ฟอร์ด เอเวอเรสต์: พลัง ออปชั่น และประสบการณ์ขับขี่ที่คุณต้องสัมผัส (2025)
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาด SUV/PPV อย่างใกล้ชิด และหนึ่งในรุ่นที่สร้างปรากฏการณ์และเป็นที่พูดถึงอย่างต่อเนื่องคือ Ford Everest โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวอร์ชันปี 2025 ที่มาพร้อมกับการพัฒนาที่ก้าวกระโดด วันนี้ ผมจะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ Everest ที่จะเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อรถยนต์ประเภทนี้ไปตลอดกาล
บทพิสูจน์ตัวเลข: เมื่อพละกำลังไม่ใช่ทุกอย่าง
หลายท่านอาจสงสัยว่า เหตุใด Ford Everest รุ่นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งดูเหมือนจะมีภาษีดีกว่าในหลายๆ ด้าน กลับทำตัวเลขอัตราเร่งได้ไม่ดีเท่าที่คาดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport ที่มีขนาดเครื่องยนต์เล็กกว่า เหตุผลเบื้องหลังไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด
สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือ “น้ำหนักตัว” ของ Everest 3.2 ลิตร 4×4 ที่มีตัวเลขสูงถึง 2,480 กิโลกรัม หรือเกือบ 2.5 ตัน! เมื่อบวกกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่หลายคนชื่นชอบในความสวยงาม ยิ่งเพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์ให้ต้องแบกรับ ทำให้การออกตัวและการไต่ระดับความเร็วทำได้ไม่เฉียบขาดเท่าที่ควร
ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อนั้น ตัวเลขที่ออกมาเป็นไปตามความคาดหมาย หากมองจากสเปกเพียงอย่างเดียว หลายคนอาจรู้สึกว่า “อืด” ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นตามมาตรฐาน แต่เมื่อลงลึกในการทดสอบ พบว่าเครื่องยนต์ตระกูล Puma ทั้ง 3.2 และ 2.2 ลิตร ใน Everest รุ่นล่าสุดนี้ มีบุคลิกการตอบสนองที่น่าสนใจ
ช่วงออกตัว 0-30 กม./ชม. (เกียร์ 1) และต่อเนื่องไปถึง 60 กม./ชม. (เกียร์ 2) ตัวรถให้ความรู้สึกพุ่งทะยานได้อย่างน่าพอใจ ให้สัมผัสของความกระฉับกระเฉง แต่เมื่อความเร็วแตะ 70 กม./ชม. เหมือนเครื่องยนต์มีการ “ลดทอน” การตอบสนองลงเล็กน้อย ทำให้เสียจังหวะในการไต่ระดับความเร็ว หากไม่มีจุดนี้ ตัวเลข 0-100 กม./ชม. จะดีกว่านี้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรทำได้ราว 11.6-11.7 วินาที และรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรอยู่ในช่วง 12 วินาทีปลายๆ ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 2.2 ลิตร รุ่นก่อน
การไต่ระดับความเร็วสูงสุด: ความหนักแน่นที่ต้องแลกมา
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 สามารถไต่ระดับความเร็วได้อย่างต่อเนื่อง จนถึงช่วง 140-150 กม./ชม. หลังจากนั้น การไต่ความเร็วจะช้าลง และมักจะไปหยุดอยู่ที่ประมาณ 160 กม./ชม. การจะทะลุผ่านจุดนี้ไปได้ อาจต้องอาศัยเนินส่งช่วย เพื่อให้เข็มความเร็วไปหยุดนิ่งที่ 185 กม./ชม.
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 เป็นไปตามที่คาด เข็มความเร็วจะไต่ขึ้นอย่างเนิบๆ แต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กม./ชม. หากต้องการไปต่อ ต้องใช้เวลาและความอดทนอย่างสูงในการเหยียบคันเร่งจมมิดเป็นเวลานานกว่าจะไปถึง Top Speed ที่ 181 กม./ชม. ได้อย่างยากลำบาก
ข้อควรย้ำ: การทดสอบความเร็วสูงสุดนี้ เป็นไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สนับสนุนให้ท่านผู้อ่านทดลองทำตามบนท้องถนนจริง เพราะเป็นเรื่องผิดกฎหมายและอันตรายอย่างยิ่ง เราให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นหลัก
สัมผัสแห่งการขับขี่: แรงสมตัวที่มาพร้อมความเหนือชั้น
ในสภาพการขับขี่ใช้งานจริง เครื่องยนต์ทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ของ Everest ให้ความรู้สึก “แรงสมตัว” ไม่ได้เหนือความคาดหมายจนเกินไป แม้รุ่น 3.2 ลิตร จะมีตัวเลขแรงม้าสูงถึง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักกว่า 2.5 ตัน ทำให้ไม่สามารถสู้กับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Chevrolet Trailblazer หรือ Mitsubishi Pajero Sport ใหม่ ได้อย่างชัดเจน แต่ก็ถือว่าทำได้ดีสม่ำเสมอ พละกำลังที่เพิ่มมานั้นถูกนำไปชดเชยกับน้ำหนักตัวที่มากกว่า
มีบางจังหวะที่ผมเหยียบคันเร่งจนสุดเพื่อเร่งแซง หากถอนคันเร่งอย่างกะทันหัน ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าอาจมีการหน่วงเวลาเล็กน้อย ทำให้รถมีอาการ “กระโจน” ไปข้างหน้าเล็กน้อย คล้ายกับรถยนต์เกียร์ CVT
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 แม้ตัวเลขอาจดูไม่หวือหวา แต่ในการใช้งานจริงในเมือง การออกตัวจากสี่แยกก็ไม่ได้อืดอาดอย่างที่คิด มอเตอร์ไซค์บางคันยังต้องเร่งเครื่องมากกว่าปกติเพื่อจะมาขนาบข้างได้ อัตราเร่งสำหรับการใช้งานในเมืองจึงเพียงพอ
เทคนิคการขับขี่ Everest 2.2 ลิตร 4×2 ให้คล่องตัว:
หากต้องการความว่องไวเป็นพิเศษ แนะนำให้เหยียบคันเร่งให้ลึกเกินครึ่ง ระบบจะเรียนรู้ว่าคุณต้องการอัตราเร่งที่ต่อเนื่อง การจ่ายเชื้อเพลิงจะเร็วขึ้น ส่งผลให้ได้อัตราเร่งที่ดีเกินคาด
ความเงียบเหนือชั้น: เทคโนโลยี Active Noise Cancellation
จุดเด่นที่โดดเด่นที่สุดของ Ford Everest คือการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร ซึ่งทำได้ดีเยี่ยมในกลุ่ม SUV/PPV คุณจะเริ่มได้ยินเสียงลมภายนอกก็ต่อเมื่อความเร็วเกิน 140 กม./ชม. ไปแล้วเท่านั้น นอกจากวัสดุดูดซับเสียงที่มีคุณภาพสูงแล้ว Ford ยังนำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation มาใช้
หลักการทำงานคือ ไมโครโฟน 3 จุด (ด้านหน้า 2 จุด, ด้านหลัง 1 จุด) จะรับเสียงรบกวนรอบตัว แล้วส่งข้อมูลไปยังกล่องควบคุมระบบ เพื่อสร้างคลื่นเสียงตรงข้ามปล่อยออกมาทางลำโพงชุดเครื่องเสียง ช่วยลดเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อสังเกต: ผู้ใช้บางท่านอาจสังเกตเห็นเสียงสะท้อน (Echo) เล็กน้อยในห้องโดยสาร คล้ายกับการพูดในห้องที่มีการซับเสียงไม่สมบูรณ์นัก และอาจมีอาการหูอื้อเล็กน้อยในบางราย ซึ่งคล้ายกับอาการขณะเครื่องบินขึ้น แต่ไม่รุนแรงนัก
คำแนะนำ: ควรพาผู้ที่จะใช้งานรถร่วมด้วยมาทดลองขับ เพื่อประเมินผลกระทบจากระบบนี้ก่อนตัดสินใจซื้อ
ระบบบังคับเลี้ยว EPAS: ความแม่นยำที่สัมผัสได้
Ford เป็นแบรนด์แรกๆ ที่นำพวงมาลัยแบบแร็คแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS) มาใช้กับรถ SUV/PPV ในประเทศไทย เพื่อรองรับระบบช่วยจอดอัตโนมัติ
ความรู้สึกในการบังคับเลี้ยว:
รุ่น 3.2 ลิตร: พวงมาลัยมีความรู้สึกหน่วงเล็กน้อยในความเร็วต่ำ เบากว่าที่คิด แต่ยังคงให้สัมผัสที่มั่นคง คล้ายกับ BMW X5 รุ่นใหม่
รุ่น 2.2 ลิตร: พวงมาลัยเบาอย่างน่าประหลาดใจ สามารถหมุนได้ด้วยนิ้วเดียว! เบากว่ารุ่น 3.2 ลิตร เล็กน้อย จนบางครั้งรู้สึกคล้ายพวงมาลัยของ Toyota Corolla Altis อย่างไรก็ตาม เมื่อความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยจะหนืดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังคงมีความแม่นยำและความต่อเนื่องในการบังคับเลี้ยวที่ดีเยี่ยม
รัศมีวงเลี้ยว: 5.85 เมตร อาจจะกว้างไปเล็กน้อยสำหรับการเลี้ยวกลับรถในพื้นที่จำกัด แต่ด้วยความแม่นยำของพวงมาลัย ช่วยให้การควบคุมยังคงทำได้ดี
ระบบช่วงล่าง: ความหนึบแน่นที่ส่งต่อความมั่นใจ
ด้านหน้า: ระบบกันสะเทือนแบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมคอยล์สปริงและเหล็กกันโคลง
ด้านหลัง: ระบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์ (Watt’s Linkage) และเหล็กกันโคลง
สมรรถนะช่วงล่าง:
รุ่น 3.2 ลิตร: ในความเร็วต่ำ ช่วงล่างจะให้สัมผัสที่หนักแน่น ส่งแรงสะเทือนจากพื้นผิวถนนขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่ไม่ถึงขั้นสะเทือนลั่นทุ่ง แม้จะมาพร้อมล้อ 20 นิ้ว น้ำหนักตัวที่มากช่วยลดอาการดีดเด้งลงไปตามธรรมชาติ
เมื่อใช้ความเร็วเดินทางหรือความเร็วสูง ช่วงล่างรุ่น 3.2 ลิตร โดดเด่นอย่างแท้จริง ให้ความรู้สึกนิ่ง หนักแน่น มั่นคง ยึดเกาะถนนได้ดีที่สุดในกลุ่ม อาการท้ายปัดหรือดีดดิ้นมีน้อยมาก
รุ่น 2.2 ลิตร: ช่วงล่างยังคงให้ความรู้สึกแน่นหนึบ แต่จะมีการสะเทือนจากฝาท่อ รอยต่อถนน หรือพื้นผิวขรุขระขึ้นมาให้สัมผัสได้มากกว่ารุ่น 3.2 ลิตรเล็กน้อย แต่โดยรวมยังคงดีกว่าคู่แข่งหลายรุ่น
การเข้าโค้ง: Everest สามารถเข้าโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นใจและสนุกสนาน ตัวอย่างเช่น โค้งขวารูปเคียวบนทางด่วนช่วงมักกะสัน ทำความเร็วได้ถึง 95 กม./ชม. โดยที่รถยังคงทรงตัวได้อย่างดีเยี่ยม
เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: Pajero Sport ใหม่ นุ่มนวลกว่าเล็กน้อยในการขับขี่ในเมืองหรือรูดผ่านพื้นผิวขรุขระ Isuzu MU-X เน้นความนุ่ม แต่ยังมีอาการเด้งที่ท้าย Trailblazer หนึบกว่า MU-X เล็กน้อย ส่วน Fortuner ให้ความรู้สึกแข็งสะเทือนที่สุดในกลุ่ม
สรุปช่วงล่าง: Everest 3.2 ลิตร ถือว่าเซ็ตช่วงล่างได้ดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทยอย่างไม่ต้องสงสัย
รุ่น 2.2 ลิตร Titanium 4×2: ด้วยน้ำหนักตัวที่เบากว่า อาจมีอาการโคลงเคลงเล็กน้อยเวลาลงคอสะพาน หรือมีอาการดีดเด้งเพิ่มขึ้นบ้างเมื่อเทียบกับรุ่น 3.2 ลิตร
ระบบห้ามล้อ: ประสิทธิภาพที่ไว้วางใจได้
ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ จานหน้าครีบระบายความร้อน พร้อมระบบ ABS, EBD, BA, ESP, TRC และระบบช่วยเหลืออื่นๆ เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะ 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist, Trailer Sway Control
การตอบสนองแป้นเบรก: มีระยะเหยียบค่อนข้างยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวลคล้าย Mercedes-Benz สัมผัสได้ถึงแรงหน่วงเมื่อเหยียบลงไปประมาณ 25-30%
ภาพรวม: ระบบเบรกสามารถหยุดรถได้อย่างนุ่มนวลในสภาพการจราจรติดขัด และมั่นใจได้ในการลดความเร็วจากย่านความเร็วสูง โดยไม่ปรากฏอาการ Fade นับเป็นระบบเบรกที่ดีในอันดับต้นๆ ของกลุ่ม
ข้อเสนอแนะ: หากปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้ Linear มากขึ้นตั้งแต่แตะแป้น จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้อีก
ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน: เทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อความอุ่นใจ
ติดตั้งในรุ่น Titanium+ ทั้ง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร:
Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะห่างรถคันหน้า หากรถคันหน้าชะลอความเร็ว ระบบจะลดความเร็วลงอัตโนมัติ และกลับมาเพิ่มความเร็วเมื่อรถคันหน้าเร่งเครื่องขึ้น
Collision Mitigation: ระบบเตือนการชน พร้อมช่วยเบรก (หากไม่ตอบสนอง)
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และช่วยประคองพวงมาลัยให้รถกลับเข้าเลน
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนมุมอับสายตาจาก Volvo ตรวจจับรถที่อยู่ในจุดอับสายตา และแสดงไฟเตือนที่กระจกมองข้าง
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ทั้งการจอดขนาน และจอดเทียบฟุตบาท
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนขณะถอยหลัง ตรวจจับรถที่เคลื่อนที่ผ่านด้านหลัง
ระบบความปลอดภัยเชิงรับ: มาตรฐานสูงสุดเพื่อชีวิต
ถุงลมนิรภัย 6 ใบ (รุ่น 3.2 Titanium+ เพิ่มถุงลมนิรภัยหัวเข่าคนขับ เป็น 7 ใบ) เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด, ISOFIX, ESS (Emergency Stop Signal)
ผลการทดสอบความปลอดภัย:
ANCAP: 5 ดาว (35.98/37 คะแนน)
ASEAN NCAP: 5 ดาว (Adult Occupant Protection: 15.38/16 คะแนน, Child Occupant Protection: 81%)
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ความประหยัดที่สมเหตุสมผล
เป็นเรื่องธรรมดาที่รถยนต์ขนาดใหญ่เช่น Everest จะไม่สามารถประหยัดน้ำมันได้เท่ารถยนต์ Eco Car แต่ Everest ก็ทำตัวเลขที่น่าพอใจ:
3.2 ลิตร 4×4: 11.16 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.1 กม., เติมน้ำมัน 8.25 ลิตร)
2.2 ลิตร 4×2: 12.59 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.8 กม., เติมน้ำมัน 7.37 ลิตร)
ระยะทางต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง:
2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กม.
3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 450-520 กม. (ขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่)
ปัญหาประจำรุ่น (Defect): การเรียนรู้เพื่อการพัฒนา
ตลอดระยะเวลาที่ Everest ทำตลาด มีรายงานปัญหา Defect เกิดขึ้นบ้าง แต่ Ford ได้พยายามแก้ไขและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เช่น
ปัญหาไฟไหม้ที่ออสเตรเลีย: เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่น แก้ไขโดยการกำชับขั้นตอนการผลิต
แป้นคันเร่งสั่น: แก้ไขโดยการอัปเดต Firmware กล่องเครื่องยนต์และเกียร์
ปัญหาระบบไฟฟ้า: แก้ไขเบื้องต้นด้วยการดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่ หากไม่หาย ควรนำเข้าศูนย์บริการ
เสียงกระพือหลังคา Panoramic Sunroof (ล็อตแรก): แก้ไขโดยการเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่
สติกเกอร์เพลาขับหลัง: เกิดจากการลืมลอกสติกเกอร์ก่อนส่งมอบ ปัญหานี้แก้ไขได้ง่ายโดยการลอกออก
EGR: อาจมีไฟเตือนรูปประแจขึ้น ต้องนำรถเข้าทำความสะอาด
CKP Sensor (ก่อน เม.ย. 2016): อาจมีอาการรอบเครื่องสวิงจนดับหรือสตาร์ทไม่ติด Ford เปลี่ยนอะไหล่แล้ว หากพบปัญหานี้ สามารถเคลมเปลี่ยนได้
ซีลเดือยหมู/เฟืองท้าย: อาจมีคราบน้ำมันซึมออกมาเล็กน้อย ให้ช่างเช็ดทำความสะอาดและสังเกตอาการอีกครั้ง
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: มีรายงานฟิวส์ขาดและกลิ่นไหม้ อาจต้องตรวจสอบการใช้งาน
จอ Monitor ค้าง: ปล่อยให้ระบบ Re-boot เองประมาณ 5 นาที
Ford Everest: มาตรฐานใหม่ของ SUV/PPV
Ford Everest ไม่ใช่แค่รถยนต์อเนกประสงค์ แต่คือการนิยามมาตรฐานใหม่ของกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย ทีมวิศวกรได้ใช้ Toyota Land Cruiser Prado เป็น Benchmark ในการพัฒนา ทำให้ Everest เหนือกว่าคู่แข่งในหลายด้าน:
เทคโนโลยีความปลอดภัย: อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ Hi-Tech ล้ำสมัย
ช่วงล่าง: หนักแน่น มั่นคง ให้ความมั่นใจสูงสุด
การขับขี่: คล่องตัวในเมือง ขับขี่มั่นคงที่ความเร็วสูง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายใน: หรูหรา สะดวกสบาย เทียบเคียง Range Rover
ข้อด้อยที่ควรพิจารณา:
น้ำหนักตัว: ส่งผลต่อตัวเลขอัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
พวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นอีกเล็กน้อย โดยเฉพาะรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: การตอบสนองช่วงแรกควรไวขึ้น
มาตรวัดรอบ: ขนาดเล็กเกินไป ทำให้อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ค่อนข้างลำบากกว่ารุ่นก่อน
ระบบไฟฟ้า: ความซับซ้อนของระบบอาจส่งผลต่อการบำรุงรักษาในระยะยาว
คู่แข่งในตลาด: การประเมินภาพรวม
Chevrolet Trailblazer: แรง แต่มีประเด็นเรื่องศูนย์บริการในอดีต
Isuzu MU-X: ประหยัดน้ำมัน ศูนย์บริการดีเยี่ยม แต่ช่วงล่างมีอาการเด้งบ้าง
Mitsubishi Pajero Sport: ดีไซน์ล้ำสมัย ขับขี่ง่าย แต่ช่วงล่างนุ่มนวลเกินไปจนลดความมั่นใจ
Toyota Fortuner: เจ้าตลาด พวงมาลัยดี แต่ช่วงล่างด้านหลังแข็งกระด้าง
รุ่นไหนคุ้มค่าที่สุด?
2.2 Titanium 4×2: คุ้มค่าสำหรับผู้ที่ไม่เน้นออปชันไฮเทคมากนัก
2.2 Titanium+ 4×2: คุ้มค่าที่สุดในไลน์อัพ ให้ความคุ้มค่าสูงสุดในราคาที่เพิ่มขึ้นไม่มาก
3.2 Titanium+ 4×4: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีงบประมาณเพียงพอ
บริการหลังการขาย: ความท้าทายที่รอการพัฒนา
Ford ยังคงมีประเด็นเรื่องบริการหลังการขายที่ต้องปรับปรุง แม้จะมีความพยายามในการแก้ไข แต่ยังต้องก้าวไปอีกไกลเพื่อเทียบเท่าคู่แข่งอย่าง GM/Chevrolet การแก้ไขปัญหา Defect ที่เพิ่มขึ้น และการจัดการศูนย์บริการให้มีประสิทธิภาพ คือหัวใจสำคัญที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า
บทสรุป
Ford Everest 2025 คือสุดยอด SUV/PPV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย ประสิทธิภาพการขับขี่ที่น่าประทับใจ และความปลอดภัยระดับสูงสุด หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น และพร้อมที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดบางประการเพื่อเทคโนโลยีที่เหนือกว่า Everest คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม
อย่ารอช้า! สัมผัสประสบการณ์ Ford Everest ตัวจริง ได้ที่โชว์รูมใกล้บ้านคุณวันนี้ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไม Everest จึงเป็นมากกว่าแค่รถยนต์ แต่คือการเดินทางที่เหนือกว่าที่คุณเคยสัมผัส

