BYD Song ผงาดขึ้นสู่บัลลังก์ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีน ขณะที่ตลาด EV ไทยคึกคักด้วยปรากฏการณ์ Motor Show 2025
ในโลกยานยนต์ที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว การแข่งขันเพื่อชิงความเป็นหนึ่งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกกำลังทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย บทพิสูจน์ที่ชัดเจนคือรายงานยอดขายล่าสุดจากประเทศจีนในเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่ง BYD Song สามารถครองอันดับหนึ่งได้อย่างสง่างาม ด้วยตัวเลขยอดขายสุดปังถึง 56,000 คัน แซงหน้าคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Tesla Model Y ที่มียอดขาย 55,000 คัน ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีนบ่งชี้ถึงทิศทางที่ชัดเจนว่า รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกในอนาคตอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นกระแสหลักที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน
ภาพรวมตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน: พลังขับเคลื่อนแห่งการเติบโต
เมื่อเจาะลึกข้อมูลยอดขายส่ง (Wholesale) ในเดือนพฤศจิกายน 2568 พบว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในจีนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมียอดขายรวมถึง 1.706 ล้านคัน เพิ่มขึ้นถึง 18.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม ในขณะที่ยอดขายปลีก (Retail) อยู่ที่ 1.321 ล้านคัน ขยายตัว 4.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และ 3.0% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ การที่รถยนต์ไฟฟ้ากวาด 9 ใน 10 อันดับรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในเดือนพฤศจิกายน สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและศักยภาพของเทคโนโลยี EV ที่เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และการเข้ามาของแบรนด์ใหม่ๆ เช่น Xiaomi ที่สามารถดันรถ SUV รุ่นแรกอย่าง Xiaomi YU7 ให้ติดอันดับท็อป 10 ด้วยยอดขายกว่า 33,000 คัน เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรมที่น่าจับตา
การเจาะตลาด EV ในจีน: แบรนด์ท้องถิ่นครองความได้เปรียบ
การวิเคราะห์ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าปลีกในเดือนพฤศจิกายน เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ:
แบรนด์ในประเทศ (Domestic Brands): ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดส่วนใหญ่ถึง 67.5% แม้จะมีการลดลงเล็กน้อยที่ -5.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แต่ความแข็งแกร่งของแบรนด์เหล่านี้ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ
แบรนด์เกิดใหม่ (Emerging Brands): กลุ่มนี้ซึ่งรวมถึง Xiaopeng, Leap Motor และ Xiaomi แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ก้าวกระโดด โดยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นถึง 5.9% เป็น 22.1% ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สะท้อนถึงการยอมรับของผู้บริโภคต่อเทคโนโลยีและดีไซน์ที่ทันสมัย
แบรนด์ร่วมทุนหลัก (Major Joint Ventures): มีส่วนแบ่งตลาดลดลงเล็กน้อยที่ -0.14% เป็น 3.2%
Tesla: แม้จะเป็นผู้นำในตลาด EV ทั่วโลก แต่ในเดือนพฤศจิกายน 2568 Tesla มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 5.5% ซึ่งลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
อัตราการเจาะตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดค้าปลีกโดยรวมของจีนอยู่ที่ 59.3% เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแบรนด์ในประเทศที่มีอัตราการเจาะตลาดสูงถึง 79.6% ขณะที่รถยนต์หรูมีอัตราการเจาะตลาดอยู่ที่ 38.8%
ปรากฏการณ์ Motor Show 2025: สมรภูมิ EV ในประเทศไทย
พลิกมาที่ประเทศไทย งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 หรือ Motor Show 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 มีนาคม ถึง 6 เมษายน 2568 ได้ตอกย้ำถึงความคึกคักของตลาดรถยนต์ โดยมียอดจองรวมสูงถึง 77,379 คัน สะท้อนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภคชาวไทยที่ยังคงแข็งแกร่ง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ
ไฮไลท์สำคัญของงานนี้คือการผงาดขึ้นของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนอย่าง BYD ที่สามารถกวาดยอดจองไปได้ถึง 10,353 คัน ครองอันดับ 1 ได้อย่างขาดลอย แซงหน้าเจ้าตลาดดั้งเดิมอย่าง Toyota ที่มียอดจอง 9,819 คัน ขณะที่อันดับ 3 ตกเป็นของ GAC (AION/HYPTEC) อีกหนึ่งแบรนด์จีนที่มาแรงด้วยยอดจอง 7,018 คัน
BYD Dolphin เป็นหนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยการปรับลดราคาลง 1 แสนบาท ทำให้มียอดจองถึง 4,014 คัน คิดเป็น 38.8% ของยอดจองทั้งหมดของแบรนด์ โดยมีราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายเพียง 499,000 บาท ในขณะเดียวกัน AION UT คู่แข่งของ BYD Dolphin ก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน โดยมียอดจอง 4,568 คัน ซึ่งคิดเป็น 65.09% ของยอดจองทั้งหมดของแบรนด์นี้
10 อันดับแบรนด์ยอดนิยม Motor Show 2025:
BYD: 10,353 คัน
Toyota: 9,819 คัน
GAC (AION/HYPTEC): 7,018 คัน
ChangAn (Deepal/AVATR): 6,589 คัน
Honda: 5,948 คัน
MG: 5,910 คัน
GWM: 4,959 คัน
Mitsubishi: 4,398 คัน
Nissan: 3,139 คัน
Isuzu: 2,989 คัน
ยอดจองที่น่าประทับใจนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงศักยภาพการเติบโตของตลาด EV ในประเทศไทย และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นและยุโรปกำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือด และจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันได้ทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และสร้างความแตกต่าง เพื่อรักษาฐานลูกค้าและส่วนแบ่งทางการตลาดในยุคเปลี่ยนผ่านนี้
เจาะลึก 12 รถเก๋งน่าใช้ประจำปี 2568: เทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่า
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอันน่าตื่นเต้นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ตลาดรถยนต์นั่งหรือรถเก๋ง (Sedan) ยังคงมีความสำคัญและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรุ่นที่นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัย ประสิทธิภาพการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม และความคุ้มค่าสูงสุด โดยในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์ ผมขอเจาะลึก 12 รุ่นรถเก๋งที่โดดเด่นและน่าจับตามองในปี 2568 นี้:
Honda Civic: ยังคงเป็นดาวเด่นในกลุ่มรถคอมแพกต์ ด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานความสปอร์ตหรูหรา และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับการไมเนอร์เชนจ์ที่เพิ่มความน่าสนใจ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมประทับใจมุมมองการขับขี่ที่เปิดกว้าง การเก็บเสียงที่ดีเยี่ยม เบาะนั่งที่ให้ความสบาย และช่วงล่างที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ทำให้การขับขี่นุ่มนวลและยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นใจ สมรรถนะการขับขี่ให้ความรู้สึกสปอร์ต แต่ยังคงอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่เหมาะสม ระบบความปลอดภัยก็ครบครัน ทำให้ Honda Civic เป็นรถเก๋งที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “Civic รุ่นใหม่มอบประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ทั้งความนุ่มนวล การเก็บเสียง และการควบคุมที่เฉียบคม ให้ความรู้สึกเหมือนรถยนต์ระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้”
ราคา: เริ่มต้น 1,039,000 บาท
Honda City: อีกหนึ่งรุ่นยอดนิยมที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรุ่นไฮบริดที่ตอบโจทย์ผู้ที่มองหารถยนต์ประหยัดน้ำมัน ดีไซน์ทันสมัยขึ้น ห้องโดยสารกว้างขวาง และเบาะนั่งที่ให้ความรู้สึกสปอร์ต
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “City คือตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก ด้วยขนาดที่คล่องตัว พวงมาลัยน้ำหนักดี และช่วงล่างที่นุ่มสบาย แม้จะเป็น Eco Car แต่ให้สมรรถนะที่ใกล้เคียงรถคันใหญ่”
ราคา: เริ่มต้น 599,000 บาท
Honda Accord: รถเก๋ง D-Segment ที่ยังคงครองใจผู้บริโภค ด้วยดีไซน์ที่สวยงามสง่า การเป็นรถไฮบริดทุกรุ่นย่อย ทำให้ประหยัดน้ำมัน และจุดเด่นด้านความปลอดภัยขั้นสูง เช่น ระบบรักษาช่องทางเดินรถแบบกึ่งอัตโนมัติ และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “Accord เป็นรถที่เหมาะกับการเดินทางไกล มอบความสบายและความมั่นคงในการขับขี่ แม้บนเส้นทางที่ท้าทาย ช่วงล่างแน่นหนึบ ให้ความรู้สึกสปอร์ต ภายในหรูหรา พร้อมระบบฟอกอากาศที่จำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน”
ราคา: เริ่มต้น 1,529,000 บาท
Toyota Corolla Altis: ขวัญใจมหาชนที่มาพร้อมกับความคุ้มค่า ดีไซน์เรียบง่ายแต่ดูดี โดยเฉพาะรุ่น GR Sport ที่เพิ่มความสปอร์ต การปรับปรุงช่วงล่าง ระบบความปลอดภัยที่ครบครัน และเทคโนโลยี Head Up Display ช่วยเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการขับขี่
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “Altis คือนิยามของความทนทาน คุ้มค่า และใช้งานได้จริงทุกวัน การขับขี่นุ่มนวล เข้าโค้งมั่นคง เบรกไว้ใจได้ และพื้นที่เก็บสัมภาระที่กว้างขวาง ทำให้เป็นรถที่ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย”
ราคา: เริ่มต้น 894,000 บาท
Toyota Camry: รถยนต์ D-Segment ระดับพรีเมียมที่มาพร้อมดีไซน์ที่สวยงามหรูหรา สมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.5 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวม 227 แรงม้า
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “Camry มอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวล สง่างาม เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเดินทางไกล การเก็บเสียงทำได้ดีเยี่ยม อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันน่าประทับใจ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับขนาดและพละกำลัง”
ราคา: เริ่มต้น 1,455,000 บาท
Toyota Yaris Ativ: รถยนต์นั่งขนาดเล็กที่ทำยอดขายได้อย่างถล่มทลาย ด้วยดีไซน์ Fastback Style ที่ลู่ลม ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศต่ำเพียง 0.284 ดีไซน์เรียบหรู แต่มาพร้อมออปชันที่จัดเต็มและความคุ้มค่าสูง
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “Yaris Ativ คือที่สุดของความคุ้มค่าในตลาดรถยนต์ขนาดเล็ก ดีไซน์สวยงาม ออปชันล้นเกินราคา การขับขี่คล่องตัว ระบบช่วยเหลือการขับขี่ทำงานได้ดี การเก็บเสียงยอดเยี่ยม แม้จะมีข้อสังเกตเล็กน้อยในการทำงานของระบบ Cruise Control ที่ความเร็วสูง แต่โดยรวมแล้วเป็นรถที่น่าประทับใจมาก”
ราคา: เริ่มต้น 549,000 บาท
Mazda 2 Sedan: โดดเด่นด้วยดีไซน์ล้ำสมัย สปอร์ต และสมรรถนะที่เกินตัวสำหรับรถขนาดเล็ก เทคโนโลยี GVC-Plus ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้งและการทรงตัว
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “Mazda 2 คือรถที่มอบความสนุกในการขับขี่อย่างแท้จริง ช่วงล่างแน่นหนึบ จิกโค้งได้อย่างมั่นใจ เป็นรถขนาดเล็กที่ให้ความรู้สึกเหมือนขับรถคันใหญ่”
ราคา: เริ่มต้น 529,000 บาท
Mazda 3 Sedan: นิยามของความ “เรียบง่ายแต่งดงาม” ด้วยดีไซน์ที่ลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็น แต่ยังคงความหรูหราและสปอร์ต เครื่องยนต์ SKYACTIV-G 2.0 ลิตร ให้พละกำลังที่ดีเยี่ยม และรองรับน้ำมัน E85
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “Mazda 3 Sedan มีการปรับปรุงห้องโดยสารให้โปร่งโล่งขึ้น ช่วงล่างยังคงความหนึบแน่น การทรงตัวดีเยี่ยม ระบบความปลอดภัยจัดเต็ม ถือเป็นรถที่มอบความรู้สึกพรีเมียมในทุกมิติ”
ราคา: เริ่มต้น 979,000 บาท
MG 5: สปอร์ตคูเป้ซีดานที่โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ภายนอกเพรียวยาวคล้ายรถหรูสปอร์ต ภายในกว้างขวาง สะดวกสบาย พร้อม Sunroof และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “MG 5 มอบความคุ้มค่าสูงสุดในงบประมาณที่ไม่สูงนัก ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น ฟังก์ชันหลากหลาย ระบบความปลอดภัยครบครัน และการออกแบบภายในที่หรูหราเหมือนรถราคาแพงกว่า”
ราคา: เริ่มต้น 589,900 บาท
Nissan Almera: การกลับมาอย่างสง่างามด้วยดีไซน์ที่สวยงาม ทันสมัย และสปอร์ตขึ้น ใช้เครื่องยนต์ 1.0L TURBO ที่ประหยัดน้ำมันถึง 23.3 กม./ลิตร พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “Almera คือตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์นั่งขนาดใหญ่ที่คุ้มค่า ด้วยออปชันที่ล้ำสมัยกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกัน การขับขี่สนุก ประหยัดน้ำมัน และระบบความปลอดภัยที่ครบครัน ทำให้เป็นรถที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง”
ราคา: เริ่มต้น 499,000 บาท (หลังหักส่วนลด)
BMW 2 Series Gran Coupé: รถเก๋งหรูที่มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตคูเป้ Doorless Design ที่ดูโฉบเฉี่ยว ราคาเริ่มต้นไม่ถึง 2 ล้านบาท มอบทั้งความหล่อและสมรรถนะการขับขี่ที่ดี
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “BMW 2 Series Gran Coupé เป็นรถเก๋งหรูที่ราคาเข้าถึงได้ง่าย ให้สมรรถนะที่ดีตั้งแต่รอบต่ำ ตอบสนองฉับไว แม้การเก็บเสียงอาจจะไม่ดีเท่ารถยนต์ที่มีขอบประตู แต่ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการความโดดเด่น”
ราคา: เริ่มต้น 1,889,000 บาท
Mercedes-Benz A-Class Saloon: รถยนต์เบนซ์ที่เข้าถึงง่ายที่สุดในตลาด ด้วยราคาเริ่มต้นประมาณ 2 ล้านบาท นำเสนอความหรูหราสไตล์ Mercedes-Benz พร้อมระบบมัลติมีเดียที่จัดเต็มและระบบเซ็นเซอร์เตือนการชน
ความเห็นผู้เชี่ยวชาญ: “A-Class Saloon คือประตูสู่โลกของ Mercedes-Benz ในราคาที่สมเหตุสมผล มอบความหรูหรา ความสะดวกสบาย และระบบความบันเทิงที่ยอดเยี่ยม กล้องมองหลังให้ภาพที่คมชัดแม้ในเวลากลางคืน เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการแบรนด์หรูในงบประมาณที่จำกัด”
ราคา: เริ่มต้น 2,320,000 บาท
สรุปและก้าวต่อไป
การเปลี่ยนแปลงในตลาดรถยนต์ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย กำลังบ่งชี้ถึงยุคใหม่ของยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีไฟฟ้าและนวัตกรรมที่ทันสมัย การผงาดขึ้นของ BYD ในตลาดจีนและปรากฏการณ์ Motor Show 2025 ในไทย เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสมรภูมิการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์รถยนต์ทุกค่ายจำเป็นต้องปรับตัว วางกลยุทธ์ และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้บริโภค การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการตัดสินใจเลือกรถยนต์ที่ใช่ การเปรียบเทียบคุณสมบัติ ราคา และเทคโนโลยี ของแต่ละรุ่น จะช่วยให้ท่านได้รถยนต์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของท่านมากที่สุด
หากท่านกำลังมองหารถยนต์คันใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์สันดาปที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย อย่าพลาดที่จะสำรวจตัวเลือกเหล่านี้ และหากท่านสนใจรถยนต์มือสอง แพลตฟอร์มอย่าง one2car พร้อมเป็นผู้ช่วยในการค้นหารถยนต์คุณภาพ จากดีลเลอร์ที่น่าเชื่อถือ พร้อมรายงานสภาพรถที่โปร่งใส เพื่อให้ท่านมั่นใจในการตัดสินใจทุกครั้ง

