ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย ปี 2024: ทิศทาง, ยอดขาย และอนาคต
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติบโตของ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้ว่าอัตราการขยายตัวของ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในช่วงปีที่ผ่านมาอาจจะไม่ได้พุ่งแรงเท่า รถยนต์ไฮบริด (HEV) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปัจจุบันนี้ ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อ 4 ปีก่อน การพบเห็น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) วิ่งบนท้องถนนยังถือเป็นเรื่องแปลกใหม่ แต่ในวันนี้ สัดส่วน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ขายได้คิดเป็น 15% ของรถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนในประเทศไทย ทำให้การครอบครอง รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป และบทความนี้จะพาคุณไปสำรวจภาพรวม ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทย 2024 เจาะลึก รุ่นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยอดนิยม พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยขับเคลื่อนและทิศทางในอนาคต
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทย 2024: ความท้าทายและโอกาส
ปี 2024 ที่ผ่านมา ตลาด รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค แม้ในปี 2023 จะมียอดขายที่คึกคัก แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2024 ความต้องการกลับชะลอตัวลง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากภาวะเงินฝืดเคือง และอีกส่วนหนึ่งมาจากการที่บางค่ายเร่งระบายสต็อกในช่วงปลายปี 2023 ด้วยการปล่อยข่าวลือเรื่อง ราคารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะแพงขึ้น ในปี 2024
มีกระแสพูดคุยกันว่า รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะมาเป็นกระแสแล้วก็หายไป โดยอ้างอิงจากการที่บางค่ายที่เน้นขาย รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับหันไปผลิต รถยนต์ไฮบริด (Hybrid) และ PHEV อีกครั้ง แต่ในมุมมองของผม รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะไม่หายไปจากตลาดอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ใช้งาน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบ่งออกเป็นสองกลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่ต้องการเทคโนโลยีล้ำสมัย และกลุ่มที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตร สำหรับกลุ่มหลังนี้ หากไม่ประสบปัญหาการบริการที่ย่ำแย่จนเกินไป ก็ยากที่จะกลับไปใช้รถยนต์น้ำมันอีก
ดังนั้น โอกาสการเติบโตของ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทย ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่อาจจะเป็นไปในอัตราที่ช้าลงหรือเร็วขึ้นเท่านั้น
การจัดอันดับ 10 รุ่นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยอดนิยมในประเทศไทย (มกราคม – ตุลาคม 2024)
ข้อมูลยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคม 2024 สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมและทิศทางการเลือกซื้อของผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างชัดเจน (ข้อมูลอ้างอิงจาก Autolife Thailand)
อันดับ 10: MG EP (ยอดสะสม 1,643 คัน)
MG EP เป็นหนึ่งใน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นแรกๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้ใช้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทย ก่อนที่แบรนด์ใหญ่อย่าง BYD จะเข้ามาทำตลาดอย่างจริงจัง ด้วยรูปทรงแบบสเตชั่นแวกอนขนาดใหญ่และราคาที่เข้าถึงได้ ทำให้ EP ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้กล้าหาญที่ตัดสินใจซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยุคแรก การปรับลดราคาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการที่ได้รับดีลส่งมอบรถ 2,000 คัน ให้กับ Autodrive EV เพื่อนำไปใช้เป็น Grab EV ทำให้ยอดจดทะเบียนของ MG EP ยังคงทรงตัวได้ แม้จะเข้าสู่ช่วงปลายอายุตลาดแล้วก็ตาม
อันดับ 9: ORA Good Cat (ยอดสะสม 1,835 คัน)
ยอดจดทะเบียนสะท้อนยอดที่รถถูกซื้อไปแล้วและขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก ไม่ใช่ยอดส่งมอบหรือยอดจองทั้งหมด แม้ว่าในช่วงปลายปี 2023 ที่ผ่านมา GWM ประเทศไทยจะมีการปรับลดราคารถลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก่อนหน้านั้น ORA Good Cat สามารถสร้างยอดขายได้ดีพอสมควร โดยเฉพาะรุ่นที่ผลิตในประเทศ ซึ่งใช้แบตเตอรี่สเป็คเดียวกันทุกรุ่นย่อย แม้ราคาจะไม่ได้แตกต่างจากเวอร์ชันประกอบจีนมากนัก และส่วนลดก็ไม่น่าดึงดูดเท่า BYD แต่ด้วยดีไซน์ Retro-futuristic ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ ORA Good Cat ยังคงมีฐานลูกค้าที่ชื่นชอบในรูปทรงเฉพาะตัว สามารถสร้างยอดขายได้อย่างสม่ำเสมอ
อันดับ 8: Tesla Model 3 (ยอดสะสม 2,718 คัน)
Tesla Model 3 ทำผลงานได้ดีทีเดียวในปีนี้ ซึ่งแตกต่างจากปีก่อนๆ ที่ Model Y ขายดีกว่า อาจเป็นเพราะ Model 3 ได้รับการ Minor Change (Refresh) ครั้งใหญ่ พร้อมการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ในขณะที่ Model Y เป็นเพียงการอัปเกรด Hardware 3.0 ไปเป็น 4.0 เท่านั้น ปัจจัยความสำเร็จของ Model 3 ยังคงอยู่ที่เทคโนโลยีอันล้ำสมัย ระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม และดีไซน์ภายนอกที่สวยงามเหมือนรถ Concept Car ราคาเริ่มต้นเทียบเคียงกับรถน้ำมัน Segment D อย่าง Camry หรือ Accord รุ่นกลางๆ ทำให้ผู้บริโภคที่มีงบประมาณใกล้เคียงกัน แต่ต้องการสมรรถนะที่เหนือกว่า หรือต้องการความแรงจากรุ่น Performance ในราคาที่เทียบเท่า BMW 3 Series รุ่นเริ่มต้น ได้รับความสนใจ นอกจากนี้ แบรนด์ Tesla ยังเป็นที่ยอมรับในเรื่องการคิดค้นและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง รวมถึงผลการทดสอบความปลอดภัยที่ได้คะแนนสูง
อันดับ 7: Aion Y Plus (ยอดสะสม 3,452 คัน)
Aion Y Plus แม้จะเปิดตัวด้วยความสับสนเล็กน้อยเรื่องราคาที่ปรับเปลี่ยนถึง 4 ครั้ง และบางฟังก์ชันในรุ่นย่อยใหม่ยังไม่สามารถใช้งานได้ แต่ด้วยกลยุทธ์การปรับราคาที่แข่งขันได้ และตัวรถเองก็ไม่ได้มีข้อด้อยมากนัก แม้ระบบ Voice Command บางครั้งอาจมีอาการ “บ่น” หรือไม่ทำตามคำสั่ง แต่เมื่อขับขี่แล้ว หลายคนต่างยกย่องว่าเป็น รถจีน ที่ขับดี ภายในกว้างขวาง นั่งสบาย โดยเฉพาะรุ่น 410 Premium ที่เปิดตัวในช่วง Motor Show ด้วยราคาประมาณแปดแสนกลางๆ ทำให้ยังคงสร้างยอดจองได้ค่อนข้างดี ถือเป็นรถที่เข้ามาเป็นตัวเริ่มต้นสร้างแบรนด์ในไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อันดับ 6: ChangAn Deepal S07 (ยอดสะสม 4,153 คัน)
ChangAn Deepal S07 ประสบความสำเร็จด้วยการนำเสนอดีไซน์ SUV ที่เป็นที่ต้องการของตลาดไทย แต่ไม่ค่อยมีค่ายไหนนำเสนอในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย โดย S07 ถูกวางตำแหน่งให้แข่งขันในระดับเดียวกับ CR-V รุ่นย่อยล่างๆ ซึ่งเมื่อเปิดตัวครั้งแรกในงาน Motor Expo 2023 ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จุดที่อาจถูกติคือระบบไฟ 400V ที่ค่อนข้างเก่า และช่วงล่างที่อาจมีอาการยวบยาบไปบ้าง แต่ด้วยราคาที่ลูกค้ามองว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับความสวยงาม ความหรูหรา ขนาดตัวรถ และออปชันที่ครบครัน ทำให้ S07 มียอดขายที่ดีตั้งแต่เปิดตัว อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคไทยก็เริ่มสังเกตเห็นความแตกต่างของการตั้งราคาในจีนเทียบกับในไทย ทำให้ยอดขายช่วงใกล้สิ้นปีเริ่มแผ่วลง ก่อนที่ทางค่ายจะงัดแคมเปญ “Big Surprise Deal” ซึ่งเป็นการลดราคาโดยตรงกว่าสองแสนบาท เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงปลายปี
อันดับ 5: BYD Seal (ยอดสะสม 4,746 คัน)
BYD Seal ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เคยมองหาคุณสมบัติจากรถยนต์น้ำมันอย่าง Accord หรือ Camry แต่ค่ายรถเหล่านั้นยังไม่สามารถตอบสนองได้ครบถ้วน Seal มาพร้อมตัวถังขนาดใหญ่ พลังงานที่เหนือกว่า และราคาที่แข่งขันได้ แม้การเซ็ตช่วงล่างอาจจะยังไม่ถูกใจนัก แต่โดยรวมแล้วเมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ พละกำลัง อุปกรณ์ และดีไซน์ที่ BYD ยังคงมีปุ่มจริงให้กดในฟังก์ชันที่จำเป็น ทำให้ลูกค้าที่อาจไม่ชอบการควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัสเพียงอย่างเดียว หันมาให้ความสนใจ BYD Seal ได้ไม่ยาก ยอดขายช่วงปลายปี 2023 ที่ผ่านมาบูมอย่างมากจากการที่ผู้บริโภคกลัวราคาจะปรับขึ้นเมื่อเปลี่ยนปี แต่ในความเป็นจริงราคาไม่ได้ปรับขึ้นแต่อย่างใด ยอดขายช่วงปี 2024 มีแนวโน้มแผ่วลง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า Accord และ Camry ยังคงไม่ตายไปจากตลาดง่ายๆ Seal มีจุดเด่นมากมายและไม่มีข้อผิดพลาดร้ายแรง แต่ผู้บริโภคบางส่วนอาจยังลังเลที่จะซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาล้านกลางๆ จากแบรนด์นี้ เพราะกังวลเรื่อง “การติดดอย” จากส่วนลดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
อันดับ 4: MG 4 ELECTRIC (ยอดสะสม 4,828 คัน)
MG 4 ELECTRIC มีจุดเด่นที่แตกต่างจาก MG Dolphin อย่างชัดเจน โดย MG 4 เจาะกลุ่มลูกค้าที่ไม่ได้ชื่นชอบรถหลังคากระจก แต่ต้องการรถที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะช่วงล่างที่ดีเยี่ยมตั้งแต่โรงงาน MG 4 ELECTRIC รุ่นประกอบในไทย ทั้งรุ่น D, X และ V Long Range ได้รับการปรับปรุงหน้าจอสัมผัสกลาง และซอฟต์แวร์ระบบความปลอดภัยที่ลูกค้าเคยร้องเรียน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมราคาที่ถูกลงอย่างมาก ทำให้ MG 4 เป็นรถที่มียอดขายสม่ำเสมออย่างต่อเนื่อง ลูกค้าหลายรายมองว่า MG เป็นแบรนด์ที่มีความมั่นคงในตลาดไทยมายาวนานกว่า 10 ปี มีการลงทุนและโรงงานประกอบในประเทศ ทำให้มีความเชื่อมั่นในระยะยาว
อันดับ 3: NETA V/VII (ยอดสะสม 5,870 คัน)
NETA V ถือเป็นผู้บุกเบิก รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาประหยัด ที่สามารถนั่งได้ 4 คนอย่างสบายๆ ในกลุ่มผู้บริโภคที่มีงบประมาณใกล้เคียงกับรถอีโคคาร์ ทำให้ NETA V เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อย่างอุตรดิตถ์ NETA V สามารถเจาะเข้าหากลุ่มผู้ซื้อที่ขับรถระยะทางไม่ไกลในแต่ละวัน ในช่วงต้นปี 2024 ได้เปิดตัวรุ่น V II ที่ปรับปรุงดีไซน์ท้ายให้สวยงามขึ้น และเพิ่มออปชันต่างๆ อย่างน่าสนใจ ทำให้สามารถดึงดูดลูกค้าไปได้มาก ก่อนที่จะมีการประกาศลดราคาในเดือนกรกฎาคมถึงกว่าแสนบาท ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนรวม 10 เดือนอยู่ในระดับที่ดี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือความไม่แน่นอนเกี่ยวกับสถานะทางการเงินของบริษัทแม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในระยะยาว
อันดับ 2: BYD Atto 3 (ยอดสะสม 7,245 คัน)
ปัจจัยความสำเร็จของ BYD Atto 3 มาจากการเป็นรถขนาดที่คนไทยคุ้นเคย ในรูปแบบ SUV ที่เข้ากับสภาพถนนไทย ดีไซน์ภายนอกสวยงาม (ส่วนภายในแล้วแต่รสนิยม) พละกำลังที่เหลือเฟือ และออปชันที่ครบครัน ทั้งหมดนี้มาในราคาที่แบรนด์รถยนต์น้ำมันอย่าง Honda หรือ Toyota ทำได้เพียงฝันถึง ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2024 ยังมีการเปิดตัวรุ่น 2024 ควบคู่กับการปรับลดราคาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงต้นปีมีการลดราคา MY2023 และช่วงกลางปีก็มีการลดราคา MY2023 ซ้ำอีกครั้ง จนส่วนลดเทียบกับวันเปิดตัวรวมกว่า 340,000 บาท และรุ่น 2024 ก็ได้รับการลดราคาเป็นแสนบาท กลยุทธ์การลดราคาควบคู่กับตัวรถที่ถูกใจคนไทยส่วนใหญ่ ทำให้ยอดขายของ Atto 3 ไม่มีจุดตก มีแต่ขายดี กับขายดีสุดๆ ในบางเดือน สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือผลกระทบของการลดราคาบ่อยครั้งต่อความรู้สึกของลูกค้าเก่า และความกังวลเรื่อง “การติดดอย” ของลูกค้าใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อยอดขายในช่วงปลายปี BYD Atto 3 ยังคงเป็น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ขายดี แต่ปัญหาอาจมาจากภายในแบรนด์เอง ว่าลูกค้าจะยังให้โอกาส BYD มากน้อยแค่ไหน
อันดับ 1: BYD Dolphin (ยอดสะสม 11,323 คัน)
แม้ว่า BYD Dolphin จะไม่ใช่รถทรง SUV ที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องการ แต่ด้วยขนาดตัวรถที่ไม่เล็ก มีให้เลือกทั้งรุ่น 95 แรงม้า และ 204 แรงม้า มาพร้อมราคาที่ถูกเหลือเชื่อเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ เบาะหลังรองรับผู้ใหญ่ส่วนสูง 6 ฟุตได้สบาย ดีไซน์ไม่ได้หวือหวาจนเกินไป แต่เน้นความสวยงามถูกใจคนหมู่มาก ออปชันที่ครบครันกว่า MG ในระดับราคาเดียวกัน และการใช้งานที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้ใช้ เมื่อเทียบกับ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ค่ายอื่น ทำให้ Dolphin กลายเป็น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยอดนิยมอันดับ 1 ของไทย อย่างแท้จริง โดยมียอดขายที่ไม่มีตกตั้งแต่เปิดตัว และเมื่อยอดขายเริ่มชะลอตัว ก็มีการปรับลดราคาทันที ทั้งก่อนงาน Motor Show และการลดราคาครั้งใหญ่ช่วงกลางปี เพื่อระบายสต็อกก่อนเปิดตัวรุ่นประกอบในไทยที่แบตเตอรี่ใหญ่ขึ้น และรุ่น Standard รองรับ Fast Charge ได้เร็วขึ้น รูปทรง ขนาด ราคา และการสร้างกระแสอย่างต่อเนื่อง คือปัจจัยที่ทำให้ Dolphin นำหน้าคู่แข่ง และเป็น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นเดียวที่มียอดจดทะเบียนสะสมเกิน 10,000 คัน ในปี 2024 นี้ คิดเป็น 1 ใน 6 ของ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่จดทะเบียนในปีนี้ คือ BYD Dolphin
ทิศทางอนาคตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในไทย
จากภาพรวมยอดขาย รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2024 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ตลาด รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทย ยังคงมีศักยภาพในการเติบโต แต่การแข่งขันจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนตลาดในอนาคต ได้แก่:
โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ: การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จสาธารณะให้ครอบคลุมและเข้าถึงง่าย จะช่วยลดความกังวลเรื่องการเดินทางไกลของผู้บริโภค
เทคโนโลยีแบตเตอรี่: การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ให้ระยะทางวิ่งไกลขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น และมีราคาถูกลง จะเป็นแรงผลักดันสำคัญ
นโยบายภาครัฐ: การสนับสนุนด้านภาษีและมาตรการส่งเสริมอื่นๆ จากภาครัฐ จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด
การแข่งขันด้านราคา: แบรนด์ต่างๆ ยังคงต้องแข่งขันด้านราคาและการนำเสนอโปรโมชั่นที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดผู้บริโภค
ความเชื่อมั่นและการบริการหลังการขาย: การสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้า และการยกระดับบริการหลังการขาย จะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาฐานลูกค้า
ข้อคิดจากผู้เชี่ยวชาญ:
แม้ว่าตัวเลขยอดจดทะเบียนของ NETA X ที่เพิ่งจะเริ่มมีเข้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคม จะทำได้ถึง 570 คันภายในเดือนเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และทางบริษัทดูจะภาคภูมิใจ แต่ในฐานะผู้ที่ติดตามตลาดมาอย่างใกล้ชิด ผมมองว่าแทนที่จะเน้นตัวเลขยอดจดที่เพิ่งเริ่มต้นนี้ NETA ประเทศไทยควรออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ของบริษัทแม่ที่กำลังเป็นข่าว เพื่อสร้างความชัดเจนและความสบายใจให้กับผู้บริโภค
สำหรับข้อมูลยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอันดับที่ 11 เป็นต้นไป และข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ ของ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่ ที่น่าสนใจ เช่น Porsche Taycan ที่มียอดจดทะเบียนมากกว่า ChangAn Lumin เกือบเท่าตัวในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ท่านสามารถติดตามได้จาก Autolife Thailand.tv ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ผมขอยกเครดิตให้กับผลงานของพวกเขา และหวังว่าการนำเสนอข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกซื้อ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของท่าน
หากท่านกำลังพิจารณา รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับครอบครัว หรือ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาประหยัด อย่าลังเลที่จะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม เปรียบเทียบรุ่นต่างๆ และทดลองขับ เพื่อให้ท่านได้ รถยนต์ไฟฟ้า (EV ที่ดีที่สุด สำหรับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของท่าน การลงทุนใน รถยนต์ไฟฟ้า (EV) วันนี้ คือการก้าวสู่ยุคใหม่ของการเดินทางที่ยั่งยืนและคุ้มค่ากว่าเดิม

