• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N0801108 ระแวง! part2

admin79 by admin79
January 6, 2026
in Uncategorized
0
N0801108 ระแวง! part2

OMODA & JAECOO: ยานยนต์แห่งอนาคต พลิกโฉมตลาดไทย สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่ก้าวกระโดด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป OMODA & JAECOO แบรนด์รถยนต์น้องใหม่ภายใต้ร่มเงาของ Chery Automobile ได้ประกาศศักดาความสำเร็จอย่างน่าประทับใจ ด้วยการเป็นแบรนด์ยานยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในระดับสากลในปีที่ผ่านมา การก้าวเข้ามาของ OMODA & JAECOO ไม่ใช่เพียงการนำเสนอรถยนต์ที่สวยงามและเปี่ยมด้วยเทคโนโลยี แต่คือการประกาศวิสัยทัศน์อันแน่วแน่ในการปักหลัก และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่อนาคตอย่างแท้จริง

OMODA & JAECOO: ภาพรวมการเติบโตที่ไม่ธรรมดา

Chery Group บริษัทแม่ของ OMODA & JAECOO ได้พิสูจน์ความแข็งแกร่งของตนเองในปี 2567 ด้วยการทำยอดขายทั่วโลกสูงถึง 2.6 ล้านคัน คิดเป็นการเติบโตถึง 38% พร้อมรายได้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากรากฐานที่มั่นคง และการรักษาตำแหน่งผู้ส่งออกรถยนต์อันดับ 1 ของประเทศจีนมายาวนานถึง 22 ปี

ในขณะที่ OMODA & JAECOO ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อสองปีที่ผ่านมา กลับสร้างปรากฏการณ์ที่น่าจับตามอง ด้วยการขยายเครือข่ายไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจ เช่น คาซัคสถาน, ชิลี, เม็กซิโก, สเปน, เวียดนาม, แอฟริกาใต้, นิวซีแลนด์, เนเธอร์แลนด์ และที่สำคัญคือประเทศไทย การเติบโตของ OMODA & JAECOO ทั่วโลกในปีที่ผ่านมาสูงถึง 54% จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะได้รับการขนานนามว่าเป็น “แบรนด์รถยนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดในระดับสากล” (The Fastest International Growth Car Brand)

แผนการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในประเทศไทย: หัวใจสำคัญของอนาคต

นายฉี เจี๋ย ประธาน บริษัท โอโมด้า แอนด์ เจคู (ประเทศไทย) ได้ตอกย้ำถึงความสำเร็จในปี 2567 ที่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะในประเทศไทย ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีและนวัตกรรมของ OMODA & JAECOO ได้รับการพิสูจน์แล้ว และในปี 2568 นี้ แบรนด์เตรียมรุกตลาดไทยอย่างเต็มกำลัง ด้วยแผนการลงทุนที่ครอบคลุม และมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับลูกค้าชาวไทย

ยนตรกรรมแห่งอนาคต: เทคโนโลยี SHS และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่

OMODA & JAECOO ไม่ได้มาเพียงแค่การนำเสนอรถยนต์ แต่มาพร้อมกับ “อนาคตของการขับเคลื่อน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เทคโนโลยี SHS (Super Hybrid System) ซึ่งเป็นการต่อยอดเทคโนโลยีไฮบริดเจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Chery Automobile ระบบนี้ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ:

เครื่องยนต์ 1.5TDGI เจเนอเรชั่นที่ 5: ให้ประสิทธิภาพสูงสุด
ระบบซูเปอร์อิเล็กทริกไฮบริด DHT (Super Electric Hybrid DHT System): ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างลงตัว
แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง: ให้ระยะทางขับขี่ที่ยาวนาน พร้อมความปลอดภัยที่เป็นเลิศ

ระบบ SHS ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เทรนด์ยานยนต์โลกที่มุ่งสู่การประหยัดพลังงานและลดการปล่อยมลพิษ แต่ยังมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ใกล้เคียงกับรถยนต์ไฟฟ้าล้วน แต่ไร้ข้อจำกัดเรื่องระยะทาง พร้อมประสิทธิภาพเชิงความร้อน (Thermal Efficiency) ที่ยอดเยี่ยม การปล่อยคาร์บอนต่ำ และระบบความปลอดภัยของแบตเตอรี่ที่เหนือกว่าคู่แข่ง

สำหรับปี 2568 OMODA & JAECOO พร้อมนำเสนอทางเลือกของยานยนต์พลังงานใหม่ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้ง BEV (Battery Electric Vehicle), PHEV (Plug-in Hybrid Electric Vehicle) และประเภทอื่นๆ อีกมากมาย โดยจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครบทุกรุ่นในงานมหกรรมยานยนต์ Bangkok International Motor Show ที่กำลังจะมาถึงนี้

การตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย: สัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นระยะยาว

การตัดสินใจ ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ที่โรงงานในจังหวัดระยอง ไม่ใช่เพียงการขยายกำลังการผลิต แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของ OMODA & JAECOO ในการเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต และพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยคาดว่าจะเริ่มสายการผลิตได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ การลงทุนนี้จะสร้างงาน สร้างรายได้ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่บุคลากรในท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

การขยายเครือข่าย และยกระดับบริการหลังการขาย: ประสบการณ์ลูกค้าที่เหนือกว่า

OMODA & JAECOO เข้าใจดีว่า การซื้อรถยนต์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทาง OMODA & JAECOO จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับประสบการณ์หลังการขาย ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน:

ขยายเครือข่ายโชว์รูม: จาก 23 แห่ง เป็นกว่า 50 แห่งทั่วประเทศในปีนี้ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น
ยกระดับบริการหลังการขาย:
การจัดส่งอะไหล่ทั่วโลก: ร่วมมือกับ DHL Express เพื่อให้การจัดส่งอะไหล่ระหว่างประเทศรวดเร็วขึ้น เพียง 3 วัน
คลังอะไหล่แห่งใหม่: เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการและลดระยะเวลาสั่งอะไหล่เร่งด่วนจาก 30 วัน เหลือเพียง 15 วัน
บริการดูแลตัวถังและสี: ได้รับการรับรองมาตรฐาน ครอบคลุมทุกโชว์รูม
ศูนย์ฝึกอบรมแห่งใหม่: เปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อให้การบริการเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุด

การพัฒนาระบบ CRM และบริการที่เข้าใจลูกค้า

เพื่อมอบประสบการณ์ที่ราบรื่นและสะดวกสบาย OMODA & JAECOO ได้พัฒนาระบบ CRM (Customer Relationship Management) อย่างต่อเนื่อง:

ระบบจองออนไลน์: ช่วยให้ลูกค้าเข้ารับบริการได้อย่างรวดเร็ว
บริการรถยนต์ทดแทน: มอบรถยนต์ให้ลูกค้าใช้ในกรณีที่รถต้องใช้เวลาซ่อมเกิน 3 วัน
บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง: โทร 02-0208888 กด 1 (ฟรี 5 ปี ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) ครอบคลุมบริการต่างๆ เช่น การจั๊มสตาร์ทแบตเตอรี่, การเปลี่ยนยางอะไหล่, ความช่วยเหลือกรณีรถล็อค, บริการรถยก และคำแนะนำฉุกเฉิน

กิจกรรมทางการตลาดที่สร้างสรรค์ตลอดทั้งปี

OMODA & JAECOO วางแผนจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างเข้มข้นตลอดทั้งปี เพื่อสร้างการรับรู้และประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกระดับ ตั้งแต่การสร้างประสบการณ์ขับขี่ การเป็นสปอนเซอร์ในกิจกรรมที่น่าสนใจ ไปจนถึงการจัดโรดโชว์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับนวัตกรรมและความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างใกล้ชิด

วิสัยทัศน์ “One Vision, One Drive, Inspiring the E-Future”

นายฉี เจี๋ย กล่าวปิดท้ายด้วยความมั่นใจว่า “ในปี 2568 นี้ เรายึดมั่นในวิสัยทัศน์ ‘One Vision, One Drive, Inspiring the E-Future’ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัย ผ่านการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกมิติ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ การบริการที่ครอบคลุม การดูแลหลังการขายที่เหนือระดับ และการลงทุนในโรงงานผลิตในประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นระยะยาวของ OMODA & JAECOO ในการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตแห่งการขับขี่ที่ยั่งยืนไปด้วยกัน เรามุ่งหวังที่จะเป็นมากกว่าแค่ผู้ผลิตรถยนต์ แต่พร้อมที่จะเป็นผู้ร่วมสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง”

การเข้ามาของ OMODA & JAECOO ในประเทศไทย ไม่ใช่แค่การเปิดตัวแบรนด์รถยนต์ใหม่ แต่เป็นการประกาศศักดาของการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรม เทคโนโลยี ความยั่งยืน และที่สำคัญที่สุดคือ “ประสบการณ์ของลูกค้า”

บทความเพิ่มเติมจากวงการยานยนต์ไทย:

MG: ยืนหยัดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย สู่การเติบโตที่ยั่งยืน

ในปี 2566 MG ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย ด้วยยอดจดทะเบียนรวมกว่า 12,700 คัน จากรถยนต์ 5 รุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ได้แก่ MG4 (4,833 คัน), MG EP (4,475 คัน), MG ZS EV (1,753 คัน), MG ES (916 คัน) และ MG Maxus 9 (787 คัน) ความสำเร็จนี้ตอกย้ำบทบาทของ SAIC Motor-CP และ MG Sales (Thailand) ในฐานะผู้บุกเบิกยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

สำหรับปี 2567 MG ยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ด้วยการเปิดตัว MG4 ELECTRIC รุ่น XPOWER ที่มาพร้อมสมรรถนะเหนือระดับ การขับเคลื่อน 4 ล้อ และกำลังที่สูงขึ้น เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่มองหารถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง การเปิดตัวรุ่น XPOWER นี้ยังคงต่อยอดจากแพลตฟอร์ม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM ที่ออกแบบมาสำหรับรถ EV โดยเฉพาะ

MG4 ELECTRIC ทั่วโลกมียอดขายมากกว่า 140,000 คัน และได้เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับตลาดรถ EV ในไทย รวมถึงตลาดอื่นๆ เช่น ออสเตรเลียและยุโรป รุ่น XPOWER โดดเด่นด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังสูงสุด 435 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที มาพร้อมแบตเตอรี่ Rubik’s Cube ขนาด 64 kWh ขับขี่ได้ไกลสูงสุด 480 กม. (ตามมาตรฐาน NEDC)

จุดเด่นของ MG4 XPOWER ยังรวมถึงการกระจายน้ำหนัก 50:50 จุดศูนย์ถ่วงต่ำ ระบบ One Pedal เพื่อการประหยัดพลังงานสูงสุด และระบบความปลอดภัยถึง 23 ระบบ พร้อมสีตัวถังใหม่ สีเขียว “Wild Hunter Green” หลังคาแบบทูโทน “Blacktop” ล้ออัลลอยด์ 18 นิ้ว คาลิปเปอร์เบรกสีส้ม และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART ที่ครบครัน

แม้ราคาของ MG4 XPOWER ยังไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่สามารถสัมผัสคันจริงได้ในงาน MG Everyday Electric ระหว่างวันที่ 13-19 มีนาคม ที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว และจะประกาศราคาอย่างเป็นทางการในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 45

Ford Ranger: ตำนานรถกระบะยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 ทวีปอเมริกาเหนือ

Ford Ranger ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการคว้ารางวัล “รถกระบะยอดเยี่ยมแห่งปี 2025 ประจำทวีปอเมริกาเหนือ” (North American Truck of the Year™) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม สมรรถนะ และความทนทานที่ Ford มีให้กับตลาดรถกระบะมาโดยตลอด

จิม บอมบิค รองประธานฝ่ายวางแผนและพัฒนาผลิตภัณฑ์ล่วงหน้า กล่าวว่า “รางวัลนี้คือข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของทีมงาน Ford ในการยกระดับรถกระบะขนาดกลางให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้า Ford Ranger ได้ผ่านการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่ท้าทายทั่วโลก เพื่อให้ได้มาตรฐาน ‘เกิดมาแกร่ง’ ตามที่ลูกค้าต้องการ”

รางวัล “รถกระบะแห่งปี ประจำทวีปอเมริกาเหนือ” เป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้กับรถรุ่นใหม่ หรือมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญในปีนั้นๆ โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 50 ท่าน จากสื่อยานยนต์ชั้นนำในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา จะพิจารณาจากนวัตกรรม การออกแบบ ความปลอดภัย สมรรถนะ เทคโนโลยี ประสบการณ์การขับขี่ ความพึงพอใจของผู้ใช้งาน และความคุ้มค่า

Ford Ranger พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘เกิดมาแกร่ง’ ถือเป็นรถกระบะที่ล้ำสมัยที่สุดในตระกูล ด้วยระบบการสื่อสารและสมรรถนะที่เหนือชั้น ผ่านการทดสอบอย่างเข้มข้นในทุกสภาพถนนทั่วโลก ทำให้ Ranger ครองตำแหน่งรถขายดีอันดับ 1 ในออสเตรเลียปี 2567 และยังคงเป็นรถขายดีที่สุดในนิวซีแลนด์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10

สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ Ranger มาพร้อมเครื่องยนต์ EcoBoost V6 ขนาด 2.7 ลิตรใหม่ พร้อมระบบกันสะเทือนที่ปรับจูนมาเพื่อสมรรถนะออฟโรดที่เหนือชั้น เทคโนโลยีช่วยลากจูงล้ำสมัย อาทิ Pro Trailer Backup Assist บันไดข้างกระบะท้าย ระบบไฟส่องสว่างแบบแบ่งโซน (Zone Lighting) ระบบอัปเดตซอฟต์แวร์ไร้สาย และห้องโดยสารที่ทันสมัย

Ford Ranger Raptor รุ่นปี 2024 ยกระดับขีดความสามารถออฟโรดให้เหนือกว่าใคร ด้วยเครื่องยนต์ EcoBoost V6 ขนาด 3.0 ลิตร 405 แรงม้า แรงบิด 583 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบกันสะเทือนแบบวัตต์ลิงค์ และโช้คอัพ FOX™ Live Valve ขนาด 2.5 นิ้ว ที่ออกแบบมาเพื่อการพิชิตทุกเส้นทาง

Ford Ranger และ Ranger Raptor ในตลาดอเมริกาเหนือ ผลิตที่โรงงานมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เพื่อสานต่อตำนานแห่งความแกร่งและทรงพลัง

MINI Thailand: การเติบโตสวนกระแสตลาด ด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง

MINI Thailand แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง ด้วยการเติบโตสวนทางกับภาพรวมตลาดรถยนต์นั่งและรถยนต์หรูที่หดตัวในปี 2567 โดยมี ยอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 10% คิดเป็นประมาณ 1,300 คัน ในช่วง 11 เดือนแรกของปี ปัจจัยสำคัญมาจากเอกลักษณ์และไลฟ์สไตล์ที่ชัดเจนของแบรนด์ ประกอบกับราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น โดยเฉพาะ MINI Cooper SE ที่มีราคาเริ่มต้นเพียง 1.69 ล้านบาท

ประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ MINI Thailand เผยว่า แม้ปี 2567 จะเป็นปีที่ยากลำบากจากสภาวะเศรษฐกิจ แต่ MINI ประเทศไทย มียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 4% การเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังช่วยหนุนยอดขายได้อย่างมีนัยยะสำคัญ ตัวเลขนี้ถือว่าโดดเด่น เมื่อเทียบกับตลาดรถยนต์นั่งที่ลดลง 22% และตลาดรถยนต์พรีเมียมที่ลดลง 24%

การกลับมาผลิตที่ประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในปี 2567 โดย MINI Countryman จะกลับมาประกอบที่โรงงาน BMW Thailand จังหวัดระยองอีกครั้ง หลังจากยุติการผลิตไป 7 ปี การตัดสินใจนี้ผ่านการเจรจาและเตรียมการนานถึง 4 ปี แสดงถึงศักยภาพของ MINI Thailand และความต้องการที่เพิ่มขึ้นในตลาด

MINI Thailand ยังคงเน้นย้ำการขาย “ประสบการณ์และไลฟ์สไตล์” มากกว่าแค่ตัวรถ ลูกค้า MINI ไม่ได้ซื้อเพียงรถยนต์ แต่ซื้อประสบการณ์ การเข้าร่วมคอมมูนิตี้ และการสร้างความผูกพันกับแบรนด์ ผ่านกิจกรรมอย่าง MINI United

ปัจจุบัน MINI Thailand ทำตลาดหลากหลายรุ่น ตั้งแต่ MINI Cooper SE (1.69 ล้านบาท), MINI Aceman (1.99 ล้านบาท), MINI Countryman SE (3.399 ล้านบาท นำเข้าจากเยอรมนี) และ MINI Countryman S ALL4 (2.599 – 2.799 ล้านบาท ประกอบในไทย) การมีรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลายรูปแบบ ช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

รุ่นลิมิเต็ด ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ MINI Clubman รุ่น Final Edition จำนวน 50 คัน ขายหมดอย่างรวดเร็ว และกลยุทธ์นี้จะดำเนินต่อไปในปี 2568 กลุ่มลูกค้า MINI มีอายุเฉลี่ย 30-35 ปี และเริ่มมองหา MINI เป็นรถยนต์คันแรกมากขึ้น

สำหรับปี 2568 MINI Thailand ตั้งเป้า เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่หวือหวา แม้ปี 2567 จะทำผลงานได้ดีกว่าตลาด โดยเฉพาะยอดจองในงาน Motor Expo ที่เพิ่มขึ้น 34% การเติบโตในปีหน้าจะอิงตามความต้องการของตลาด และการขยายการรับรู้แบรนด์ให้เป็น “Dream Car” ในใจทุกคน

MINI วางแผน เพิ่มช่องทางการขาย ด้วยการเปิดสาขาใหม่ 2-3 แห่งในปี 2568 ควบคู่กับการขยายการให้บริการออนไลน์และดิจิทัลแพลตฟอร์ม เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าในยุคใหม่

OMODA & JAECOO กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในวงการยานยนต์ไทย ก้าวสู่ยุคแห่งนวัตกรรมและประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า หากคุณพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ หรือต้องการสัมผัสเทคโนโลยีล้ำสมัยด้วยตัวเอง อย่ารอช้า! เข้ามาเยี่ยมชมโชว์รูม OMODA & JAECOO ใกล้บ้านคุณ หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นล่าสุดของเราได้แล้ววันนี้!

Previous Post

N0801106 หญ งม ตำหน [ตอนแรก] part2

Next Post

N0801111 ระแวง part2

Next Post
N0801111 ระแวง part2

N0801111 ระแวง part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1701130 ชายม กง าย นน าร งเก ยจ [ตอน part2
  • N1701116 คนจน บางท ทำต วไม าสงสาร part2
  • N1701122 การศ กษาส ไม ได แปลว จะเป นคนด part2
  • N1701106 เป นแค เด กว อย ามาเป นเพ อนฉ part2
  • N1701121 เพ อนช ไม กล วบาป part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.