ภาพรวมตลาด SUV ทั่วโลกปี 2024: เทรนด์, ตัวท็อป และโอกาสสำหรับผู้บริโภคชาวไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถยนต์ที่น่าทึ่งมาโดยตลอด แต่สำหรับปี 2024 นี้ ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ หรือ SUV (Sport Utility Vehicle) ได้พิสูจน์แล้วว่ายังคงเป็นเซกเมนต์ที่ร้อนแรงและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 เผยให้เห็นถึงยอดขายที่น่าประทับใจของรถยนต์ SUV ในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งหลายรุ่นสามารถทำยอดขายได้หลักแสนคัน บ่งบอกถึงความนิยมที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาเพียงแค่การนำเสนออันดับรถยนต์ SUV ขายดีในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ผมต้องการเจาะลึกถึงปัจจัยที่ผลักดันความสำเร็จของรถยนต์เหล่านี้ สำรวจเทรนด์ที่น่าสนใจ และที่สำคัญที่สุด คือการมองหาโอกาสสำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังพิจารณาการลงทุนในรถยนต์ SUV สักคัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และอิทธิพลของแบรนด์จีนที่กำลังเข้ามาเขย่าวงการ
สมรภูมิ SUV สหรัฐฯ ครึ่งปีแรก 2024: ใครคือผู้ชนะ?
เมื่อพิจารณาตลาดสหรัฐอเมริกาในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 รถยนต์ SUV ยังคงครองตำแหน่งดาวเด่น โดยมีแบรนด์และรุ่นที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดขายหลักแสนคันอย่างต่อเนื่อง ผมได้รวบรวมข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ เพื่อนำเสนอภาพรวมของ รถยนต์ SUV ขายดี ที่ขับเคลื่อนตลาดนี้
Toyota RAV4 (248,295 คัน): ไม่น่าแปลกใจที่ Toyota RAV4 ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้ ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมาเกือบ 30 ปีในด้านความทนทาน ความอเนกประสงค์ และความง่ายในการขับขี่ RAV4 ไม่เพียงตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ยังเหมาะสำหรับการเดินทางพักผ่อนหย่อนใจ การเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้นเกือบ 33% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีขุมพลังที่หลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน, ไฮบริด, และปลั๊กอินไฮบริด ยังคงเป็นจุดแข็งที่ดึงดูดผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 29,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.04 ล้านบาท) ยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่แข่งขันได้
Honda CR-V (196,204 คัน): คู่แข่งตลอดกาลของ RAV4 อย่าง Honda CR-V ก็ไม่น้อยหน้า ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นเกือบ 20% CR-V โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ทันสมัยทั้งภายนอกและภายใน ความกว้างขวางสะดวกสบาย และตัวเลือกขุมพลังที่หลากหลาย ทั้งเครื่องยนต์ปกติและไฮบริด ทำให้ CR-V เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ราคาเริ่มต้นที่ 1,419,000 บาทในตลาดไทย (ซึ่งอาจแตกต่างจากราคาในสหรัฐฯ) สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ Honda ในการนำเสนอรถยนต์ที่คุ้มค่า
Nissan Rogue (141,160 คัน): หรือที่รู้จักในชื่อ Nissan X-Trail ในบางตลาด Rogue มาพร้อมดีไซน์ที่ดุดันยิ่งขึ้น และจุดเด่นสำคัญคือราคาที่เข้าถึงง่าย โดยมีราคาพื้นฐานต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.07 ล้านบาท) ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถ SUV ที่มีสไตล์ในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป
Tesla Model Y (116,799 คัน): แม้ว่ายอดขายในสหรัฐฯ จะลดลงเกือบ 39% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ Tesla Model Y ยังคงเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อันดับ 1 ของสหรัฐฯ และเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลก การที่ Model Y ยังคงติดอันดับ Top 5 แสดงให้เห็นถึงพลังของแบรนด์ Tesla และความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้าที่สามารถเดินทางได้ไกลและมีสมรรถนะที่น่าประทับใจ การปรับปรุงเทคโนโลยีและประสบการณ์ผู้ใช้อย่างต่อเนื่อง น่าจะช่วยผลักดันยอดขายให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง
Jeep Grand Cherokee (106,751 คัน): Grand Cherokee ยังคงเป็น SUV ที่ได้รับความนิยมในฐานะรถยนต์ 2 หรือ 3 แถว ที่มาพร้อมทางเลือกขุมพลังที่หลากหลาย รวมถึงปลั๊กอินไฮบริด แม้ว่ายอดขายจะลดลงเกือบ 15% แต่การทำยอดขายได้กว่า 106,000 คันในช่วงครึ่งปีแรก ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแกร่ง แสดงถึงความภักดีของฐานลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ Jeep
Chevrolet Equinox (106,455 คัน): Equinox ได้รับการปรับปรุงการออกแบบทั้งภายนอกและภายในให้ทันสมัยเทียบเคียงกับคู่แข่งในตลาดอเมริกาเหนือ การที่ยอดขายเกือบเท่ากับครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว และการมาถึงของรุ่นใหม่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2024 ชี้ให้เห็นว่า Chevrolet ยังคงให้ความสำคัญกับเซกเมนต์นี้ และคาดว่ารุ่นใหม่จะช่วยกระตุ้นยอดขายได้
Ford Explorer (104,803 คัน): Explorer ยังคงเป็น SUV ยอดนิยมสำหรับครอบครัวชาวอเมริกันและในตลาดอื่น ๆ ด้วยยอดขายที่สม่ำเสมอ ราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่า 37,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.32 ล้านบาท) และความสามารถรอบด้าน ทำให้ Explorer เป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือ
Subaru Forester (92,849 คัน): Forester เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ SUV ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้นกว่า 50% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 ความสามารถในการขับขี่ทุกสภาพถนน ความปลอดภัย และพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวาง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Subaru Forester ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Hyundai Tucson (92,146 คัน): Tucson ยังคงเป็นรุ่นขายดีที่สุดของ Hyundai ในภาพรวม แม้ว่ายอดขายจะลดลง 8.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ด้วยราคาเริ่มต้นที่น่าดึงดูด (ต่ำกว่า 28,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.06 ล้านบาท) และการออกแบบที่ทันสมัย ทำให้ Tucson ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาด
Chevrolet Trax (90,463 คัน): Trax เป็นตัวอย่างของความสำเร็จจากการปรับโฉมครั้งใหญ่ การออกแบบที่ได้รับการปรับปรุงอย่างมากในช่วงกลางปี 2022 ประกอบกับราคาที่น่าดึงดูดใจ ส่งผลให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้นกว่า 230% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นี่คือบทพิสูจน์ว่าการออกแบบที่ตอบโจทย์และความคุ้มค่าเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในตลาด SUV ขนาดเล็ก
ตลาดอินโดนีเซีย: ม้ามืดและผู้นำที่น่าจับตามอง
ขณะที่ตลาดสหรัฐฯ สะท้อนถึงความนิยมใน SUV ขนาดใหญ่และเทคโนโลยีที่หลากหลาย ตลาดอินโดนีเซียกลับแสดงภาพที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ข้อมูลยอดขายรถยนต์ประจำเดือนเมษายน 2024 โดย autofun.indonesia เผยให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ญี่ปุ่น แต่ก็มีม้ามืดที่น่าสนใจ
DAIHATSU SIGRA (3,740 คัน): ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ในเดือนเมษายนอย่างน่าประหลาดใจ Sigra ซึ่งเป็นรถยนต์ประเภท MPV ขนาดเล็ก (Multi-Purpose Vehicle) สะท้อนถึงความต้องการรถยนต์ที่คุ้มค่า ใช้งานได้หลากหลาย และประหยัดน้ำมันในตลาดอินโดนีเซีย
TOYOTA RUSH (3,069 คัน): Rush ยังคงรักษาตำแหน่งรถ SUV ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ Toyota
TOYOTA INNOVA (2,803 คัน): Innova ที่เป็น MPV ขนาดกลาง ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ สำหรับครอบครัวที่ต้องการพื้นที่และความสะดวกสบาย
TOYOTA AVANZA (2,605 คัน): Avanza ซึ่งเป็น MPV ขนาดเล็ก และเป็นรถที่ขายดีที่สุดรุ่นหนึ่งในหลายตลาดเอเชีย ก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างสูงในอินโดนีเซีย
HONDA BRIO (2,033 คัน): Brio ซึ่งเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก (City Car) แสดงให้เห็นว่า รถยนต์ขนาดเล็กที่ราคาเข้าถึงง่ายก็ยังมีความต้องการสูงในตลาดนี้
รายชื่อรถยนต์ที่ขายดีในอินโดนีเซียนี้ ยังรวมถึงรถรุ่นอื่นๆ เช่น Toyota Calya, Daihatsu Ayla, Daihatsu Terios, Suzuki XL7, Toyota Hilux, Mitsubishi Xpander, Toyota Raize, และ Honda CR-V ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของความต้องการของผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย ที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ SUV ขนาดใหญ่ แต่ยังรวมถึง MPV และรถยนต์ขนาดเล็กที่เน้นความคุ้มค่า
ปรากฏการณ์ Neta V II: รถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าถึงง่ายในประเทศไทย
ในขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ประเทศไทยก็ไม่น้อยหน้า การมาถึงของ Neta V II หรือ Neta V Minorchange (ที่อาจมีชื่อเรียกอีกว่า Neta AYA) แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่น่าสนใจในตลาด EV ระดับเริ่มต้น
ราคาที่เข้าถึงได้: Neta V เดิมมีราคาเริ่มต้นที่ 549,000 บาท ซึ่งถือว่าเข้าถึงได้ง่ายมากสำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า การที่รุ่น Minorchange จะมีราคาใกล้เคียงเดิม ทำให้ Neta V II เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ EV โดยไม่ต้องใช้งบประมาณสูง
การปรับปรุงดีไซน์: การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เช่น ไฟท้าย LED Strip, ระบบปัดน้ำฝนด้านหลัง, ช่องดักลมดีไซน์ใหม่ Star Galaxy Grille, ล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่, และสีตัวถังใหม่ “สีชานม Milk Tea” รวมถึงหลังคาดำ High Gloss และภายในโทนสีทูโทน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ Neta ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยและตอบสนองเทรนด์
สมรรถนะที่เพียงพอ: ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตันเมตร และแบตเตอรี่ LFP ขนาด 40.7 kWh ที่วิ่งได้ระยะทาง 384 กม. (NEDC) Neta V II ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันในเมืองและเดินทางระยะสั้นๆ การรองรับการชาร์จ AC สูงสุด 6.6 kW และ DC Fast Charging ที่ 45 kW (30-80% ใน 30 นาที) ยังเป็นจุดแข็งที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย
ระบบ V2L: การมีระบบ Vehicle-to-Load (V2L) ที่สามารถจ่ายไฟให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอกได้สูงสุด 3.3 kW ถือเป็นฟีเจอร์ที่เพิ่มมูลค่าและความอเนกประสงค์ให้กับรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก
Neta V II เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่แบรนด์จีนกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายและคุ้มค่ามากขึ้น
จีน: มหาอำนาจแห่งรถยนต์ไฟฟ้า EV
การกล่าวว่าจีนเป็นผู้นำในด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) นั้นไม่ใช่เรื่องเกินจริงอีกต่อไป ในปี 2022 จีนครองสถิติการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) กว่า 64% ของโลก และมียอดขาย EV กว่า 5 ล้านคัน จากยอดขายทั่วโลก 7.65 ล้านคัน ข้อมูลนี้ทำให้เราต้องหันมามอง 15 อันดับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า EV ที่ขายดีที่สุดในจีน ช่วงปี 2022 ถึง ไตรมาส 1 ปี 2023
BYD: คือผู้นำที่แท้จริง ครองส่วนแบ่งการตลาดในจีนถึง 30% และกวาดยอดขายทั่วโลกกว่า 1.8 ล้านคันในปี 2022 รุ่นที่ขายดีที่สุดคือ BYD Song Plus (SUV)
SAIC-GM-Wuling: หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ Wuling เป็นการร่วมทุนที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะรุ่น Hongguang Mini EV ที่ตอบโจทย์ตลาดรถเล็กราคาประหยัด แม้ว่าความนิยมรถ EV ขนาดเล็กจะเริ่มลดลงในจีน แต่ Wuling ก็กำลังขยายตลาดสู่ยุโรปและประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงไทยด้วย Wuling Air EV คือตัวอย่าง
Tesla: เป็นแบรนด์ต่างชาติเพียงแบรนด์เดียวที่ติด Top 15 ในจีน Tesla Model Y คือรุ่นที่ขายดีที่สุด
Geely: แบรนด์ยักษ์ใหญ่ของจีน เจ้าของ Volvo และ Polestar ทำยอดขาย EV ในจีนได้กว่า 300,000 คันในปี 2022
GAC Aion: แบรนด์ดาวรุ่งภายใต้ Guangzhou Automobile ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
Chery: แบรนด์จีนแท้ๆ ที่มียอดขาย EV ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะรุ่น QQ Ice Cream (Mini EV)
Changan: หนึ่งใน Big 4 ของจีน ที่ประสบความสำเร็จกับ Lumin Corn (Mini EV)
Hozon Auto (Neta): แบรนด์แม่ของ Neta ที่เราเห็นในไทย แม้จะติด Top 10 แต่ก็ยังขาดทุนอยู่ รุ่นที่ขายดีคือ Neta V
Li Auto: แบรนด์สตาร์ทอัพ EV ที่มีชื่อเสียง แม้จะยอดขายดี แต่ก็ยังคงขาดทุน
Great Wall Motors (GWM): ที่คนไทยคุ้นเคยในฐานะผู้ผลิต SUV ก็มี Ora Good Cat ที่เป็น EV ขายดีในจีน
NIO: จุดเด่นคือระบบเปลี่ยนแบตเตอรี่ (Swap Charge) แต่ยังคงมีต้นทุนการบริการที่สูงและขาดทุน
XPeng: โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ต แต่ยังคงขาดทุน
Leapmotor: เป็นแบรนด์ที่ยังหาจุดยืนในตลาด EV ได้ไม่ชัดเจน
FAW VW และ SAIC VW: เป็นการร่วมทุนของ Volkswagen กับแบรนด์จีน แต่เข้าสู่ตลาด EV ช้ากว่าคู่แข่ง และประสบปัญหาด้านซอฟต์แวร์
ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์จีนที่ครองตลาด EV ส่วนใหญ่ และการแข่งขันที่ดุเดือดจนมีบางแบรนด์ต้องล้มหายไป เช่น Enovate, Byton, WM Motor และ Evergrande New Energy Auto
แนวโน้มและโอกาสสำหรับผู้บริโภคชาวไทย
จากข้อมูลข้างต้น เราสามารถสรุปแนวโน้มและโอกาสสำหรับผู้บริโภคชาวไทยได้ดังนี้:
ความหลากหลายของ SUV: ตลาด SUV ยังคงมีตัวเลือกที่หลากหลาย ตั้งแต่ SUV ขนาดเล็ก ประหยัดน้ำมัน สำหรับการใช้งานในเมือง ไปจนถึง SUV ขนาดใหญ่ ที่รองรับการเดินทางแบบครอบครัว หรือการผจญภัย ในไทยเอง ก็มีรถยนต์ SUV หลากหลายเซกเมนต์ ทั้งจากแบรนด์ญี่ปุ่น ยุโรป และจีน
การเติบโตของ EV: รถยนต์ไฟฟ้า EV กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย ไม่ใช่แค่รถยนต์ราคาแพง แต่ยังมีตัวเลือกที่เข้าถึงง่ายอย่าง Neta V II ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้บริโภคชาวไทยจะมีโอกาสได้สัมผัสประสบการณ์ EV มากขึ้นในราคาที่สมเหตุสมผล
อิทธิพลของแบรนด์จีน: แบรนด์จีน เช่น BYD, Neta, GWM กำลังสร้างความน่าเชื่อถือและได้รับความนิยมในไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และราคาที่แข่งขันได้ ผู้บริโภคชาวไทยควรเปิดใจรับตัวเลือกจากแบรนด์เหล่านี้
เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า: รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ในทุกเซกเมนต์ ไม่ว่าจะเป็น SUV หรือ EV ต่างมาพร้อมกับเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ (ADAS), ระบบความบันเทิงที่ทันสมัย, และการเชื่อมต่อที่ชาญฉลาด ผู้บริโภคควรพิจารณาเทคโนโลยีเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจ
ความคุ้มค่า: ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือรถยนต์ไฟฟ้า การพิจารณาความคุ้มค่าในระยะยาว ทั้งในด้านราคาซื้อ, ค่าบำรุงรักษา, และอัตราสิ้นเปลือง เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึง ราคารถยนต์ไฟฟ้า ที่กำลังปรับตัวลง
บทสรุปและก้าวต่อไป
ตลาดรถยนต์ SUV ทั่วโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเข้ามาของรถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์จีนที่กำลังท้าทายเจ้าตลาดดั้งเดิม สำหรับผู้บริโภคชาวไทย นี่คือช่วงเวลาที่น่าจับตามองและเต็มไปด้วยโอกาสในการเป็นเจ้าของรถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างลงตัว
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ SUV คันใหม่ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยี สมรรถนะ และความคุ้มค่า หรือกำลังพิจารณาเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพื่ออนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่าลังเลที่จะศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบรุ่นต่างๆ และทดลองขับด้วยตัวเอง เพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ
เราขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจร่วมสัมผัสประสบการณ์ยานยนต์แห่งอนาคต ด้วยการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือเยี่ยมชมโชว์รูมรถยนต์รุ่นที่คุณสนใจ เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกและข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับรถยนต์คันต่อไปของคุณ

