Honda Civic 1.5 VTEC TURBO vs Ford Focus ECOBOOST 1.5: การประลองสมรรถนะเครื่องยนต์เทอร์โบในกลุ่ม C-Segment
ในยุคที่เทคโนโลยียานยนต์ก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง การพัฒนาเครื่องยนต์ขนาดเล็กแต่ทรงพลังกลายเป็นหนึ่งในกระแสหลักที่ผู้ผลิตรถยนต์ต่างให้ความสำคัญ แม้แนวคิดนี้จะมีมานานแล้วและมักพบเห็นในรถยนต์หรูราคาแพง เช่น BMW หรือ Mercedes-Benz แต่ปัจจุบันเรากำลังได้เห็นการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาสู่รถยนต์ที่มีราคาเข้าถึงได้ง่ายขึ้น หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Honda Civic เจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร VTEC TURBO ที่สามารถรีดกำลังได้ถึง 173 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาล 22.4 กิโลกรัม-เมตร ที่รอบเครื่องยนต์ต่ำตั้งแต่ 1,700-5,500 รอบต่อนาที ซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากในรถยนต์รุ่นก่อนหน้าของ Honda ขนาดเครื่องยนต์ที่เล็กลงยังมอบข้อได้เปรียบในด้านอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง โดยเฉพาะเมื่อขับขี่ในช่วงความเร็วต่ำ เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม Civic ไม่ได้เป็นรถยนต์เพียงรุ่นเดียวในกลุ่ม C-Segment ที่มาพร้อมขุมพลังเทอร์โบ ในไม่ช้า Ford จะเปิดตัว Focus รุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร ECOBOOST ซึ่งได้รับการเผยสเปคบางส่วนออกมาแล้ว ทำให้เกิดการเปรียบเทียบที่น่าสนใจระหว่างสองยักษ์ใหญ่ในตลาดนี้
Ford Focus 1.5 ECOBOOST: คู่แข่งที่น่าจับตา
Ford Focus รุ่นปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ มาในรูปแบบตัวถัง 5 ประตู แฮทช์แบ็ก ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์รหัส ECOBOOST แบบเบนซินเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร เทคโนโลยีฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง (Direct Injection) ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 24.5 กิโลกรัม-เมตร ที่ 1,600-5,000 รอบต่อนาที โดยจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ ซึ่งถือเป็นการบอกลาเกียร์คลัทช์คู่ในรุ่นก่อนหน้า ขณะที่ Honda Civic เลือกใช้ระบบเกียร์ CVT
เมื่อพิจารณาจากสเปคแล้ว ทั้งสองเครื่องยนต์มีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก ทั้งในด้านการฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง เทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จ และขนาดความจุ 1.5 ลิตร Ford เคลมว่าอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ยของ Focus ECOBOOST อยู่ที่ 13.9 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งอาจดูสิ้นเปลืองไปบ้างเมื่อเทียบกับมาตรฐานรถยนต์ในยุคปัจจุบัน แต่หากมองถึงสมรรถนะที่ตอบสนองทันใจ ก็อาจเป็นจุดที่ยอมรับได้ ซึ่งต้องรอการพิสูจน์จากการทดสอบจริงต่อไป
ระบบความปลอดภัย: การแข่งขันที่เข้มข้น
นอกเหนือจากสมรรถนะเครื่องยนต์แล้ว ระบบความปลอดภัยยังเป็นอีกหนึ่งจุดที่ผู้ผลิตให้ความสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับ Honda Civic 1.5 VTEC TURBO รุ่น RS ท็อปสุด มาพร้อมระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน, กล้องมองภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ, ระบบควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (VSA) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HILL START ASSIST)
ขณะที่ Ford Focus ก็ไม่น้อยหน้าในด้านระบบความปลอดภัย รุ่น ECOBOOST มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP, ระบบช่วยการออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน (HLA), ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (TCS), ระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง, ระบบช่วยจอดอัจฉริยะทั้งแบบเทียบข้างและถอยเข้าซอง, ระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ และกล้องมองหลังขณะถอยจอด
Ford ดูจะจัดเต็มกว่าในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่น่าสนใจและติดตั้งเป็นครั้งแรกใน Focus คือ ระบบช่วยจอดแบบเข้าซอง ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงระบบช่วยจอดแบบเทียบข้าง และระบบช่วยเบรกที่ความเร็วต่ำ ซึ่งเริ่มพบเห็นได้ในรถยนต์หลายรุ่นหลายยี่ห้อแล้ว (ซึ่งน่าเสียดายที่ Civic ใหม่ยังไม่มี)
ราคา: การตัดสินใจของผู้บริโภค
ในส่วนของราคา Honda Civic 1.5 VTEC TURBO มีช่วงราคาตั้งแต่ 1,099,000 ถึง 1,199,000 บาท ซึ่งถือเป็นมาตรฐานของรถยนต์ในกลุ่ม C-Segment ระดับท็อปที่ราคาแตะหลักล้านบาทบวกลบ ส่วน Ford Focus ECOBOOST ยังไม่มีการประกาศราคาอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน
ภาพรวมและแนวโน้มในอนาคต
จากการพิจารณาสเปคเบื้องต้น ทั้ง Honda Civic 1.5 VTEC TURBO และ Ford Focus 1.5 ECOBOOST ต่างก็เป็นรถยนต์ที่น่าสนใจในกลุ่ม C-Segment ที่นำเสนอเทคโนโลยีเครื่องยนต์เทอร์โบอันทันสมัยเข้ามาสู่ตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีคำถามอีกมากมายเกี่ยวกับสมรรถนะที่แท้จริง ความสะดวกสบาย และประสบการณ์การขับขี่ ซึ่งคงต้องรอการทดลองขับและการทดสอบอย่างละเอียดในโอกาสต่อไป
ทางเลือกเพิ่มเติม: Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO
นอกจากสองรุ่นที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในกลุ่มเครื่องยนต์ขนาดเล็กเทอร์โบ นั่นคือ Nissan Sylphy 1.6 DIG TURBO ซึ่งให้กำลังสูงสุดถึง 190 แรงม้า ถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในกลุ่มนี้ ณ ขณะนี้ เครื่องยนต์เป็นแบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง มาพร้อมดีไซน์ที่เรียบหรู และมีราคาเริ่มต้นที่ 999,000 บาท เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ซีดานสมรรถนะสูงในกลุ่ม C-Segment ควรพิจารณา
การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง: บทบาทของศูนย์ออกแบบ GM Holden
ในช่วงต้นปี 2016 เป็นช่วงเวลาที่วงการยานยนต์คึกคักเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใกล้ช่วงงานแสดงรถยนต์สำคัญอย่าง Bangkok International Motor Show ผู้ผลิตรถยนต์ต่างพยายามช่วงชิงพื้นที่สื่อเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีและรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในขณะที่นักข่าวสายยานยนต์เองก็มีตารางงานแน่นขนัด ทั้งงานเปิดตัวรถยนต์และทริปทดลองขับ
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ มีโอกาสพิเศษเกิดขึ้นเมื่อ General Motors (Thailand) ได้เชิญคณะสื่อมวลชน 4 ท่าน พร้อมด้วยทีม PR อีก 1 ท่าน เดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย เพื่อเยี่ยมชมศูนย์ออกแบบรถยนต์ของ Holden ซึ่งเป็นแบรนด์หลักของ GM สำหรับตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ณ เมืองเมลเบิร์น การเดินทางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์พิเศษ คือ การได้ยลโฉมเวอร์ชันต้นแบบของรถกระบะ Colorado Minorchange และ Trailblazer Minorchange ก่อนใคร
ทำไมต้องไปไกลถึงเมลเบิร์น?
คำถามนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แต่คำตอบคือ GM Thailand ได้รับเทียบเชิญเป็นกรณีพิเศษจาก GM-Holden Design Center Australia เพื่อให้สื่อมวลชนไทยได้ร่วมชมรถยนต์ต้นแบบทั้งสองรุ่นไปพร้อมๆ กับสื่อมวลชนจากออสเตรเลียเอง ทีม PR ของ Holden มองเห็นว่า ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้ในประเทศไทย การที่สื่อไทยได้สัมผัสกับพัฒนาการของรถก่อนใคร ย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
การเตรียมตัวเดินทางเป็นไปอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการขอวีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลีย ซึ่งปกติใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่สุดท้าย ทีมงานก็สามารถดำเนินการขอวีซ่าได้ทันเวลาอย่างหวุดหวิด ก่อนเดินทางเพียงหนึ่งวัน
สัมผัสประสบการณ์จริง ณ Holden Design Center
หลังจากการเดินทางมาถึงสนามบินเมลเบิร์น และเข้าที่พักที่โรงแรม Crowne Plaza Melbourne คณะสื่อมวลชนก็ได้พบกับคุณ Emily และคุณ Deanna ตัวแทนฝ่ายประชาสัมพันธ์จาก GM-Holden เพื่อเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่ของ GM-Holden ณ เลขที่ 191 Port Melbourne อาคาร 4 ชั้นแห่งนี้ ไม่เพียงเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ แต่ยังรวมถึงพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ต้นแบบในอดีต และที่สำคัญคือศูนย์ออกแบบของ Holden
ก่อนเข้าสู่พื้นที่สำนักงาน พนักงานรักษาความปลอดภัยได้ทำการติดสติกเกอร์ทับเลนส์กล้องโทรศัพท์มือถือของทุกคน ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานขององค์กรใหญ่ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลที่เป็นความลับ
คณะสื่อมวลชนได้รับการต้อนรับในห้องประชุมทรงกลมชั้น 2 โดยทีมนักออกแบบของ GM Holden และสื่อมวลชนจากออสเตรเลียอีก 10 ท่าน Mr. Richard Ferlazzo ผู้อำนวยการ GM Australia Design ได้กล่าวต้อนรับ และบรรยายถึงประวัติความเป็นมาและความสำคัญของศูนย์ออกแบบแห่งนี้
GM Australia Design: ศูนย์กลางแห่งนวัตกรรม
Holden Design Centre ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ทศวรรษ 1960 และปัจจุบันเป็นหนึ่งใน 10 Design Studio ที่ GM เป็นเจ้าของทั่วโลก และมีบทบาทสำคัญในการออกแบบรถยนต์ให้กับ GM ทั่วโลก รถยนต์อย่าง Chevrolet Camaro รุ่น Bumble Bee และ Chevrolet Cruze Hatchback 5 ประตู ที่ไม่ได้จำหน่ายในประเทศไทย ล้วนเป็นผลงานการออกแบบจากทีมงานที่นี่
ศูนย์ออกแบบแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1964 โดยรถรุ่นแรกที่ออกแบบคือ Holden HR ในปี 1966 นับตั้งแต่นั้นมา รถยนต์ Holden ที่พัฒนาโดยออสเตรเลียทุกรุ่น ล้วนเป็นผลงานจากที่นี่ รวมถึง Holden Commodore และรถในตระกูลใกล้เคียง ยุครุ่งเรืองที่สุดของศูนย์นี้คือช่วงปี 2003-2004 ที่มีนักออกแบบถึง 250 คน แต่หลังจากการปรับโครงสร้าง GM ทำให้จำนวนพนักงานลดลงเหลือ 140 คน ในปี 2014
แม้ GM-Holden จะประกาศยุติการผลิตรถยนต์ในออสเตรเลียตั้งแต่ปี 2017 แต่ Mary Barra CEO ของ GM ยืนยันว่า Holden Design Centre จะยังคงดำเนินการต่อไปเพื่อสนับสนุนการออกแบบของ GM ในภูมิภาคอื่นๆ ความสามารถของทีมออกแบบที่นี่ในการสร้างสรรค์รูปลักษณ์รถยนต์ที่หลากหลาย และปรับตัวให้เข้ากับแนวทางการออกแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ ทำให้ GM ตัดสินใจรักษาศูนย์แห่งนี้ไว้
GM มีสตูดิโอออกแบบ 10 แห่งทั่วโลก แต่มีเพียง 2 แห่งเท่านั้นที่มีความสามารถครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบบนกระดาษ การสร้างโมเดลดิจิทัล ไปจนถึงการสร้างรถต้นแบบคันจริง ได้แก่ GM Design ที่ดีทรอยต์ และ GM Australia Design ที่ออสเตรเลีย ตัวอย่างเช่น รถต้นแบบ Camaro ที่เปิดตัวในปี 2006 ก็เป็นผลงานการออกแบบและสร้างของทีมงานออสเตรเลีย
ผลงานชิ้นเอกจาก Holden Design Centre:
Holden Hurricane (1969): รถต้นแบบเครื่องวางกลางลำ ทรงเฉี่ยว ดีไซน์ล้ำยุค
Holden Torana GTR-X Concept (1970): รถสปอร์ตดีไซน์ Wedge-shape
Holden Coupe Concept (1998) / Monaro (1968 – 2008): รถสปอร์ตสัญชาติออสเตรเลีย
Chevrolet YGM1 (1999): รถ SUV ขนาดเล็ก ซึ่งเป็นผลงานแรกของ GM Australia Design ที่แสดงในระดับโลก
Holden Utester (2001): รถ Ute ดัดแปลงพร้อมหลังคากระจกถอดได้
Holden SSX (2002): รถต้นแบบประตูท้ายแบบแฮทช์แบ็ก 2 ชิ้น
Holden SST Stepside Custom Pickup (2004): รถกระบะที่แสดงถึงความอเนกประสงค์และความเร็ว
Holden Torana TT36 Hatch Concept (2004): รถ Family Size Hatchback ขับเคลื่อนล้อหลัง
Holden Efijy (2005): รถต้นแบบย้อนยุค แรงบันดาลใจจาก Holden FJ ปี 1953
Holden Coupe 60 (2008): รถคูเป้ฉลองครบรอบ 60 ปี Holden
Chevrolet Colorado (2011): รถกระบะ Colorado ที่จำหน่ายในประเทศไทยเป็นผลงานของ GM Australia Design
Chevrolet Bolt EV (2015): รถยนต์ครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้า ที่ GM Australia Design ร่วมกับ GM Korea และ GM North America
Buick Avenir (2015): รถยนต์ต้นแบบที่สะท้อนทิศทางดีไซน์ในอนาคตของ Buick
กระบวนการทำงานภายในศูนย์ออกแบบ:
ภายในศูนย์ออกแบบ GM Holden แบ่งการทำงานออกเป็นฝ่ายต่างๆ ได้แก่ หน่วยออกแบบภายนอกและภายใน, ฝ่าย Digital Sculpting, หน่วย Visualization, ทีม Advance Design, ทีม Clay Modelling, ฝ่ายการจัดการวัสดุและการตกแต่ง, กองผู้เชี่ยวชาญด้านคุณภาพ และทีมสร้างรถต้นแบบ
เปิดประสบการณ์จริงที่ Studio หมายเลข 6:
คณะสื่อมวลชนได้มีโอกาสสัมผัสกับวัสดุ เครื่องมือ และชิ้นส่วนต่างๆ ที่ใช้ในการออกแบบรถยนต์จริง อาทิ ตู้อุ่นดินเหนียวสำหรับปั้น Clay Model, โครงสร้างรถที่ขึ้นรูปจากสไตโลโฟมก่อนแปะดินเหนียว, ไฟหน้า-ไฟท้ายต้นแบบที่แกนเหล็กสามารถยืดหดได้ และแบบจำลองรถต้นแบบขนาด 1:4 ที่ใช้ล้อพลาสติกแปะบนฐานล้อสีดำเพื่อลองเปลี่ยนลายล้อ
ไฮไลท์สำคัญ: Colorado Xtreme และ Trailblazer Premier
จุดเด่นของการเยี่ยมชมคือการได้เห็นรถต้นแบบ Chevrolet Colorado Xtreme และ Chevrolet Trailblazer Premier ที่ยังอยู่ในขั้นตอนการประกอบ ณ Body Shop ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นรูปชิ้นส่วน พ่นสี และประกอบรถยนต์ต้นแบบครบวงจร
Chevrolet Colorado Xtreme:
รถกระบะคันนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบรถกระบะในตลาดสหรัฐอเมริกา โดยเน้นตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบการแต่งรถ มาพร้อมสีส้มด้าน “Furness” อันเป็นเอกลักษณ์ เสริมด้วยอุปกรณ์ตกแต่งรอบคัน เช่น Safari Bar ด้านหน้าพร้อมไฟ LED และวินช์, กันชนท้ายแบบ Step, คิ้วซุ้มล้อขนาดใหญ่รองรับยาง Offroad, Hood Scoop, ท่อสน็อกเกิล, Sport Bar, แร็คใส่ของบนหลังคาพร้อมไฟ LED และช่วงล่างยกสูง
ภายในห้องโดยสาร มีการเปลี่ยนแผงหน้าปัดให้ดูร่วมสมัยมากขึ้น ตกแต่งด้วยผ้าสีส้ม กรอบช่องแอร์ชุบโครเมียม และชุดมาตรวัดดีไซน์ใหม่ ระบบ Infotainment มาพร้อมหน้าจอ Touchscreen 8 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
Chevrolet Trailblazer Premier:
ในขณะที่ Colorado Xtreme เน้นความดุดัน Trailblazer Premier นำเสนอความหรูหราและร่วมสมัยยิ่งขึ้น โดยได้รับความร่วมมือในการออกแบบเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของตลาด โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ลูกค้าชื่นชอบความประณีตในการตกแต่ง ทีมงานจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ของผู้ขับขี่และผู้โดยสาร
Trailblazer Premier ใช้สีฟ้าเฉดเงิน “Velocity” ผสมกับสีฟ้าเขม่า (smoky oil blue) พร้อมการเคลือบแล็คเกอร์เงางาม การตกแต่งภายในเน้นความอ่อนโยนด้วยการใช้โครเมียมสีสว่างและไม้ Australia ที่คัดสรรและผลิตด้วยมือ แผงหน้าปัดออกแบบใหม่บนพื้นฐานเดียวกับ Colorado Xtreme แต่มีการตกแต่งที่ประณีตกว่า เช่น การตัดเย็บตาข่ายเบาะหลังด้วยมือ ระบบ Infotainment ก็เช่นเดียวกับ Colorado Xtreme
การเปิดตัวสู่สายตาประชาชน:
รถต้นแบบทั้งสองคันนี้ จะถูกจัดแสดงเป็นครั้งแรกในโลกที่งาน Bangkok International Motor Show วันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน 2016 ณ IMPACT Challenger เมืองทองธานี
สำหรับเวอร์ชันจำหน่ายจริง คาดว่า Chevrolet Colorado Minorchange จะเปิดตัวในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม 2016 ตามมาด้วย Trailblazer Minorchange อีก 1-2 เดือนหลังจากนั้น
การเดินทางไปยัง Holden Design Center ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ได้เห็นรถต้นแบบก่อนใคร แต่ยังได้เรียนรู้ถึงเบื้องหลังกระบวนการออกแบบที่เข้มข้น และความภาคภูมิใจที่ทีมงานไทยได้มีส่วนร่วมในการพัฒนารถยนต์ระดับโลก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของศูนย์ออกแบบ GM Australia Design ที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก
ก้าวต่อไป: พบกับยนตรกรรมที่เหนือกว่า
ประสบการณ์ที่ได้สัมผัสจากการเยี่ยมชมศูนย์ออกแบบ Holden และการได้เห็นรถต้นแบบ Colorado Xtreme และ Trailblazer Premier เป็นเครื่องยืนยันว่า อุตสาหกรรมยานยนต์มีการพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์และระบบความปลอดภัย หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ผสานสมรรถนะที่เหนือกว่า ความล้ำสมัยทางเทคโนโลยี และการออกแบบที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่ม C-Segment หรือกลุ่มรถกระบะและ SUV ถึงเวลาแล้วที่คุณจะก้าวไปสู่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า
ขอเชิญชวนท่านผู้สนใจทุกท่าน ติดตามข่าวสารและเตรียมพบกับยนตรกรรมรุ่นใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ หากท่านกำลังพิจารณาการซื้อรถยนต์ใหม่ การศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบคุณสมบัติต่างๆ จะช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ตรงกับความต้องการมากที่สุด อย่าพลาดโอกาสในการสัมผัสสุดยอดนวัตกรรมยานยนต์ที่จะเปลี่ยนนิยามการขับขี่ของคุณไปตลอดกาล

