BYD จุดพลุสงครามราคา EV ระลอกใหม่: เทียบศักยภาพการแข่งขันและทิศทางตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทย 2025
ในวงการยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การแข่งขันที่ดุเดือดไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อยักษ์ใหญ่สัญชาติจีนอย่าง BYD ประกาศปรับลดราคารถยนต์ครั้งใหญ่สูงสุดถึง 34% ในตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างจีน คำถามที่ตามมาไม่ใช่แค่ว่าใครจะอยู่ใครจะไป แต่เป็นการประเมินถึงผลกระทบในวงกว้างที่อาจส่งผลต่อผู้บริโภคและผู้ผลิตทั่วโลก รวมถึงตลาดประเทศไทย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มาเกือบ 10 ปี ผมมองว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ BYD เป็นมากกว่าเพียงแค่กลยุทธ์ทางการตลาด แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงการเข้าสู่สมรภูมิราคาที่รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่งอาจพลิกโฉมภูมิทัศน์ของตลาด EV ไปตลอดกาล
BYD: กลยุทธ์ “ตัดราคา” เพื่อครองตลาด EV
การลดราคาครั้งใหญ่นี้ครอบคลุมรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดกว่า 22 รุ่นที่จำหน่ายในจีน โดยเฉพาะรุ่น Seagull ซึ่งเป็นรุ่นที่ราคาเข้าถึงง่ายที่สุด ถูกปรับลดลงอีก 20% เหลือเพียงประมาณ 7,780 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่รุ่น Seal ซึ่งเป็นซีดานไฮบริดสองมอเตอร์ ได้รับส่วนลดมากที่สุดถึง 34% ในอดีต การแข่งขันด้านราคาในอุตสาหกรรมรถยนต์มักถูกมองว่าเป็นดาบสองคม เพราะนอกจากจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้ในระยะสั้นแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม BYD ซึ่งเป็นผู้นำตลาด EV ในจีน และมี “เป้าหมายการส่งมอบรถยนต์ 5.5 ล้านคันตลอดทั้งปี 2025” แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในศักยภาพการแข่งขัน การปรับลดราคาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นอุปสงค์ของผู้บริโภคที่ชะลอตัว อันเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของจีนที่ยังคงเผชิญความท้าทาย
ผลกระทบต่อนักลงทุนและคู่แข่ง: หุ้นดิ่ง สัญญาณสงครามราคา
การประกาศลดราคาของ BYD ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดหุ้น โดยหุ้นของ BYD เองปรับตัวลดลงถึง 8.3% ขณะที่หุ้นของคู่แข่งสำคัญอย่าง Li Auto Inc., Great Wall Motor Co. และ Geely Automobile Holdings Ltd. ก็ปรับตัวลงมากกว่า 5% นักลงทุนแสดงความกังวลต่อการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ซึ่งอาจบีบอัตรากำไรของผู้ผลิตทุกราย
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ชี้ว่า แม้ส่วนลดบางรายการจะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนเมษายน แต่การประกาศอย่างเป็นทางการนี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสภาวะตลาดปลายทางยังคงเผชิญความท้าทายอย่างหนัก การลดราคาอย่างดุดันของ BYD คาดว่าจะส่งผลให้คู่แข่งจำเป็นต้องปรับลดราคาตาม ซึ่งจะยิ่งบีบให้อัตรากำไรที่บางอยู่แล้วลดน้อยลงไปอีก
Citi Research คาดการณ์ว่า คู่แข่งจะปรับลดราคาตาม BYD โดยเห็นได้จากการประกาศส่วนลดเงินสดของ Chongqing Changan Automobile Co. และการปรับราคารุ่น C16 และ C11 ของ Zhejiang Leapmotor Technologies Ltd. ขณะเดียวกัน Citi ประเมินว่ายอดผู้เข้าชมโชว์รูมของ BYD อาจเพิ่มขึ้น 30-40% ซึ่งหากสามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายได้จริง จะส่งผลให้ยอดขายเดือนพฤษภาคมของ BYD ยังคงเติบโตต่อเนื่อง
ปัจจัยเสริมความแข็งแกร่งของ BYD: ห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและอัตรากำไรที่เหนือกว่า
สิ่งที่ทำให้ BYD สามารถรับมือกับสงครามราคาในจีนได้ดีกว่าผู้ผลิตรายอื่น คือการมีห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร (Vertical Integration) บริษัทผลิตแบตเตอรี่และเซมิคอนดักเตอร์หลายชนิดด้วยตนเอง ประกอบกับความได้เปรียบจากขนาดการผลิตในประเทศ ช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
ผลประกอบการล่าสุดสะท้อนความแข็งแกร่งนี้ได้อย่างชัดเจน อัตรากำไรขั้นต้นของ BYD ในไตรมาสแรกของปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 20% ซึ่งสูงกว่า Tesla ที่ประมาณ 16% นอกจากนี้ กำไรสุทธิของ BYD ในไตรมาสแรกยังพุ่งสูงถึง 9.15 พันล้านหยวน แซงหน้า Tesla ในอีกหนึ่งตัวชี้วัดทางการเงินที่สำคัญ
บทบาทของ BYD ในตลาดโลก: สู่การเป็นผู้นำ EV ในยุโรป
นอกเหนือจากตลาดในประเทศ BYD ยังคงเดินหน้าขยายตลาดในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เดือนที่ผ่านมา BYD สามารถทำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปได้มากกว่า Tesla เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญในการท้าทายแบรนด์รถยนต์สัญชาติอเมริกันที่ครองความเป็นผู้นำในตลาดยุโรปมาอย่างยาวนาน การลดราคาในจีนครั้งนี้อาจส่งผลให้ BYD มีศักยภาพในการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลกสูงขึ้นอีกด้วย
Rolls-Royce: จากสมรภูมิสงครามสู่บัลลังก์แห่งความหรูหราสูงสุด
ในขณะที่ตลาด EV ทั่วโลกกำลังขับเคี่ยวกันด้วยกลยุทธ์ด้านราคา ยานยนต์ในกลุ่มลักชัวรีก็ยังคงมีเสน่ห์และความต้องการที่ไม่เคยเสื่อมคลาย ล่าสุด “Top 10 Most Expensive Cars In The World 2025” จาก Sotheby’s ได้เปิดเผยว่ารถโรดสเตอร์ 2 ที่นั่งสั่งทำพิเศษ ‘The La Rose Noire Droptail’ โดย Rolls-Royce คือรถที่มีราคาสูงที่สุดในโลก ด้วยสนนราคาถึง 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1,000 ล้านบาท)
ความพิเศษของ Rolls-Royce La Rose Noire Droptail ไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความพิถีรพิถันในการผลิต ซึ่งใช้เวลากว่า 4 ปีในการสร้างสรรค์ โดยได้แรงบันดาลใจจากกุหลาบแบล็คบาคาร่า (Black Baccara) ที่มีสีสันและสัมผัสราวกับกำมะหยี่ การที่ Rolls-Royce มีถึง 3 รุ่นติดอันดับใน Top 10 สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไอคอนิกของความหรูหรา ความไฮเอนด์ และลักชัวรี ที่ยาวนานของแบรนด์
แต่สิ่งที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง คือประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Rolls-Royce ที่เคยถูกดัดแปลงเพื่อใช้ใน “สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2” ย้อนกลับไปเมื่อ 121 ปีก่อน ในปี 1904 เฮนรี รอยซ์ (Henry Royce) ชายชาวอังกฤษผู้มีแพสชั่นในเทคโนโลยี เริ่มต้นจากการผลิตรถยนต์เองเพียงเพราะไม่อยากใช้รถนำเข้าจากฝรั่งเศส จนกระทั่งได้พบกับ ชาร์ลส โรลส์ (Charles Rolls) ผู้บุกเบิกด้านยานยนต์และการบิน ทั้งสองร่วมกันก่อตั้งบริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอังกฤษขึ้น ด้วยความรักใน “ชาตินิยม” และต้องการสร้างรถยนต์คุณภาพสูงที่ผลิตในประเทศ
ผลงานที่สร้างชื่อให้กับ Rolls-Royce อย่างแท้จริงคือ ‘Silver Ghost’ ซึ่งเปิดตัวในปี 1907 และได้รับการทดสอบวิ่งระยะไกลกว่า 23,000 กิโลเมตรต่อเนื่อง กลายเป็น “รถยนต์ที่ดีที่สุดในโลก” ในยุคนั้น
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 Rolls-Royce ได้พัฒนารถหุ้มเกราะจากรุ่น Silver Ghost เพื่อใช้ในสมรภูมิรบกว่า 100 คัน รวมถึงถูกนำไปใช้ในสงครามกลางเมืองไอร์แลนด์ และสงครามโลกครั้งที่ 2 ในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ นอกจากนี้ ยังมีการสร้างรถหุ้มเกราะพิเศษเพื่อใช้ในการขนส่งพระราชินีนาถ ซึ่งต่อมาได้ส่งมอบให้กับกระทรวงกลาโหมอังกฤษเพื่อการทหาร
นอกเหนือจากรถยนต์ Rolls-Royce ยังเป็นที่รู้จักจาก ‘The Eagle’ เครื่องยนต์อากาศยานที่ถูกนำไปใช้ในสงครามทางอากาศด้วย
แม้จะเคยเผชิญกับพิษเศรษฐกิจในปี 1925 และต้องปรับตัวด้วยการขายกิจการบางส่วน แต่ด้วยนวัตกรรมและการประดิษฐ์หลายอย่าง รวมถึงรถยนต์หรูที่กลายเป็นตัวเลือกในการดำเนินธุรกิจต่อ ทำให้ Rolls-Royce สามารถฟื้นคืนชีพและก้าวข้ามผ่านวิกฤตมาได้
สำหรับผลประกอบการในครึ่งปีแรกของปี 2024 Rolls-Royce มีกำไรจากการดำเนินงานพื้นฐานอยู่ที่ 1,149 ล้านปอนด์ รายได้รวมอยู่ที่ 8,182 ล้านปอนด์ โดยแบ่งสัดส่วนรายได้หลักจากอุตสาหกรรมการบินพลเรือน (50%), อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ (27%) และระบบพลังงาน (23%) ภายใต้การบริหารของ ทูฟาน เออร์กินบิลลิค (Tufan Erginbilgic) ซีอีโอคนปัจจุบัน Rolls-Royce สามารถสร้างกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่าภายใน 1 ปี ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
ตลาด B-SUV: ความนิยมที่พุ่งสูงในปี 2025 และรถยนต์น่าสนใจ
ในตลาดรถยนต์ทั่วไป รถ B-SUV (รถยนต์ SUV ขนาดเล็ก หรือ Sport Utility Vehicle ในกลุ่ม B-segment) หรือที่เรียกว่ารถ Crossover กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในปี 2025 โดยมียอดจดทะเบียนรถ SUV ขนาดเล็กเติบโตขึ้น 11.4% จากปีก่อนหน้า เหตุผลหลักมาจากตัวเลือกในตลาดที่หลากหลายขึ้น ดีไซน์ที่น่าดึงดูด ออปชันที่จัดเต็ม ระบบความปลอดภัยที่แน่นหนา และที่สำคัญคืออัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้นในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า SUV ขนาดใหญ่
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถ B-SUV มือสองในปี 2025 หรือรถยนต์ที่คุ้มค่า ผมขอแนะนำรุ่นที่น่าสนใจดังนี้:
Honda HR-V: รถ SUV ขนาดเล็กที่ขายดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ขนาดกะทัดรัด และภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ระบบ e:HEV ให้การขับขี่ที่นุ่มนวล ตอบสนองได้ดี เทคโนโลยีครบครัน และความทนทานตามสไตล์ Honda เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในเมืองและนอกเมือง
Toyota Corolla Cross: รถ SUV ขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายอย่างมหาศาล ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ Toyota ในด้านความทนทาน การบำรุงรักษาง่าย และศูนย์บริการที่ครอบคลุม ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจ ดีไซน์ตอบโจทย์ชีวิตประจำวัน ขนาดพอดี อัตราสิ้นเปลืองที่เหมาะสม และราคาที่น่าพอใจ ทำให้ Corolla Cross เป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง
Toyota Yaris Cross: รถ B-SUV ขายดีอันดับ 1 ในไทย ด้วยราคาที่เข้าถึงง่ายเมื่อเทียบกับรถใน segment เดียวกัน ขนาดกะทัดรัด ดีไซน์ทันสมัย เทคโนโลยีและฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของผู้ที่มองหา SUV ขนาดเล็ก
Nissan Kicks e-Power: รถ SUV ขนาดเล็กที่ใช้หลักการ e-Power โดยใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในปั่นกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และจ่ายไฟไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ มีข้อดีตรงที่ไม่ต้องชาร์จไฟจากภายนอก และประหยัดน้ำมันมาก เหมาะกับการเดินทางไกล
Subaru XV: SUV ขนาดเล็กที่มีความเป็นรถออฟโรดสำหรับครอบครัวสายลุย การออกแบบมีความกำยำ ดุดัน แต่ยังคงความสวยงามลงตัว ตอบโจทย์การใช้งานที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ชีวิต เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรถยนต์คันเดียวที่ใช้งานได้หลากหลาย
MG ZS EV: รถยนต์ไฟฟ้า 100% ขนาด B-SUV ที่มีดีไซน์โดดเด่น ออปชันแน่น ใช้งานได้ครอบคลุม ในราคาที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐาน Advanced Synchronized Protection System มากถึง 20 ระบบ
Toyota C-HR: รถ SUV ขนาดเล็กที่จัดว่าเป็นรถอเนกประสงค์ที่มีสปอร์ต หรูหรา ล้ำสมัย ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง นั่งสบาย โดดเด่นในเรื่องอัตราการประหยัดน้ำมันด้วยระบบ Full Hybrid (Dual Source of Power) อะไหล่เยอะ ซ่อมง่าย ช่วงล่างนุ่มนวล และราคามือสองค่อนข้างแข็ง
BYD Atto 3: รถยนต์ไฟฟ้า 100% ขนาด B-SUV ที่กว้างขวาง ดีไซน์สวยงาม สปอร์ต ล้ำสมัย เทคโนโลยีแบตเตอรี่ “Blade Battery” เป็นเอกลักษณ์ และอาจเป็นหนึ่งในแบตเตอรี่ที่ดีที่สุดในวงการ EV ช่วงล่างดี ขับขี่เกาะถนนดีเยี่ยม นุ่มสบาย และมีพื้นที่เก็บสัมภาระเยอะที่สุดในปัจจุบัน
Mazda CX-30: SUV ขนาดเล็ก ดีไซน์โฉบเฉี่ยว หรูหรา วัสดุดี งานประกอบประณีต มาพร้อมความปลอดภัยระดับสูง ขับสนุก ดูติดแกลม ราคามือสองคุ้มค่ามาก
BMW X1: รถ SUV ขนาดเล็กจากแบรนด์ยุโรป ดีไซน์สปอร์ต ทันสมัย ขนาดกะทัดรัด คล่องตัว ขับขี่สนุกสนานตามแบบฉบับ BMW เป็นที่นิยมในกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถยนต์พรีเมียมในราคาที่สมเหตุสมผล
BYD Denza N7: ก้าวต่อไปของ BYD ในตลาดรถยนต์อัจฉริยะ
ท่ามกลางการแข่งขันด้านราคา BYD ยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง Denza Auto ประกาศเปิดตัว 2025 รุ่น Tengshi N7 โดยชูจุดเด่นด้านระบบขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง รถรุ่นใหม่นี้มีการปรับปรุงดีไซน์ภายนอกให้เรียบง่ายขึ้น โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก “ลูกธนูพุ่งของดาวตก” และการตกแต่งภายในที่เน้นความสมมาตรหรูหรา
นอกจากนี้ยังมีการอัปเกรดระบบชาร์จไร้สายด้านหน้าเป็น 50W สองตัว และการปรับพวงมาลัยแบบไฟฟ้า พร้อมฟังก์ชันการซิงค์บัญชี สำหรับด้านพลังงาน Denza N7 มาพร้อมทางเลือกสามแบบพลังงาน โดยรุ่นสมรรถนะขับเคลื่อน 4 ล้อ สามารถขับได้ไกลถึง 630 กิโลเมตร การเปิดตัวรุ่นใหม่นี้แสดงให้เห็นว่า BYD ไม่ได้หยุดเพียงแค่การแข่งขันด้านราคา แต่ยังมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย
อนาคตตลาด EV ไทย: เมื่อการแข่งขันรุนแรงขึ้น ใครจะได้ประโยชน์?
การเคลื่อนไหวของ BYD ในตลาดจีน และการขยายตัวของ BYD ในตลาดโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาด EV ในประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หาก BYD นำกลยุทธ์ลดราคามาใช้ในประเทศไทย ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์โดยตรงจากรถยนต์ EV ที่มีราคาเข้าถึงง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตรายอื่นอาจเผชิญแรงกดดันในการปรับราคาตามเช่นกัน
ในฐานะผู้บริโภค นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ การแข่งขันที่รุนแรงจะผลักดันนวัตกรรมและนำเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดในราคาที่คุ้มค่าที่สุด หากคุณกำลังพิจารณาที่จะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือมองหารถยนต์ SUV ขนาดเล็กสักคัน การศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบรุ่น และการพิจารณาข้อเสนอต่างๆ คือสิ่งสำคัญที่สุด
คุณพร้อมที่จะก้าวสู่ยุคใหม่ของยานยนต์แล้วหรือยัง? การตัดสินใจเลือกยานยนต์ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของคุณเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ติดต่อผู้เชี่ยวชาญ หรือทดลองขับรุ่นที่คุณสนใจ เพื่อสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตด้วยตัวคุณเองวันนี้

