถ อย่างไรก็ตาม Ford กำลังพยายามปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
บทสรุป:
Ford Everest คือรถยนต์ SUV/PPV ที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการด้านสมรรถนะและความทนทาน แต่ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ล้ำสมัย การออกแบบภายในที่ประณีต และช่วงล่างที่ยอดเยี่ยม หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่พร้อมพาคุณไปทุกที่ พร้อมความมั่นใจในทุกเส้นทาง Ford Everest คือหนึ่งในตัวเลือกที่ควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง
พร้อมแล้วหรือยังที่จะออกผจญภัยไปกับ Ford Everest? สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ และค้นหาคำตอบว่า Everest จะตอบโจทย์ทุกการเดินทางของคุณได้อย่างไร นัดหมายทดลองขับได้แล้ววันนี้ที่ผู้จำหน่าย Ford ใกล้บ้านคุณ เพื่อสัมผัสสมรรถนะและความคุ้มค่าที่แท้จริงด้วยตัวคุณเอง!

