• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N1201125 ดจบคนโลภ part2

admin79 by admin79
January 9, 2026
in Uncategorized
0
N1201125 ดจบคนโลภ part2

BYD จุดประกายสงครามราคา EV ครั้งใหม่: การแข่งขันสุดเดือดและการประเมินมูลค่าตลาดรถยนต์ปี 2025

ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มากว่าทศวรรษ การเคลื่อนไหวล่าสุดของ BYD ยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีน ในการประกาศลดราคารถยนต์ครั้งใหญ่สูงสุดถึง 34% ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก การประกาศนี้ไม่ได้เพียงแค่กระตุ้นอุปสงค์ของผู้บริโภคที่ชะลอตัว แต่ยังจุดชนวน “สงครามราคา” ที่จะส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อผู้ผลิตรถยนต์ทุกราย ทั้งในประเทศจีนและทั่วโลก

BYD: การพลิกเกมด้วยการลดราคาครั้งประวัติศาสตร์

การปรับลดราคาครั้งนี้ของ BYD ครอบคลุมรถยนต์หลากหลายรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่น Seagull ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมทั่วโลกจากราคาที่เข้าถึงง่าย เพียงไม่ถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ ได้รับการลดราคาลงอีก 20% เหลือเพียง 55,800 หยวน (ประมาณ 7,780 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 285,000 บาท) ซึ่งเป็นการตอกย้ำกลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างของ BYD

ยิ่งไปกว่านั้น รุ่น Seal ซึ่งเป็นรถซีดานไฮบริดสองมอเตอร์ ที่มีความหรูหราและประสิทธิภาพสูง กลับถูกปรับลดราคามากที่สุดถึง 34% หรือคิดเป็นเงินกว่า 53,000 หยวน เหลือเพียง 102,800 หยวน (ประมาณ 14,330 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 525,000 บาท) การลดราคาในระดับนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BYD ที่จะครองส่วนแบ่งทางการตลาด และผลักดันคู่แข่งให้ออกจากสมรภูมิ

ผลกระทบต่อตลาด: หุ้นดิ่ง นักลงทุนกังวล

ทันทีที่ข่าวการลดราคาของ BYD แพร่สะพัด ตลาดหุ้นยานยนต์ก็ตอบสนองอย่างรุนแรง หุ้นของ BYD เองร่วงลงถึง 8.3% ในขณะที่หุ้นของคู่แข่งสำคัญอย่าง Li Auto Inc., Great Wall Motor Co. และ Geely Automobile Holdings Ltd. ต่างปรับตัวลงมากกว่า 5% นักลงทุนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและผลประกอบการในระยะยาว

BYD ได้เสนอส่วนลดสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรวม 22 รุ่นที่จำหน่ายในประเทศจีน โดยแคมเปญนี้จะมีผลไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน การเคลื่อนไหวนี้มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการกระตุ้นอุปสงค์ของผู้บริโภคที่ชะลอตัว อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจีนที่กำลังเผชิญกับความท้าทาย

สงครามราคา: เทรนด์หลักของตลาดรถยนต์ปี 2025

แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าโดยรวมจะยังคงทำสถิติสูงสุดใหม่รายปี แต่ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคืออัตราการเติบโตที่เริ่มชะลอตัวลง ข้อมูลจากสมาคมรถยนต์นั่งส่วนบุคคลแห่งประเทศจีน (CPCA) ชี้ให้เห็นถึงปริมาณสต็อกรถยนต์ ณ ตัวแทนจำหน่ายที่สูงถึง “3.5 ล้านคัน” หรือคิดเป็นระยะเวลาการขาย 57 วัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023 สะท้อนให้เห็นถึงภาวะสินค้าคงคลังที่ล้นตลาด

นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ให้ความเห็นว่า “แม้ส่วนลดบางรายการจะมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายน แต่การประกาศอย่างเป็นทางการครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสภาวะตลาดปลายทางยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก” การลดราคาอย่างดุดันของ BYD ไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองต่อตลาด แต่เป็นการสร้างแรงกดดันให้คู่แข่งจำเป็นต้องปรับลดราคาตาม ซึ่งจะยิ่งบีบให้อัตรากำไรที่บางอยู่แล้วลดน้อยลงไปอีก

การวิเคราะห์เชิงลึก: ความได้เปรียบของ BYD และอนาคตของอุตสาหกรรม

แรงกดดันด้านราคาที่รุนแรงนี้กำลังส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของบรรดาผู้ผลิตรถยนต์จำนวนมาก นำไปสู่การขาดทุนสะสมและอาจเกิดการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมในอนาคตอันใกล้ นักวิเคราะห์จาก Citi Research คาดการณ์ว่า “เราคาดว่าคู่แข่งจะปรับลดราคาตาม BYD” และชี้ให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวของ Chongqing Changan Automobile Co. ที่ได้ประกาศมอบส่วนลดเงินสด 25,000 หยวนสำหรับรุ่น Deepal S07 และ Zhejiang Leapmotor Technologies Ltd. ที่ปรับราคารุ่น C16 และ C11

Citi ยังประเมินว่าหลังจากประกาศส่วนลดสุดสัปดาห์ ยอดผู้เข้าชมโชว์รูมของ BYD อาจเพิ่มขึ้นถึง 30% ถึง 40% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า หากยอดผู้เข้าชมเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายได้จริง ยอดขายเดือนพฤษภาคมของ BYD ก็มีแนวโน้มที่จะยังคงเติบโตต่อไป โดยในเดือนเมษายนที่ผ่านมา BYD สามารถทำยอดขายรายเดือนได้ดีที่สุดสำหรับปี 2025 ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า BYD ยังคงอยู่ในเส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมายการส่งมอบรถยนต์ 5.5 ล้านคันตลอดทั้งปี แม้ว่าอุตสาหกรรมโดยรวมจะเผชิญกับความยากลำบากก็ตาม

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ BYD สามารถรับมือกับสงครามราคาในจีนได้ดีกว่าผู้ผลิตรายอื่น คือการมีห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร (Vertical Integration) บริษัทผลิตแบตเตอรี่และเซมิคอนดักเตอร์หลายชนิดด้วยตนเอง ประกอบกับความได้เปรียบจากขนาดการผลิตในประเทศ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิต ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นของ BYD ในไตรมาสสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม อยู่ที่ประมาณ 20% เทียบกับ Tesla ที่ประมาณ 16% นอกจากนี้ กำไรสุทธิของ BYD ในไตรมาสแรกยังพุ่งสูงถึง 9.15 พันล้านหยวน แซงหน้า Tesla ในอีกหนึ่งตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญ

Rolls-Royce: มหาอำนาจแห่งยนตรกรรมหรูและบทเรียนจากประวัติศาสตร์

ตัดภาพมายังอีกขั้วของตลาด นั่นคือกลุ่มรถยนต์หรูระดับไฮเอนด์ ในปี 2025 นี้ ตลาดรถยนต์หรูยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจาก ‘Sotheby’s’ บริษัทจัดการประมูลงานศิลปะระดับโลก ได้เปิดเผยรายชื่อ “Top 10 Most Expensive Cars In The World 2025” ซึ่งแบรนด์รถลักชัวรีที่ครองอันดับหนึ่งในแง่ราคา ‘แพงที่สุด’ คือ ‘The La Rose Noire Droptail’ รถโรดสเตอร์ 2 ที่นั่งสั่งทำพิเศษผลิตโดย Rolls-Royce ในราคาถึง 32 ล้านดอลลาร์ (หรือกว่า 1,000 ล้านบาท)

ความพิเศษของรถ Rolls-Royce รุ่นนี้อยู่ที่การผลิตเพียง 4 คันบนโลก โดยแต่ละ Droptail จะมีการตั้งชื่อและเจาะจงรายละเอียดเฉพาะตัว The La Rose Noire เป็น Droptail คันแรกที่ได้รับการส่งมอบ และใช้เวลากว่า 4 ปีในการผลิต แรงบันดาลใจจากกุหลาบแบล็คบาคาร่า (Black Baccara) ที่มีสีราวกับกำมะหยี่ ทำให้รถยนต์คันนี้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราสูงสุด

การจัดอันดับของ Sotheby’s ยังสะท้อนถึงความเป็นไอคอนิกของความหรูหรา ความไฮเอนด์ และลักชัวรี ตลอดกาลของ Rolls-Royce ด้วยการมีรถในตระกูล Droptail ติดอันดับถึง 3 รุ่น ได้แก่ The La Rose Noire Droptail, Rolls-Royce Boatail (28 ล้านดอลลาร์) และ Rolls-Royce Sweptail (12.8 ล้านดอลลาร์)

แต่ภาพลักษณ์หรูหราของ Rolls-Royce ในปัจจุบัน ช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากในอดีตที่แบรนด์นี้เคยถูกประดิษฐ์หุ้มเกราะเหล็กเพื่อใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ย้อนกลับไปเมื่อ 121 ปีก่อน ในปี 1904 แบรนด์ ‘Rolls-Royce’ ได้ถือกำเนิดขึ้นจากการพบกันของ ‘เฮนรี รอยซ์’ วิศวกรผู้มีความคิดสร้างสรรค์ และ ‘ชาร์ลส โรลส์’ นักบุกเบิกด้านยานยนต์ ทั้งสองต่างมีความรักใน “ชาตินิยม” และปรารถนาที่จะเห็นรถยนต์คุณภาพสูงที่ผลิตจากอังกฤษ

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์คือ ‘Silver Ghost’ ซึ่งเปิดตัวในปี 1907 โดยการทดสอบวิ่งระยะไกลอย่างต่อเนื่องกว่า 23,000 กิโลเมตร ทำให้ Rolls-Royce ได้รับการยอมรับว่าเป็น ‘รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก’ ในยุคนั้น

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (ราวปี 1914) Rolls-Royce ได้พัฒนารถหุ้มเกราะจากรุ่น Silver Ghost กว่า 100 คันเพื่อใช้งานในสนามรบ ต่อมายังได้ถูกใช้ในสงครามกลางเมืองไอร์แลนด์ และสงครามโลกครั้งที่ 2 ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ รวมถึงถูกใช้ในการขนส่งพระราชินีนาถ (H.M. The Queen) อีกด้วย นอกเหนือจากรถยนต์แล้ว ‘The Eagle’ เครื่องยนต์ทางอากาศของ Rolls-Royce ก็เป็นอีกผลงานที่สร้างชื่อเสียงในด้านการบินและการสงคราม

หลังพิษเศรษฐกิจในปี 1925 Rolls-Royce จำเป็นต้องปรับตัวและขายกิจการบางส่วนออกไป แต่ด้วยความมุ่งมั่นในนวัตกรรมและการสร้างสรรค์ รถยนต์หรูก็ยังคงเป็นตัวเลือกหลักในการดำเนินธุรกิจ

สำหรับผลประกอบการของ Rolls-Royce ในครึ่งปีแรกของปี 2024 แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง โดยมีกำไรจากการดำเนินงานพื้นฐานอยู่ที่ 1,149 ล้านปอนด์ รายได้รวมอยู่ที่ 8,182 ล้านปอนด์ แบ่งสัดส่วนเป็นอุตสาหกรรมการบินพลเรือน 50%, อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ 27% และระบบพลังงาน 23%

ภายใต้การบริหารของ ‘ทูฟาน เออร์กินบิลลิค’ (Tufan Erginbilgic) ซีอีโอคนปัจจุบัน Rolls-Royce กำลังอยู่ในช่วงที่น่าจับตามอง ด้วยการสร้างกำไรให้กับบริษัทเพิ่มขึ้นสองเท่าภายในเวลาเพียง 1 ปี และผลงานการส่งมอบเครื่องยนต์ในปี 2023 ที่ถือเป็นประวัติศาสตร์ของบริษัท

ตลาดรถ B-SUV มือสอง: ตัวเลือกสุดคุ้มในปี 2025

สำหรับผู้บริโภคในประเทศไทยที่กำลังมองหารถยนต์ที่คุ้มค่าและตอบโจทย์การใช้งานในยุคปัจจุบัน ตลาดรถ B-SUV มือสอง หรือรถยนต์ SUV ขนาดเล็ก เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ด้วยยอดจดทะเบียนที่เติบโตอย่างต่อเนื่องถึง 11.4% ในปี 2025 นี้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น

รถยนต์กลุ่มนี้มีขนาดกะทัดรัด เหมาะกับการขับขี่ในเมือง แต่ยังคงมีพื้นที่ใช้สอยและความอเนกประสงค์มากกว่ารถยนต์นั่งขนาดเล็กทั่วไป ด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย ดีไซน์ที่น่าดึงดูด ออปชันที่จัดเต็ม ระบบความปลอดภัยที่แน่นหนา และอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้น ทำให้รถ B-SUV เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาในตลาดรถมือสอง

รุ่นแนะนำในตลาด B-SUV มือสอง ปี 2025:

Honda HR-V: รถ SUV ขนาดเล็กที่ขายดี ด้วยดีไซน์ทันสมัย ขนาดกะทัดรัด และห้องโดยสารกว้างขวาง ระบบ e:HEV ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล ตอบสนองได้ดี พร้อมเทคโนโลยีครบครัน และขึ้นชื่อเรื่องความทนทานตามสไตล์ Honda
Toyota Corolla Cross: ประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างมาก ด้วยความน่าเชื่อถือของแบรนด์ Toyota การบำรุงรักษาง่าย และศูนย์บริการที่ครอบคลุม ตัวรถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ขนาดพอดี อัตราสิ้นเปลืองที่น่าพอใจ
Toyota Yaris Cross: ยืนหนึ่ง B-SUV ขายดีอันดับ 1 ในไทย ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับ segment เดียวกัน ขนาดกะทัดรัด ดีไซน์ทันสมัย เทคโนโลยีและฟังก์ชันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
Nissan Kicks e-Power: รถ SUV ขนาดเล็กสมัยใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในปั่นกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ เพื่อขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า มีข้อดีคือไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอกและประหยัดน้ำมันมากๆ เหมาะกับการเดินทางไกล
Subaru XV: รถ SUV ขนาดเล็กที่มีความเป็นรถออฟโรดสำหรับครอบครัวสายลุย การออกแบบกำยำ ดุดัน แต่ก็มีความสวยงามลงตัว ใช้งานได้ครอบคลุม
MG ZS EV: รถยนต์ไฟฟ้า 100% ขนาด B-SUV ที่มีดีไซน์โดดเด่นสะดุดตา ภายในออปชันแน่น ใช้งานได้ครอบคลุม ในราคาที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า
Toyota C-HR: รถ SUV ขนาดเล็กที่จัดว่าเป็นรถอเนกประสงค์ที่มีสปอร์ต หรูหรา ล้ำสมัย ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งโดยสารสบาย โดดเด่นในเรื่องอัตราการประหยัดน้ำมัน
BYD Atto 3: รถยนต์ไฟฟ้า 100% ขนาด B-SUV ที่กว้างขวางที่สุดในคลาสนี้ มีดีไซน์สวยงาม สปอร์ต ล้ำสมัย และเป็นรถไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมสูงรุ่นหนึ่ง ด้วยเทคโนโลยี Blade Battery ที่เป็นเอกลักษณ์
Mazda CX-30: สำหรับผู้ที่ชอบ SUV ขนาดเล็ก ดีไซน์โฉบเฉี่ยว หรูหรา วัสดุดี งานประกอบประณีต มาพร้อมความปลอดภัยระดับสูง
BMW X1: รถ SUV ขนาดเล็กจากแบรนด์ยุโรปที่ขายดีสุดในกลุ่มซีรีส์ X ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย ดีไซน์สปอร์ตและทันสมัย ขนาดกะทัดรัด คล่องตัว ขับขี่สนุกตามแบบฉบับ BMW

BYD Denza N7 2025: ก้าวต่อไปของ BYD ในตลาดพรีเมียม

การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ BYD ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตลาดรถยนต์ทั่วไป ล่าสุด BitAuto รายงานว่า Denza Auto ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า 2025 รุ่น Tengshi N7 จะเปิดตัวในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ โดยมีการเพิ่มสีพิเศษ “Aurora Purple” และเป็นโมเดลแรกที่เปิดตัวหลังจากการเปิดเผยกลยุทธ์ด้านสมาร์ทของ BYD

การออกแบบภายนอกได้รับการปรับโฉมใหม่ให้เรียบง่ายขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “ลูกธนูพุ่งของดาวตก” ในส่วนของการตกแต่งภายใน รถใหม่ Denza N7 ยังคงใช้การออกแบบที่สมมาตร พร้อมการอัปเกรดการชาร์จไร้สายด้านหน้าเป็น 50W สองตัว และการปรับพวงมาลัยแบบไฟฟ้า

ในด้านพลังงาน Denza N7 2025 มาพร้อมสามแผนพลังงาน โดยรุ่นมาตรฐานขยายระยะทางการขับขี่ด้วยแบตเตอรี่ 71.8 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถขับได้ไกลถึง 550 กิโลเมตร ส่วนรุ่นขยายระยะทางการขับขี่พร้อมแบตเตอรี่ 91.3 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถขับได้ไกลถึง 702 กิโลเมตร และรุ่นสมรรถนะขับเคลื่อน 4 ล้อ มีระยะทางวิ่งสูงสุด 630 กิโลเมตร

การเคลื่อนไหวของ BYD ทั้งในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปและการรุกคืบเข้าสู่ตลาดพรีเมียม แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและความสามารถในการแข่งขันในทุกระดับ การลดราคาครั้งใหญ่ของ BYD ไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจ แต่เป็นการกำหนดทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่การแข่งขันด้านราคา ประสิทธิภาพ และนวัตกรรม จะเข้มข้นยิ่งขึ้นไปอีก

หากคุณเป็นผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ใหม่ หรือนักลงทุนที่จับตาดูทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ การติดตามความเคลื่อนไหวของ BYD และแบรนด์ชั้นนำอื่นๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อคว้าโอกาสและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึง อย่าพลาดโอกาสในการศึกษาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ รถยนต์ EV และ ราคารถยนต์ใหม่ เพื่อการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

Previous Post

N1201124 หน เท าก บม กข part2

Next Post

N1301120 านหล งน ของใคร (1) part2

Next Post
N1301120 านหล งน ของใคร (1) part2

N1301120 านหล งน ของใคร (1) part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1301113 แฟนผมด part2
  • N1301106 กม ยทางสายกลาง part2
  • N1301114_านหล งน ของใคร_part2
  • N1301117_เม ยล มต (1)_part2
  • N1301121 ความอ จฉาจะพาให ณล มจม part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.