นิเวศยานยนต์ไฟฟ้าไทย: Great Wall Motor ทุ่ม 1,000 ล้านบาท ผุดโรงงานแบตเตอรี่ ขับเคลื่อนอนาคต EV ดันไทยสู่ศูนย์กลางภูมิภาค
ในยุคที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นสมรภูมิสำคัญของการลงทุนในเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต บริษัท Great Wall Motor (GWM) ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์จากจีน ได้ประกาศแผนการลงทุนมูลค่ามหาศาลถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,000 ล้านบาท เพื่อก่อตั้งโรงงานประกอบแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยคาดว่าจะเริ่มกระบวนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ในปี 2568 ซึ่งเป็นการยกระดับศักยภาพการผลิต EV ของไทยให้ทัดเทียมระดับโลก
เบื้องหลังการลงทุน: ยุทธศาสตร์ EV 30@30 และการก้าวสู่ศูนย์กลางภูมิภาค
การตัดสินใจลงทุนครั้งสำคัญนี้ของ GWM ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากปัจจัยสนับสนุน ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า GWM ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพอันโดดเด่นของประเทศไทย ซึ่งไม่เพียงแต่มีฐานการผลิตยานยนต์ที่แข็งแกร่งติดอันดับต้นของโลก แต่ยังมีนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ชัดเจนภายใต้ยุทธศาสตร์ EV 30@30 โดยรัฐบาลไทยตั้งเป้าหมายที่จะให้สัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2573 มีถึง 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมด 2.5 ล้านคันต่อปี แผนการดังกล่าวครอบคลุมถึงการลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุนต่างๆ เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตลงทุนและพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ
คุณณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ GWM ประเทศไทย ได้เปิดเผยว่า สำนักงานใหญ่ของ GWM ในมณฑลเหอเป่ย กำลังพิจารณาการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทยเพิ่มเติม ซึ่งไม่เพียงแต่จะมุ่งเน้นการพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์นั่ง แต่ยังขยายขอบเขตไปยังแบตเตอรี่สำหรับรถกระบะ ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในตลาดไทยและภูมิภาค การลงทุนใน R&D นี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวของ GWM ในการปรับผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับความต้องการเฉพาะของตลาดท้องถิ่นและภูมิภาค
Ora Good Cat: รถยนต์ไฟฟ้าที่จุดประกายความสำเร็จ และก้าวต่อไปในไทย
ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2565 GWM ได้สร้างปรากฏการณ์ในตลาดรถยนต์ไทยด้วยการเปิดตัว Ora Good Cat ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม กลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีติดอันดับต้นๆ ของไทย รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดรุ่นหนึ่ง มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 828,500 บาท ซึ่งหลังจากได้รับเงินอุดหนุนจากภาครัฐถึง 230,500 บาท ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
คุณณรงค์ กล่าวยืนยันว่า GWM มีแผนที่จะเริ่มผลิต Ora Good Cat ในประเทศไทยภายในปี 2568 และจะเร่งดำเนินการจัดหาแหล่งส่วนประกอบจากภายในประเทศเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของแบตเตอรี่ เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขในการรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไทย การผลิตในประเทศจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและภาษีนำเข้า ทำให้สามารถตั้งราคาขายที่แข่งขันได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญคือการสร้างงาน สร้างการเติบโตให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
โรงงานแบตเตอรี่: หัวใจสำคัญของการผลิต EV ยุคใหม่
โรงงานประกอบแบตเตอรี่ที่ GWM วางแผนลงทุน คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 500-1,000 ล้านบาท ขนาดและขอบเขตของโรงงานที่แน่นอนจะถูกกำหนดภายหลังจากการศึกษาแผนงานฉบับสมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนข้างหน้า ไม่เพียงเท่านั้น GWM ยังเปิดกว้างถึงความเป็นไปได้ในการยกระดับโรงงานเพื่อผลิตเซลล์แบตเตอรี่เองในอนาคต ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและระดับการสนับสนุนจากภาครัฐ
“เรามีศักยภาพที่จะเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ ที่สามารถทำสัญญากับผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ในอุตสาหกรรมได้อีกด้วย ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของโรงงานแบตเตอรี่ของเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น” คุณณรงค์ กล่าวเพิ่มเติม แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ GWM มองไทยเป็นมากกว่าแค่ฐานการผลิต แต่เป็นศูนย์กลางระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร
ความท้าทายและโอกาส: การแข่งขันที่เข้มข้นในตลาด EV ไทย
แม้ว่า GWM และ BYD ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนรายใหญ่ จะได้แสดงเจตจำนงในการลงทุนจำนวนมากในประเทศไทย แต่ภูมิทัศน์ของตลาดรถยนต์ไทยยังคงมีผู้เล่นหลักที่แข็งแกร่งอย่างผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เช่น Toyota และ Isuzu ซึ่งยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในเซกเมนต์รถกระบะ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรถยนต์รวมในปีก่อน
อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ GWM พร้อมกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างโรงงานแบตเตอรี่ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาด EV ไทยอย่างจริงจัง การแข่งขันที่เข้มข้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน เพราะจะนำมาซึ่งทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น เทคโนโลยีที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น และราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
Audi TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition: การเฉลิมฉลองตำนาน สมรรถนะระดับโลก
ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด อีกมุมหนึ่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก็ได้ต้อนรับการมาถึงของยนตรกรรมสมรรถนะสูงระดับตำนาน Audi TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition โดย Meister Technik หรือ Audi ประเทศไทย ได้นำเสนอรถยนต์รุ่นพิเศษนี้จำนวนจำกัดเพียง 25 คันทั่วโลก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของ Audi Sport
นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Audi ประเทศไทย กล่าวถึงความสำเร็จของ Audi TT family ในประเทศไทยว่า ยอดขาย Audi TT Family ในปี 2565 สามารถขึ้นมาเป็นอันดับ 6 ของโลก และอันดับ 2 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่น การตอบรับที่ยอดเยี่ยมนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความชื่นชอบของ Audi Fan ในประเทศไทยที่มีต่อรุ่น TT ซึ่งเป็น Icon Model ระดับตำนาน การพัฒนารถยนต์รุ่นพิเศษ “TT RS Heritage Thailand Exclusive Edition” ใช้เวลากว่า 2 ปี เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับแฟนพันธุ์แท้
“TT RS Heritage Thailand Limited Edition” ราคา 5,899,000 บาท มาพร้อมสีภายนอกพิเศษ 5 สี ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีในรุ่น Ur-Quattro รถแข่งแรลลี่ในตำนานยุค 80 ได้แก่ Alpine White, Helios Blue, Stone Grey, Tizian Red และ Malachite Green โดยแต่ละสีจะจับคู่กับการตกแต่งภายในที่แตกต่างกัน เสริมด้วยชุดแต่ง Black Edition รอบคัน RS spoiler แบบ Winglets และล้อลายพิเศษขนาด 20 นิ้ว
หัวใจสำคัญของ TT RS คือเครื่องยนต์ 5 สูบ 20 วาล์ว พละกำลัง 400 แรงม้า ที่ได้รับรางวัล International Engine of the Year Awards ถึง 9 สมัยติดต่อกัน ผสานกับระบบช่วงล่าง Audi Magnetic Ride และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro อันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi ทำให้มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ ควบคุมได้อย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม
Audi TT ที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2538 ได้รับการยกย่องให้เป็นไอคอนของรถสปอร์ตที่มีการออกแบบเหนือกาลเวลา และสืบทอด DNA แห่งสมรรถนะมาอย่างต่อเนื่อง ผ่าน 3 เจเนอเรชั่น จนถึงปัจจุบัน การมาถึงของรุ่นพิเศษนี้ ถือเป็นการตอกย้ำความผูกพันระหว่าง Audi และผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตสมรรถนะสูงในประเทศไทย
Audi Sport: การฉลอง 40 ปี แห่งสมรรถนะและดีไซน์
นอกจาก TT RS Heritage แล้ว Audi ประเทศไทย ยังได้เปิดตัวรุ่นพิเศษอีก 2 รุ่น ได้แก่ RS 4 Avant Competition และ RS 5 Coupé Competition เพื่อร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี ของ Audi Sport Sub-brand ที่ได้สร้างสรรค์รถยนต์สมรรถนะสูงมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2526
RS 4 Avant Competition มาพร้อมกับดีไซน์ภายนอกที่ดุดันยิ่งขึ้น ด้วยล้อขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่สีดำ Phantom black พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงแบบ RS ชุดแต่งภายนอก Glossy Black RS และระบบท่อไอเสีย RS Sports plus ตกแต่งด้วยสี Matt Black เครื่องยนต์ V6 biturbo ให้กำลัง 450 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.1 วินาที พร้อมทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 290 กม./ชม.
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เบาะนั่ง RS Sports ตกแต่งแบบ Honeycomb ด้ายสีแดง วัสดุ Carbon Twill พร้อมไฟ Ambient Light 30 เฉดสี พวงมาลัยสปอร์ตท้ายตัดหุ้ม Alcantara จอ Virtual Cockpit ขนาด 12.3 นิ้ว และระบบเครื่องเสียง Bang & Olufsen
RS 5 Coupé Competition ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V6 biturbo เช่นเดียวกัน ให้กำลัง 450 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตันเมตร แต่อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้เร็วกว่าที่ 3.9 วินาที พร้อมทำความเร็วสูงสุด 290 กม./ชม. การออกแบบภายนอกยังคงความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว และดุดัน ด้วยชุดแต่ง Glossy Black RS ล้อ 20 นิ้ว และคาลิปเปอร์เบรกสีแดง
ทั้งสองรุ่น Competition Edition สะท้อนถึง DNA แห่งสนามแข่งของ Audi Sport ที่มาพร้อมกับสมรรถนะอันเหนือชั้น เทคโนโลยีล้ำสมัย และดีไซน์ที่สะกดทุกสายตา เป็นการยกระดับมาตรฐานของรถยนต์สาย Performance ในตลาดประเทศไทย
Ora Grand Cat: รถยนต์ไฟฟ้าที่ครบเครื่อง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
ขณะที่ Audi เฉลิมฉลองสมรรถนะ GWM ก็เตรียมเปิดตัว Ora Grand Cat รถยนต์ไฟฟ้าอีกรุ่นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ด้วยสเปคที่สามารถวิ่งได้ไกลถึง 705 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน CLTC) ซึ่งเป็นระยะทางที่น่าประทับใจ และถือเป็นการเพิ่มทางเลือกที่น่าสนใจในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของไทย
Ora Grand Cat มาพร้อมขนาดตัวถังที่กว้างขวาง ยาว 4871 มม. กว้าง 1862 มม. สูง 1500 มม. และฐานล้อ 2870 มม. มีให้เลือกทั้งรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยว กำลัง 201 แรงม้า แรงบิด 340 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ Lithium Iron Phosphate ที่วิ่งได้ 705 กม./ชาร์จ และรุ่นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ กำลัง 402 แรงม้า แรงบิด 680 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 4.3 วินาที พร้อมแบตเตอรี่ Ternary Lithium ที่วิ่งได้ 600 กม./ชาร์จ
เทคโนโลยีที่น่าสนใจของ Ora Grand Cat ยังรวมถึงมือจับประตูแบบซ่อนอัจฉริยะ, ระบบไฟหน้าอัตโนมัติ, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้าพร้อมระบบไล่ฝ้าและพับอัตโนมัติ, ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ, ประตูแบบไร้กรอบ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศเพียง 0.22Cd ซึ่งช่วยเสริมประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานและสมรรถนะการขับขี่
ที่สำคัญ Ora Grand Cat มาพร้อมระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ORA-PILOT 3.0 ซึ่งประกอบด้วยเซ็นเซอร์และกล้องอัจฉริยะจำนวนมาก รวมถึงระบบช่วยเหลือการขับขี่บนทางหลวง นอกจากนี้ ยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยที่เข้มข้นเกินมาตรฐานแห่งชาติ ด้วยการทดสอบการตกจากที่สูงและการหมุนเกลียวกลางอากาศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความทนทานของโครงสร้างตัวถังและระบบแบตเตอรี่ที่ไม่เกิดการรั่วไหลหรือลุกไหม้หลังการทดสอบ
Hyundai i30 N: สัมผัส DNA รถแข่ง สู่การขับขี่บนถนนจริง
ในอีกมิติหนึ่ง Hyundai Motors ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนจากอาเซียนได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่รถยนต์สมรรถนะสูงตระกูล N Brand ที่สนาม Ricardo Tormo เมือง Valencia ประเทศสเปน ผ่านกิจกรรม Hyundai Driving Experience 2023 รถยนต์ที่นำมาให้ทดลองขับ ได้แก่ Hyundai i30 N แฮตช์แบ็กสมรรถนะสูง ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่ง สู่การใช้งานบนถนนจริง
Hyundai i30 N เป็นรถ Hot Hatch ที่ได้รับการปรับแต่งสมรรถนะจากรถบ้านเดิมๆ ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร เทอร์โบ ให้กำลัง 280 แรงม้า จับคู่กับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด หรือเกียร์ดูอัลคลัตช์ 8 สปีด พร้อมชุดแอโรพาร์ท ช่วงล่างที่ปรับปรุงใหม่ และล้ออัลลอยด์ Forged ขนาด 19 นิ้ว
กิจกรรม Driving Experience เน้นการฝึกฝนทักษะการขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การเบรก การเลี้ยว การเปลี่ยนเลนกะทันหัน และการขับขี่แบบ Gymkhana รวมถึงการทำ J-Turn ซึ่งเป็นเทคนิคการกลับรถแบบถอยหลังอย่างรวดเร็ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสสมรรถนะ ขีดจำกัดของรถ และเรียนรู้การควบคุมในสถานการณ์ฉุกเฉิน
แม้ว่า Hyundai Mobility ประเทศไทย จะยังไม่มีแผนนำเข้า i30 N มาทำตลาดอย่างเป็นทางการในขณะนี้ แต่การที่ Hyundai Motors ลงทุนอย่างแข็งแกร่งในตลาดโลก รวมถึงการพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงตระกูล N และรถยนต์ไฟฟ้า 100% EV สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพอันน่าทึ่งของแบรนด์ และมีแนวโน้มสูงที่จะได้เห็นรถยนต์กลุ่มนี้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในอนาคต
อนาคตยานยนต์ไทย: ความหลากหลาย การแข่งขัน และนวัตกรรม
การลงทุนของ GWM ในโรงงานแบตเตอรี่ การเปิดตัวยนตรกรรมสมรรถนะสูงจาก Audi และการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตอันน่าตื่นเต้นของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปี 2568 และปีต่อๆ ไป ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ การลงทุนจากภาคเอกชน และความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น
การแข่งขันที่เข้มข้นจะนำมาซึ่งนวัตกรรมที่ก้าวล้ำทางเลือกที่หลากหลาย และเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแก่ผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ใช้รถยนต์ในประเทศ และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
เตรียมพร้อมสู่อนาคตแห่งการเดินทางที่ยั่งยืนและเปี่ยมด้วยสมรรถนะ!
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน หรือยนตรกรรมสมรรถนะสูงที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจ การลงทุนและความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ณ ตอนนี้ ได้เปิดโอกาสให้คุณได้เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุด โปรดติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดเพื่อค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางสู่อนาคตยานยนต์ที่ยั่งยืนและน่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น!

