ฟอร์ด เอเวอเรสต์: ปฏิวัติวงการ SUV/PPV ด้วยเทคโนโลยีและสมรรถนะระดับพรีเมียม
ในฐานะผู้ที่คร่ำหวอดในวงการยานยนต์มากว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดรถยนต์ SUV/PPV ในประเทศไทยมาโดยตลอด แต่มีรถยนต์รุ่นหนึ่งที่สร้างความประทับใจและท้าทายกรอบความคิดเดิมๆ ของตลาดนี้อย่างแท้จริง นั่นคือ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ (Ford Everest) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่นปี 2025 ที่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น
หากมองเผินๆ ตัวเลขสมรรถนะของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 3.2 ลิตร 4×4 เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด อาจดูเหมือนเป็นรองคู่แข่งอย่าง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต (Mitsubishi Pajero Sport) ที่ใช้เครื่องยนต์ความจุต่ำกว่า แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งถึงปัจจัยต่างๆ จะพบว่านี่คือผลลัพธ์ที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
น้ำหนักตัว: พลังที่มาพร้อมภาระ
ปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุดคือ “น้ำหนักตัว” ของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ที่มีน้ำหนักมากถึง 2,480 กิโลกรัม หรือเกือบ 2.5 ตัน เมื่อรวมกับล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่แม้จะดูสวยงาม แต่ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่เพิ่มน้ำหนักและเป็นภาระให้กับขุมกำลัง
ในทางกลับกัน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 กลับทำผลงานได้ตามความคาดหวัง แม้ตัวเลขอัตราเร่งอาจดูไม่หวือหวาเมื่อมองเพียงผิวเผินตามมาตรฐานการทดสอบของ Headlightmag.com ที่ระบุว่าค่อนข้างใกล้เคียงกับคำว่า “อืด”
บุคลิกเครื่องยนต์ Puma: พลังที่มาพร้อมจังหวะ
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร หรือ 2.2 ลิตร ตระกูล Puma ใน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ รุ่นใหม่ มีบุคลิกที่น่าสนใจคล้ายคลึงกันในช่วงออกตัว 0-30 กม./ชม. (เกียร์ 1) และต่อเนื่องถึง 60 กม./ชม. (เกียร์ 2) ตัวรถให้ความรู้สึกพุ่งทะยานอย่างน่าพอใจ ให้สัมผัสถึงความกระฉับกระเฉง
แต่เมื่อความเร็วไต่ระดับถึงราว 70 กม./ชม. ดูเหมือนว่าระบบจะมีการปรับลิ้นคันเร่งเล็กน้อย ส่งผลให้จังหวะการเร่งต่อเนื่องอาจสะดุดไปบ้าง หากไม่มีการปรับจูนนี้ ตัวเลข 0-100 กม./ชม. อาจทำได้ดีกว่านี้อย่างแน่นอน โดยรุ่น 3.2 ลิตร 4×4 ควรทำได้ราว 11.6-11.7 วินาที และรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ควรอยู่ในช่วง 12 วินาทีปลายๆ ใกล้เคียงกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ (Ford Ranger) 2.2 ลิตร รุ่นก่อนหน้า
ความเร็วสูงสุด: การเดินทางที่มั่นคง
การไต่ระดับความเร็วสูงสุดของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 3.2 ลิตร 4×4 เป็นไปอย่างต่อเนื่องจนถึงราว 140-150 กม./ชม. หลังจากนั้นอัตราเร่งจะช้าลง และมักจะคงที่อยู่ที่ประมาณ 160 กม./ชม. หากต้องการไปให้ไกลกว่านี้ อาจต้องอาศัยทางลาดชันช่วยส่งลงมา ก่อนที่เข็มความเร็วจะไปหยุดนิ่งที่ 185 กม./ชม.
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 เป็นไปตามคาด เข็มความเร็วจะค่อยๆ ไต่ขึ้นอย่างเนิบนาบแต่ต่อเนื่อง จนถึง 160 กม./ชม. หากต้องการไปถึงความเร็วสูงสุดที่ 181 กม./ชม. อาจต้องใช้เวลาแช่คันเร่งจนมิดนานหลายกิโลเมตร การทดสอบของเรายังคงยึดหลักความปลอดภัยสูงสุด และไม่สนับสนุนการขับขี่ด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
การขับขี่จริง: พลังที่สมตัว ในทุกการใช้งาน
ในการใช้งานจริง ขุมพลังของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ทั้ง 3.2 ลิตร และ 2.2 ลิตร ให้สัมผัสที่ “แรงสมตัว” ไม่ได้ผิดจากความคาดหมายมากนัก แม้รุ่น 3.2 ลิตร จะมีกำลัง 200 แรงม้า แต่เมื่อต้องแบกน้ำหนักกว่า 2 ตันครึ่ง ก็อาจสู้คู่แข่งโดยตรงอย่าง เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ (Chevrolet Trailblazer) และ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นใหม่ ไม่ได้ แต่ก็ถือว่าทำได้ตามมาตรฐาน
สำหรับรุ่น 3.2 ลิตร ในจังหวะเร่งแซงเมื่อเหยียบคันเร่งจนมิด หากถอนคันเร่งกะทันหัน ลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้าอาจหน่วงเวลาเล็กน้อย ทำให้เกิดอาการ “กระโจน” ไปข้างหน้าเล็กน้อย คล้ายกับรถยนต์เกียร์ CVT
ส่วนรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 อัตราเร่งไม่ได้อืดอาดอย่างที่เห็นในตัวเลขเมื่อพุ่งออกจากแยกไฟแดง การใช้งานในเมืองถือว่าเพียงพอ ไม่ถึงกับอืดจนน่ากังวล เพียงแต่ผู้ขับขี่จำเป็นต้องเรียนรู้จังหวะการเร่งแซงเล็กน้อย โดยเฉพาะเมื่อต้องการเปลี่ยนเลนกะทันหัน อาจต้องเผื่อเวลาประมาณ 0.7-1 วินาที สำหรับการทำงานของระบบเทอร์โบ
เคล็ดลับการขับขี่: ปลดปล่อยศักยภาพ
หากต้องการขับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2.2 ลิตร 4×2 ให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ในสถานการณ์เร่งด่วน แนะนำให้ลอง “เหยียบคันเร่งให้ลึกเกินครึ่ง” ระบบกล่องควบคุมเครื่องยนต์จะรับรู้ถึงความเร่งด่วน และสั่งจ่ายเชื้อเพลิงได้เร็วขึ้น ส่งผลให้อัตราเร่งต่อเนื่องดีเกินคาด
เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวน: ความเงียบที่สัมผัสได้
การเก็บเสียงภายในห้องโดยสารของ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมที่สุดในกลุ่ม SUV/PPV การที่จะเริ่มได้ยินเสียงลมภายนอกนั้น ต้องใช้ความเร็วถึง 140 กม./ชม. นอกจากวัสดุซับเสียงที่จัดเต็มแล้ว Ford ยังได้นำเทคโนโลยี Active Noise Cancellation มาใช้
หลักการทำงานคือ ไมโครโฟน 3 จุด จะรับเสียงรบกวนภายนอก ส่งข้อมูลไปยังกล่องควบคุม และปล่อยคลื่นเสียงที่มีความถี่ตรงกันข้ามออกทางลำโพง เพื่อหักล้างเสียงรบกวน
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าเสียงพูดอาจมีอาการก้องเล็กน้อย คล้ายพูดในห้องเก็บเสียง และผู้โดยสารบางท่านอาจมีอาการหูอื้อเล็กน้อย แนะนำให้ทดลองนั่งพร้อมสมาชิกในครอบครัวก่อนตัดสินใจซื้อ
ระบบบังคับเลี้ยว EPAS: ความแม่นยำที่สัมผัสได้
ระบบบังคับเลี้ยวแบบแร็คแอนด์พีเนียน พร้อมเพาเวอร์ผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า EPAS (Electronics Power Assist Steering Wheel) คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ Ford เป็นผู้ผลิตรายแรกที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในกลุ่ม SUV/PPV ในประเทศไทย
ในช่วงความเร็วต่ำ พวงมาลัยรุ่น 3.2 ลิตร จะมีความรู้สึกหน่วงมือเล็กน้อย ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับ BMW X5 รุ่นล่าสุด ในขณะที่รุ่น 2.2 ลิตร 4×2 จะเบามากจนสามารถใช้นิ้วชี้หมุนได้ ซึ่งอาจเบากว่ารุ่น 3.2 ลิตร ประมาณ 5-10%
เมื่อใช้ความเร็วสูงขึ้น พวงมาลัยทั้งสองรุ่นจะหนืดขึ้น แต่ค่อนข้างน้อย โดยเฉพาะรุ่น 2.2 ลิตร Ford ได้ปรับตั้งระยะฟรีของพวงมาลัยและ On-centre feeling มาได้ดีมาก การบังคับเลี้ยวทำได้แม่นยำ และมีความต่อเนื่อง (Linear) ที่ดี ในระดับที่ SUV ทั่วไปควรจะเป็น
รัศมีวงเลี้ยว: การพลิกแพลงที่ต้องใช้พื้นที่
รัศมีวงเลี้ยว 5.85 เมตร ถือว่าค่อนข้างกว้างสำหรับการกลับรถในถนน 4 เลน อาจต้องเผื่อพื้นที่ให้เพียงพอ เพื่อให้การกลับรถสมบูรณ์ในครั้งเดียว
ระบบช่วงล่าง: ความหนึบที่เหนือชั้น
ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่ Double Wishbone พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงพร้อม Watt’s Link และเหล็กกันโคลง
ในช่วงความเร็วต่ำ รุ่น 3.2 ลิตร ที่เซ็ตมาในแนวหนักแน่น จะส่งแรงสะเทือนขึ้นมาให้สัมผัสได้ชัดเจน แต่ไม่ถึงขั้นสะเทือนจนรับไม่ได้ เนื่องจากน้ำหนักตัวรถที่มาก ก็ช่วยซับแรงสะเทือนได้ส่วนหนึ่ง
เมื่อใช้ความเร็วเดินทาง หรือความเร็วสูง รุ่น 3.2 ลิตร จะให้ความมั่นคง หนักแน่น และมั่นใจได้ดีที่สุดในกลุ่ม อาการช่วงล่างด้านหลังดีดเด้งมีน้อยมาก
สำหรับรุ่น 2.2 ลิตร 4×2 ช่วงล่างมีความแน่นหนึบ แต่ยังคงมีการสะเทือนจากสภาพถนนที่แตกต่างกันเล็กน้อย ไม่ได้นุ่มนวลเท่ามิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต แต่ก็ยังน้อยกว่ารุ่น 3.2 ลิตร
สมรรถนะการเข้าโค้ง: ความมั่นใจที่สัมผัสได้
ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ สามารถเข้าโค้งต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ ด้วยความเร็วที่น่าประทับใจ แม้ในโค้งที่ต้องการความแม่นยำสูง แต่หน้ายางติดรถอาจมีอาการไถลออกเล็กน้อย ในขณะที่ช่วงล่างยังคงนิ่งสงบ
เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ในเมืองมากกว่าเล็กน้อย อิซูซุ มิว-เอ็กซ์ (Isuzu MU-X) เซ็ตมาให้นุ่ม แต่มีอาการดีดเด้งด้านหลัง เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ ช่วงล่างแน่นกว่า มิว-เอ็กซ์ ส่วน โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ (Toyota Fortuner) มีช่วงล่างที่แข็งกระด้างที่สุด
ระบบเบรก: ความนุ่มนวลพร้อมความมั่นใจ
ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ จานเบรกหน้ามีครีบระบายความร้อน เสริมด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐาน ABS, EBD, Brake Assist, ESP, Traction Control และระบบช่วยเหลืออื่นๆ อีกมากมาย
แป้นเบรกมีระยะเหยียบที่ค่อนข้างยาวและลึก การตอบสนองนุ่มนวลคล้ายกับรถยนต์ Mercedes-Benz ในช่วงแรกของการเหยียบ อาจไม่รู้สึกถึงการหน่วงเท่าที่ควร จนกว่าจะเหยียบไปประมาณ 25-30% ของระยะเหยียบทั้งหมด
โดยรวมแล้ว ระบบเบรกสามารถหยุดรถได้อย่างนุ่มนวลในสภาพการจราจรติดขัด และมั่นใจได้ในการชะลอความเร็วจากย่านความเร็วสูง โดยไม่ปรากฏอาการ Fade นับเป็นระบบเบรกที่ดีอันดับต้นๆ ในกลุ่ม SUV/PPV
ความปลอดภัยเชิงป้องกัน: เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ
ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ในรุ่น Titanium+ มาพร้อมระบบความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) ที่ล้ำสมัยจนกลายเป็นจุดขายสำคัญ:
Adaptive Cruise Control: ระบบควบคุมความเร็วแบบแปรผันที่สามารถรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าโดยอัตโนมัติ
Collision Mitigation: ระบบเตือนเมื่อเข้าใกล้รถคันหน้ามากเกินไป พร้อมส่งสัญญาณเตือนให้เหยียบเบรก
Lane Departure Warning & Lane Keeping Aid: ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน และช่วยประคองพวงมาลัยให้อยู่ในเลน
BLIS (Blind Spot Information System): ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา
Active Parking Assist: ระบบช่วยจอดรถแบบอัตโนมัติ
Cross Traffic Alert: ระบบเตือนเมื่อมีรถแล่นตัดผ่านด้านหลังขณะถอยจอด
ความปลอดภัยเชิงรับ: ปกป้องสูงสุดในทุกสถานการณ์
ในกรณีที่ระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันไม่สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุได้ ระบบความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) จะเข้ามามีบทบาท ถุงลมนิรภัย 6-7 ใบ เข็มขัดนิรภัยแบบ ELR 3 จุด พร้อมจุดยึด ISOFIX สำหรับเด็ก และระบบไฟฉุกเฉิน ESS คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ANCAP และ 4 ดาวจาก ASEAN NCAP
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง: ประสิทธิภาพที่น่าพอใจ
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับความประหยัดน้ำมัน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไม่ได้คาดหวังว่าจะเทียบเท่ารถยนต์ Eco Car แต่ตัวเลขที่ทำได้ถือว่าน่าพอใจ:
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ทำตัวเลขได้ 11.16 กม./ลิตร
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ทำตัวเลขได้ 12.59 กม./ลิตร ซึ่งใกล้เคียงกับรถกระบะ Ranger 4 ประตู 4×2
ระยะทางต่อการเติมน้ำมัน 1 ถัง โดยประมาณ:
รุ่น 2.2 ลิตร 4×2: ประมาณ 700 กิโลเมตร
รุ่น 3.2 ลิตร 4×4: ประมาณ 450-520 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับลักษณะการขับขี่)
ปัญหาที่พบบ่อย: การพัฒนาที่ต่อเนื่อง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฟอร์ด เอเวอเรสต์ มีรายงานปัญหา Defect อยู่บ้าง ซึ่ง Ford ได้ดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง เช่น ปัญหาไฟไหม้ที่ออสเตรเลีย (เกิดจากการประกอบขั้วแบตเตอรี่ไม่แน่น) อาการสั่นที่แป้นคันเร่ง ปัญหาระบบไฟฟ้าต่างๆ เสียงกระพือบริเวณหลังคาซันรูฟ ปัญหา EGR Sensor และ CKP Sensor ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการแก้ไขแล้วผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ หรือการเปลี่ยนอะไหล่
สรุป: SUV/PPV ระดับพรีเมียม ที่กำหนดมาตรฐานใหม่
ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไม่ใช่เพียงแค่ SUV/PPV ทั่วไป แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ประเภทนี้อย่างแท้จริง ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม การขับขี่ที่มั่นคง และความปลอดภัยที่เหนือกว่าคู่แข่ง
ข้อดีที่โดดเด่น:
เทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงรุก: ล้ำสมัยจนคู่แข่งต้องมองค้อน
ช่วงล่างแน่นหนึบ: ให้ความมั่นคงในการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม
การขับขี่ช่วงความเร็วสูง: หนักแน่น มั่นคง และมั่นใจได้ที่สุดในกลุ่ม
ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ: ยกชุดมาจาก Land Rover
ภายในห้องโดยสาร: หรูหรา สะดวกสบาย ใกล้เคียง Range Rover
จุดที่ควรปรับปรุง:
น้ำหนักตัว: ส่งผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
น้ำหนักพวงมาลัย: ควรหนืดขึ้นเล็กน้อยในช่วงความเร็วเดินทาง
แป้นเบรก: ควรตอบสนองไวขึ้นตั้งแต่เริ่มเหยียบ
มาตรวัดรอบเครื่องยนต์: ขนาดเล็กเกินไป อ่านยาก
การเข้า-ออกเบาะแถว 3: ลำบากกว่ารุ่นก่อนหน้า
ระบบไฟฟ้า: มีจำนวนมาก อาจส่งผลต่อการบำรุงรักษาในระยะยาว
คู่แข่งในตลาด:
Chevrolet Trailblazer: สมรรถนะดี แต่ศูนย์บริการต้องปรับปรุง
Isuzu MU-X: ประหยัดน้ำมัน ศูนย์บริการดี ช่วงล่างมีอาการดีดเด้ง
Mitsubishi Pajero Sport: ดีไซน์ล้ำสมัย ควบคุมง่าย แต่ช่วงล่างนุ่มนวลเกินไป
Toyota Fortuner: ขวัญใจมหาชน ช่วงล่างแข็งกระด้าง
รุ่นที่คุ้มค่าที่สุด:
2.2 Titanium+ 4×2: ให้ความคุ้มค่าสูงสุดด้วยอุปกรณ์ที่ครบครันในราคาที่เข้าถึงได้
3.2 Titanium+ 4×4: สำหรับผู้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และสมรรถนะสูงสุด
แม้ว่า ฟอร์ด เอเวอเรสต์ จะมีจุดเด่นมากมาย แต่ปัญหาด้านบริการหลังการขายของ Ford ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา ฟอร์ดกำลังพยายามปรับปรุง แต่ก็ยังต้องใช้เวลาเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าอย่างแท้จริง
หากคุณกำลังมองหา SUV/PPV ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับ พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย ฟอร์ด เอเวอเรสต์ คือหนึ่งในตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม หากคุณพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องบริการหลังการขาย
ถึงเวลาแล้วที่คุณจะได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ระดับพรีเมียมอย่างแท้จริง จองทดลองขับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ได้แล้ววันนี้ เพื่อค้นพบคำตอบที่ใช่สำหรับทุกเส้นทางชีวิตของคุณ

