Honda Accord 2016: ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ สู่ยุคยานยนต์อัจฉริยะ
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มายาวนานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของรถยนต์แต่ละรุ่นอย่างใกล้ชิด และหนึ่งในรุ่นที่ได้รับการยอมรับมายาวนานในตลาดไทย คงหนีไม่พ้น Honda Accord ซีดานสุดหรู ที่ครั้งหนึ่งเคยสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการรถยนต์ และการปรับโฉมครั้งใหญ่ในปี 2016 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “Minorchange” นี้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่สะท้อนถึงความใส่ใจของ Honda ในการนำเทคโนโลยียุคใหม่มาสู่ผู้บริโภคชาวไทย
การออกแบบที่เฉียบคมสะท้อน DNA แห่งความสปอร์ต
Honda Accord 2016 มาพร้อมคอนเซ็ปต์การออกแบบ “Exhilarating & Exciting” ซึ่งเห็นได้ชัดจากการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกให้ดูโฉบเฉี่ยวและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่นที่สุดคือ การออกแบบกระจังหน้าและกันชนหน้าที่ดูดุดันลง พร้อมด้วยชุดไฟหน้า LED ดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมกับการตกแต่งคล้ายคริสตัล ทำให้ดูหรูหราและมีมิติมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ไฟท้าย LED แบบเส้นที่ได้รับการออกแบบใหม่ ก็ช่วยเสริมความล้ำสมัยให้กับตัวรถได้อย่างลงตัว ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น 2.0 E และขนาด 18 นิ้วในรุ่นที่สูงขึ้น ก็ช่วยเสริมบุคลิกที่แข็งแกร่งและสปอร์ตให้กับ Accord 2016 ได้เป็นอย่างดี
ภายในที่ก้าวข้ามขีดจำกัด สู่ความเป็น “Connected Car”
แม้รูปลักษณ์ภายในจะยังคงกลิ่นอายความหรูหราอันเป็นเอกลักษณ์ของ Accord ไว้ แต่ Honda ได้ใส่เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาอย่างเต็มพิกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกระดับสู่การเป็น “Connected Car” หรือยานยนต์อัจฉริยะอย่างแท้จริง สิ่งที่น่าสนใจคือ:
ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยรีโมท (Engine Remote Start): อำนวยความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดระบบปรับอากาศล่วงหน้าก่อนเข้าห้องโดยสารได้ (มีในรุ่น 2.0 EL ขึ้นไป)
หน้าจอแสดงผล TFT ขนาด 7.7 นิ้ว: มอบข้อมูลการขับขี่ที่ครบถ้วนและชัดเจน (มีในทุกรุ่นย่อย)
ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัส รองรับ Apple CarPlay: สัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงและการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้อย่างไร้รอยต่อ (มีในทุกรุ่นย่อย)
การเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน: รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สื่อสารได้อย่างหลากหลาย (มีในทุกรุ่นย่อย)
การเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือ Hotspot: เปลี่ยนรถให้เป็นจุดกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ (มีในทุกรุ่นย่อย)
เทคโนโลยีเหล่านี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มความสะดวกสบาย แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Honda ในการพัฒนารถยนต์ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ต้องการการเชื่อมต่อและความอัจฉริยะในทุกมิติ
สมรรถนะอันคุ้นเคย พร้อมยกระดับสู่ไฮบริด
ในส่วนของขุมพลัง Honda Accord 2016 ยังคงนำเสนอเครื่องยนต์ที่ได้รับการยอมรับในประสิทธิภาพและความประหยัด ได้แก่:
เครื่องยนต์ 2.4 ลิตร i-VTEC Earth Dreams Technology: ให้กำลังสูงสุด 174 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 225 นิวตันเมตร
เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร i-VTEC: ให้กำลังสูงสุด 155 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 190 นิวตันเมตร
ทั้งสองเครื่องยนต์ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความนุ่มนวลและตอบสนองได้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่น่าจับตามองคือ การประกาศถึง Honda Accord Hybrid 2016 ที่จะเปิดตัวตามมา ซึ่งคาดว่าจะมาพร้อมกับการปรับปรุงขุมพลังให้มีสมรรถนะที่ดียิ่งขึ้น พร้อมยกระดับความประหยัดน้ำมันให้เหนือกว่าเดิม ถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์ของ Honda
ความปลอดภัยที่เหนือระดับ มอบความมั่นใจทุกการเดินทาง
Honda ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ขับขี่และผู้โดยสารมาเป็นอันดับต้นๆ เสมอ และใน Accord 2016 นี้ ก็ได้รับการติดตั้งระบบความปลอดภัยพื้นฐานที่ครบครันในทุกรุ่นย่อย ซึ่งถือเป็นจุดเด่นสำคัญที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ ระบบที่กล่าวถึงได้แก่:
ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock Braking System)
ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake Distribution)
ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist)
ระบบควบคุมการทรงตัว VSA (Vehicle Stability Assist)
ระบบช่วยควบคุมการบังคับพวงมาลัย MA-EPS (Motion Adaptive Electric Power Steering)
ระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน HSA (Hill Start Assist)
ถุงลมคู่หน้าอัจฉริยะ Dual i-SRS Airbags
ถุงลมด้านข้างคู่หน้าอัจฉริยะ i-Side Airbags
ม่านถุงลมด้านข้าง Side Curtain Airbags
การมีระบบความปลอดภัยที่ครอบคลุมเช่นนี้ สร้างความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างแท้จริง ทำให้การเดินทางทุกครั้งเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ราคา Honda Accord 2016 (เมื่อเปิดตัว)
2.0 E: 1,385,000 บาท
2.0 EL: 1,445,000 บาท
2.4 EL: 1,635,000 บาท
Honda Accord 2016 ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับโฉม แต่เป็นการยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น ด้วยการผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัย การออกแบบที่โดดเด่น และความปลอดภัยที่วางใจได้ ทำให้ Accord ยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ซีดานระดับพรีเมียม ที่ตอบสนองทุกความต้องการได้อย่างลงตัว
Bentley Bentayga: การนิยามใหม่ของ Super-Luxury SUV
ในช่วงปลายปี 2015 โลกยานยนต์ได้เห็นการเปิดตัวของรถยนต์ที่สร้างความฮือฮาไปทั่ว นั่นคือ Bentley Bentayga ซึ่งเป็นการก้าวเข้าสู่สมรภูมิ Super-Luxury SUV อย่างเต็มตัวของแบรนด์อัครยานยนต์จากอังกฤษ แม้การพัฒนารถยนต์ประเภทนี้จะมีความท้าทายสูง แต่ Bentley ก็ได้ทำการบ้านอย่างดี โดยอ้างอิงจากแนวโน้มตลาดที่ผู้บริโภคเริ่มเปิดรับรถยนต์ยกสูงมากขึ้น แทนที่รถยนต์ซีดานหรูแบบเดิมๆ
จากคอนเซ็ปต์สู่การผลิตจริง: การบ้านที่ต้องทำการบ้านหนัก
Bentley Bentayga มีจุดเริ่มต้นจากการเปิดตัวรถต้นแบบ ‘Bentley EXP 9 F Concept’ เมื่อ 3 ปีก่อนหน้า แต่ก็ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการออกแบบ จนทีมงานต้องกลับไปปรับปรุงแก้ไขอย่างเร่งด่วน การเปิดตัว Bentayga นี้ ทำให้ Bentley กลายเป็นผู้ผลิต Super-Luxury SUV รายแรกของโลก ทำให้คู่แข่งอย่าง Rolls-Royce ต้องเร่งพัฒนารถยนต์ในพิกัดเดียวกันตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การออกแบบที่ผสมผสาน DNA ของ Bentley กับความบึกบึนของ SUV
Bentayga มีการออกแบบที่ผสมผสานเอกลักษณ์อันหรูหราของ Bentley เข้ากับความแข็งแกร่งของรถยนต์ SUV ได้อย่างลงตัว กระจังหน้าลายตาข่ายขนาดใหญ่ ไฟหน้าทรงกลมมนแบบ LED และเส้นสายที่ดูบึกบึน ช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง ขณะที่ซุ้มล้อหลังที่ออกแบบมาอย่างสง่างาม ก็ช่วยเสริมความน่าเกรงขาม การเลือกใช้วัสดุอลูมิเนียมในโครงสร้างตัวถัง ทำให้ Bentayga มีน้ำหนักที่เบาลงอย่างมีนัยสำคัญ
ภายในที่หรูหราเหนือระดับ พร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกครบครัน
ภายในห้องโดยสารของ Bentayga คือนิยามของความหรูหราและการใส่ใจในรายละเอียด ลูกค้าสามารถเลือกวัสดุตกแต่งได้หลากหลาย ตั้งแต่ลายไม้หายาก ไปจนถึงการตกแต่งด้วยโลหะพิเศษ ระบบอินโฟเทนเมนต์มาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว และมีออปชั่นระบบเสียง Naim กำลังสูงให้เลือก เบาะนั่งคู่หน้าปรับได้ถึง 22 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศ, ระบบทำความร้อน และระบบนวด ช่วยเพิ่มความสบายสูงสุดในการเดินทาง
สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ที่นั่งถูกออกแบบให้มีความสะดวกสบายเช่นกัน สามารถปรับเอนได้ 18 ทิศทาง พร้อมระบบทำความร้อน, ระบบระบายอากาศ และระบบนวดเช่นเดียวกับเบาะหน้า คอนโซลกลางด้านหลังมาพร้อมช่องเก็บของ, ที่วางแก้ว และช่องเสียบ USB นอกจากนี้ Bentley ยังมีออปชั่นสุดพิเศษอย่างตู้แช่ไวน์ที่ติดตั้งมาด้านท้ายรถ เพื่อยกระดับประสบการณ์การพักผ่อนให้เหนือใคร
ขุมพลัง W12 อันทรงพลัง สู่การเป็น SUV ที่เร็วที่สุดในโลก (ในขณะนั้น)
หัวใจหลักของ Bentley Bentayga คือเครื่องยนต์ W12 ขนาด 6 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ ให้กำลังสูงสุด 608 แรงม้า และแรงบิดมหาศาลถึง 900 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ทำให้ Bentayga สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 4 วินาที และมีความเร็วสูงสุดถึง 301 กม./ชม. ซึ่งทำให้ Bentley Bentayga ได้รับการยอมรับว่าเป็น SUV ที่เร็วที่สุดในโลกในช่วงเวลาดังกล่าว
Bentley Bentayga คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการพัฒนารถยนต์ที่กล้าฉีกกรอบเดิมๆ และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นการผสานระหว่างความหรูหราสมรรถนะสูงเข้ากับความอเนกประสงค์ของรถยนต์ SUV ได้อย่างลงตัว
Ferrari GTC4 Lusso: สปอร์ต GT สุดหรู สำหรับทุกการเดินทาง
ในปี 2016 Ferrari ได้เผยโฉม Ferrari GTC4 Lusso ซึ่งเป็นการสืบทอดตำนานรถสปอร์ตแบบ GT (Gran Tourer) ที่เน้นความหรูหรา สะดวกสบาย และสมรรถนะอันทรงพลัง สำหรับการเดินทางไกล รถรุ่นนี้เข้ามาแทนที่ Ferrari FF โดยนำชื่อรุ่นในอดีตอย่าง 330 GTC และ 250 GT Berlinetta Lusso กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อสื่อถึงความเป็นรถสปอร์ตระดับท็อปที่มอบประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่า
ดีไซน์ Shooting Brake Coupe ที่ยังคงความสปอร์ตและสง่างาม
Ferrari GTC4 Lusso ยังคงรักษาเอกลักษณ์ตัวถังแบบ Shooting Brake Coupe ไว้เช่นเดียวกับรุ่น FF ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความปราดเปรียวของรถ Hatchback และความจุของรถ Estate การออกแบบภายนอกได้รับการปรับปรุงให้ดูลงตัวและสปอร์ตยิ่งขึ้น ด้วยไฟหน้าดีไซน์ใหม่ กันชนหน้าที่มาพร้อมช่องดักอากาศขนาดใหญ่ และเส้นสายด้านข้างที่คมชัดขึ้น ช่องระบายอากาศแบบ 3 ครีบที่บังโคลนหน้าช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง ไฟท้ายทรงกลม 4 ดวง และดิฟฟิวเซอร์ดีไซน์ใหม่ ก็ช่วยเพิ่มความดุดันให้กับด้านท้ายรถ
ภายในที่ผสมผสานความสปอร์ตและความไฮเทค
ภายในห้องโดยสารของ GTC4 Lusso ถูกออกแบบให้มีความสปอร์ตหรูหรา และทันสมัยกว่า Ferrari FF อย่างชัดเจน แผงหน้าปัดได้รับการออกแบบใหม่ด้วยช่องแอร์ทรงกลม 4 ช่อง และแยกฝั่งผู้ขับขี่กับผู้โดยสารอย่างชัดเจน หน้าจอสัมผัส HD ขนาด 10.25 นิ้วตรงกลางคอนโซล ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมระบบนำทางและอินโฟเทนเมนต์ พวงมาลัยดีไซน์ใหม่มาพร้อมแพดเดิลชิฟต์ และปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่างๆ อย่างครบครัน รวมถึง Manettino dial สำหรับปรับรูปแบบการขับขี่
ขุมพลัง V12 สุดเร้าใจ สมรรถนะที่เหนือกว่า
หัวใจหลักของ GTC4 Lusso คือเครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.2 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 690 แรงม้า และแรงบิด 697 นิวตัน-เมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.4 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 335 กม./ชม. ซึ่งถือว่าเหนือกว่า Ferrari FF อย่างเห็นได้ชัด ระบบขับเคลื่อนคาดว่าเป็นแบบ 4 ล้อ หรือ 4RM (4 Ruote Motrici) ที่สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้ตามสภาวะการขับขี่
Ferrari GTC4 Lusso คือนิยามของรถสปอร์ต GT ที่สมบูรณ์แบบ สำหรับผู้ที่ต้องการทั้งสมรรถนะอันเร้าใจ ความสะดวกสบายในการเดินทางไกล และความหรูหราสง่างามในทุกรายละเอียด
Range Rover Evoque Convertible 2016: ฉีกกรอบครอสโอเวอร์ สู่ความหรูหราแบบเปิดประทุน
ในปี 2016 Range Rover Evoque Convertible ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในตลาดรถยนต์ โดยเป็นการนำเสนอรถครอสโอเวอร์สไตล์แฟชั่น ที่กล้าฉีกกฎเกณฑ์ด้วยการเปิดประทุน นับเป็นก้าวที่ท้าทายและกล้าหาญของ Range Rover ในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่แตกต่างและโดดเด่น
การออกแบบที่โดดเด่นเหนือใคร
Range Rover Evoque Convertible ยังคงรักษาดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Evoque Coupe ไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าทรงเรียวที่เชื่อมต่อกับกระจังหน้าลายตาข่าย และช่องดักลมขนาดใหญ่ แต่สิ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้พิเศษคือ การเปลี่ยนจากหลังคาเหล็กมาเป็นหลังคาผ้าใบที่สามารถพับเก็บได้อย่างแนบเนียนในส่วนท้ายรถ ขณะที่ยังคงเหลือพื้นที่เก็บสัมภาระที่เพียงพอ (251 ลิตร) สปอยเลอร์หลังที่ติดตั้งเพิ่มเข้ามาก็ช่วยเสริมความสปอร์ตให้กับตัวรถ
ภายในที่หรูหรา พร้อมฟังก์ชันครบครัน
ภายในห้องโดยสารของ Evoque Convertible รองรับผู้โดยสาร 4 ที่นั่ง ด้วยการตกแต่งที่หรูหราและใช้วัสดุคุณภาพสูง ลูกค้าสามารถเลือกลายตกแต่งภายในได้ทั้งแบบโมโนโทนและทูโทน แผงหน้าปัดดีไซน์เรียบหรู พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 10.2 นิ้ว ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ระบบเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์จาก Meridian ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ความบันเทิงตลอดการเดินทาง
ขุมพลังที่หลากหลาย พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
Range Rover Evoque Convertible (ในตลาดอังกฤษ) มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้งดีเซล TD4 และเบนซิน Si4
เครื่องยนต์ดีเซล TD4 (2.0 ลิตร): ให้กำลังสูงสุด 180 แรงม้า แรงบิด 430 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ
เครื่องยนต์เบนซิน Si4 (2.0 ลิตร): ให้กำลังสูงสุด 240 แรงม้า แรงบิด 340 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะจาก ZF
ทั้งสองเครื่องยนต์มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และได้รับการติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานด้านความปลอดภัย ระบบเอนเตอร์เทนเมนต์ และระบบช่วยเหลือการขับขี่ ทั้งบนทางเรียบและออฟโรดตามแบบฉบับของ Range Rover
Range Rover Evoque Convertible 2016 ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการกล้าคิดนอกกรอบ และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มองหาความพิเศษและความแตกต่าง
บทความเหล่านี้ ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นสำคัญๆ ที่เปิดตัวในช่วงปี 2015-2016 ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์และเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมยานยนต์ ณ เวลานั้น หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความต้องการของคุณ อย่าลังเลที่จะติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อรับคำแนะนำและข้อมูลเชิงลึกที่เหมาะสมกับคุณที่สุด

