ประเทศไทยก้าวสู่ยุคทองแห่งยานยนต์ไฟฟ้า: Great Wall Motor ทุ่มงบ 30 ล้านดอลลาร์ ตั้งโรงงานแบตเตอรี่ ดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV ภูมิภาค
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และวันนี้ เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ กับการก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Great Wall Motor (GWM) ประกาศแผนการลงทุนครั้งใหญ่ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
Great Wall Motor: การลงทุนเพื่ออนาคต EV ของไทย
รายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ชี้ให้เห็นถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ของ GWM ในการปักหลักที่ประเทศไทย ด้วยการเตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อก่อตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ซึ่งนับเป็นการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
แผนการลงทุนนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การผลิตแบตเตอรี่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด ซึ่งคาดว่าจะเริ่มสายพานการผลิตได้ภายในปีหน้า (2568) การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของ GWM ที่มองเห็นศักยภาพอันมหาศาลของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาค
สร้างสรรค์นวัตกรรมแบตเตอรี่: หัวใจสำคัญของการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า
คุณณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ GWM ประเทศไทย ได้เปิดเผยถึงแผนการขยายขีดความสามารถในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ด้วยการพิจารณาสร้างศูนย์ R&D ในประเทศไทย ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาแบตเตอรี่ที่รองรับการใช้งานในรถกระบะ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงในประเทศไทยและภูมิภาค
การมีศูนย์ R&D ในประเทศจะช่วยให้ GWM สามารถปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่ให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานและความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงเท่านั้น การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ให้ล้ำหน้ายังเป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น และเร่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไร้มลลพิษ
ประเทศไทย: ก้าวสู่ศูนย์กลาง EV ระดับภูมิภาค
การลงทุนของ GWM ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนของรัฐบาลไทยในการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน โดยรัฐบาลได้เตรียมมาตรการสนับสนุนที่หลากหลาย ทั้งในรูปแบบของเงินอุดหนุน และการลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน
แผนยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้น โดยมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนสัดส่วนการผลิตรถยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายใน มาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของกำลังการผลิตรวม 2.5 ล้านคันต่อปี ภายในปี 2573 การลงทุนของ GWM จึงเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นดังกล่าว และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย
Ora Good Cat: ความสำเร็จที่จุดประกายตลาด EV ไทย
ใครจะเชื่อว่า รถยนต์ไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดอย่าง Ora Good Cat จะกลายเป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงปลายปี 2565 ด้วยการออกแบบที่น่ารัก โดดเด่น และราคาที่เข้าถึงง่ายหลังได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐ ทำให้ Ora Good Cat กลายเป็นรถยนต์ EV ที่มียอดขายติดอันดับต้นๆ ของไทย
ราคาเริ่มต้นของ Ora Good Cat ที่ 828,500 บาท (หลังหักเงินอุดหนุน 230,500 บาท) เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดผู้บริโภคจำนวนมากให้หันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น การเปิดตัวรถรุ่นนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงของ GWM ในตลาดไทย และเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ GWM วางแผนที่จะเริ่มผลิต Ora Good Cat ในประเทศไทยในปีหน้า (2568)
การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศ: กุญแจสู่ความยั่งยืน
เพื่อให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีความยั่งยืนและมีศักยภาพในการแข่งขัน GWM ได้วางแผนที่จะหาแหล่งผลิตชิ้นส่วนประกอบภายในประเทศให้ได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของแบตเตอรี่ การพึ่งพาแหล่งผลิตภายในประเทศจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ ลดความผันผวนของราคา และที่สำคัญที่สุด คือ การตอบสนองต่อเงื่อนไขการรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไทย ซึ่งส่วนใหญ่จะกำหนดให้มีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศในสัดส่วนที่สูง
โรงงานประกอบแบตเตอรี่ของ GWM ที่คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 500-1,000 ล้านบาทนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่ในประเทศไทย การพิจารณาอัปเกรดโรงงานเพื่อรองรับการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในอนาคต ถือเป็นก้าวที่ทะเยอทะยานและแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของ GWM ในการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ชั้นนำในภูมิภาค
ศักยภาพการผลิตแบตเตอรี่: โอกาสในการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
คุณณรงค์ สีตลายน ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงศักยภาพของโรงงานแบตเตอรี่นี้ว่า “เราอาจกลายเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ที่ได้ทำสัญญากับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ อีกเช่นกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถของโรงงานแบตเตอรี่” คำกล่าวนี้ชี้ให้เห็นถึงโอกาสในการเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศ ที่กำลังมองหาแหล่งผลิตแบตเตอรี่คุณภาพสูงในภูมิภาค การมีโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่มีศักยภาพสูงในไทย จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์
การแข่งขันในตลาดรถยนต์ไทย: ภาพรวมที่น่าสนใจ
แม้ว่า GWM และ BYD จากจีน จะเข้ามาลงทุนอย่างจริงจังในประเทศไทย แต่ตลาดรถยนต์ไทยยังคงมีการแข่งขันที่เข้มข้น ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Toyota และ Isuzu ยังคงครองความเป็นผู้นำตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถกระบะ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์รวมเมื่อปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ GWM และแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนรายอื่นๆ กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาด และกระตุ้นให้ผู้ผลิตทุกรายต้องปรับตัว การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างยิ่ง เนื่องจากจะได้มีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านของเทคโนโลยี สมรรถนะ และราคา
Audi TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition: ฉลองตำนานแห่งสมรรถนะ
ในอีกมิติหนึ่งของวงการยานยนต์ไทย มีข่าวที่น่าสนใจจาก Audi ประเทศไทย กับการเปิดตัว Audi TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition รถสปอร์ตสุดพิเศษ ที่ผลิตขึ้นเพียง 25 คันทั่วโลก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ Audi Sport Sub-brand
คุณกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด (Audi ประเทศไทย) ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จของ Audi TT Family ในประเทศไทย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม จนทำให้ยอดขายของ Audi TT Family ของ Audi ประเทศไทย ขึ้นเป็นอันดับ 5 ของโลก (อันดับ 2 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่น) ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566
การเปิดตัว TT RS Heritage Thailand Limited Edition ราคา 5,899,000 บาท เป็นการตอกย้ำความชื่นชมของ Audi Fan ในประเทศไทยที่มีต่อ Audi TT ซึ่งเป็นรถสปอร์ตไอคอนระดับตำนาน ที่มีการพัฒนากว่า 25 ปี นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1998 รถรุ่นนี้มาพร้อมการตกแต่งพิเศษ Exclusive Colors ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีของรุ่น Ur-Quattro ซึ่งเป็นรถในตำนานของ Audi และยังมาพร้อมชุดแต่ง Black Edition ที่เพิ่มความดุดัน
หัวใจสำคัญของ TT RS Heritage คือเครื่องยนต์ 5 สูบ 20 วาล์ว 400 แรงม้า ที่ได้รับรางวัล International Engine of the Year Awards ถึง 9 สมัยติดต่อกัน ผนวกกับระบบช่วงล่าง Audi Magnetic ride ทำให้การขับขี่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และการควบคุมที่มั่นใจได้ การเปิดตัวรุ่นพิเศษนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของ Audi ประเทศไทย ที่ต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่พิเศษและตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถสมรรถนะสูง
Audi Sport High Performance: ยกระดับประสบการณ์การขับขี่
นอกจาก TT RS Heritage แล้ว Audi ประเทศไทย ยังได้เปิดตัวรถยนต์ในกลุ่ม High Performance อีก 2 รุ่น คือ RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition ซึ่งได้รับการยกระดับด้วย “Competition Edition” เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น
RS 4 Avant competition ราคา 6,499,000 บาท เป็นสเตชั่นแวกอนที่ผสมผสานสมรรถนะของรถสปอร์ตเข้ากับความอเนกประสงค์อย่างลงตัว ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V6 biturbo ให้กำลัง 450 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที และความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม. มาพร้อมระบบขับเคลื่อน quattro อันเป็นเอกลักษณ์ และการตกแต่งภายในที่เน้นความสปอร์ตหรูหรา
ส่วน RS 5 Coupé competition ราคา 6,599,000 บาท เป็นรถสปอร์ต Coupé ที่เน้นความปราดเปรียวและสมรรถนะสูงสุด เครื่องยนต์ V6 biturbo กำลัง 450 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.9 วินาที พร้อมระบบขับเคลื่อน quattro และการออกแบบภายในที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องนักบินของรถแข่ง
ทั้งสองรุ่นมาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบไฟหน้า Matrix LED อัจฉริยะ, จอแสดงผล Audi Virtual Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว, ระบบ MMI Navigation plus ขนาด 10.1 นิ้ว และระบบเครื่องเสียง Bang & Olufsen การเปิดตัวรถยนต์กลุ่ม High Performance เหล่านี้ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของ Audi Sport และความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มองหารถยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจ
Ora Grand Cat: รถยนต์ไฟฟ้าที่พร้อมปฏิวัติวงการ
กลับมาที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า Ora Grand Cat อีกหนึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจาก GWM ที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ด้วยสเปคที่สามารถวิ่งได้ไกลถึง 705 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน CLTC) ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้าในระดับเดียวกัน
Ora Grand Cat มาพร้อมขนาดตัวถังที่ใหญ่พอสมควร (ยาว 4871 มม., กว้าง 1862 มม., สูง 1500 มม.) และมีให้เลือกทั้งรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว 201 แรงม้า แรงบิด 340 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium iron Phosphate วิ่งไกล 705 กม./ชาร์จ และรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ 402 แรงม้า แรงบิด 680 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที พร้อมแบตเตอรี่ Ternary lithium วิ่งได้ 600 กม./ชาร์จ
เทคโนโลยีที่น่าสนใจของ Ora Grand Cat ประกอบด้วย มือจับประตูแบบซ่อนอัจฉริยะ, ไฟหน้าอัตโนมัติ, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมระบบทำความร้อนและไล่ฝ้า, ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ, ประตูแบบไร้กรอบ และค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศเพียง 0.22Cd ซึ่งช่วยเรื่องการประหยัดพลังงานและสมรรถนะ
ที่สำคัญ Ora Grand Cat มาพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ORA-PILOT 3.0 ที่ประกอบด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะ 28 ตัว และกล้อง ADAS 1 ตัว ครอบคลุมระบบช่วยเหลือการขับขี่บนทางหลวง ระบบนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่อย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่ทำให้ Ora Grand Cat โดดเด่นเป็นพิเศษ คือ การทดสอบความปลอดภัยที่เหนือกว่ามาตรฐาน ด้วยการทดสอบการตกจากความสูง 6 เมตร การหมุนเกลียวกลางอากาศ และการตกสู่พื้น ทำให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างตัวถังและระบบแบตเตอรี่ ที่สามารถปิดระบบไฟฟ้าแรงสูงได้อย่างรวดเร็วและไม่มีการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งเป็นการการันตีถึงความปลอดภัยในระดับสูงสุด
Hyundai i30 N: สัมผัส DNA รถแข่งบนถนนจริง
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์สมรรถนะสูง การได้สัมผัส Hyundai i30 N ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ แม้ว่า Hyundai Mobility ประเทศไทย ยังไม่มีแผนทำตลาดรุ่นนี้อย่างเป็นทางการ แต่การได้ทดลองขับในสนามแข่ง Ricardo Tormo ประเทศสเปน เป็นโอกาสอันดีที่จะได้สัมผัสสมรรถนะของรถยนต์ที่ถ่ายทอด DNA จากสนามแข่งสู่รถยนต์ Production Car
Hyundai i30 N เป็น Hot Hatch ที่ได้รับการปรับแต่งสมรรถนะอย่างจริงจัง ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ 280 แรงม้า พร้อมตัวเลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์ดูอัลคลัตช์ 8 สปีด การขับขี่ในสนามแข่งทำให้ได้สัมผัสถึงประสิทธิภาพของเบรก, การควบคุมรถในโค้ง, การเปลี่ยนเลนอย่างฉับพลัน (Lane Change), การขับขี่ในรูปแบบ Gymkhana และการทำ J-Turn ซึ่งเป็นการฝึกฝนทักษะการขับขี่ขั้นสูง
ประสบการณ์เหล่านี้ ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าใจถึงขีดจำกัดของรถยนต์ และเรียนรู้ที่จะควบคุมรถในสถานการณ์คับขัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับขี่บนท้องถนน การที่ Hyundai Motor สานต่อกิจกรรม Driving Experience นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และยกระดับการรับรู้เกี่ยวกับแบรนด์ Hyundai ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ที่มีศักยภาพในหลายมิติ ทั้งรถยนต์อเนกประสงค์, รถยนต์สมรรถนะสูงตระกูล N, และรถยนต์ไฟฟ้า 100% EV ซึ่งรถยนต์เหล่านี้มีโอกาสที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างแน่นอนในอนาคต
บทสรุป: อนาคตที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี
การลงทุนของ Great Wall Motor ในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศในฐานะฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต ควบคู่ไปกับการเปิดตัวรถยนต์สมรรถนะสูงจาก Audi และการเตรียมพร้อมของ Hyundai ในการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ สู่ตลาดไทย สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการ ผมมองว่านี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ที่จะได้สัมผัสกับนวัตกรรมยานยนต์ที่หลากหลาย ทันสมัย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไป การจับตามองเทรนด์เหล่านี้ และการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง จะเป็นกุญแจสำคัญในการก้าวไปข้างหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการขับเคลื่อนแล้วหรือยัง?
การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว หากคุณคือผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า, ประสิทธิภาพการขับขี่ที่เหนือระดับ, หรือนวัตกรรมที่จะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรม นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดที่จะศึกษาข้อมูล, เปรียบเทียบตัวเลือก, และเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนที่ยั่งยืนและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น.

