มหกรรมยานยนต์กรุงเทพฯ 2025: ยุคใหม่แห่งการขับเคลื่อน สู่ยุคแห่งความยั่งยืนและนวัตกรรม
ในฐานะที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมมองว่างาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 25 มีนาคมนี้ ไม่ใช่แค่การจัดแสดงรถยนต์รุ่นใหม่ แต่เป็นการสะท้อนถึงทิศทางและอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างแท้จริง ปี 2025 นี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่เทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) และระบบขับเคลื่อนแบบไฮบริด (Hybrid) ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV): ความท้าทายที่มาพร้อมโอกาสอันยิ่งใหญ่
แม้ว่าภาพรวมตลาดรถยนต์ในปี 2025 จะถูกคาดการณ์ว่ายังคงมีความท้าทายสำหรับผู้ผลิตหลายราย แต่ในส่วนของ รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ BEV กลับยังคงแสดงให้เห็นถึงความคึกคักอย่างไม่เสื่อมคลาย โดยมีรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่น่าจับตามองถูกนำมาเปิดตัวในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจากแบรนด์ผู้ผลิตสัญชาติจีน ที่เข้ามาสร้างสีสันและความเข้มข้นให้กับตลาดอย่างแท้จริง
เราจะได้เห็นการเปิดตัว Deepal S05 ที่เป็น SUV ขนาดกลาง พร้อมทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งแบบไฟฟ้า 100% และแบบ REEV (Range-Extended Electric Vehicle) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เคยรู้จักกันในชื่อ E-REV หรือ Extend Range Electric Vehicle คาดการณ์ว่า Deepal S05 รุ่น REEV นี้ จะมีระยะทางการขับขี่เกิน 1,000 กิโลเมตรต่อการเติมน้ำมันเพียง 1 ถัง ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับรุ่น EV คาดการณ์ราคาอยู่ในช่วง 799,000 – 899,000 บาท และรุ่น REEV ราคาอยู่ที่ 949,000 – 999,000 บาท
อีกหนึ่งไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือ MG IM6 หรือ “The First Ever Intelligent e-SUV” ซึ่งจะเปิดตัวก่อนงานเพียง 1 สัปดาห์ มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ ดีไซน์ล้ำสมัย และสถาปัตยกรรมยานยนต์ที่ผสานวิศวกรรมอันยอดเยี่ยม รุ่น Premium RWD จะมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 217 กิโลวัตต์ (295 แรงม้า) วิ่งได้ 550 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) ส่วนรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ Performance AWD ที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ จะมีกำลังสูงสุดถึง 572 กิโลวัตต์ (787 แรงม้า) และวิ่งได้ไกลถึง 634 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
Xpeng และ Zeekr ก็ไม่น้อยหน้า โดย Xpeng จะนำเสนอ X9 รถตู้พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม ในราคา 2.749 ล้านบาท โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ SiC Architecture รองรับการชาร์จสูงสุด 330 กิโลวัตต์ โครงสร้างตัวถัง SEPA 2.0 ได้รับแรงบันดาลใจจากการออกแบบยานอวกาศ พร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวางถึง 7.7 ตารางเมตร และเบาะนั่งแถวสองพร้อมฟังก์ชัน Zero-gravity เพื่อความสบายสูงสุด
ด้าน Zeekr พบกับ 7X SUV ไฟฟ้า 5 ที่นั่งสุดพรีเมียม ออกแบบมาเพื่อการใช้งานแบบครอบครัวโดยเฉพาะ มาพร้อมห้องโดยสารที่ใหญ่โต และเทคโนโลยี Silicon Carbide E-Motor 2 ชุด ช่วยให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.8 วินาที พร้อมระยะทางการขับขี่สูงสุด 780 กม./ชาร์จ (มาตรฐาน CLTC)
สำหรับ MINI ก็ยังคงไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนายานยนต์ไฟฟ้า โดยครั้งนี้มาพร้อมเวอร์ชันตกแต่งพิเศษ JCW (John Cooper Works) Electric ที่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ (258 แรงม้า) และแรงบิด 350 นิวตัน-เมตร ที่ให้ความรู้สึก “Go-Kart feeling” อันเป็นเอกลักษณ์ของ MINI
ตลาดรถยนต์ไฮบริด (Hybrid): ทางเลือกที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ตลาดรถยนต์บ้านเราถูกขับเคลื่อนด้วยรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (BEV) เป็นหลัก จนหลายคนอาจคิดว่าทางเลือกอื่น ๆ กำลังจะหมดไป แต่ใน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 นี้ เราจะได้เห็นการทะลักเข้ามาของรถยนต์ไฮบริดในหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบปกติ (HEV), แบบเสียบปลั๊กชาร์จ (PHEV) และ E-REV ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่แบรนด์จากจีนเท่านั้น
Deepal S05 เองก็มีเวอร์ชัน REEV เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ ส่วน BYD SHARK 6 DM-i จะมาในรูปแบบของรถกระบะสมรรถนะสูงแบบดับเบิ้ลแค็บ ติดตั้งระบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร และระบบ EHS พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 3-in-1 ให้กำลังรวมสูงสุด 430 แรงม้า และแรงบิด 650 นิวตันเมตร สามารถขับโหมดไฟฟ้าล้วนได้ถึง 100 กม. (มาตรฐาน NEDC)
GWM (Great Wall Motors) จะชูโรงด้วยการเปิดตัว Haval H6 เวอร์ชันไมเนอร์เชนจ์ ที่ได้รับการปรับโฉมให้สวยงามยิ่งขึ้น พร้อมตัวเลือกทั้งขุมกำลังไฮบริด HEV และปลั๊ก-อิน ไฮบริด PHEV ที่ได้รับการยกระดับสมรรถนะและเทคโนโลยีให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับแบรนด์ยุโรป Audi จะเปิดตัว A5 Plug-in Hybrid ซึ่งมาพร้อมกับตัวถัง Avant และ Sportback ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความสปอร์ต พร้อมขุมกำลัง Plug-in Hybrid รุ่นล่าสุด ให้ระยะทางวิ่งโหมดไฟฟ้าไกลถึง 114 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) ควบคู่กับระบบขับเคลื่อน quattro มอบพละกำลัง 367 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร
Volvo หลังจากที่เน้นย้ำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ก็หันมาเพิ่มทางเลือกในกลุ่ม PHEV ด้วย XC90 PHEV ที่สามารถวิ่งในโหมดไฟฟ้าได้ไกลถึง 70 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 100% (มาตรฐาน WLTP)
ฝั่งญี่ปุ่น: ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในงานมอเตอร์โชว์ 2025
แบรนด์ญี่ปุ่นยังคงเตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่องในงานนี้ Mitsubishi XForce ซับคอมแพ็กต์ครอสโอเวอร์รุ่นล่าสุดที่พัฒนาต่อยอดจากรถต้นแบบ XFC จะมาพร้อมดีไซน์ SUV ที่แข็งแกร่ง ขับเคลื่อนด้วยขุมกำลังเบนซิน MIVEC 1.5 ลิตร 105 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ CVT พร้อม 4 โหมดการขับขี่ และระบบ Active Yaw Control
Nissan จะเริ่มทำตลาดอย่างเป็นทางการของ Serena e-Power ใหม่ MPV 7 ที่นั่ง ที่ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่ พร้อมระบบขับเคลื่อน e-Power ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 163 แรงม้า แรงบิด 315 นิวตัน-เมตร ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์สันดาปใหม่ HR14DDe ความจุ 1,400 ซีซี เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า และมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย 360° Nissan Safety Shield
สำหรับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจากญี่ปุ่น อาจมีเพียงรุ่นเดียวคือเวอร์ชันขายจริงของ Honda e:N1 ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีให้เช่า แต่ครั้งนี้จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยประกอบจากประเทศจีน และตั้งราคาไว้ที่ 1,199,000 บาท
ตลาดรถยนต์หรู: สวนกระแสเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและสมรรถนะ
แม้เศรษฐกิจจะมีความท้าทาย แต่ตลาดรถยนต์หรูในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 กลับคึกคักสวนทาง โดยแบรนด์หรูต่าง ๆ ได้นำรถรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีและสมรรถนะขั้นสูงมาเปิดตัวหลายรุ่น:
Aston Martin Vantage: ปรับเปลี่ยนโครงสร้างตัวถัง พร้อมเทคโนโลยีล่าสุด ขุมกำลังเบนซิน V8 Twin-Turbo 4.0 ลิตร อัปเกรดกำลังเป็น 665 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-96 กม./ชม. ใน 3.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม.
BMW M2: เวอร์ชั่นอัปเกรดของรถสปอร์ตคูเป้สมรรถนะสูง เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร M TwinPower Turbo กำลังเพิ่มเป็น 480 แรงม้า แรงบิด 600 นิวตัน-เมตร แพ็กเกจ M Racetrack เพิ่มความเร็วสูงสุดไปถึง 285 กม./ชม. แต่อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ยังคงอยู่ที่ 4 วินาที
Maserati GranCabrio: รถสปอร์ตเปิดประทุนสัญชาติอิตาเลียน มาพร้อมตัวเลือกขุมกำลัง Nettuno 550 แรงม้า และ Folgore ขุมกำลังไฟฟ้า 100% ผสานเทคโนโลยีจาก Formula E เข้ากับเอกลักษณ์ของแบรนด์
Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+: โมเดลสมรรถนะสูงระดับแฟล็กชิพ เจเนอเรชันที่ 2 รหัส C192 มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 4.0 ลิตร Bi-Turbo สร้างพละกำลัง 585 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตัน-เมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 3.2 วินาที ความเร็วสูงสุด 315 กม./ชม.
5 รถยนต์ 5 ประตู (Hatchback & Crossover) ที่น่าสนใจในตลาดปี 2025
เมื่อพูดถึงความอเนกประสงค์ การใช้งานที่หลากหลาย รถยนต์ 5 ประตู หรือที่เรียกรวมไปถึงรถ Crossover และ SUV ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุดในปี 2025 นี้ ด้วยความโปร่งโล่งสบาย และพื้นที่เก็บสัมภาระที่จุใจ ผมขอแนะนำ 5 รุ่นที่น่าจับตามอง:
Honda City Hatchback: ดีไซน์สปอร์ตหรูหราทั้งภายนอกและภายใน มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.0 ลิตร VTEC TURBO 122 แรงม้า ให้การขับขี่ที่สนุกสนานและประหยัดน้ำมัน (23.3 กม./ลิตร) ระบบเบาะ Ultra Seat ปรับพับได้หลากหลายรูปแบบ และเทคโนโลยี Honda SENSING ครบครัน
Suzuki Swift: รถยนต์ Eco Car ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นรถคันแรกอย่างแท้จริง ด้วยดีไซน์สปอร์ตหรู ฟังก์ชันคุ้มค่า ขับสนุก เกาะถนนดี เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร DUALJET (83 แรงม้า) ประหยัดน้ำมัน (23 กม./ลิตร) ภายในกว้างขวาง นั่งสบาย
Nissan Kicks e-Power: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์รถยนต์ไฟฟ้าแต่ยังกังวลเรื่องการชาร์จ ระบบ e-Power ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร ปั่นไฟให้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน (136 แรงม้า, 280 นิวตัน-เมตร) ดีไซน์ B-SUV สปอร์ต อวบอิ่ม พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัย 360 องศา
Toyota Corolla Cross: Crossover SUV ที่พัฒนาบนพื้นฐาน Toyota Corolla เน้นความแข็งแกร่งสำหรับการใช้งานในเมือง (Urban Toughness) มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.8 ลิตร และไฮบริด 1.8 ลิตร ประหยัดน้ำมัน นุ่มนวล ขับขี่ง่าย พร้อม Toyota Safety Sense
Mazda CX-30: Crossover SUV ที่ผสานความสปอร์ต ปราดเปรียว และความหรูหราได้อย่างลงตัว ด้วยดีไซน์ Kodo Design เครื่องยนต์ Skyactiv-G 2.0 ลิตร (165 แรงม้า) ที่ให้การขับขี่ใกล้เคียงรถยนต์นั่ง พร้อมระบบ G-Vectoring Control Plus และ Mazda i-Activsense
รถยนต์ประหยัดน้ำมันในปี 2025: ทางเลือกสำหรับยุคใหม่
ในยุคที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนและความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มสูงขึ้น การเลือกรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์สันดาปภายใน หรือรถยนต์ไฮบริด ซึ่งในปี 2025 นี้ มีตัวเลือกที่น่าสนใจมากมาย:
รถยนต์สันดาปประหยัดน้ำมันที่สุด:
Mazda 2: โดดเด่นด้วยช่วงล่างที่เฟิร์ม ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยมในกลุ่ม Eco Car มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร และดีเซล 1.5 ลิตร (26.3 กม./ลิตร)
Nissan Almera 1.0 Turbo: เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ ให้ทั้งความประหยัด (23.3 กม./ลิตร) และสมรรถนะที่น่าพอใจ พร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ครบครัน
Toyota Yaris Ativ: เป็นที่ยอมรับในเรื่องความทนทาน ค่าบำรุงรักษาต่ำ เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ให้ความประหยัด (23.3 กม./ลิตร) และห้องโดยสารกว้างขวาง
Honda City 1.0 Turbo: เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ให้การตอบสนองที่ดีเยี่ยม ประหยัดน้ำมัน (23.3 กม./ลิตร) พร้อมเทคโนโลยี Honda SENSING
Mitsubishi Attrage: รถ Eco Car ขนาดเล็ก ราคาเข้าถึงง่าย ให้ความประหยัดน้ำมันสูง (23.3 กม./ลิตร) ใช้งานง่าย เหมาะกับการขับขี่ในเมือง
Mitsubishi Mirage: รถยนต์ขนาดเล็ก คล่องตัว หาที่จอดง่าย ประหยัดน้ำมัน (23.3 กม./ลิตร) และค่าบำรุงรักษาไม่สูง
Suzuki Celerio: เป็นรถยนต์ราคาประหยัดที่สุดในไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาดเล็ก ให้ความประหยัดน้ำมัน (23.1 กม./ลิตร) และมีภายในที่กว้างขวางอย่างน่าประหลาดใจ
Suzuki Swift: ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยดีไซน์สปอร์ต เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร DUALJET ประหยัดน้ำมัน (23 กม./ลิตร) และมีช่วงล่างที่ให้ฟีลลิ่งการขับขี่ที่ดี
รถยนต์ไฮบริดประหยัดน้ำมันที่สุด:
Honda City 1.5 e:HEV: เป็นผู้นำด้านความประหยัดน้ำมันในกลุ่มไฮบริด ด้วยเทคโนโลยี e:HEV ให้ตัวเลขการประหยัดสูงสุด (27.8 กม./ลิตร) การขับขี่สนุก นุ่มนวล พร้อม Honda SENSING
Toyota Yaris CROSS HEV: SUV คอมแพ็กต์ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริด ประหยัดน้ำมัน (26.3 กม./ลิตร) ดีไซน์โดดเด่น ออปชันครบครัน พร้อม Toyota Safety Sense
MG3 HYBRID+: ปฏิวัติวงการ Eco Car ด้วยเทคโนโลยี Hybrid+ ให้กำลังมากที่สุดในคลาส ประหยัดน้ำมัน (26.2 กม./ลิตร) ดีไซน์สปอร์ตหรูหรา วัสดุภายในดีเยี่ยม
Honda HR-V e:HEV: SUV ที่ผสมผสานความสปอร์ตและความคุ้มค่า ประหยัดน้ำมัน (25.6 กม./ลิตร) การขับขี่นุ่มนวล เหมาะสำหรับครอบครัว
Honda Civic e:HEV: ผสานความแรงและความประหยัดได้อย่างลงตัว (25 กม./ลิตร) สมรรถนะการขับขี่ดีเยี่ยม เงียบ นุ่มนวล พร้อม Honda SENSING
Honda Accord e:HEV: รถซีดานขนาดใหญ่ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือความคาดหมาย ประหยัดน้ำมัน (25 กม./ลิตร) ห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา
Toyota Camry HEV: ดีไซน์หรูหรา ภายในตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูง พร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่มากมาย ประหยัดน้ำมัน (25 กม./ลิตร)
MG VS HEV: SUV ไฮบริดขนาดกลางที่ขับสนุกและประหยัดน้ำมัน (24.4 กม./ลิตร) ช่วงล่างนุ่มนวล ห้องโดยสารกว้างขวาง
Haval Jolion Hybrid: SUV ที่มาพร้อมดีไซน์ Luxury Future Intelligent Cockpit ประหยัดน้ำมัน (23.8 กม./ลิตร) ออปชันครบครัน
Toyota Corolla Cross: SUV ที่เน้นความสบาย ประหยัดน้ำมัน (23.3 กม./ลิตร) ภายในหรูหรา ช่วงล่างนุ่มนวล พร้อมระบบความปลอดภัยครอบคลุม
งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025 ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม ถึง 6 เมษายนนี้ คือโอกาสทองของคุณที่จะได้สัมผัสกับนวัตกรรมยานยนต์ล่าสุด ไม่ว่าคุณจะกำลังมองหารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัย รถยนต์ไฮบริดที่ประหยัดน้ำมัน หรือรถยนต์หรูที่มาพร้อมสมรรถนะเหนือชั้น อย่าพลาดโอกาสนี้!
หากคุณกำลังมองหารถยนต์ที่ใช่สำหรับปี 2025 นี้ การมาเยือนงานมหกรรมยานยนต์ครั้งนี้ จะช่วยให้คุณได้เห็นภาพรวมตลาดอย่างชัดเจน และตัดสินใจเลือกยานยนต์ที่ตรงใจที่สุดสำหรับไลฟ์สไตล์และความต้องการของคุณ อย่ารอช้า! เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปพบกับโลกแห่งยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าด้วยกันที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2025

