Ford Everest: คู่ปรับตัวฉกาจแห่งวงการ SUV/PPV ในประเทศไทย – เจาะลึกทุกมิติ สู่การตัดสินใจที่เหนือกว่า
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของตลาดรถยนต์ SUV/PPV ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง แต่มีหนึ่งชื่อที่ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่งและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเสมอมา นั่นคือ Ford Everest รถยนต์อเนกประสงค์ที่มาพร้อมกับสมรรถนะที่เหนือชั้น เทคโนโลยีล้ำสมัย และความคุ้มค่าที่ยากจะหาใครเทียบเคียง บทความนี้ ผมจะพาคุณเจาะลึกทุกแง่มุมของ Ford Everest เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมที่ชัดเจน และสามารถตัดสินใจเลือกรุ่นที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
Performance ที่เหนือชั้น: พลังของขุมพลังที่ตอบสนองทุกความต้องการ
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ SUV/PPV ที่ให้ทั้งกำลัง และอัตราเร่งที่น่าประทับใจ Ford Everest คือคำตอบที่คุณไม่ควรมองข้าม ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยม
เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร 6AT 4×4: แม้ในภาพรวม ตัวเลขสมรรถนะดิบๆ อาจดูเหมือนด้อยกว่าคู่แข่งบางรายเมื่อเทียบกับน้ำหนักตัวรถที่มากถึง 2,480 กิโลกรัม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตอบสนองในช่วงออกตัว อย่างไรก็ตาม พละกำลัง 200 แรงม้าที่มาพร้อมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4×4) ก็ยังคงให้การตอบสนองที่ “แรงสมตัว” และเพียงพอต่อการใช้งานในหลากหลายสถานการณ์ ในช่วง 0-60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวรถทะยานออกไปได้อย่างน่าพอใจ ให้สัมผัสที่กระฉับกระเฉง แต่เมื่อความเร็วสูงขึ้น การตอบสนองอาจชะลอลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากน้ำหนักตัวและขนาดล้ออัลลอย 20 นิ้ว ที่แม้จะสวยงาม แต่ก็เพิ่มภาระให้กับเครื่องยนต์
เครื่องยนต์ 2.2 ลิตร 4×2: สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร ขับเคลื่อนสองล้อ (4×2) แม้ตัวเลขบนกระดาษอาจดูไม่หวือหวา แต่ในการขับขี่จริงกลับให้การตอบสนองที่น่าประหลาดใจสำหรับการใช้งานในเมือง การออกตัวจากจุดหยุดนิ่งทำได้ไม่ถึงกับอืดอาด โดยมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กบางคันอาจต้องเร่งเครื่องมากกว่าปกติเพื่อให้ทัน การเร่งแซงในเมืองทำได้ดี เพียงแต่ต้องเรียนรู้จังหวะการกดคันเร่งให้สัมพันธ์กับระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่อาจต้องใช้เวลาประมวลผลเล็กน้อย (ประมาณ 0.3-0.5 วินาที) ซึ่งหากคุณเข้าใจและปรับตัวได้ การใช้งานในเมืองก็ไม่เป็นปัญหา
เทคนิคการขับขี่เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด:
สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร: เพื่อให้ได้อัตราเร่งที่ดีที่สุด ควรหลีกเลี่ยงการถอนคันเร่งฉับพลันทันที หากต้องการเร่งแซงอย่างรวดเร็ว การกดคันเร่งค้างไว้จะช่วยให้ระบบส่งกำลังทำงานต่อเนื่องได้ดีกว่า
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร: หากต้องการความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตอบสนอง แนะนำให้กดคันเร่งให้ลึกเกินครึ่ง ระบบจะรับรู้ถึงความเร่งด่วน และสั่งจ่ายเชื้อเพลิงให้เร็วขึ้น ส่งผลให้อัตราเร่งต่อเนื่องและดีเกินคาด
ความเร็วสูงสุด (Top Speed):
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: สามารถไต่ระดับความเร็วได้ต่อเนื่องจนถึง 140-150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมักจะคงที่อยู่ที่ประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อนจะไต่ไปถึง Top Speed ที่ 185 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: เข็มความเร็วจะไต่ขึ้นอย่างเนิบนาบแต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และต้องใช้เวลาและความพยายามในการไต่ไปถึง Top Speed ที่ 181 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
หมายเหตุสำคัญ: การทดสอบความเร็วสูงสุดเหล่านี้ ทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่สนับสนุนให้ผู้ขับขี่นำไปทดลองทำตาม เพราะอาจผิดกฎหมายจราจรและส่งผลอันตรายถึงชีวิต
ระบบกันสะเทือนและช่วงล่าง: ความสบายที่มาพร้อมกับความมั่นคง
Ford Everest โดดเด่นด้วยระบบช่วงล่างที่ถูกเซ็ตมาอย่างลงตัว เพื่อมอบทั้งความสบายในการเดินทาง และความมั่นคงในการควบคุม
ช่วงล่างด้านหน้า: แบบอิสระปีกนกคู่ (Double Wishbone) พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง
ช่วงล่างด้านหลัง: แบบคอยล์สปริง พร้อมวัตต์ลิงค์ (Watt’s Link) และเหล็กกันโคลง
การตอบสนองของช่วงล่าง:
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ในช่วงความเร็วต่ำ ช่วงล่างจะมีความแน่นและส่งแรงสะเทือนจากพื้นผิวถนนขึ้นมาให้สัมผัสได้อย่างชัดเจน แต่น้อยกว่าที่จะเรียกว่า “สะเทือน” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากน้ำหนักตัวรถที่มาก ช่วยซับแรงสะเทือนได้ดี ในช่วงความเร็วเดินทางถึงความเร็วสูง ช่วงล่างให้ความรู้สึกที่ “นิ่ง หนักแน่น และมั่นคง” ยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยม ลดอาการเด้งหรือโยนตัวน้อยมาก จัดเป็นช่วงล่างที่ดีที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV ที่ผลิตในประเทศไทย
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ช่วงล่างมีความแน่นหนึบ แต่ยังคงมีการสะเทือนจากพื้นผิวที่ไม่เรียบให้สัมผัสได้อยู่บ้าง น้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตรเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับเก็บซับแรงสะเทือนได้เนียนเท่าคู่แข่งบางรุ่น
สมรรถนะการเข้าโค้ง:
Ford Everest แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเข้าโค้งที่ยอดเยี่ยม ด้วยความเร็วที่น่าประทับใจในโค้งต่างๆ แม้ในโค้งที่ซับซ้อน บนทางด่วน หรือทางขึ้นสนามบิน ตัวรถยังคงรักษาเสถียรภาพได้ดี โดยมีอาการหน้าไถลออกเล็กน้อยในบางโค้ง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากข้อจำกัดของยางติดรถ
เปรียบเทียบกับคู่แข่ง:
Pajero Sport: ให้ความนุ่มนวลมากกว่าเล็กน้อยในการขับขี่ในเมือง หรือบนพื้นผิวขรุขระ
MU-X: ให้ความนุ่มนวล แต่ช่วงล่างด้านหลังยังมีอาการเด้งอยู่บ้าง
Trailblazer: ช่วงล่างหนึบกว่า MU-X เล็กน้อย
Fortuner: ช่วงล่างแข็งและสะเทือนที่สุดในกลุ่ม
ระบบเบรก: หยุดรถได้อย่างมั่นใจ ในทุกสถานการณ์
ระบบเบรกของ Ford Everest ได้รับการออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยมาพร้อมกับดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ พร้อมจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัยที่ครบครัน:
ABS (Anti-Lock Braking System): ป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกะทันหัน
EBD (Electronic Brake Force Distribution): กระจายแรงเบรกตามน้ำหนักบรรทุก
Brake Assist: ระบบเสริมแรงเบรกในภาวะฉุกเฉิน
ESP (Electronic Stability Program): ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว
Traction Control (TRC): ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว
การตอบสนองของแป้นเบรก:
แป้นเบรกมีระยะเหยียบที่ค่อนข้างยาวและลึก การตอบสนองถูกเซ็ตมาให้นุ่มนวล ให้ความรู้สึกคล้ายกับรถยนต์ยุโรปค่ายตราดาวอย่าง Mercedes-Benz ซึ่งจะเริ่มรู้สึกถึงการหน่วงความเร็วได้เมื่อเหยียบคันเร่งลงไปประมาณ 25-30% อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระบบเบรกสามารถหยุดรถได้อย่างมั่นใจ ในสภาพการจราจรที่หลากหลาย และลดความเร็วรถจากย่านความเร็วสูงได้ในระยะสั้น โดยไม่ปรากฏอาการ Fade
ข้อเสนอแนะ: การปรับปรุงการตอบสนองของแป้นเบรกให้มีความ Linear มากขึ้น ตั้งแต่เริ่มแตะแป้นเบรก จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่มากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety): ความอุ่นใจที่มาพร้อมกับนวัตกรรม
Ford Everest เป็นหนึ่งในผู้นำด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย ด้วยการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (Advanced Driver-Assistance Systems – ADAS) ที่ล้ำสมัย ซึ่งส่วนใหญ่มีอยู่ในรุ่น Titanium+ ทั้ง 2.2 ลิตร และ 3.2 ลิตร:
Adaptive Cruise Control (ACC): ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ที่สามารถปรับลดความเร็วตามรถคันหน้า พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า (Collision Mitigation) เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และระบบช่วยรักษาเลน โดยจะพยายามบังคับพวงมาลัยให้รถกลับเข้าเลนเดิมโดยอัตโนมัติ พร้อมการแจ้งเตือนเมื่อผู้ขับขี่มีอาการเหนื่อยล้า
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนมุมอับสายตาด้านข้างรถ ที่ยกชุดมาจาก Volvo ตรวจจับยานพาหนะที่เข้ามาในจุดบอด และแจ้งเตือนด้วยไฟที่กระจกมองข้าง
Active Park Assist: ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ ทั้งการจอดขนาน (Parallel Parking) และการจอดเทียบฟุตบาท (Perpendicular Parking) ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้ Everest ต้องเปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยไฟฟ้า EPAS
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลังออกจากช่องจอด
ระบบความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety): เกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง
ในกรณีที่ระบบ Active Safety ไม่สามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ ระบบ Passive Safety จะเข้ามาทำหน้าที่ปกป้องผู้โดยสารอย่างเต็มที่:
ถุงลมนิรภัย: มากถึง 6 ใบในทุกรุ่นย่อย และเพิ่มเป็น 7 ใบในรุ่น 3.2 Titanium+ (รวมถุงลมหัวเข่าคนขับ)
เข็มขัดนิรภัย: แบบ ELR 3 จุด พร้อมระบบ ISOFIX สำหรับการติดตั้งเบาะนั่งเด็ก
ESS (Emergency Stop Signal): ระบบไฟฉุกเฉินอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน
ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่สูง Ford Everest ได้รับการทดสอบความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP (Australia) และคะแนนสูงสุดในการทดสอบด้านความปลอดภัยผู้โดยสาร จาก ASEAN NCAP
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ความคุ้มค่าที่มาพร้อมกับสมรรถนะ
การประหยัดน้ำมันถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ลูกค้าให้ความสนใจมากขึ้นในกลุ่ม SUV/PPV สำหรับ Ford Everest:
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ทำตัวเลขทดสอบได้ประมาณ 11.16 กิโลเมตรต่อลิตร ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจเมื่อพิจารณาจากเครื่องยนต์ขนาดใหญ่และน้ำหนักตัวรถ
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ทำตัวเลขทดสอบได้ประมาณ 12.59 กิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งน่าประหลาดใจที่ใกล้เคียงกับรถกระบะ Ranger 4 ประตู 4×2 ที่เคยทดสอบไว้
ระยะทางวิ่งต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง:
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: สามารถวิ่งได้ประมาณ 700 กิโลเมตร
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: สามารถวิ่งได้ประมาณ 450-520 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับการขับขี่)
ปัญหาประจำรุ่น (Defects) และข้อควรระวัง:
เช่นเดียวกับรถยนต์ทั่วไป Ford Everest อาจพบปัญหา Defect บางประการ ซึ่งทาง Ford ได้ดำเนินการแก้ไขและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง:
ปัญหาไฟไหม้ในออสเตรเลีย: เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่นหนา ถูกแก้ไขแล้ว
แป้นคันเร่งสะท้าน: สามารถแก้ไขได้ด้วยการอัพเกรด Firmware
ระบบไฟฟ้าขัดข้อง: เบื้องต้นให้ดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่ หากไม่หายให้นำเข้าศูนย์บริการ
เสียงกระพือบริเวณหลังคา Panoramic Sunroof: พบในล็อตแรกๆ ถูกแก้ไขแล้วในล็อตหลัง
สติกเกอร์บริเวณเพลาขับหลัง: เกิดจากความผิดพลาดในการตรวจเช็คก่อนส่งมอบ สามารถแก้ไขได้ง่าย
EGR: อาจมีไฟเตือน ต้องทำความสะอาด
CKP Sensor: อาจเป็นสาเหตุให้เครื่องยนต์สวิงหรือดับ เปลี่ยนอะไหล่สำหรับรุ่นที่ผลิตก่อนเมษายน 2016
ซีลเดือยหมู/เฟืองท้าย: อาจมีคราบเล็กน้อย ให้ช่างเช็ดทำความสะอาดและสังเกตการณ์
ช่องเสียบปลั๊กไฟ 220V: อาจมีปัญหาฟิวส์ขาด ต้องตรวจสอบ
หน้าจอ Monitor ค้าง: ให้ลองรีบูตระบบ
สรุป: “Poorman’s Range Rover” ที่เหนือกว่ามาตรฐาน SUV/PPV
Ford Everest ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ SUV/PPV แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ประเภทนี้ในประเทศไทยไปอีกขั้น ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัย สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น และความหรูหราภายในห้องโดยสารที่ใกล้เคียงกับ Range Rover
จุดเด่นที่ทำให้ Everest โดดเด่น:
เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง: อัดแน่นด้วยระบบ ADAS ที่คู่แข่งต้องมองค้อน
ช่วงล่างที่หนักแน่นและมั่นคง: ให้ความมั่นใจในการขับขี่สูงสุด
การขับขี่ที่คล่องตัว: ควบคุมง่ายทั้งในเมืองและนอกเมือง
ความมั่นคงในการเดินทางด้วยความเร็วสูง: สุดยอดในกลุ่ม
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในหรูหราและสะดวกสบาย: ให้ความรู้สึกพรีเมียม
จุดที่ควรปรับปรุง:
น้ำหนักตัวรถ: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเล็กน้อย
น้ำหนักพวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นอีกเล็กน้อย โดยเฉพาะรุ่น 2.2 ลิตร
การตอบสนองแป้นเบรก: ควรไวขึ้นในช่วงแรก
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: มีขนาดเล็กเกินไป อ่านลำบาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ยากลำบากกว่ารุ่นก่อน
ระบบไฟฟ้า: ความซับซ้อนอาจส่งผลต่อการบำรุงรักษาในระยะยาว
รุ่นย่อยที่คุ้มค่าที่สุด:
2.2 Titanium+ 4×2: ให้ความคุ้มค่าสูงสุด ด้วยอุปกรณ์ที่ครบครันเทียบเท่ารุ่น Top แต่ราคาเข้าถึงง่ายกว่า
3.2 Titanium+ 4×4: หากจำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และมีงบประมาณเพียงพอ รุ่นนี้คือตัวเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด
ข้อควรพิจารณาที่สำคัญ:
แม้ว่า Ford Everest จะมีจุดเด่นที่แข็งแกร่งรอบด้าน แต่สิ่งที่ลูกค้า Ford ทั่วไปยังคงกังวล คือ บริการหลังการขาย แม้ Ford จะมีความพยายามในการปรับปรุง แต่ก็ยังคงมีเสียงบ่นจากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยหลายประการ ทั้ง Defect ที่เกิดขึ้นกับตัวรถ, ทัศนคติของบางดีลเลอร์, ระบบตรวจสอบคุณภาพ, และการสื่อสารที่ยังไม่ดีพอ หากคุณกำลังพิจารณา Ford Everest สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบศูนย์บริการในพื้นที่ที่คุณสะดวก เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับการบริการที่ดีที่สุด
บทสรุป:
Ford Everest คือรถยนต์ SUV/PPV ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดประเทศไทย ด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้น เทคโนโลยีความปลอดภัยที่ล้ำสมัย และความคุ้มค่าที่น่าประทับใจ แม้จะมีข้อที่ควรปรับปรุงบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องบริการหลังการขาย แต่หากคุณมองข้ามปัจจัยนี้ไปได้ Ford Everest คือรถยนต์ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของคุณได้อย่างแท้จริง และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าจดจำในทุกเส้นทาง
หากคุณพร้อมแล้วที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ อย่ารอช้า! นัดหมายเพื่อทดลองขับ Ford Everest วันนี้ และค้นพบสุดยอด SUV/PPV ที่จะเปลี่ยนมุมมองการเดินทางของคุณไปตลอดกาล.

