Ford Everest 3.2 ลิตร 6AT 4×4: การวิเคราะห์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ
ในโลกยานยนต์ปัจจุบัน การแข่งขันในกลุ่ม SUV / PPV นั้นเข้มข้นขึ้นทุกขณะ การตัดสินใจเลือกรถที่ใช่ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม หรือสมรรถนะเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความคุ้มค่า ความปลอดภัย และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Ford Everest ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่น่าจับตาในตลาดนี้ บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงขุมพลัง ประสิทธิภาพการขับขี่ เทคโนโลยี และความปลอดภัยของ Ford Everest 3.2 ลิตร 6AT 4×4 โดยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในวงการยานยนต์กว่า 10 ปี
การประเมินสมรรถนะ: เกินกว่าตัวเลขบนกระดาษ
เมื่อพิจารณาตัวเลขอย่างผิวเผิน อาจเกิดคำถามว่าทำไม Ford Everest 3.2 ลิตร 6AT 4×4 ที่มีขุมพลังใหญ่กว่าจึงดูเหมือนจะ “แพ้” คู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่าในบางแง่มุม คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในรายละเอียดที่สำคัญ คือ “น้ำหนักตัว” รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 มีน้ำหนักถึง 2,480 กิโลกรัม ซึ่งเกือบ 2.5 ตัน! ประกอบกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่หลายคนชื่นชอบในความสวยงาม กลับกลายเป็นภาระที่เพิ่มเข้ามา ยิ่งทำให้การตอบสนองในช่วงออกตัวอาจไม่จัดจ้านเท่าที่ควร
ขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้น ทำผลงานได้ตามความคาดหมาย หากดูเพียงตัวเลข อาจรู้สึกว่า “อืด” อยู่บ้าง แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองขุมพลัง Puma เวอร์ชันใหม่ของ Everest กลับมีบุคลิกที่คล้ายกัน คือในช่วงออกตัว 0-30 กม./ชม. (เกียร์ 1) และต่อเนื่องไปจนถึง 60 กม./ชม. (เกียร์ 2) รถจะพุ่งทะยานออกไปอย่างน่าพอใจ ให้ความรู้สึกที่กระปรี้กระเปร่า
แต่เมื่อความเร็วเกิน 70 กม./ชม. สัมผัสได้ถึงอาการ “หน่วง” เล็กน้อย ราวกับลิ้นปีกผีเสื้อถูกหรี่ลงชั่วขณะ ส่งผลให้การถ่ายทอดกำลังไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร หากแก้ไขจุดนี้ได้ ตัวเลข 0-100 กม./ชม. จะดีขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรจะทำได้ราว 11.6-11.7 วินาที ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรจะอยู่ที่ประมาณ 12 วินาทีปลายๆ ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 2.2 ลิตร รุ่นก่อน
ความเร็วสูงสุด: การไต่ระดับที่น่าพอใจ
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 สามารถไต่ความเร็วได้ต่อเนื่องจนถึง 140-150 กม./ชม. ก่อนจะเริ่มช้าลง และมักจะไปค้างที่ราว 160 กม./ชม. หากต้องการไต่ไปถึงระดับสูงสุด 185 กม./ชม. อาจต้องอาศัยเนินช่วยส่ง แต่ก็ยังถือว่าทำได้ดี
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ความเร็วไต่ขึ้นอย่างเนิบๆ แต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กม./ชม. การจะไต่ไปให้ถึง Top Speed ที่ 181 กม./ชม. ต้องใช้เวลาและความอดทนพอสมควร
ข้อควรจำ: การทดสอบความเร็วสูงสุดนี้ ทำไปเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สนับสนุนให้ผู้ใดปฏิบัติตาม เนื่องจากเป็นเรื่องผิดกฎหมายจราจร และอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิต
การขับขี่ใช้งานจริง: “แรงสมตัว” ที่น่าประทับใจ
ขุมพลังของ Everest ทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” ไม่ผิดจากความคาดหมาย แม้รุ่น 3.2 ลิตร จะมีแรงม้าถึง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักตัวกว่า 2.5 ตัน การจะไปสู้กับคู่แข่งโดยตรงอาจยังเป็นเรื่องท้าทาย แต่ความแรงที่ได้ก็ถือว่าเหมาะสม และสอดคล้องกับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
ข้อสังเกตเล็กน้อย คือ ในบางจังหวะของการเร่งแซงกะทันหัน เมื่อถอนคันเร่งไฟฟ้า อาจมีอาการ “กระโจน” เล็กน้อย คล้ายกับรถเก๋งที่ใช้เกียร์ CVT ซึ่งเป็นจุดที่ Ford สามารถพัฒนาปรับปรุงได้
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อัตราเร่งสำหรับการใช้งานในเมืองถือว่าไม่ “อืดอาด” อย่างที่ตัวเลขบ่งชี้ การขับขี่ในเมืองคล่องตัว เพียงแต่ต้องเรียนรู้จังหวะการเร่งแซงสักหน่อย โดยเฉพาะเมื่อต้องการมุดหรือเปลี่ยนเลนอย่างรวดเร็ว การเหยียบคันเร่งลึกเกินครึ่ง จะช่วยให้สมองกลคำนวณและจ่ายน้ำมันได้เร็วขึ้น ทำให้อัตราเร่งต่อเนื่องดีเกินคาด
เทคโนโลยี Active Noise Cancellation: ความเงียบที่อาจมาพร้อมเสียงสะท้อน
การเก็บเสียงในห้องโดยสารของ Everest ถือว่ายอดเยี่ยม เป็นหนึ่งในจุดเด่นที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV คุณจะเริ่มได้ยินเสียงลมภายนอกก็ต่อเมื่อความเร็วเกิน 140 กม./ชม. เท่านั้น นอกจากการใช้วัสดุซับเสียงที่หนาแน่นแล้ว Ford ยังได้นำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation (ANC) มาใช้
หลักการทำงานคือ ไมโครโฟน 3 จุดรอบห้องโดยสารจะจับเสียงรบกวน แล้วระบบจะปล่อยคลื่นความถี่ตรงกันข้ามออกมาทางลำโพง เพื่อหักล้างเสียงเหล่านั้น ทำให้ห้องโดยสารเงียบสงบอย่างน่าทึ่ง
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ในบางครั้ง เสียงพูดคุยของคุณอาจมีอาการ “Echo” เล็กน้อย หรือรู้สึกคล้ายพูดอยู่ในห้องใหญ่ที่ผนังบุด้วยวัสดุซับเสียงเบื้องต้น อีกทั้งระบบ ANC อาจทำให้ผู้โดยสารบางท่านรู้สึก “หูอื้อ” เล็กน้อย คล้ายกับการขึ้นเครื่องบิน ซึ่งอาจไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับทุกคน
คำแนะนำ: ก่อนตัดสินใจซื้อ ควรพาสมาชิกในครอบครัวทดลองนั่งและพูดคุยในรถ เพื่อทดสอบว่ามีอาการดังกล่าวหรือไม่ หากไม่มีปัญหา ก็สามารถเลือก Everest ได้ แต่หากมีอาการ อาจต้องพิจารณาทางเลือกอื่น
ระบบบังคับเลี้ยว EPAS: ความแม่นยำที่มาพร้อมความเบา
Ford เป็นผู้ผลิตรายแรกที่นำพวงมาลัยแร็คแอนด์พีเนียนพร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS มาใช้กับ SUV/PPV ในตลาดไทย ซึ่งเหตุผลหลักคือการรองรับระบบช่วยจอด Parking Assist
ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยรุ่น 3.2 ลิตร มีน้ำหนักที่เบาพอสมควร แต่ยังคงมีแรงต้านมือเล็กน้อย เทียบได้กับ BMW X5 รุ่นใหม่
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้น พวงมาลัยเบามากจนเกือบจะใช้นิ้วชี้หมุนได้เลย อาจต้องเกร็งนิ้วเล็กน้อย แม้จะเบาไปสักหน่อย แต่ก็ยังมีแรงต้านมือให้สัมผัสได้บ้าง
เมื่อใช้ความเร็วสูง พวงมาลัยทั้งสองรุ่นหนืดขึ้น แต่ในรุ่น 3.2 ลิตร จะเห็นผลชัดกว่า ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร จะหนืดขึ้นน้อยมาก ข้อดีคือ Ford เซ็ตระยะฟรีพวงมาลัย และ On-centre feeling ได้ดีเยี่ยม การบังคับเลี้ยวแม่นยำ และมีความต่อเนื่องในการหมุน (Linear) ในระดับที่ SUV ทั่วไปพึงเป็น
ข้อสังเกต: พวงมาลัยรุ่น 3.2 ลิตร ถูกเซ็ตมาเหมาะสมแล้ว แต่รุ่น 2.2 ลิตร อาจจะเบาเกินไป การปรับเพิ่มน้ำหนักพวงมาลัยเล็กน้อยในช่วงความเร็วต่ำและสูง จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ได้มากขึ้น
รัศมีวงเลี้ยว: 5.85 เมตร อาจจะกว้างไปเล็กน้อยสำหรับการกลับรถในถนน 4 เลน อาจต้องเผื่อวงเลี้ยว หรือกินเลนฝั่งซ้ายเล็กน้อย
ระบบช่วงล่าง: ความหนึบแน่นที่มั่นคง
ระบบช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ Double Wishbone ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ช่วงล่างถูกเซ็ตมาในแนวหนักแน่น ส่งแรงสะเทือนขึ้นมาให้สัมผัสได้ชัดเจนในช่วงความเร็วต่ำ แต่ไม่ถึงขั้นกระด้างจนเกินไป แม้จะใส่ล้อ 20 นิ้วก็ตาม น้ำหนักตัวรถที่มากมีส่วนช่วยในการกดน้ำหนัก ทำให้การดีดเด้งน้อยลง
ในช่วงความเร็วเดินทาง หรือความเร็วสูง รุ่น 3.2 ลิตร ให้ความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ช่วงล่างนิ่ง หนักแน่น มั่นคง ยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยม อาการดีดเด้งช่วงล่างด้านหลังมีน้อยมาก ถือเป็นช่วงล่างที่ดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ช่วงล่างแน่น หนึบ แต่ยังคงมีการสะเทือนจากพื้นผิวถนนให้รับรู้ได้บ้าง ไม่ได้ซับแรงสะเทือนได้เนียนเท่า Pajero Sport แต่ก็น้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร
Everest ใหม่ พาเข้าโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ สามารถทำความเร็วได้ดีในโค้งหลายรูปแบบ
เปรียบเทียบกับคู่แข่ง: Pajero Sport ให้ความนุ่มนวลกว่าเล็กน้อยในเมืองหรือรูดผ่านพื้นผิวขรุขระ, MU-X นุ่มนวลแต่แอบดีดเด้งด้านหลัง, Trailblazer หนึบขึ้นมาอีกนิด, ส่วน Fortuner ช่วงล่างแข็งกระด้างที่สุด
รุ่น 2.2 ลิตร Titanium 4×2 (ล้อ 18 นิ้ว): น้ำหนักตัวที่เบาลง อาจทำให้มีอาการโยนเวลาลงคอสะพาน หรือดีดเด้งเพิ่มขึ้นจากรุ่น 3.2 ลิตร เล็กน้อย
ระบบห้ามล้อ: ประสิทธิภาพที่ไว้ใจได้
ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมจานเบรกหน้าแบบมีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบ ABS, EBD, Brake Assist, ESP, Traction Control และระบบช่วยเหลืออื่นๆ เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะ 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist, Trailer Sway Control
แป้นเบรกมีระยะเหยียบยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวล ให้สัมผัสคล้ายรถยนต์ Mercedes-Benz แต่ต้องเหยียบลงไปประมาณ 25-30% จึงจะเริ่มสัมผัสแรงหน่วงได้
ภาพรวมสามารถเบรกนุ่มนวลในสภาพการจราจรติดขัด และมั่นใจได้ในการหน่วงความเร็วจากย่านความเร็วสูงในระยะสั้น โดยไม่ปรากฏอาการ Fade นับเป็นระบบเบรกที่ดีในอันดับต้นๆ
ข้อเสนอแนะ: การปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้ Linear ขึ้นตั้งแต่เริ่มแตะ จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้มากยิ่งขึ้น
ความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety): เทคโนโลยีล้ำสมัย
สำหรับรุ่น Titanium + (ทั้ง 2.2 และ 3.2 ลิตร) อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย:
Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ที่สามารถปรับลดความเร็วตามรถคันหน้า พร้อมระบบเตือนเมื่อเข้าใกล้เกินไป (Collision Mitigation)
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน และระบบช่วยประคองพวงมาลัยให้รถกลับเข้าเลน
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนมุมอับสายตา ที่ยกชุดมาจาก Volvo
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ทั้งแบบขนาน (Parallel Parking) และการถอยเข้าซอง
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด
ความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง (Passive Safety): ความแข็งแกร่งที่มั่นใจได้
ถุงลมนิรภัย 6-7 ใบ (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย), เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด, จุดยึดเบาะ ISOFIX, ไฟเบรกฉุกเฉิน ESS
Everest ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP (Australia) และคะแนนสูงสุดในการทดสอบด้านความปลอดภัยผู้โดยสารผู้ใหญ่จาก ASEAN NCAP
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ความสมเหตุสมผลตามขนาด
เป็นที่เข้าใจได้ว่า รถยนต์ที่มีน้ำหนักเกือบ 2 ตัน จะไม่สามารถประหยัดน้ำมันได้เท่ารถ Eco Car
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ทำได้ 11.16 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.1 กม. ใช้น้ำมัน 8.25 ลิตร) ถือว่าดีมากสำหรับขุมพลังและน้ำหนักขนาดนี้
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ทำได้ 12.59 กม./ลิตร (ระยะทาง 92.8 กม. ใช้น้ำมัน 7.37 ลิตร) ใกล้เคียงกับ Ford Ranger 4 ประตู 4×2 รุ่นก่อน
ระยะทางวิ่งต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง:
2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กม.
3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 450 กม. (ขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่)
ปัญหาประจำรุ่น (Defect): การเรียนรู้เพื่อพัฒนา
ตลอดระยะเวลาที่ Everest ทำตลาด ได้มีรายงานปัญหา Defect อยู่บ้าง ซึ่ง Ford ได้ดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง:
ปัญหาไฟไหม้ในออสเตรเลีย: เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่นหนา ปัจจุบันได้รับการแก้ไข
แป้นคันเร่งสะท้าน: อาจเกิดในบางคันเมื่อใช้งานเกิน 5,000 กม. สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัปเกรด Firmware
ระบบไฟฟ้ามีปัญหา: สัญญาณเตือนต่างๆ แสดงผลผิดปกติ สามารถแก้ไขเบื้องต้นด้วยการดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่ หากไม่หายให้เข้าศูนย์บริการ
เสียงกระพือบริเวณหลังคา Panoramic Sunroof: เกิดขึ้นในล็อตแรกๆ ปัจจุบันได้รับการแก้ไขแล้ว
สติกเกอร์เพลาขับหลัง: เกิดจากความผิดพลาดของโชว์รูมที่ลืมดึงออก ปัจจุบันสามารถแก้ไขได้ง่าย
EGR: อาจมีไฟเตือน ต้องทำความสะอาดใหม่
CKP Sensor: เป็นสาเหตุของเครื่องยนต์สวิงหรือดับ Ford ได้เปลี่ยนอะไหล่รุ่นใหม่แล้วสำหรับรถที่ผลิตหลังเมษายน 2016
ซีลเดือยหมู/เฟืองท้าย: ตรวจสอบคราบน้ำมัน หากมีให้ช่างทำความสะอาดและสังเกตการณ์อีกครั้ง
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: บางกรณีอาจเกิดปัญหาฟิวส์ขาด
จอ Monitor ค้าง: สามารถแก้ไขได้ด้วยการรีบูตระบบ
สรุป: “Poorman’s Range Rover” ที่กำหนดมาตรฐานใหม่
Ford Everest ถูกพัฒนาขึ้นโดยใช้ Toyota Land Cruiser Prado เป็น Benchmark ส่งผลให้มีข้อดีเหนือคู่แข่งหลายประการ:
เทคโนโลยีความปลอดภัย: อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ Hi-Tech ที่ล้ำสมัย
ช่วงล่าง: หนักแน่น มั่นคง มั่นใจได้ดีที่สุดในกลุ่ม
การขับขี่: คล่องตัวในช่วงความเร็วต่ำ และมั่นคงในช่วงความเร็วสูง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในห้องโดยสาร: หรูหรา สะดวกสบาย ใกล้เคียง Range Rover
ข้อด้อยที่ควรปรับปรุง:
น้ำหนักตัว: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเล็กน้อย
พวงมาลัย: ควรเพิ่มน้ำหนักให้หนืดขึ้นอีกเล็กน้อย โดยเฉพาะรุ่น 2.2 ลิตร
แป้นเบรก: ควรตอบสนองไวขึ้นในช่วงแรกของการเหยียบ
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: มีขนาดเล็กเกินไป อ่านลำบาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ยากลำบากกว่ารุ่นก่อน
ระบบไฟฟ้า: ความซับซ้อนของระบบไฟฟ้า อาจเป็นข้อกังวลในระยะยาว
คู่แข่งในตลาด SUV / PPV:
Chevrolet Trailblazer: เครื่องยนต์ 2.8 ลิตร แรงสุดในกลุ่ม
Isuzu MU-X: ประหยัดน้ำมันที่สุดในกลุ่ม ศูนย์บริการดีเยี่ยม
Mitsubishi Pajero Sport: ดีไซน์ล้ำสมัย ควบคุมง่าย
Nissan “Navara SUV/PPV”: กำลังจะเปิดตัว
Toyota Fortuner: เจ้าตลาด ช่วงล่างด้านหลังแข็งกระด้าง
รุ่นย่อยที่คุ้มค่าที่สุด:
2.2 Titanium+ 4×2 6AT: อุปกรณ์ครบครันในราคาที่คุ้มค่า
3.2 Titanium+ 4×4 6AT: หากต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีงบประมาณเพียงพอ
บริการหลังการขาย: ความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไข
แม้ตัวรถจะยอดเยี่ยมเพียงใด ปัญหาด้านบริการหลังการขายของ Ford ยังคงเป็นประเด็นที่ลูกค้าหลายรายประสบพบเจอ ทั้งเรื่อง Defect จากตัวรถ การจัดการเคลมที่ล่าช้า และทัศนคติของบางศูนย์บริการ Ford Sales Thailand จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค
Ford Everest 3.2 ลิตร 6AT 4×4 เป็นรถ SUV / PPV ที่มีความโดดเด่นในหลายด้าน ด้วยสมรรถนะที่แข็งแกร่ง เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ หากคุณกำลังมองหารถยนต์อเนกประสงค์ที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้หลากหลาย และพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายเล็กๆ น้อยๆ ในด้านบริการหลังการขาย Everest คือตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
หากคุณกำลังมองหารถ SUV/PPV ที่ผสมผสานสมรรถนะ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างลงตัว Ford Everest 3.2 ลิตร 6AT 4×4 คือคำตอบที่คุ้มค่า หากพร้อมแล้ว ลองสัมผัสประสบการณ์การขับขี่จริง และวางแผนการทดลองขับวันนี้ เพื่อค้นหารถคู่ใจที่ใช่สำหรับคุณ!

