• Sample Page
Film
No Result
View All Result
No Result
View All Result
Film
No Result
View All Result

N1401016 หญ งคนน ทำไมถ งขโมยของจากโจร ตอนจบม นเป นปบบน เอง part2

admin79 by admin79
January 10, 2026
in Uncategorized
0
N1401016 หญ งคนน ทำไมถ งขโมยของจากโจร ตอนจบม นเป นปบบน เอง part2

Koenigsegg Gemera: ปฏิวัติวงการรถยนต์ด้วยสมรรถนะเหนือมนุษย์และพื้นที่ใช้สอยสำหรับสี่ที่นั่ง

ในยุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอันรวดเร็วของอุตสาหกรรมยานยนต์ การพูดถึง “รถยนต์ที่มีแรงม้าสูงสุด” เคยเป็นเพียงความฝันอันไกลโพ้นที่จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มรถยนต์ซูเปอร์คาร์ราคามหาศาล แต่ปัจจุบัน สภาพการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง รถยนต์ที่มีกำลังเกิน 1,000 แรงม้าได้กลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้น ไม่ใช่เพียงในกลุ่มไฮเปอร์คาร์มูลค่าหลายล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงรถยนต์ซีดานไฟฟ้าสี่ประตูอย่าง Porsche Taycan และ Lucid Air ที่สามารถผลิตพละกำลังมหาศาลในระดับสี่หลักได้

อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะโดดเด่นและสร้างความประทับใจในตลาดปี 2025 และปีต่อๆ ไป พลังที่เหนือกว่านั้นคือสิ่งที่จำเป็น และนั่นคือสิ่งที่ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติสวีเดนรายเล็กแต่สุดพิเศษนาม Koenigsegg ได้บรรลุแล้ว ด้วยการสร้างสรรค์ “รถยนต์ที่ทรงพลังที่สุดในโลก” อย่าง Koenigsegg Gemera

Koenigsegg Gemera: นิยามใหม่ของ “เมกะคาร์”

หัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อน Koenigsegg Gemera คือระบบส่งกำลังที่ซับซ้อน ประกอบด้วยเครื่องยนต์ V8 เทคโนโลยี “Hot Vee” หรือ HV8 และมอเตอร์ไฟฟ้า Dark Matter อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ผลลัพธ์ที่ได้คือพละกำลังอันน่าทึ่งถึง 2,300 แรงม้า พร้อมแรงบิด 2,750 นิวตันเมตร หรือประมาณ 2,028 ปอนด์-ฟุต นี่คือสถิติโลกใหม่สำหรับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่ายทั่วไป ซึ่งสูงกว่า Bugatti Veyron ที่เคยสร้างความฮือฮาเมื่อราว 20 ปีก่อนถึง 2.3 เท่า

แต่สิ่งที่ทำให้ Gemera น่าทึ่งยิ่งกว่าตัวเลขกำลังม้าอันมหาศาล คือ “ความพิเศษ” ที่แท้จริงของมัน

รถยนต์ที่ทรงพลังที่สุดในโลก คือรถยนต์หรูสี่ที่นั่งพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระ

ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ หรือรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในเพียงอย่างเดียว สิ่งหนึ่งที่รถยนต์ไฮเปอร์คาร์ที่เร็วที่สุดส่วนใหญ่มีร่วมกัน คือการออกแบบเป็นรถยนต์สองที่นั่งที่เพรียวบาง Koenigsegg ต้องการที่จะแหกกฎเกณฑ์นี้เมื่อได้พัฒนา Gemera แทนที่จะเป็นเลย์เอาต์เครื่องยนต์วางกลางแบบสองที่นั่งทั่วไป ผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ได้พัฒนา รถยนต์สี่ที่นั่ง ที่สามารถรองรับผู้โดยสารสี่คนได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมพื้นที่เพียงพอสำหรับสัมภาระ

Koenigsegg ระบุว่าเบาะนั่งด้านหลังมีความกว้างขวางและสะดวกสบายเช่นเดียวกับเบาะนั่งด้านหน้า เบาะทั้งสี่ที่นั่งหุ้มด้วยแผงไมโครไฟเบอร์บางเฉียบ และมีที่วางแก้วทั้งหมดแปดตำแหน่ง โดยมีทั้งแบบอุ่นและแบบเย็นสำหรับผู้โดยสารแต่ละคน สิ่งที่น่าประทับใจคือเครื่องยนต์ยังคงได้รับการติดตั้งอยู่ตรงกลาง และ Gemera ก็มีรูปทรงที่ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ได้อย่างยอดเยี่ยม การจัดวางองค์ประกอบต่างๆ ภายในรถยนต์นี้ถือว่าไร้ที่ติ เป็นไปได้ด้วยขนาดที่กะทัดรัดของเครื่องยนต์ HV8

การผสมผสานระหว่างพละกำลัง 2,300 แรงม้า และพื้นที่ที่เพียงพอสำหรับสี่ที่นั่ง ทำให้ Koenigsegg มีเหตุผลที่จะเชื่อว่าพวกเขามีสิ่งที่พิเศษอย่างแท้จริง แทนที่จะเรียก Gemera ว่าเป็นเพียงซูเปอร์คาร์หรือไฮเปอร์คาร์คันอื่น Koenigsegg กลับนิยาม Gemera ว่าเป็น “เมกะคาร์” เมกะคาร์รุ่นอื่นๆ จากแบรนด์นี้ ได้แก่ CC850 และ Jesko เมกะคาร์ทุกคันสามารถผลิตกำลังได้มากกว่าหนึ่งเมกะวัตต์ และ Gemera คือเมกะคาร์ที่ทรงพลังที่สุดในบรรดาทั้งหมด

เจาะลึกระบบส่งกำลัง 2,300 แรงม้า ของ Koenigsegg

แม้ว่าเครื่องยนต์ HV8 จะถูกนำไปใช้ในรุ่นต่อๆ ไปของ Koenigsegg แต่ก็ถูกพัฒนาขึ้นครั้งแรกโดยคำนึงถึง Gemera เป็นหลัก เพื่อให้มีขนาดที่เล็กลง วิศวกรของ Koenigsegg ได้ย้ายระบบไอเสียและเทอร์โบชาร์จเจอร์จากด้านข้างของเครื่องยนต์ไปไว้ตรงกลางในส่วนของ V (Vee) ทำให้เกิดชื่อเรียก “Hot Vee” โดยไม่ต้องสงสัย นี่คือหนึ่งในเครื่องยนต์ที่น่าประทับใจที่สุดในสายการผลิตในปัจจุบัน สามารถผลิตกำลังได้สูงสุดถึง 1,600 แรงม้า โดยไม่ต้องอาศัยระบบไฟฟ้าช่วย

สิ่งนี้ทำให้ Koenigsegg สามารถติดตั้งเครื่องยนต์ V8 อันทรงพลังของตนในพื้นที่ที่แคบลงได้อย่างสบายๆ นั่นคือด้านหลังของเบาะนั่งสองแถวใน Gemera จากนั้น Koenigsegg ได้จับคู่กับระบบส่งกำลัง Light-Speed Tourbillon Transmission อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นเกียร์ 9 สปีดที่พัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึง Gemera เช่นกัน ควบคู่ไปกับมอเตอร์ไฟฟ้า Dark Matter อันทรงพลังของแบรนด์ มอเตอร์ไฟฟ้านี้เพียงอย่างเดียวสามารถผลิตกำลังได้ 800 แรงม้า และถือเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าเกรดสำหรับยานยนต์ที่ทรงพลังที่สุดในอุตสาหกรรม ผลลัพธ์ของการผสมผสานทั้งหมดนี้ คือรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อคันแรกของ Koenigsegg ที่มาพร้อมระบบ Torque Vectoring สี่ล้อ ซึ่งหมายความว่า Gemera สามารถกระจายกำลัง 2,300 แรงม้า ไปยังล้อที่ต้องการแรงขับมากที่สุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การก้าวข้ามขีดจำกัด: จาก Bugatti สู่ Koenigsegg และอนาคตของ Hypercar

การมาถึงของ Koenigsegg Gemera ไม่เพียงแต่ทำลายสถิติแรงม้าสูงสุดในรถยนต์ที่ผลิตเพื่อจำหน่าย แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในการพัฒนารถยนต์สมรรถนะสูงอีกด้วย ในอดีต การเพิ่มแรงม้าและความเร็วสูงสุดมักจะมาพร้อมกับการลดทอนความสะดวกสบายและการใช้งานจริง Bugatti Veyron เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน รถยนต์คันนี้เป็นวิศวกรรมที่น่าทึ่ง แต่ก็ยังคงเป็นรถยนต์สองที่นั่งที่เน้นสมรรถนะสูงสุด

Gemera ได้พิสูจน์แล้วว่า “พลัง” และ “การใช้งานจริง” สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว การออกแบบที่รองรับสี่ที่นั่ง พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น ระบบปรับอากาศที่เบาะนั่ง และที่วางแก้วแบบพิเศษ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดที่ผู้บริโภคต้องการในรถยนต์ระดับไฮเปอร์คาร์ยุคใหม่

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Gemera โดดเด่น:

ระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่ทรงพลัง: การผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์ V8 Hot Vee และมอเตอร์ไฟฟ้า Dark Matter ทำให้เกิดพละกำลังรวม 2,300 แรงม้า เป็นการแสดงถึงศักยภาพของการผสานเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบไฟฟ้า
การออกแบบเพื่อการใช้งานจริง: ความสามารถในการรองรับผู้โดยสารสี่คนและสัมภาระ ทำให้ Gemera แตกต่างจากไฮเปอร์คาร์ส่วนใหญ่ที่มักจำกัดอยู่ที่สองที่นั่ง
เทคโนโลยี Light-Speed Tourbillon Transmission: เกียร์ 9 สปีดที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับ Gemera ช่วยให้การถ่ายทอดกำลังเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ระบบ Torque Vectoring สี่ล้อ: การกระจายกำลังไปยังล้อที่เหมาะสมที่สุด ช่วยเพิ่มการยึดเกาะและการควบคุมในทุกสภาวะการขับขี่
นิยาม “เมกะคาร์”: การสร้างนิยามใหม่ให้กับรถยนต์สมรรถนะสูงที่สามารถผลิตกำลังได้มากกว่าหนึ่งเมกะวัตต์ สะท้อนถึงความทะเยอทะยานของ Koenigsegg

อนาคตของรถยนต์สมรรถนะสูง: การแข่งขันเพื่อพลังที่เหนือกว่า

การมาถึงของ Koenigsegg Gemera ได้ตั้งมาตรฐานใหม่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ การที่ผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ จะสามารถแข่งขันได้ จำเป็นต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่ Gemera นำเสนอ ทั้งในด้านพละกำลัง เทคโนโลยี และการออกแบบที่คำนึงถึงการใช้งานจริง

เราอาจจะได้เห็นการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นในการพัฒนาระบบส่งกำลังแบบไฮบริดและไฟฟ้าที่ทรงพลังยิ่งขึ้น โดยไม่ละทิ้งความสะดวกสบายและความเป็นรถยนต์สำหรับชีวิตประจำวัน การปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องยนต์สันดาปภายในควบคู่ไปกับการพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าและระบบแบตเตอรี่ จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสรรค์ “เมกะคาร์” รุ่นต่อไป

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร็วและความหรูหรา การมาถึงของ Koenigsegg Gemera ถือเป็นยุคใหม่ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งพลังที่เหนือจินตนาการได้กลายเป็นความจริง และความสะดวกสบายในการใช้งานก็ไม่ได้ถูกมองข้ามอีกต่อไป

สำรวจขีดสุดแห่งสมรรถนะ: การเดินทางอันยาวนานของ Dodge สู่รถยนต์แห่งความเร็ว

ย้อนกลับไปไม่นานนัก เรายังคงทึ่งกับเครื่องยนต์ W16 อันมหาศาลของ Bugatti Veyron ที่ให้กำลัง 1,001 แรงม้า เครื่องยนต์ Quad-turbocharged W16 นี้ช่วยให้ Bugatti ทะยานทะลุความเร็ว 250 ไมล์ต่อชั่วโมง ทำลายสถิติความเร็วสูงสุดที่ McLaren F1 เคยครองมาอย่างยาวนาน แต่เมื่อก้าวกระโดดมาสู่วันนี้ รถยนต์ที่มีกำลัง 1,000 แรงม้าไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอีกต่อไป

แต่ในขณะที่ Koenigsegg Gemera กำลังผลักดันขีดจำกัดของ “เมกะคาร์” เราก็ไม่สามารถมองข้ามประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์อื่นที่มุ่งมั่นในการสร้างสรรค์รถยนต์สมรรถนะสูงมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ Dodge Dodge ได้เดินทางมาไกล จากจุดเริ่มต้นในฐานะธุรกิจจักรยานของพี่น้อง Dodge ในปี 1901 จนกลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในสหรัฐอเมริกา

Dodge เข้าใจในสิ่งที่โลก MOPAR ต้องการอย่างถ่องแท้ นั่นคือ “รถยนต์ที่ทรงพลังในราคาที่เข้าถึงได้” และพวกเขาก็ได้ทำให้มันเป็นจริง ส่งผลให้รถยนต์ Dodge กลายเป็นคู่แข่งตัวฉกาจในสนามแข่ง Drag Strip, สนามแข่งรถ และแม้กระทั่งบนถนนคดเคี้ยว

ความเร็วในรูปแบบต่างๆ ของ Dodge

ความเร็วของรถยนต์ Dodge มาในหลายรูปแบบ รถ SUV, ซีดาน, คูเป้ และแม้แต่รถ Station Wagon ต่างก็สามารถทำตัวเลขที่น่าประทับใจได้ ไม่ว่าคุณจะชอบอัตราเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงภายในเวลาไม่ถึงสี่วินาที หรือต้องการทำความเร็วเกิน 150 ไมล์ต่อชั่วโมงบนถนนโล่ง คุณก็สามารถทำได้ในรถยนต์ตระกูล Dodge

รายการนี้จะพาคุณไปสำรวจรถยนต์ Dodge ที่เร็วที่สุด 11 รุ่นที่เคยผลิตมา โดยจัดอันดับตามความเร็วสูงสุด การจัดอันดับนี้อิงจากตัวชี้วัดความเร็วของ Dodge เอง ควบคู่ไปกับการรีวิวจากผู้เชี่ยวชาญ

2008 Dodge Charger SRT8 (150 mph)
ในช่วงกลางทศวรรษ 1960 Dodge Charger รุ่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อตอบโต้ Chevrolet ของ GM ที่กำลังได้รับความนิยม แต่เมื่อมาถึงยุค 2000 Dodge Charger ได้เปลี่ยนจากคูเป้เป็นซีดาน โดยเน้นไปที่สมรรถนะเป็นหลัก โดยมี Dodge Charger SRT8 เป็นรุ่นเรือธง เครื่องยนต์ 6.1 ลิตร HEMI V8 ให้กำลัง 425 แรงม้า พาตัวรถทะยานไปถึงความเร็ว 150 ไมล์ต่อชั่วโมง

2006 Dodge Magnum SRT8 (169 mph)
ในโลกแห่งความเร็ว รถซีดานและคูเป้มักจะได้รับความสนใจ แต่ Dodge Magnum SRT8 ซึ่งเป็น Station Wagon ที่เท่ที่สุดคันหนึ่งของอเมริกา ได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ด้วยพื้นที่กว้างขวางและการบรรทุกที่มาก รถ Station Wagon คันนี้สามารถทำความเร็วได้ถึง 169 ไมล์ต่อชั่วโมง

2018 Dodge Challenger SRT Demon (168 mph)
SRT Demon เป็นรถยนต์ที่สร้างขึ้นเพื่อการวิ่งระยะสั้น แต่ก็ยังคงเป็นรถที่ยอดเยี่ยมในการแข่งขันบนสนาม Drag Strip อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงเพียง 2.3 วินาที และเวลาในระยะควอเตอร์ไมล์ 9.65 วินาที แม้ความเร็วสูงสุดอย่างเป็นทางการจะอยู่ที่ 168 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่ด้วยการปรับแต่งเพียงเล็กน้อยก็สามารถทะลุ 200 ไมล์ต่อชั่วโมงได้

2009 Dodge Challenger SRT8 (170 mph)
แม้จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก แต่ Dodge Challenger SRT8 ปี 2009 ก็ยังคงมอบสมรรถนะที่น่าประทับใจ เครื่องยนต์ 6.1 ลิตร Hemi V8 ให้กำลัง 425 แรงม้า พาตัวรถทำความเร็วได้ถึง 170 ไมล์ต่อชั่วโมง

2019 Dodge Durango SRT (180 mph)
หลังจากยุติการผลิต Dodge Ramcharger ในปี 1993 Dodge ได้กลับเข้าสู่ตลาด SUV อีกครั้งด้วย Durango รถ SUV สามแถวที่มาพร้อมพื้นที่เก็บสัมภาระ และสามารถทำความเร็วได้ถึง 180 ไมล์ต่อชั่วโมง

2021 Dodge Durango SRT Hellcat (180 mph)
แม้ว่าจะมีการปรับโฉมเพียงเล็กน้อย แต่ Dodge Durango SRT Hellcat ปี 2021 ก็มาพร้อมเครื่องยนต์ 6.2 ลิตร HEMI V8 SRT Hellcat ที่ให้กำลัง 710 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากรุ่นปี 2019 อย่างมาก แต่ความเร็วสูงสุดยังคงอยู่ที่ 180 ไมล์ต่อชั่วโมง

2020 Dodge Charger SRT Hellcat Widebody (196 mph)
นี่คือจุดเริ่มต้นของยุค Hellcat เครื่องยนต์ Supercharged 6.2 ลิตร HEMI V8 ที่ให้กำลังอย่างน้อย 707 แรงม้า Dodge Charger Widebody ปี 2020 สามารถทำความเร็วได้ถึง 196 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเร็วมากสำหรับรถซีดานในปีนั้น

2021 Dodge Charger SRT Hellcat Redeye (203 mph)
เครื่องยนต์ที่หนักขึ้นแต่ทรงพลังยิ่งขึ้นได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรุ่น Redeye ซึ่งสามารถผลิตกำลังได้สูงสุดถึง 1,025 แรงม้า รถยนต์รุ่นนี้สามารถทำความเร็วได้ถึง 203 ไมล์ต่อชั่วโมง

2019 Dodge Challenger SRT Hellcat (203 mph)
Dodge Challenger SRT Hellcat ปี 2019 สืบทอดขุมพลังจาก Demon มาพร้อมเครื่องยนต์ Supercharged HEMI V8 ที่ให้กำลัง 717 แรงม้า พาตัวรถทำความเร็วได้ถึง 203 ไมล์ต่อชั่วโมง

2015 Dodge Charger SRT Hellcat (204 mph)
Dodge Charger SRT Hellcat ปี 2015 เป็นครั้งแรกที่ Dodge สามารถทำความเร็วเกิน 200 ไมล์ต่อชั่วโมงในรถยนต์ซีดาน ด้วยความเร็วสูงสุด 204 ไมล์ต่อชั่วโมง

2015 Dodge Viper SRT (206 mph)
ปิดท้ายด้วย Dodge Viper SRT ปี 2015 ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V10 ที่พัฒนาร่วมกับ Lamborghini สามารถทำความเร็วได้ถึง 206 ไมล์ต่อชั่วโมง Dodge Viper เป็นรถสปอร์ตที่สร้างตำนานมาตลอด 23 ปี

บทสรุป: การแสวงหาความเร็วและนวัตกรรมที่ไม่มีที่สิ้นสุด

ไม่ว่าจะเป็น Koenigsegg Gemera ที่ปฏิวัติวงการด้วยพลังและความสะดวกสบาย หรือ Dodge ที่ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์รถยนต์ที่ทรงพลังมาอย่างยาวนาน อุตสาหกรรมยานยนต์สมรรถนะสูงกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง การแข่งขันเพื่อสร้างสรรค์รถยนต์ที่เร็วที่สุด ทรงพลังที่สุด และก้าวข้ามขีดจำกัดของเทคโนโลยี เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ

หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะและความเป็นเลิศทางวิศวกรรม โลกของรถยนต์สมรรถนะสูงมีสิ่งใหม่ๆ ให้คุณค้นพบอยู่เสมอ ติดตามข่าวสารล่าสุด และเตรียมพบกับปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้

Previous Post

N1401013 ไปหย านมมก อน แล วค อยมาแต งงานก บฉ part2

Next Post

N1401008 ตำรวจตรวจแอลกอฮอล แต เจอล กสาวผ การ จะเก ดไรข part2

Next Post
N1401008 ตำรวจตรวจแอลกอฮอล แต เจอล กสาวผ การ จะเก ดไรข part2

N1401008 ตำรวจตรวจแอลกอฮอล แต เจอล กสาวผ การ จะเก ดไรข part2

Leave a Reply Cancel reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Recent Posts

  • N1401048 จะหย าจะเล กก บใคร ดให อน part2
  • N1401032 (ตอนจบ) สล บชะตาห วใจ วใจของเด กด ไปเต นในอกคนเคยเลว part2
  • N1401037_เจอเพ อนเก ากล บบ านแล วอวดรวย แต พอร ความจร งเข า…_part2
  • N1401047 จะไปช วยม นซ อทำไม แล วว าเป นม จฉาช part2
  • N1401040 เม ยไม กแต งต พาไปไหนอายถ งน part2

Recent Comments

No comments to show.

Archives

  • January 2026
  • December 2025
  • November 2025
  • October 2025
  • September 2025
  • August 2025

Categories

  • Uncategorized

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.

No Result
View All Result

© 2026 JNews - Premium WordPress news & magazine theme by Jegtheme.