นิสสัน สยายปีกตลาด EV จีน ดัน Sylphy Zero Emission ราคาล่อใจ ยกระดับการแข่งขันยานยนต์ไฟฟ้า
ในสมรภูมิยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ร้อนระอุยิ่งกว่าเคยในประเทศจีน กลยุทธ์ที่ดุดันและราคาที่เข้าถึงได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จ ปรากฏการณ์นี้ขับเคลื่อนโดยการสนับสนุนอันแข็งแกร่งจากภาครัฐจีน ซึ่งปลุกเร้าให้ผู้ผลิตยานยนต์ท้องถิ่น พลิกโฉมสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในวงกว้าง ส่งผลให้แบรนด์ระดับโลกต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาฐานที่มั่น หนึ่งในนั้นคือ นิสสัน ที่ประกาศศักดาด้วยการเปิดตัว Nissan Sylphy Zero Emission ด้วยราคาที่น่าดึงดูดใจอย่างยิ่ง
การแข่งขันที่ทวีความรุนแรง: แรงผลักดันจากรัฐบาลจีน
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของจีนในช่วงปี 2568-2569 ถือเป็นเวทีการแข่งขันที่เข้มข้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การสนับสนุนเชิงนโยบายที่ครอบคลุมจากรัฐบาลจีน ตั้งแต่การอุดหนุนผู้ผลิต การลดหย่อนภาษี ไปจนถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ EV ได้สร้างแรงกระเพื่อมมหาศาล ส่งผลให้แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง BYD, NIO, Geely, Wuling และแบรนด์เกิดใหม่อื่นๆ พากันปล่อยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ขนาดเล็ก-กลางที่เน้นราคาเข้าถึงง่ายและเทคโนโลยีที่ทันสมัย
การเติบโตของตลาด รถยนต์ไฟฟ้าจีน นี้ไม่ได้มีเพียงผู้เล่นรายย่อยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแบรนด์ระดับโลกที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันกับผู้ผลิตท้องถิ่นที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายรัฐบาลโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ผลิตท้องถิ่นสามารถตั้งราคาขายรถยนต์ EV ได้ในระดับที่น่าสนใจยิ่งกว่า ทำให้แบรนด์ที่ไม่ใช่สัญชาติจีนอาจเสียเปรียบในด้านสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนและภาษี
นิสสัน Sylphy Zero Emission: กลยุทธ์ราคาที่เหนือชั้น
ด้วยสภาวะตลาดดังกล่าว นิสสัน ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก ได้ตัดสินใจดำเนินกลยุทธ์ที่เด็ดขาดเพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในประเทศจีน ผ่านการร่วมทุนกับบริษัทจีน ก่อตั้งเป็น Dongfeng Nissan Passenger Vehicle เพื่อผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ การเปิดตัว Nissan Sylphy Zero Emission ซึ่งเป็นการนำรุ่น Sylphy ที่เป็นที่รู้จักในตลาดรถยนต์สันดาป มาปรับเปลี่ยนเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยใช้เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าที่พัฒนามาจาก Nissan Leaf หนึ่งในรถยนต์ EV ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในระดับโลก
การปรับโฉม Sylphy ให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย นิสสันต้องทุ่มเทในการปรับสมดุลของตัวรถหลังจากการติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า การปรับฐานล้อให้รองรับการใช้งานในรูปแบบ EV ที่มีน้ำหนักของแบตเตอรี่ และที่สำคัญคือ การออกแบบให้มีระยะทางวิ่งต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งใกล้เคียงกับ Leaf ที่ทำได้ถึง 338 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ทำให้ Sylphy Zero Emission กลายเป็นรถยนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ราคาที่โดนใจ: ปัจจัยสำคัญในการพิชิตตลาด
หัวใจสำคัญที่ทำให้นิสสัน Sylphy Zero Emission โดดเด่นเหนือคู่แข่งในตลาดจีน คือ “ราคา” ที่ถูกตั้งไว้เพียง 1.66 แสนหยวน หรือประมาณ 8 แสนบาทไทย ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่สามารถแข่งขันได้อย่างสูสีกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าท้องถิ่นรายอื่นๆ ราคานี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดผู้บริโภคชาวจีนที่กำลังมองหารถยนต์ EV ที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงได้ แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเสริมยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของนิสสันในจีนให้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด
การที่ผู้บริโภคชาวจีนมีความพร้อมในการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ EV ที่กำลังได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งส่งเสริมให้กลยุทธ์ของนิสสันมีความเป็นไปได้สูงที่จะประสบความสำเร็จ การเปิดตัว Sylphy Zero Emission ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการนำเสนอผลิตภัณฑ์ แต่เป็นการประกาศศักดาของนิสสันในตลาด EV ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์
ทิศทางตลาด EV ทั่วโลก: ความหลากหลายของเซกเมนต์และการปรับตัว
ขณะที่ตลาดจีนกำลังขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า ราคาประหยัดและรุ่นใหม่ๆ ก็มีแนวโน้มที่น่าสนใจไม่แพ้กันทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2568-2569 ตลาดรถยนต์ไฮบริด (HEV) ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในไทยที่มียอดขายสะสมสูงถึง 102,372 คัน คิดเป็นสัดส่วน 51% ของตลาด xEV ทั้งหมดในงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคจำนวนมากยังคงมองหาทางเลือกที่ให้ความประหยัดน้ำมัน ควบคู่ไปกับสมรรถนะที่ไม่แตกต่างจากรถยนต์สันดาปมากนัก
ในสหรัฐอเมริกา ตลาดรถยนต์ช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 เติบโตขึ้นประมาณ 4% โดยมีอัตราการเติบโตที่โดดเด่นในกลุ่มรถยนต์ Hybrid และรถกระบะ แม้จะมีประเด็นเรื่องภาษีนำเข้ารถยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่กลุ่ม SUV และรถกระบะยังคงครองตลาดส่วนใหญ่ ขณะที่รถยนต์ซีดานราคาที่จับต้องได้ก็ยังคงมีที่ยืนอยู่บ้าง
การวิเคราะห์ตลาด EV ในจีน: BYD ครองความนิยม, Geely และ Wuling แข่งขันดุเดือด
จากรายงานยอดขายรถยนต์กลุ่ม New Energy Vehicles (NEVs) ในประเทศจีนในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ตลาดนี้ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดขายรวม 1.021 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 28.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
BEV (รถยนต์ขุมพลังไฟฟ้าล้วน) มียอดขาย 607,000 คัน
PHEV (Plug-in hybrid) มียอดขาย 298,000 คัน
EREV (รถ EV ที่ติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปสำหรับการปั่นไฟ) มียอดขาย 116,000 คัน
Geely Geome Xingyuan กลายเป็นดาวเด่น คว้าอันดับ 1 ด้วยยอดขาย 38,715 คันในเดือนพฤษภาคม และยังคงเป็นผู้นำยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปี 2568 อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม BYD ยังคงเป็นยักษ์ใหญ่ที่น่าจับตามอง โดยมีรถยนต์ติดอันดับขายดีถึง 9 รุ่นใน 20 อันดับแรกในเดือนพฤษภาคม โดยรุ่น Seagull และ Qin Plus ก็ติดอันดับ 2 และ 3 ตามลำดับ
Wuling ก็ไม่น้อยหน้า ด้วย Hongguang Mini EV ที่ยังคงครองอันดับ 4 ด้วยยอดขาย 29,017 คัน
Xiaomi SU7 รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกจากแบรนด์เทคโนโลยี ก็สร้างความฮือฮาด้วยการรั้งอันดับ 5 ด้วยยอดขาย 28,013 คัน
Tesla ยังคงรักษาฐานที่มั่นได้ โดย Model Y มียอดขาย 24,770 คันในเดือนพฤษภาคม และ Model 3 ติดอันดับที่ 16
โดยรวมแล้ว ตลาด NEVs ของจีนยังคงร้อนแรงและมีการแข่งขันที่เข้มข้น โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กถึงกลาง ที่เน้นราคาจับต้องได้และเทคโนโลยีล้ำสมัย
เทรนด์ยางรถยนต์: ขนาด 20 นิ้ว ยอดนิยมสำหรับ SUV และ EV
ในประเทศไทย ข้อมูลจาก YellowTire.com แพลตฟอร์มยางรถยนต์ออนไลน์ ชี้ให้เห็นว่า “ยางขอบ 20 นิ้ว” เป็นหนึ่งในขนาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2568 โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ SUV, รถกระบะ, รถสปอร์ตสมรรถนะสูง และ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นกลุ่มยานยนต์ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขนาดยางยอดนิยม 10 อันดับแรก ได้แก่ 265/50R20, 275/55R20, 255/45R20, 265/55R20, 245/45R20, 245/35R20, 255/55R20, 245/40R20, 33X12.5R20 และ 255/40R20
แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหายางที่ให้ความสมดุลระหว่างความสวยงามและสมรรถนะ โดยเฉพาะรถ SUV และ EV ที่ต้องการการยึดเกาะถนนที่ดีขึ้น ความเงียบในการขับขี่ และรูปลักษณ์ที่สปอร์ต
ตัวอย่างรถยนต์ที่นิยมใช้ยางขอบ 20 นิ้ว:
265/50R20: Ford Everest, Toyota Fortuner, Isuzu MU-X, GWM Tank 500
275/55R20: Ford Ranger, Toyota Hilux Revo, Isuzu D-Max, Mitsubishi Triton
255/45R20: Mercedes-Benz GLC, Kia EV5, BMW i7, Deepal SO7
245/45R20: Volvo V90 Cross Country, BYD Sealion 7, Zeekr X
33X12.5R20: Mazda BT-50, Toyota Revo, Isuzu D-Max
ตลาดยางขอบ 20 นิ้วในปี 2568 คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และ SUV ขนาดกลาง-ใหญ่ ที่มักมาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 19-21 นิ้ว ส่งผลให้ความต้องการยางสมรรถนะสูง (Performance Tire) และยางนุ่มเงียบ (Comfort Tire) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
การปรับตัวของ Tesla: Model Y “E41” สู่สมรภูมิจีน
แม้ว่า Tesla Model Y จะเป็นหนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในจีน แต่ส่วนแบ่งการตลาดโดยรวมของ Tesla กำลังเผชิญแรงกดดันจากคู่แข่งอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ของ Tesla ในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ลดลงเหลือ 3.8% และส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) อยู่ที่ 6.3%
เพื่อตอบสนองต่อสภาวะดังกล่าว Tesla กำลังซุ่มพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ภายใต้รหัส “E41” ซึ่งเป็นรุ่นต่อยอดความสำเร็จของ Model Y โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดต้นทุนการผลิตลงอย่างน้อย 20% เพื่อให้สามารถตั้งราคาขายที่ดึงดูดใจผู้บริโภคชาวจีนได้มากขึ้น โดยคาดว่าจะใช้สายการผลิตที่มีอยู่แล้วที่โรงงาน Gigafactory เซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุดของบริษัท
แนวคิดการพัฒนา “E41” เน้นการลดความซับซ้อน (Depop) โดยยังคงรักษาคุณสมบัติหลักของรถไว้ ทำให้สามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ คาดว่า E41 จะมีขนาดเล็กกว่า Model Y ปัจจุบัน และอาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหรือขนาดแบตเตอรี่เพื่อลดต้นทุน การวางจำหน่ายในประเทศจีนเป็นหลัก ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของ Tesla ในการรักษาและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน
การแข่งขันที่เข้มข้น: บทพิสูจน์ของ Tesla ในตลาดจีน
การเปิดตัว Model Y “E41” ถือเป็นก้าวสำคัญของ Tesla ในการขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดจีนที่มีการแข่งขันสูง รุ่นใหม่นี้ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “หมากรุก” สำคัญที่ Tesla ใช้เพื่อตอบโต้การแข่งขันที่รุนแรง โดยมีคู่แข่งโดยตรงของ Model Y ที่กำลังจะมาถึงจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Aito (ภายใต้ Huawei), Xiaomi (YU7), และ Xpeng
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “E41” จะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นราคาที่แข่งขันได้จริง, คุณสมบัติที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวจีน, และความสามารถในการผลิตและส่งมอบที่ทันท่วงที การลดต้นทุนการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Tesla สามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทย: การฟื้นตัวและความท้าทาย
ตลาดรถยนต์ไทยในช่วงเดือนกันยายน 2568 มียอดขายรวม 48,350 คัน เพิ่มขึ้น 23.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์นั่งที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 25.5% และตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่ปรับตัวดีขึ้น 24.4%
กลุ่ม HEV (Hybrid Electric Vehicle) มียอดขายโดดเด่นอย่างต่อเนื่องถึง 12,756 คัน เพิ่มขึ้น 73.45% จากปีที่แล้ว และมียอดขายสะสม 9 เดือนแรกถึง 102,372 คัน คิดเป็นส่วนแบ่ง 51% ของตลาด xEV ทั้งหมด
Toyota ยังคงเป็นผู้นำตลาดด้วยยอดขาย 18,472 คันในเดือนกันยายน ตามมาด้วย Honda (5,092 คัน) และ Isuzu (4,931 คัน)
ในกลุ่มรถยนต์นั่ง: Toyota (6,848 คัน) นำ ตามด้วย Honda (3,036 คัน) และ MG (1,650 คัน)
ในกลุ่มรถยนต์เพื่อการพาณิชย์: Toyota (11,624 คัน) นำ ตามด้วย Isuzu (4,931 คัน) และ Honda (2,056 คัน)
ตลาดรถกระบะ 1 ตัน: Toyota (6,602 คัน) นำ ตามด้วย Isuzu (4,080 คัน) และ Ford (1,374 คัน)
อย่างไรก็ตาม ตลาดรถยนต์ใหม่ในเดือนตุลาคมมีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากผู้บริโภครอแคมเปญใหญ่ปลายปีอย่าง Motor Expo ทำให้การตัดสินใจซื้อชะลอตัว ประกอบกับราคาน้ำมันที่ผันผวน และอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังคงกดดันความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค
รถ Hatchback: ทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่
รถ Hatchback ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคในประเทศไทย ด้วยข้อดีเรื่องความกะทัดรัด คล่องตัวในการขับขี่ และพื้นที่ใช้สอยที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน
Honda City Hatchback: เป็นหนึ่งในตัวเลือกยอดนิยม ด้วยรุ่น e:HEV SV ที่โดดเด่นด้วยระบบไฮบริด ประหยัดน้ำมัน และเทคโนโลยีความปลอดภัยที่ครบครัน
Toyota Yaris Hatchback: ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ความทนทาน และศูนย์บริการที่ครอบคลุม
Mazda 2 Hatchback: โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สปอร์ตทันสมัย ขับขี่คล่องตัว และช่วงล่างที่ดี
Mazda 3 Fastback: ตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการความพรีเมียม หรูหรา พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย i-Activsense
Suzuki Swift: เป็นอีโคคาร์ที่ประหยัดน้ำมันเป็นเลิศ ขับขี่สนุก และช่วงล่างที่เกาะถนน
Mitsubishi Mirage: รถคันเล็กที่ขับง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่ ประหยัดน้ำมัน และค่าบำรุงรักษาไม่แพง
Honda Civic Hatchback (FK): แม้จะยุติการจำหน่ายแล้วในตลาดรถใหม่ แต่ยังคงเป็นที่ต้องการในตลาดรถมือสอง ด้วยดีไซน์สปอร์ตและสมรรถนะที่เร้าใจ
Nissan March: รถ Eco car คันเล็กที่เน้นความประหยัด คล่องตัว และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แม้จะยกเลิกการผลิตไปแล้ว แต่ยังหาซื้อได้ในตลาดรถมือสอง
การเลือกสรรรถยนต์ที่เหมาะสมกับความต้องการและงบประมาณ ถือเป็นสิ่งสำคัญ การศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบรุ่นต่างๆ และทดลองขับ จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจบนเส้นทางยานยนต์ที่หลากหลายนี้
ก้าวสู่โลกแห่งยานยนต์อนาคต:
ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่หยุดนิ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งในด้านพลังงานทางเลือก นวัตกรรม และการออกแบบที่ล้ำสมัย การศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดรถยนต์ทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น จะช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสในการเป็นเจ้าของยานยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และอนาคตที่ยั่งยืน หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ใช่ หรือต้องการข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทรนด์ยานยนต์ล่าสุด อย่าลังเลที่จะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือค้นหาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้การตัดสินใจซื้อรถยนต์ของคุณเป็นไปอย่างชาญฉลาดและคุ้มค่าที่สุด.

