ฟอร์ด เอเวอเรสต์ (Ford Everest): มิติใหม่แห่ง SUV พรีเมียม ที่พร้อมท้าชนทุกสมรภูมิ
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง หนึ่งในกลุ่มรถยนต์ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง คือกลุ่ม SUV/PPV ซึ่ง Ford Everest ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้นำที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัย สมรรถนะอันยอดเยี่ยม และการออกแบบที่เหนือชั้น การกลับมาครั้งนี้ของ Ford Everest ไม่ใช่แค่การปรับโฉม แต่คือการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ก้าวข้ามทุกขีดจำกัด พิสูจน์ให้เห็นว่า Ford Everest ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือสัญลักษณ์แห่งความแข็งแกร่ง ความอัจฉริยะ และไลฟ์สไตล์ที่เหนือกว่า
ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่า 10 ปี ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของรถยนต์หลายรุ่น หลายยี่ห้อ แต่การปรากฏตัวของ Ford Everest รุ่นล่าสุดนั้น สร้างความประทับใจให้ผมเป็นพิเศษ ด้วยการผสานความลงตัวระหว่างสมรรถนะที่น่าทึ่ง เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และความหรูหราที่สัมผัสได้ในทุกรายละเอียด
ขุมพลังที่ตอบสนองทุกจังหวะชีวิต: 3.2 ลิตร vs 2.2 ลิตร
คำถามที่หลายคนสงสัย คือเหตุใด Ford Everest รุ่นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร ที่มีขนาดใหญ่กว่า จึงอาจมีตัวเลขอัตราเร่งที่ดูเหมือนจะด้อยกว่าคู่แข่งอย่าง Mitsubishi Pajero Sport ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็กกว่า? คำตอบนั้นเรียบง่ายและซับซ้อนในเวลาเดียวกัน นั่นคือ “น้ำหนักตัว”
Ford Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 หนักถึง 2,480 กิโลกรัม ซึ่งเกือบ 2.5 ตัน! น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่จัดเต็มเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ขับขี่ ยิ่งไปกว่านั้น ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่หลายคนชื่นชอบในความสวยงาม กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มน้ำหนักให้รถมากขึ้นไปอีก
สำหรับ Ford Everest รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ผลงานออกมาเป็นไปตามที่คาดการณ์ แม้ตัวเลขอาจดูไม่หวือหวา แต่ในการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นรุ่น 3.2 ลิตร หรือ 2.2 ลิตร ขุมพลังตระกูล Puma เวอร์ชันใหม่นี้ มีบุคลิกที่น่าสนใจในช่วงออกตัว 0-60 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถจะพุ่งทะยานออกไปอย่างกระฉับกระเฉง ให้สัมผัสที่ว่องไว แต่เมื่อความเร็วเกิน 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง อาจมีจังหวะที่รู้สึกว่าลิ้นคันเร่งถูกหน่วงไว้เล็กน้อย ทำให้การไต่ระดับความเร็วต่อเนื่องไปถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อาจไม่ดีเท่าที่ควรจะเป็น หากได้รับการปรับแต่งที่เหมาะสม ตัวเลข 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ของรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรอยู่ในช่วง 11.6-11.7 วินาที และรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรอยู่ที่ประมาณ 12 วินาทีปลายๆ
เมื่อมองถึงความเร็วสูงสุด Ford Everest รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 สามารถไต่ระดับไปได้ต่อเนื่องถึง 140-150 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก่อนจะค่อยๆ ช้าลง และมักจะไปค้างที่ระดับ 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง หากต้องการความเร็วที่สูงกว่านั้น อาจต้องอาศัยทางลงเนินช่วยส่ง รถคันนี้จะไปหยุดนิ่งที่ความเร็วสูงสุด 185 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 เข็มความเร็วจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง จนถึง 160 กิโลเมตร/ชั่วโมง หากต้องการไต่ระดับที่สูงกว่านั้น อาจต้องใช้เวลานานและอาศัยสภาพถนนที่เอื้ออำนวย ซึ่งความเร็วสูงสุดที่ทำได้คือ 181 กิโลเมตร/ชั่วโมง
การขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย: แรงสมตัว ในทุกสถานการณ์
ในชีวิตจริง Ford Everest ทั้งสองรุ่น ให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้รุ่น 3.2 ลิตร จะมีแรงม้าถึง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักตัวกว่า 2.5 ตัน ทำให้สมรรถนะอาจไม่เทียบเท่า Chevrolet Trailblazer หรือ Mitsubishi Pajero Sport ใหม่ แต่ความแรงที่ออกมานั้น ถือว่าทำได้ดีเยี่ยม เรียกได้ว่าแรงม้าที่เพิ่มขึ้น ได้ถูกนำไปชดเชยกับน้ำหนักที่มากกว่าอย่างลงตัว
สำหรับบางจังหวะที่ผู้ขับขี่เหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อเร่งแซง โดยเฉพาะในเมือง หรือบนทางด่วน หากถอนคันเร่งฉับพลัน อาจมีอาการกระโจนไปข้างหน้าเล็กน้อย ซึ่งคล้ายกับรถยนต์เกียร์ CVT อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้สามารถจัดการได้ด้วยการปรับจูนซอฟต์แวร์ให้ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าทำงานได้สอดคล้องกับการถอนคันเร่งมากขึ้น
ในส่วนของรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อัตราเร่งนั้นไม่ได้อืดอาดอย่างที่เห็นในตัวเลขการทดสอบ การใช้งานในเมืองคล่องตัว มอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กบางคันยังต้องเร่งแซงอย่างลำบากกว่าจะเข้ามาขนาบข้างได้ อัตราเร่งสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ถือว่าเพียงพอ แต่หากต้องการความว่องไวในการเปลี่ยนเลน หรือเร่งแซงอย่างฉับพลัน จำเป็นต้องเรียนรู้จังหวะการกดคันเร่งให้ลึกเกินครึ่ง เพื่อให้สมองกลคำนวณและสั่งจ่ายเชื้อเพลิงได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การตอบสนองของเครื่องยนต์ดีขึ้นอย่างน่าพอใจ
ความเงียบสงบในห้องโดยสาร: เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนที่เหนือชั้น
Ford Everest โดดเด่นอย่างมากในเรื่องการเก็บเสียงในห้องโดยสาร ถือเป็นที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV เสียงลมภายนอกจะเริ่มเล็ดลอดเข้ามาเมื่อรถวิ่งด้วยความเร็วเกิน 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง เท่านั้น ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้วัสดุซับเสียงคุณภาพสูง และการนำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation มาใช้
หลักการทำงานของระบบนี้ คือไมโครโฟน 3 จุดบนเพดานรถ จะรับเสียงรบกวนรอบคัน ส่งข้อมูลไปยังกล่องควบคุม จากนั้นระบบจะปล่อยคลื่นเสียงที่มีความถี่ตรงข้ามออกมาทางลำโพง เพื่อหักล้างเสียงรบกวน ทำให้ห้องโดยสารเงียบสงบอย่างน่าทึ่ง
อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่บางท่านอาจสังเกตได้ถึงเสียงสะท้อน หรือเสียงก้องเล็กน้อยในห้องโดยสาร คล้ายกับการยืนพูดในห้องเก็บเสียงขนาดใหญ่ ซึ่งอาจเกิดจากความเงียบที่มากเกินไป หรือการใช้วัสดุซับเสียงที่หนาแน่นเกินไป ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้โดยสารบางรายมีอาการหูอื้อเล็กน้อย คล้ายกับตอนเครื่องบินขึ้น แต่ไม่รุนแรงนัก
ระบบบังคับเลี้ยว EPAS: ความแม่นยำที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี
Ford Everest เป็นรถยนต์ SUV/PPV รายแรกที่นำระบบพวงมาลัยแร็คแอนด์พิเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงแบบไฟฟ้า EPAS (Electronics Power Assist Steering Wheel) มาใช้ ซึ่งเหตุผลหลักคือเพื่อรองรับระบบช่วยจอด Parking Assist ที่จำเป็นต้องทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า
ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยของรุ่น 3.2 ลิตร ให้สัมผัสที่เบากำลังดี มีแรงต้านเล็กน้อย ทำให้ควบคุมได้ง่าย เทียบเคียงได้กับ BMW X5 รุ่นล่าสุด แต่สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 นั้น เบาจนน่าตกใจ อาจต้องออกแรงเกร็งนิ้วเล็กน้อยเพื่อควบคุม แม้จะเบากว่ารุ่น 3.2 ลิตร อยู่เล็กน้อย
เมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยของทั้งสองรุ่นจะหนืดขึ้นอย่างรู้สึกได้ แต่ในรุ่น 2.2 ลิตร ความหนืดจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร ข้อดีคือ วิศวกรของ Ford ได้เซ็ตระยะฟรีของพวงมาลัย และ On-centre feeling มาได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้การบังคับเลี้ยวมีความแม่นยำ และต่อเนื่อง (Linear) เป็นอย่างดี เหมาะสมกับรถยนต์ SUV ทั่วไป ไม่ไวแบบรถสปอร์ต แต่ก็ไม่รู้สึกไร้ชีวิตชีวา
ช่วงล่างที่มั่นคง: ปลอดภัยในทุกสภาวะการขับขี่
ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบปีกนกคู่ Double Wishbone ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์ และเหล็กกันโคลง
ในช่วงความเร็วต่ำ Ford Everest รุ่น 3.2 ลิตร ที่เซ็ตมาแนวหนักแน่น จะส่งแรงสะเทือนจากพื้นผิวถนนขึ้นมาให้สัมผัสได้ชัดเจน แต่ไม่ถึงขั้นสะเทือนจนน่ารำคาญ แม้จะสวมล้อขนาด 20 นิ้วก็ตาม ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากน้ำหนักตัวรถที่มาก ช่วยกดแรงสะเทือนให้น้อยลง
ในช่วงความเร็วเดินทาง หรือความเร็วสูง Ford Everest รุ่น 3.2 ลิตร ถือว่าไร้ข้อกังวล ไม่ว่าจะวิ่งด้วยความเร็ว 80, 100, 120, 150 หรือแม้กระทั่งความเร็วสูงสุด ช่วงล่างยังคงความนิ่ง หนักแน่น มั่นคง เกาะถนนได้อย่างดีเยี่ยม อาการสะบัด หรือดีดเด้งบริเวณด้านหลังน้อยมาก
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ช่วงล่างมีความแน่นหนึบ แต่ยังคงมีการสะเทือนจากฝาท่อ รอยต่อถนน หรือพื้นผิวขรุขระ ให้สัมผัสได้อยู่บ้าง แต่ยังน้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร และไม่ถึงขั้นสะเทือนจนเนียนสนิทเหมือน Mitsubishi Pajero Sport
ระบบเบรกที่มั่นใจได้: หยุดรถได้อย่างปลอดภัย
ระบบเบรกของ Ford Everest ทุกรุ่นย่อย เป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าเป็นจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ABS, EBD, Brake Assist, ESP และ Traction Control
นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยเหลือขั้นสูง เช่น Roll Over Mitigation, Hill Descent Control (เฉพาะรุ่น 3.2 ลิตร 4×4), Hill Launch Assist (HLA) และ Trailer Sway Control (TSC)
แป้นเบรกมีระยะเหยียบที่ค่อนข้างยาว และลึก การตอบสนองนุ่มนวล ให้สัมผัสเหมือนมีแรงลมจากหม้อลมช่วยดันแป้นเบรกไว้ตลอดเวลา ทำให้ผู้ที่ชอบแป้นเบรกนุ่มนวลจะประทับใจอย่างแน่นอน
ทันทีที่เหยียบเบรก จะไม่รู้สึกถึงการหน่วงทันที ต้องเหยียบลงไปราว 25-30% ของระยะเหยียบทั้งหมด จึงจะเริ่มสัมผัสถึงแรงหน่วงที่ช่วยชะลอรถได้
โดยรวมแล้ว ระบบเบรกของ Ford Everest สามารถเบรกได้อย่างนุ่มนวลในสภาพการจราจรติดขัด และมั่นใจได้ในการลดความเร็วจากย่านความเร็วสูง ในระยะเวลาอันสั้น โดยไม่ปรากฏอาการ Fade นับเป็นระบบเบรกที่ดีที่สุดอันดับต้นๆ ในกลุ่ม SUV/PPV
ความปลอดภัยสุดไฮเทค: อุ่นใจทุกการเดินทาง
Ford Everest อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) ที่ล้ำสมัย ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญในรุ่น Titanium+ ทั้ง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร
Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ที่สามารถรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าได้อัตโนมัติ พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า (Collision Mitigation) หากเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยให้รถกลับเข้าสู่เลนเดิมอัตโนมัติ
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา ด้านข้างตัวรถ (ยกชุดมาจาก Volvo)
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ทั้งการจอดแบบขนาน (Parallel Parking) และการจอดเข้าซอง (Perpendicular Parking)
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง
นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานในทุกรุ่นย่อย ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัย 6-7 ใบ, เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด, จุดยึดเบาะ ISOFIX, และระบบ ESS (Emergency Stop Signal)
ด้วยระบบความปลอดภัยที่ครบครัน Ford Everest จึงได้รับมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP และ 4 ดาว จาก ASEAN NCAP
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ประหยัดอย่างคุ้มค่า
เมื่อพิจารณาถึงน้ำหนักตัวและขนาดของ Ford Everest ตัวเลขการประหยัดน้ำมันถือว่าน่าประทับใจ
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ทำตัวเลขได้ 11.16 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมมากสำหรับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และน้ำหนักตัวที่มาก
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ทำตัวเลขได้ 12.59 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับรถกระบะ Ranger 4 ประตู 4×2 รุ่นก่อนหน้านี้
ด้วยถังน้ำมันขนาดใหญ่ Ford Everest รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 สามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 700 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันหนึ่งถัง ส่วนรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 จะอยู่ที่ประมาณ 450-520 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับขี่
ปัญหาประจำรุ่น: ความใส่ใจในการแก้ไข
แม้ Ford Everest จะมาพร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ก็เหมือนรถยนต์ทั่วไปที่อาจมีปัญหา Defect เล็กๆ น้อยๆ เกิดขึ้น ซึ่ง Ford ได้แสดงความพยายามในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไฟไหม้ที่ออสเตรเลีย (ซึ่งเกิดจากขั้นตอนการประกอบที่ไม่แน่นหนา), อาการสั่นที่แป้นคันเร่ง, ปัญหาระบบไฟฟ้า, เสียงกระพือที่หลังคา Panoramic Sunroof, ปัญหา EGR, CKP Sensor, ซีลเดือยหมู, ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V, หรือหน้าจอ Monitor ค้าง ซึ่ง Ford ได้มีการอัปเกรด Firmware, เปลี่ยนอะไหล่, หรือแก้ไขตามขั้นตอนที่เหมาะสม
บทสรุป: SUV/PPV ที่กำหนดมาตรฐานใหม่
Ford Everest ไม่ใช่แค่ SUV/PPV ทั่วไป แต่คือการยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ประเภทนี้ในประเทศไทย ด้วยการผสานความเหนือชั้นในหลายๆ ด้าน:
เทคโนโลยีความปลอดภัย: อัดแน่นด้วยอุปกรณ์ไฮเทคที่คู่แข่งยากจะตามทัน
ช่วงล่างที่หนักแน่น: ให้ความมั่นคงและมั่นใจในทุกการควบคุม
การขับขี่: คล่องตัวในเมือง และหนักแน่น มั่นคง ในย่านความเร็วสูง
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover เพื่อสมรรถนะสูงสุด
ภายในห้องโดยสาร: หรูหรา สะดวกสบาย ใกล้เคียง Range Rover
Ford Everest ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย ด้วยความเป็นเลิศทางวิศวกรรม การออกแบบ และเทคโนโลยี
ข้อควรพิจารณา:
น้ำหนักตัว: ส่งผลต่อตัวเลขอัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงบ้าง
พวงมาลัย: รุ่น 2.2 ลิตร อาจต้องการความหนืดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น
แป้นเบรก: การตอบสนองในช่วงแรกอาจต้องการการปรับปรุงให้ไวขึ้น
มาตรวัดรอบ: มีขนาดเล็ก อาจอ่านค่อนข้างยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: อาจมีความยากลำบากกว่ารุ่นก่อน
ระบบไฟฟ้า: ความซับซ้อนของระบบไฟฟ้า อาจส่งผลต่อการบำรุงรักษาในระยะยาว
ทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
สำหรับผู้ที่ต้องการ Ford Everest อย่างแท้จริง และมองหาความคุ้มค่า รุ่น 2.2 Titanium+ 4×2 ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยอุปกรณ์ที่ใกล้เคียงกับรุ่นท็อป แต่มาในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า
หากจำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รุ่น 3.2 Titanium+ 4×4 คือคำตอบที่สมเหตุสมผล แม้จะมีราคาสูง แต่ก็มอบสมรรถนะและความอเนกประสงค์สูงสุด
ทิ้งท้าย: สัมผัสประสบการณ์ Ford Everest ด้วยตัวคุณเอง
Ford Everest คือรถยนต์ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดทุกประการ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ พร้อมเทคโนโลยีที่ทำให้ทุกการเดินทางปลอดภัยและสะดวกสบายยิ่งขึ้น หากคุณกำลังมองหารถ SUV/PPV ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างแท้จริง Ford Everest คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม
อย่ารอช้า! เชิญสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ Ford Everest ที่โชว์รูม Ford ใกล้บ้านคุณวันนี้ เพื่อค้นพบมิติใหม่แห่งการเดินทางที่รอคุณอยู่

