เทสลา: จากยอดขายสูงสุดสู่บทเรียนคุณภาพ – วิเคราะห์ตลาดรถยนต์ปี 2025 ในไทยและทั่วโลก
ในวงการยานยนต์ การแข่งขันที่เข้มข้นและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีคือสิ่งที่เราเห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการมากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นพัฒนาการของตลาดรถยนต์มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเติบโตของรถยนต์สันดาปภายใน จนถึงการก้าวกระโดดของเทคโนโลยี EV บทความนี้จะพาเจาะลึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดรถยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิเคราะห์กรณีของ Tesla ที่ครั้งหนึ่งเคยครองอันดับยอดขายสูงสุดในตลาดสำคัญ แต่ก็เผชิญกับความท้าทายด้านคุณภาพที่ทำให้ต้องกลับมาทบทวนกลยุทธ์ ควบคู่ไปกับการสำรวจภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทย และเทรนด์ที่น่าจับตาในปี 2566-2567 ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค และทิศทางของผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก
Tesla: บทเรียนอันมีค่าจากความคาดหวังที่สูง
เมื่อไม่นานมานี้ ข่าวการที่ Tesla ครองตำแหน่งรถยนต์ขายดีที่สุดประจำไตรมาสแรกของปี 2020 ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นตลาดบ้านเกิดของแบรนด์นี้ สร้างความยินดีให้กับเหล่าสาวก แต่ความสุขนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อผลสำรวจความพึงพอใจของ J.D. Power ในด้านคุณภาพของผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ในสหรัฐอเมริกา (JD Power Initial Quality Study) เผยแพร่ รถยนต์ Tesla กลับกลายเป็นแบรนด์ที่ติดอันดับท้ายสุดเมื่อเทียบกับรถยนต์กว่า 30 แบรนด์
การสำรวจนี้ดำเนินการกับผู้ซื้อรถยนต์ใหม่ภายใน 90 วันแรกทั่วทั้ง 50 รัฐ โดยใช้เกณฑ์วัดจำนวนปัญหาต่อรถยนต์ 100 คัน (Problems per 100 vehicles หรือ PP100) Tesla มีตัวเลขสูงถึง 250 PP100 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 166 PP100 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมี Land Rover (228 PP100) และ Audi (225 PP100) ตามมาในอันดับรองลงมา
ในทางกลับกัน แบรนด์ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดคือ Dodge และ Kia ที่ 136 PP100 เท่ากัน ตามมาด้วย Chevrolet และ Ram ที่ 141 PP100 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนในด้านคุณภาพและความพึงพอใจของลูกค้า ยิ่งไปกว่านั้น Tesla ยังมีข้อจำกัดในการสำรวจ โดยลูกค้าใน 15 รัฐไม่สามารถเข้าร่วมการสำรวจได้ ทำให้ J.D. Power ต้องหาข้อมูลจาก 35 รัฐที่เหลือ เพื่อให้ได้จำนวนตัวอย่างที่เทียบเคียงได้กับแบรนด์อื่น
ปัญหาที่ถูกรายงานเกี่ยวกับ รถยนต์ Tesla ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับหน้าจอสัมผัสที่ตอบสนองไม่ตรงกับการใช้งานจริง ความไม่สมบูรณ์ของชุดแบตเตอรี่ในรุ่น Model S รวมถึงคุณภาพการประกอบ เช่น เสียงดังจากแผงคอนโซลภายใน เสียงลมที่เล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสาร และความไม่สม่ำเสมอของการทำสี ปัญหาเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่แบรนด์อาจกำลังมุ่งเน้นไปที่ปริมาณการผลิต มากกว่าการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่เคยถูกรายงานเกี่ยวกับความทะเยอทะยานของ Elon Musk ในการเพิ่มกำลังการผลิต Tesla Model 3 ให้สูงถึง 6,000 คันต่อสัปดาห์
Honda ประเทศไทย: การปรับตัวในยุค New Normal และการเติบโตที่น่าจับตา
ในขณะที่ Tesla เผชิญความท้าทายด้านคุณภาพในตลาดโลก Honda ประเทศไทย ได้ประกาศผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2563 แม้จะอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยมียอดขายสะสม 41,326 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 29.2% ในกลุ่มรถยนต์นั่ง ซึ่งถือเป็นอันดับหนึ่ง แต่ก็ลดลง 36% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โดยรวมยังดีกว่าที่ Honda เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจเป็นผลมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่อั้นกำลังซื้อในช่วงล็อกดาวน์ และเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ความจำเป็นในการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ยอดขายไม่ตกต่ำจนเกินไป
ยอดขายของ Honda ในช่วงดังกล่าว แบ่งเป็นรุ่นต่างๆ ดังนี้:
City: 16,950 คัน (ส่วนแบ่งตลาด 39.3%)
Civic (Sedan & Hatchback): 8,656 คัน (ส่วนแบ่งตลาด 56.7%)
HR-V: 3,667 คัน (ส่วนแบ่งตลาด 33%)
CR-V: 1,978 คัน (ส่วนแบ่งตลาด 43%)
Accord: 2,270 คัน (ส่วนแบ่งตลาด 45.3%)
Jazz / BR-V / Brio / Mobilio: 7,805 คัน
นอกจากนี้ Honda ยังมียอดจองในงาน Bangkok International Motor Show 2020 จำนวน 2,001 คัน
สำหรับกลยุทธ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 Honda ประเทศไทย ได้ปรับแผนโดยเน้นการตลาดออนไลน์มากขึ้น ยกระดับกิจกรรมออนไลน์ และปรับรูปแบบการจัดแสดงในงานมอเตอร์โชว์ตามแนวคิด “Less Is More” เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาระยะห่างทางสังคม
ในส่วนของการบริการหลังการขาย Honda ได้พัฒนากลยุทธ์เพื่อตอบสนองต่อยุค “New Normal” อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยบริการ Online Booking, Super Fast Tech, Roadside Assistance (บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง), Drop & Go Service (นัดหมายและชำระเงินออนไลน์เพื่อความสะดวก) และ Home Service (บริการดูแลรถถึงบ้านสำหรับบางรายการ)
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำ Digital Transformation ของ Honda เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการริเริ่มโครงการ Blockchain Innovative Technology (BIT) เพื่อรองรับ Big Data และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็ว
นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ Honda Automobile (Thailand) กล่าวถึงทิศทางตลาดรถยนต์ไทยในปี 2563 ว่า ภาพรวมตลาดมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังความอ่อนไหวจากสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด Honda คาดการณ์ยอดขายรถยนต์รวมปี 2563 จะอยู่ที่ 680,000 คัน ลดลง 32% จากปีก่อน โดยรถยนต์นั่งส่วนบุคคลจะมียอดขาย 340,000 คัน ลดลง 35% และ Honda คาดว่ายอดขายของตนเองจะลดลงประมาณ 25%
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทย: การเติบโตที่น่าจับตาและผู้เล่นหลัก
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกๆ จนถึงปัจจุบัน ที่มีตัวเลือกหลากหลายจากค่ายรถยนต์ชั้นนำทั่วโลก
ผู้เล่นรายสำคัญและรุ่นที่เปิดตัว:
KIA: Soul EV เปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 และรุ่นใหม่ในปี 2018
Hyundai: Ioniq Electric เปิดตัวในปี 2018 และ Kona Electric ในปี 2019
Nissan: LEAF เปิดตัวในปี 2018 โดยมีปรับลดราคาลงอย่างมากในปี 2020
MG: EP เปิดตัวในปลายปี 2020 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ราคาเข้าถึงง่ายที่สุดในตลาด ณ ขณะนั้น
Audi: e-tron เปิดตัวในปี 2019 และ e-tron Sportback ในปี 2020
BMW: i3S เปิดตัวในปี 2019 และมีการปรับลดราคาครั้งใหญ่ในปี 2020
MINI: Cooper SE เปิดตัวในปี 2020 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ยุโรปที่ราคาเข้าถึงง่ายที่สุดในตลาด ณ ขณะนั้น
Porsche: Taycan เปิดตัวในปี 2020 และรุ่นขับเคลื่อนล้อหลังในปี 2021
Lexus: UX EV เปิดตัวในปี 2020
สถิติการจดทะเบียนรถยนต์ EV 100% ในประเทศไทย ปี 2020:
รวมทั้งสิ้น 1,056 คัน (คิดเป็น 0.13% ของยอดขายรถยนต์รวม 792,146 คัน)
MG: 824 คัน (78.03%) – ZS EV
Tesla: 97 คัน (9.19%) – Model 3 (86 คัน), Model X (11 คัน)
Nissan: 54 คัน (5.11%) – LEAF
Audi: 30 คัน (2.84%) – e-tron
Porsche: 15 คัน (1.42%) – Taycan
MINI: 11 คัน (1.04%) – Cooper SE
Jaguar: 10 คัน (0.95%) – i-PACE
Hyundai: 9 คัน (0.85%) – Ioniq Electric (1 คัน), Kona Electric (8 คัน)
KIA: 4 คัน (0.38%) – Soul EV
BMW: 2 คัน (0.19%) – i3S
หมายเหตุ: ตัวเลขดังกล่าวเป็นการจดทะเบียนใหม่ต่อกรมการขนส่งทางบก ซึ่งอาจไม่สะท้อนยอดขายจริงทั้งหมด
Porsche: การเติบโตที่ไม่หยุดนิ่งและกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด
Porsche ประเทศไทย ได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่น่าประทับใจ โดยในปี 2021 มียอดจำหน่ายกว่า 1,500 คัน โดยกว่า 70% เป็นรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์อย่าง Porsche Cayenne E-Hybrid ซึ่งนับเป็นสถิติที่ดีที่สุดของแบรนด์ในประเทศไทย
คุณปีเตอร์ โรห์เวอร์ (Peter Rohwer) กรรมการผู้จัดการของ Porsche ประเทศไทย กล่าวว่า แม้ในอดีต Porsche จะเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตซูเปอร์คาร์ราคาสูง แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างระบบขับเคลื่อน Hybrid และ EV รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทำให้ราคาจำหน่ายเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ประเทศไทยเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตลาดที่ดีอันดับ 2 ของโลกสำหรับรุ่น Porsche Cayenne E-Hybrid
แม้จะเผชิญกับวิกฤต COVID-19 และการขาดแคลนชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ Porsche ก็ยังคงทำผลงานได้ดีทั่วโลก โดยมียอดส่งมอบรถยนต์ใหม่ 301,915 คัน เพิ่มขึ้น 11% ยอดขายในเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นถึง 51% จากกระแสตอบรับที่ดีของ Porsche Taycan
Porsche ยังได้เริ่มประกอบ Porsche Cayenne ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งช่วยลดราคาจำหน่ายลง 30% และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในแง่ฐานลูกค้าและโอกาสในการลงทุน โดยเฉพาะแหล่งทรัพยากรสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ EV
กลุ่มลูกค้า Porsche ในประเทศไทยมีอายุน้อยลง และสัดส่วนผู้หญิงที่เป็นผู้ตัดสินใจซื้อเพิ่มขึ้น จากอายุเฉลี่ย 55 ปี เหลือ 42 ปี สะท้อนถึงการขยายฐานลูกค้าสู่คนรุ่นใหม่ เจ้าของธุรกิจยุคใหม่ ที่ชื่นชอบภาพลักษณ์ของแบรนด์
ภายในงาน Thailand International Motor Expo 2022 Porsche ประเทศไทย สามารถกวาดยอดจองไปได้ 309 คัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมากในกลุ่ม Luxury Hi-end
BMW Series 7 ปี 2020: ยกระดับความหรูหราและสมรรถนะ
BMW กรุ๊ป ประเทศไทย ได้เปิดตัว BMW Series 7 ปี 2020 ยนตรกรรมซีดานระดับเรือธงที่ประกอบในประเทศไทย โดยมีสองรุ่นย่อย คือ BMW 745 Le xDrive M Sport และ BMW 730Ld sDrive M Sport
คุณอเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน BMW กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า BMW Series 7 ใหม่ ยกระดับมาตรฐานรถซีดานหรู ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่น สง่างาม ผสานกับเทคโนโลยีการขับเคลื่อนและนวัตกรรมล้ำสมัยที่รองรับการเชื่อมต่อในยุคดิจิทัล
การออกแบบภายนอก: เน้นความทรงพลังด้วยกระจังหน้าไตคู่ขนาดใหญ่ขึ้น 30% พร้อมระบบ Active Air Flap Control, ไฟหน้าทรงเรียวยาว, ช่องดักอากาศแนวตั้ง 90 องศาที่ช่วยเรื่องการไหลเวียนอากาศ และดีไซน์ด้านท้ายที่สะท้อนความสปอร์ต
ภายใน: หรูหราด้วยเบาะหนังแท้ Nappa ปรับไฟฟ้า พร้อมระบบระบายอากาศและนวด, วัสดุลวดลายไม้, พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น, จอสัมผัสความละเอียดสูงบริเวณเบาะหลัง, ระบบ BMW Live Cockpit Professional พร้อมจอแสดงผลดิจิทัล 12.3 นิ้ว และจอ Control Display 10.25 นิ้ว ที่ทำงานด้วยระบบ BMW Operating System 7.0 และ BMW ConnectedDrive พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง
ความแตกต่างใน 2 รุ่นย่อย:
BMW 730Ld sDrive M Sport: เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบ 265 แรงม้า แรงบิด 620 นิวตันเมตร จับคู่เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic, ช่วงล่างถุงลม, Executive Drive Pro, ไฟหน้า Adaptive LED, ล้อ M ลาย Double-spoke ขนาด 19 นิ้ว
BMW 745Le xDrive M Sport: ระบบปลั๊กอินไฮบริด เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ รวม 394 แรงม้า แรงบิดรวม 600 นิวตันเมตร, อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.1 วินาที, ขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้ 140 กม./ชม. ระยะทาง 50-58 กม. (NEDC), แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน 12 กิโลวัตต์ชั่วโมง, ไฟหน้า BMW Laserlight, ล้อ M ลาย Star-spoke ขนาด 20 นิ้ว, หลังคากระจก Panorama Sky Lounge
ราคาจำหน่าย:
BMW 730Ld sDrive M Sport: 6,139,000 บาท
BMW 745Le xDrive M Sport: 6,439,000 บาท
พร้อมแพ็คเกจ BSI Standard (บริการบำรุงรักษา 3 ปี/60,000 กม. และรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง)
ตลาดรถยนต์มือสอง PHEV: โอกาสสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์หรูราคาคุ้มค่า
บริษัท มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูสคาร์ จำกัด (ในกลุ่มมิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น) ได้จัดกิจกรรมพิเศษยกทัพ BMW และ Benz Plug-In Hybrid (PHEV) มือสอง กว่า 40 คัน มาให้เลือกสรร ณ โชว์รูม Millennium Auto สาขาลาดพร้าว 112 ระหว่างวันที่ 26-30 เมษายน
ข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ PHEV ไมล์น้อย สภาพดี อาทิ:
BMW 330e: ราคาเริ่มต้น 1,000,000 กว่าบาท
BMW 530e: ราคาเริ่มต้น 1,890,000 บาท
Benz C300e: ราคาเริ่มต้น 1,720,000 บาท
Benz E350e: ราคาเริ่มต้น 1,450,000 บาท
พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ: ดอกเบี้ยเริ่มต้น 2.39%, ขับฟรี 2 เดือน, ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง
สรุปยอดขายรถยนต์ 10 อันดับแรกในประเทศไทย ปี 2561
เพื่อเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศไทย Headlightmag ได้รวบรวมข้อมูลยอดขายรถยนต์ 10 อันดับแรกในปี 2561 ดังนี้:
Toyota Hilux Revo: 150,919 คัน
Isuzu D-max: 149,586 คัน
Ford Ranger: 55,526 คัน
Mazda 2: 45,972 คัน
Mitsubishi Triton: 39,984 คัน
Toyota Yaris: 35,845 คัน
Honda City: 34,358 คัน
Toyota Yaris ATIV: 32,419 คัน
Honda Jazz: 27,086 คัน
Honda Civic: 26,844 คัน
บทสรุปและทิศทางในอนาคต
กรณีของ Tesla ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ทุกราย ที่ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพและความพึงพอใจของลูกค้า ควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีและการเพิ่มกำลังการผลิต การปรับตัวของ Honda ประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค
สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็มีการเติบโตและมีผู้เล่นที่หลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ แบรนด์อย่าง MG ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันตลาด EV ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น
Porsche ยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรู ด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น ในขณะที่ BMW Series 7 ปี 2020 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการนำเสนอสุดยอดแห่งยนตรกรรมหรู
ตลาดรถยนต์มือสอง โดยเฉพาะรถยนต์ PHEV ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการสัมผัสเทคโนโลยีขั้นสูงในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ในฐานะผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ ผมเชื่อมั่นว่าการปรับตัว การให้ความสำคัญกับคุณภาพ และการเข้าใจความต้องการของลูกค้า คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้แบรนด์สามารถเติบโตและประสบความสำเร็จในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ หากคุณกำลังมองหารถยนต์คันต่อไป การศึกษาข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดที่สุด
หากคุณสนใจที่จะสัมผัสประสบการณ์เทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ หรือกำลังมองหารถยนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณ อย่ารอช้า! ติดต่อผู้เชี่ยวชาญของเราเพื่อรับคำปรึกษา หรือทดลองขับรถรุ่นที่คุณสนใจได้แล้ววันนี้ เพื่อก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการเดินทางอย่างมั่นใจ

