เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ปี 2566 เปิดตัว EQB 250 AMG Line ยกระดับประสบการณ์พรีเมียม EV
ในวงการยานยนต์ระดับพรีเมียม การก้าวข้ามขีดจำกัดและการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้แบรนด์ยังคงความเป็นผู้นำและครองใจผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นกระแสหลักในอนาคตอันใกล้ ในปี 2566 นี้ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศแผนการดำเนินงานที่น่าจับตามอง ด้วยการเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ถึง 8 รุ่น โดยเน้นย้ำถึงทิศทางที่ชัดเจนในการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ และเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ผสานความหรูหรา ประสิทธิภาพ และประสบการณ์การขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ดาวสามแฉก
EQB 250 AMG Line: ก้าวแรกสู่โลก EV พรีเมียมที่เข้าถึงง่าย
จุดเด่นสำคัญในปีนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 3 รุ่นภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ โดยรุ่นแรกที่เปิดศักราชใหม่คือ Mercedes-Benz EQB 250 AMG Line ซึ่งมาพร้อมราคา 3.02 ล้านบาท เป็นรถยนต์ประเภท SUV ที่ได้รับการนำเข้าแบบ CBU (Complete Built Unit) จากต่างประเทศ การเปิดตัวรุ่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ต้องการนำเสนอรถยนต์ EV ที่มีความอเนกประสงค์ สามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว ควบคู่ไปกับสมรรถนะและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
มร. มาร์ทิน ชเวงค์ (Martin Schwenk) ประธานบริหารคนใหม่ของบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเข้ารับตำแหน่งในช่วงต้นปี 2566 ได้เปิดเผยถึงผลประกอบการที่น่าประทับใจในปี 2565 ที่ผ่านมา โดยยอดขายรถยนต์ Passenger Cars ทั่วโลกสูงถึง 2,043,900 คัน ซึ่งในจำนวนนี้ มียอดขายภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ ถึง 117,800 คัน โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษคือ EQA และ EQB ในส่วนของตลาดประเทศไทยนั้น ยอดจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 13,182 คัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม Dream Cars ที่เติบโตถึง 28% ตามมาด้วยกลุ่ม SUV ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และกลุ่ม Contemporary Luxury อย่าง C-Class, E-Class, S-Class ที่เติบโต 12% รวมถึงกลุ่ม Top-end Luxury อย่าง Mercedes-Maybach ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2564
แผนการดำเนินงานปี 2566: ทิศทางชัดเจนสู่ยุคแห่งไฟฟ้า
สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2566 นี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้วางเป้าหมายอันท้าทายด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่รวม 8 รุ่น โดยแบ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ จำนวน 3 รุ่น และรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และ Plug-in Hybrid (PHEV) อีก 5 รุ่น การจัดสรรจำนวนรุ่น EV ที่ชัดเจนนี้ บ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสู่ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
EQB 250 AMG Line: ขุมพลังไฟฟ้า ประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม
รุ่น EQB 250 AMG Line ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังเป็นตัวแทนของการผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับดีไซน์ที่หรูหราและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 385 นิวตันเมตร เหมาะสำหรับการขับขี่ในเมืองและเดินทางไกล
แบตเตอรี่: ขนาด 66.5 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 460 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) ซึ่งถือเป็นระยะทางที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสบาย
สมรรถนะ: อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ใน 8.9 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
การชาร์จ: รองรับการชาร์จเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Quick Charge) สามารถชาร์จจาก 10% ถึง 80% ได้ภายในเวลาเพียง 32 นาที และการชาร์จแบบธรรมดา (AC Normal Charge) ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง 50 นาทีในการชาร์จจาก 0% ถึง 100%
อุปกรณ์อำนวยความสะดวก: มาพร้อม Mercedes-Benz Wallbox Home รุ่น 2.0 ที่มีระบบป้องกันฝุ่นและน้ำมาตรฐาน IP55/IK10 สามารถควบคุมการชาร์จและอัปเดตซอฟต์แวร์ผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me ได้แบบ Over-the-Air (OTA)
ดีไซน์และประสบการณ์ภายใน: ความหรูหราที่สัมผัสได้
EQB 250 AMG Line โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกแบบ SUV ขนาดใหญ่ มิติตัวถังยาว 4,687 มม. กว้าง 2,020 มม. และสูง 1,667 มม. พร้อมระยะฐานล้อ 2,829 มม. เน้นความแข็งแกร่งด้วยราวหลังคาอะลูมิเนียม และเสริมความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ AMG Multi-spoke ขนาด 20 นิ้ว
ภายในห้องโดยสาร ยกระดับประสบการณ์ผู้ขับขี่ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ Hyperscreen และระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) เจเนอเรชันใหม่ พร้อมระบบไฟหน้า Digital Light แบบ Ultra high range beam ที่ส่องสว่างได้ไกลกว่า 600 เมตร และแพ็กเกจระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assistance package) รวมถึงระบบลดวงเลี้ยวรถยนต์ (Rear Axle Steering) เพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่
การเข้ารับการสั่งจองและการส่งมอบ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เตรียมเปิดให้ลูกค้าที่สนใจสามารถสั่งจอง EQB 250 AMG Line ได้ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 44 ณ บูธ A19 บริเวณฮอลล์ 1 ของอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม – 2 เมษายน 2566 โดยจะเริ่มส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าภายในครึ่งแรกของปี 2566
หลากหลายยนตรกรรม ครบครันทุกความต้องการ
นอกจาก EQB 250 AMG Line แล้ว ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังได้นำรถยนต์รุ่นอื่นๆ มาจัดแสดงอย่างครบครัน ทั้งกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) และ Plug-in Hybrid (PHEV), รถยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ Mercedes-EQ, กลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูง Mercedes-AMG, รถยนต์ระดับ Top-End Luxury อย่าง Mercedes-Maybach รวมถึงยนตรกรรมระดับตำนานอย่าง SL และ G-Class
วิสัยทัศน์ระยะยาว: สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในเป้าหมายองค์กรสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2582 ปัจจุบันมีรถยนต์ที่ทำตลาดในประเทศไทยประมาณ 25-30 รุ่น โดยเป็นรถยนต์ EV จำนวน 2 รุ่น และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ EV เป็น 50% ภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวที่รวดเร็วและชัดเจนเพื่อตอบรับกับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
บริบทตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย: การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้น
หากย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตัวเลือกของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยยังมีจำกัด และมักจะถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือกเสริม ไม่ใช่ตัวเลือกหลักในการตัดสินใจซื้อรถยนต์ แต่สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยี EV และการขยายตัวของโครงข่ายสถานีชาร์จ DC Fast Charge ในหัวเมืองใหญ่และเส้นทางสายหลัก ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ต้นทุนการเดินทางต่อกิโลเมตรที่ถูกกว่ารถยนต์สันดาปหลายเท่า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยเริ่มเปิดใจและยอมรับรถยนต์ไฟฟ้า จนส่งผลให้ยอดจองรถยนต์ไฟฟ้าในงาน Motor Show 2022 ที่ผ่านมา “ถล่มทลาย”
ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศจีนและยุโรป การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น ส่วนลด การให้สิทธิพิเศษ และการจัดสรรพื้นที่เฉพาะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงโครงข่ายสถานีชาร์จที่เข้าถึงได้ง่าย ในบางประเทศ เช่น นอร์เวย์ รถยนต์ไฟฟ้ามียอดการจำหน่ายสูงกว่ารถยนต์สันดาปแล้ว
หัวใจหลักของการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงแค่การประหยัดต้นทุน แต่คือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยการ “ไม่ปล่อยมลพิษเรี่ยราด ไร้การควบคุม” เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีไอเสียที่ปล่อยออกมาโดยตรง แม้ว่าการผลิตไฟฟ้าในปัจจุบันยังคงอาศัยพลังงานฟอสซิลอยู่บ้าง แต่ก็ถูกจำกัดอยู่ในโรงไฟฟ้าซึ่งมีระบบบำบัดมลพิษที่ดีกว่า และที่สำคัญ พลังงานไฟฟ้าสามารถผลิตได้จากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลม น้ำ และโซล่าเซลล์ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
BMW iX3: ทางเลือก EV ที่คุ้มค่า และเข้าถึงได้
ในขณะที่เมอร์เซเดส-เบนซ์กำลังรุกตลาด EV อย่างจริงจัง คู่แข่งอย่าง BMW ก็ได้เดินหน้าอย่างต่อเนื่องในตลาดรถยนต์พรีเมียมไฟฟ้าเช่นกัน โดย BMW iX3 ถือเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่น่าจับตามอง ด้วยการใช้พื้นฐานจาก BMW X3 แพลตฟอร์มรถยนต์ที่ขายดีที่สุดของ BMW ซึ่งมีเครื่องยนต์ให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งดีเซล เบนซิน ปลั๊กอินไฮบริด และไฟฟ้า
BMW iX3 M Sport เปิดตัวในราคา 3,399,000 บาท ซึ่งถือว่าน่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นพี่ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน และยังมีออปชั่นที่เหนือกว่าอีกด้วย การนำเข้าจากประเทศจีนทำให้ BMW ประเทศไทยสามารถตั้งราคาที่แข่งขันได้ และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว จนต้องรอการส่งมอบนานหลายเดือน
ราคาที่ “เข้าใจได้” เมื่อเทียบกับออปชั่นและบริการ
การที่ BMW iX3 มีราคาจำหน่ายที่สมเหตุสมผล เมื่อเทียบกับราคาในประเทศเยอรมนี แสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการต้นทุนและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รับรถยนต์พรีเมียมไฟฟ้าที่คุ้มค่าทั้งในด้านราคาและออปชั่น
ดีไซน์ภายนอก: DNA ของ X3 ผสานความเป็น EV
BMW iX3 M Sport ใช้ดีไซน์พื้นฐานจาก BMW X3 แต่มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดเพื่อให้สะท้อนความเป็นรถยนต์ไฟฟ้า เช่น กระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่ที่ปิดทึบ ช่องดักอากาศด้านล่าง และโลโก้ BMW ที่มีขอบสีฟ้า ไฟหน้า Adaptive LED ส่องสว่างอัตโนมัติ ล้ออัลลอย M Aerodynamic ขนาด 20 นิ้ว พร้อมระบบเบรกดิสก์ 4 ล้อ และดีไซน์ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ X3 LCI
ภายในห้องโดยสาร: หรูหรา ฟังก์ชันครบครัน
ภายในห้องโดยสารยังคงเอกลักษณ์ความพรีเมียมของ BMW ด้วยหน้าจอมัลติมีเดียระบบสัมผัสขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ BMW OS7 ที่รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น หน้าจอเรือนไมล์ TFT พร้อม Head-up Display และเบาะนั่งสปอร์ตสไตล์ M ที่ปรับไฟฟ้า พร้อมระบบอุ่นเบาะ
ระบบความปลอดภัยและสิ่งอำนวยความสะดวก: มาตรฐานสูง
BMW iX3 M Sport มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครัน เช่น เซ็นเซอร์เตือนการชนรอบคัน กล้องรอบคัน ระบบ Blind Spot ถุงลมนิรภัย ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ และระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ต่างๆ เช่น Adaptive Cruise Control พร้อม Stop & Go ระบบช่วยนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ และระบบปรับอากาศ 3 โซน
ภาพรวมตลาดรถยนต์ Mercedes-Benz ในประเทศไทย: การขยายตัวสู่ทุกเซกเมนต์
ในอดีต Mercedes-Benz ในประเทศไทย เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากรถยนต์ Sedan ระดับหรูอย่าง S-Class, E-Class, และ C-Class ซึ่งเป็นรุ่นขายดีมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 1996 เป็นต้นมา Mercedes-Benz ได้เริ่มขยายไลน์ผลิตภัณฑ์อย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ผู้บริโภคได้สัมผัสกับรถยนต์ในรูปแบบตัวถังและขนาดที่หลากหลายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่ม SUV ที่กลายเป็นแหล่งรายได้หลักให้กับแบรนด์ในปัจจุบัน
การขยายตลาดลงมาสู่กลุ่มราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น ด้วยรถยนต์บนแพลตฟอร์ม MFA เช่น A-Class, CLA-Class, GLA-Class, และ GLB-Class มีเป้าหมายหลักคือการดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ที่เกิดและเติบโตหลังยุค 90 เพื่อให้ Mercedes-Benz เป็นรถยนต์คันแรกของพวกเขา การที่รถยนต์ Premium เหล่านี้มีราคาใกล้เคียงกับรถยนต์ D-Segment จากญี่ปุ่น ทำให้ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยตัดสินใจเพิ่มงบประมาณเล็กน้อยเพื่อเลือกสัมผัสประสบการณ์รถยนต์ยุโรประดับพรีเมียม
GLA-Class: SUV ขนาดเล็กที่เปิดประตูสู่แบรนด์ Mercedes-Benz
ในบรรดารถยนต์รุ่นเริ่มต้นของ Mercedes-Benz GLA-Class ถือเป็นรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการดึงดูดลูกค้ากลุ่ม First-time buyer ที่ต้องการเปลี่ยนจากรถยนต์ญี่ปุ่นมาสู่แบรนด์ยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปี 2016-2017 GLA รุ่นเดิม (X156) ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในเขตกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่
GLA เจเนอเรชันที่ 2 (W177): การยกระดับความเป็น SUV
GLA เจเนอเรชันที่ 2 ได้รับการออกแบบใหม่หมดจด เพื่อเสริมบุคลิกความเป็น SUV ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มความสูงของแนวหลังคา การเปลี่ยนดีไซน์กระจกหน้าต่างเป็นแบบ 6 Windows และการขยายมิติตัวถัง ทำให้ภายในห้องโดยสารกว้างขวางและโปร่งสบายขึ้น รวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระที่ใหญ่ขึ้น
GLA 200 และ Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC: ทางเลือกที่หลากหลาย
ในประเทศไทย Mercedes-Benz นำเสนอ GLA ใหม่ ด้วยรุ่น GLA 200 ที่ตกแต่งแบบ AMG Bodystyling และรุ่นสมรรถนะสูง Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC ซึ่งนอกจากจะได้รับความแรงที่เหนือกว่าแล้ว ยังมาพร้อมกับรายละเอียดทางวิศวกรรมที่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน
ภายในห้องโดยสาร: ผสมผสานความหรูหราและเทคโนโลยี
ภายในห้องโดยสารของ GLA ใหม่ ยังคงเอกลักษณ์ของ Mercedes-Benz ยุคปัจจุบัน ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ All-digital Instrument Display ขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจอกลางขนาด 10.25 นิ้ว ที่ผสานรวมกันอย่างลงตัว ระบบไฟ Ambient Light 64 เฉดสี สร้างบรรยากาศที่หรูหราและทันสมัย เบาะนั่งถูกออกแบบมาให้โอบกระชับลำตัว ขับขี่ทางไกลได้อย่างสบาย
ประสบการณ์การขับขี่: สมดุลระหว่างความสบายและสมรรถนะ
จากการทดลองขับ GLA 200 AMG Dynamic พบว่ามีการขับขี่ที่นุ่มนวล สมดุล และให้ความรู้สึกมั่นคง โดยเฉพาะเมื่อเข้าโค้ง พวงมาลัยตอบสนองได้แม่นยำ ส่วน Mercedes-AMG GLA 35 4MATIC มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้น ด้วยช่วงล่างที่แน่นขึ้น การตอบสนองของคันเร่งและระบบเบรกที่เฉียบคม พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ 4MATIC ที่เพิ่มความมั่นใจในการควบคุม
บทสรุป: การขับเคลื่อนสู่อนาคตแห่งยานยนต์
การเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Mercedes-Benz EQB 250 AMG Line และการปรับกลยุทธ์ที่ชัดเจนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย การนำเสนอรถยนต์ EV ที่ผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูง ดีไซน์ที่หรูหรา และสมรรถนะที่น่าประทับใจ ในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น ถือเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมในประเทศไทย
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ตอบสนองความต้องการในปัจจุบัน แต่ยังพร้อมสำหรับอนาคต การพิจารณารถยนต์ไฟฟ้าอย่าง EQB 250 AMG Line หรือแม้แต่ทางเลือกอื่นๆ ในตลาด ไม่ว่าจะเป็นจากแบรนด์ใดก็ตาม ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้
หากคุณพร้อมแล้วที่จะสัมผัสประสบการณ์แห่งอนาคตของการขับขี่ และต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า หรือต้องการทดลองขับยานยนต์สุดล้ำเหล่านี้ สามารถติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ของเรา หรือเยี่ยมชมโชว์รูมของแบรนด์ที่คุณสนใจ เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ และก้าวเข้าสู่อีกระดับของการขับเคลื่อนได้อย่างมั่นใจ

