ตลาดรถยนต์เยอรมนี: ภาพรวมครึ่งปีแรก 2561 และแนวโน้มสู่ปี 2025
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มาเกือบหนึ่งทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวในตลาดรถยนต์โลกมาอย่างต่อเนื่อง ตลาดเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำของโลกนั้น มีข้อมูลที่น่าสนใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในตลาดดังกล่าวเผยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนของการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค
ภาพรวมตลาดรถยนต์นั่งในเยอรมนี: การเติบโตที่มั่นคง
ข้อมูลการจดทะเบียนรถยนต์นั่งใหม่ในเยอรมนีระหว่างเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2561 มียอดรวมถึง 1,838,031 คัน ซึ่งเป็นการเติบโตขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งและความต้องการที่สม่ำเสมอในตลาดรถยนต์นั่งของผู้บริโภคชาวเยอรมัน หากพิจารณายอดจดทะเบียนรถยนต์ทุกประเภท รวมทั้งรถยนต์เชิงพาณิชย์ จะพบว่ามียอดรวม 2,146,615 คัน เพิ่มขึ้น 3.2% การเติบโตในภาพรวมนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศ
การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจของขุมพลัง: เบนซินรุก ดีเซลถอย
สิ่งที่น่าจับตาเป็นพิเศษคือ การเปลี่ยนแปลงของส่วนแบ่งตลาดตามประเภทขุมพลัง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ชัดเจนของผู้บริโภคที่กำลังปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีและความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มสูงขึ้น:
เครื่องยนต์เบนซิน (Petrol Engines): ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดที่ 63.1% โดยมีการเติบโตที่น่าประทับใจถึง 16.3% นี่แสดงให้เห็นว่าเครื่องยนต์เบนซินยังคงเป็นตัวเลือกหลักที่ได้รับความนิยม ด้วยสมรรถนะและความคุ้มค่าที่ยังคงตอบโจทย์ผู้บริโภคส่วนใหญ่
เครื่องยนต์ดีเซล (Diesel Engines): กลับพบว่ามีส่วนแบ่งตลาดลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 20% โดยเหลือเพียง 21.1% การลดลงนี้อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงกระแสความนิยมของเทคโนโลยีทางเลือกที่กำลังมาแรง
รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles – EVs): แม้จะมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 0.9% แต่ตัวเลขนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคต่อยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญที่จะขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไปสู่ทศวรรษหน้า
35 อันดับแบรนด์รถยนต์ยอดนิยมในเยอรมนี (มกราคม – มิถุนายน 2561)
การจัดอันดับแบรนด์รถยนต์ในตลาดเยอรมนีสะท้อนถึงภาพของการแข่งขันที่ดุเดือดและความภักดีของผู้บริโภคต่อแบรนด์ที่คุ้นเคย ผนวกกับการเปิดรับแบรนด์ใหม่ๆ ที่นำเสนอนวัตกรรมที่น่าสนใจ:
Volkswagen: ยังคงครองตำแหน่งผู้นำอย่างแข็งแกร่งด้วยยอดขาย 361,659 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 19.7% โดยมีการเติบโตถึง 8.6% สะท้อนถึงความไว้วางใจและความนิยมอย่างต่อเนื่องในแบรนด์รถยนต์สัญชาติเยอรมัน
Mercedes-Benz: รั้งอันดับสองด้วยยอดขาย 162,614 คัน (8.8% ของตลาด) แม้จะมีการลดลง 2.7% แต่ยังคงเป็นแบรนด์พรีเมียมที่แข็งแกร่ง
Audi: ตามมาติดๆ ที่อันดับสาม ด้วยยอดขาย 151,353 คัน (8.2% ของตลาด) โดยลดลง 2.0% ซึ่งเป็นการแข่งขันที่สูสีกับ Mercedes-Benz ในกลุ่มรถยนต์หรู
Ford: ทำผลงานได้ดีที่อันดับสี่ ด้วยยอดขาย 135,681 คัน (7.4% ของตลาด) และเติบโตถึง 5.7% แสดงให้เห็นถึงความนิยมในรุ่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์การใช้งาน
BMW: ติดอันดับห้าด้วยยอดขาย 130,132 คัน (7.1% ของตลาด) แม้จะมีการลดลงเล็กน้อย 1.0% แต่ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์พรีเมียมที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ
Opel: อยู่อันดับหก ด้วยยอดขาย 118,526 คัน (6.4% ของตลาด) แต่พบว่ามียอดขายลดลง 7.1%
Skoda: โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมที่อันดับเจ็ด ด้วยยอดขาย 106,802 คัน (5.8% ของตลาด) และเติบโตถึง 8.1% เป็นอีกแบรนด์ในเครือ Volkswagen Group ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
Renault: มียอดขาย 68,691 คัน (3.7% ของตลาด) และลดลง 2.8%
Seat: ทำผลงานได้น่าประทับใจที่อันดับเก้า ด้วยยอดขาย 61,461 คัน (3.3% ของตลาด) และเติบโตโดดเด่นถึง 16.4%
Hyundai: ติดอันดับสิบ ด้วยยอดขาย 58,982 คัน (3.2% ของตลาด) และเติบโตสูงถึง 10.9% สะท้อนถึงการพัฒนาคุณภาพและรูปลักษณ์ที่ถูกใจผู้บริโภค
แบรนด์อื่นๆ ที่น่าสนใจ:
Fiat (อันดับ 11) แม้จะมียอดขายลดลง 8.7%
Toyota (อันดับ 12) ยังคงเติบโตได้ดีที่ 6.5%
Dacia (อันดับ 13) ทำสถิติการเติบโตสูงสุดถึง 24.6%
Peugeot (อันดับ 14) พบว่ามียอดขายลดลง 13.1%
Mazda (อันดับ 15) มียอดขายลดลงเล็กน้อย 0.9%
Kia (อันดับ 16) เติบโตต่อเนื่อง 8.4%
Nissan (อันดับ 17) พบว่ามียอดขายลดลงมากถึง 16.9%
Citroen (อันดับ 18) เติบโต 1.7%
MINI (อันดับ 19) เติบโตอย่างแข็งแกร่ง 8.6%
Mitsubishi (อันดับ 20) เติบโต 2.3%
Smart (อันดับ 21) เติบโตโดดเด่น 17.5%
Volvo (อันดับ 22) ทรงตัว ไม่เปลี่ยนแปลง
Suzuki (อันดับ 23) ลดลง 2.0%
Porsche (อันดับ 24) เติบโต 8.9%
Honda (อันดับ 25) เติบโต 9.8%
Land Rover (อันดับ 26) ลดลง 18.0%
Jeep (อันดับ 27) เติบโตสูงถึง 19.2%
Jaguar (อันดับ 28) ลดลง 7.3%
Subaru (อันดับ 29) ลดลง 6.6%
Alfa Romeo (อันดับ 30) เติบโต 5.5%
DS (อันดับ 31) โชว์การเติบโตที่น่าทึ่งถึง 28.7%
Lexus (อันดับ 32) ลดลง 13.0%
Ssangyong (อันดับ 33) ลดลง 20.0%
Tesla (อันดับ 34) ลดลงอย่างมากถึง 33.8%
แนวโน้มสู่ปี 2025: การพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์
เมื่อมองไปข้างหน้า สู่ปี 2025 ตลาดรถยนต์เยอรมนีและตลาดโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักคือ:
การมาถึงของยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV Revolution): การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะได้เห็นนวัตกรรมแบตเตอรี่ที่ก้าวหน้าขึ้น ระยะทางการวิ่งที่ไกลขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ครอบคลุมมากขึ้น แบรนด์รถยนต์ยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนี กำลังทุ่มเททรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ๆ เพื่อแข่งขันกับผู้เล่นรายเดิมและรายใหม่
ยานยนต์ขับขี่อัตโนมัติ (Autonomous Driving): เทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติจะค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้ผลิตรถยนต์กำลังพัฒนาและทดสอบระบบต่างๆ ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัย ลดความเหนื่อยล้า และมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น
การเชื่อมต่อและการสื่อสาร (Connectivity and Digitalization): รถยนต์จะกลายเป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างสมบูรณ์ (Connected Cars) ทำให้สามารถรับส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ อัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-Air (OTA) และให้บริการใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม (Sustainability and Environmental Focus): แรงกดดันจากภาครัฐและผู้บริโภคทั่วโลก จะผลักดันให้ผู้ผลิตพัฒนารถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ไม่เพียงแต่เรื่องการปล่อยไอเสีย แต่ยังรวมถึงกระบวนการผลิต การใช้วัสดุรีไซเคิล และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของรถยนต์
การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเป็นเจ้าของ (Shifting Ownership Models): บริการรถยนต์แบบสมัครสมาชิก (Subscription Services) และบริการแบ่งปันการใช้รถ (Car-Sharing) อาจเข้ามามีบทบาทมากขึ้น แทนที่การเป็นเจ้าของรถยนต์แบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่
กลยุทธ์ของผู้ผลิตเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง
ผู้ผลิตรถยนต์ในเยอรมนีและทั่วโลกกำลังปรับกลยุทธ์อย่างเร่งด่วนเพื่อรับมือกับแนวโน้มเหล่านี้:
การลงทุนใน R&D ของ EV และ Autonomous Technology: เราจะเห็นการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับขี่อัตโนมัติ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เหนือกว่าและตอบโจทย์ความต้องการในอนาคต
การร่วมมือและควบรวมกิจการ (Partnerships and M&A): เพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผู้ผลิตหลายรายอาจต้องร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งควบรวมกิจการ
การปรับโมเดลธุรกิจ: การมองหาแหล่งรายได้ใหม่ๆ จากบริการดิจิทัล ซอฟต์แวร์ และแพลตฟอร์มต่างๆ จะมีความสำคัญมากขึ้น
การปรับกระบวนการผลิต: การนำเทคโนโลยี Industry 4.0 มาใช้ในโรงงานผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิต
Mercedes-Benz Thailand: การลงทุนเพื่ออนาคต
แม้ว่าข้อมูลส่วนใหญ่จะอ้างอิงจากตลาดเยอรมนี แต่เราสามารถเห็นแนวทางที่คล้ายคลึงกันในตลาดประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแบรนด์อย่าง Mercedes-Benz การเปิด “ศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่” (Vehicle Preparation Center – VPC) บนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร บนถนนบางนา-ตราด กม.30 เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพก่อนส่งมอบรถยนต์ให้แก่ลูกค้า
M. Michael Grewe, ประธานบริหาร Mercedes-Benz Thailand, ได้เน้นย้ำถึงปรัชญา “สิ่งที่ดีที่สุด” ที่มอบให้กับลูกค้า รวมถึงการนำเสนอรถยนต์ที่หลากหลายในกลุ่มต่างๆ เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ การขยายศักยภาพของ VPC ให้สามารถรองรับรถยนต์ได้กว่า 20,000 คันต่อปี จากเดิม 12,000 คัน สะท้อนถึงการคาดการณ์การเติบโตของยอดขายและการเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคต
การลงทุนในเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น ระบบ Conveyor System, อุโมงค์รางเลื่อนล้างรถอัตโนมัติ, อุโมงค์ไฟ LED, อุปกรณ์ตรวจเช็กจากเยอรมนี, การใช้โซลาเซลล์เพื่อพลังงานหมุนเวียน, Brake Tester และอาคารซ่อมสีที่ทันสมัย ล้วนเป็นการลงทุนที่แสดงถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่การตรวจสอบคุณภาพภายนอก ภายใน ระบบกลไก ไปจนถึงการซ่อมแซมที่ได้มาตรฐานสูงสุด
กระบวนการ Pre-Delivery Inspection (PDI) ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับรถ การเตรียมรถ การตรวจสอบอย่างละเอียด ไปจนถึงการทำความสะอาดครั้งสุดท้ายและการตรวจสอบเอกสาร แสดงให้เห็นถึงมาตรฐานระดับโลกที่ Mercedes-Benz ยึดถือ
Mazda: ความสำเร็จในตลาด SUV
ในมุมมองที่แตกต่างออกไป ตลาด SUV ในประเทศไทยก็กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ Mazda สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดนี้ได้ในเดือนเมษายน 2563 ด้วยยอดขายเกือบ 500 คัน ความสำเร็จนี้มาจากกลยุทธ์การนำเสนอรถยนต์ SUV ที่หลากหลาย ทั้ง CX-3, CX-30, CX-5 และ CX-8 ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกันได้ โดย CX-30 ซึ่งเป็นรุ่นที่เพิ่งเปิดตัว สามารถทำยอดขายได้สูงสุดถึง 346 คัน บ่งชี้ว่าการออกแบบที่ตอบโจทย์คนไทยและสมรรถนะในกลุ่ม Subcompact SUV มีความได้เปรียบ
Volvo V40: นิยามใหม่ของแฮทช์แบ็คพรีเมียม
แม้จะเป็นข้อมูลจากปี 2559 แต่การเปิดตัว Volvo V40 T4 ปี 2017 ถือเป็นการตอกย้ำถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Volvo ในการนำเสนอรถยนต์ที่ผสมผสานดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียเข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัย การปรับโฉมดีไซน์ภายนอกด้วยไฟหน้า “Thor Hammer” การอัปเกรดเครื่องยนต์ Drive-E เบนซินเทอร์โบ 2.0 ลิตร 190 แรงม้า และการเพิ่มฟีเจอร์ความปลอดภัยและสะดวกสบาย เช่น Sensus Connect, CleanZone air purification system, Park assist pilot, และ City Safety สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Volvo ในการสร้างสรรค์รถยนต์ที่ปลอดภัยและตอบสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่
รถยนต์ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง: ทางเลือกแห่งอนาคต
สำหรับปี 2025 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง กำลังเติบโตอย่างน่าสนใจ ด้วยความสามารถในการรองรับครอบครัวขนาดใหญ่ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้รถยนต์ประเภทนี้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าจับตามอง:
Kia EV9: รถยนต์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ดีไซน์ดุดัน พร้อมตัวเลือก 6-7 ที่นั่ง มีสมรรถนะสูงและระยะทางวิ่งที่น่าประทับใจ
Mercedes-Benz EQS 450 SUV: SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง รุ่นแรกที่ประกอบในไทย เน้นความหรูหรา ความสบาย และเทคโนโลยีชั้นยอด
Denza D9: MPV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง ที่มอบความกว้างขวาง สะดวกสบาย และเทคโนโลยีครบครัน
ZEEKR 009: รถแวนไฟฟ้า 7 ที่นั่ง ที่โดดเด่นด้วยโครงสร้างที่แข็งแกร่ง สมรรถนะทรงพลัง และระบบความบันเทิงระดับพรีเมียม
XPENG X9: รถ EV 7 ที่นั่ง ที่เน้นความอัจฉริยะ เบาะนั่งที่ปรับได้หลากหลาย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง
Volvo EX90: SUV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง พรีเมียม เน้นความปลอดภัย ดีไซน์สแกนดิเนเวีย และเทคโนโลยีล้ำสมัย
MG Maxus 9 / MG Maxus 7: MPV ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง ที่นำเสนอทางเลือกที่คุ้มค่า พร้อมออปชันที่ครบครัน
BYD M6: MPV ไฟฟ้าหน้าใหม่ ดีไซน์ลงตัวสำหรับครอบครัว
Volkswagen ID.Buzz: รถตู้ไฟฟ้าหน้าตาสุดคลาสสิก ผสมผสานความทันสมัยและกลิ่นอายเรโทร
บทสรุป: อนาคตรถยนต์กับการขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศ
ตลาดรถยนต์เยอรมนีในปี 2561 ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเครื่องยนต์เบนซิน แต่ก็เริ่มเห็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสู่เทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่ชัดเจนขึ้น การลงทุนในศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่ของ Mercedes-Benz Thailand และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของ Mazda แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของผู้ผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับปี 2025 และต่อไป ตลาดรถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ระบบขับขี่อัตโนมัติ และการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดน ผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัย สะดวกสบาย และยั่งยืนยิ่งขึ้น
หากท่านกำลังมองหา รถยนต์เยอรมัน ที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยี หรือกำลังพิจารณา รถยนต์ไฟฟ้า 7 ที่นั่ง ที่ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่ การศึกษาข้อมูลและเปรียบเทียบรุ่นต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ท่านสามารถตัดสินใจเลือกรถยนต์ที่เหมาะสมกับความต้องการและวิถีชีวิตของท่านได้อย่างแท้จริง เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและแนวโน้มล่าสุดของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อให้ท่านก้าวทันทุกการเปลี่ยนแปลง.

